580731_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง โพธิกิจ ปีที่ ๔๕.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580731_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง โพธิกิจ ปีที่ 45 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … อาตมาพยายามต่ออายุก็เพื่อจะพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า การจะต่ออายุได้ ก็เคยพบว่ามีคนสองคน คนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ก็ต่ออายุมาได้ หลายทีก็เรียกว่าแมว 10 ชีวิต อีกคนหนึ่งคือ หนึ่งฟ้า นาวาบุญนิยม หลายคนก็ว่าจะตายหลายที จนบัดนี้เขามาปฏิบัติธรรม มีปริยัติมากขึ้นจนจบป.โท ป.เอกได้ อาตมาถือว่าเป็นวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับโลกุตรธรรม มีสองคนคืออภิสิทธ์กับหนึ่งฟ้าที่เป็นวิทยานิพนธ์ป.เอกเกี่ยวกับธรรมะโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นนัยสองแบบ ออกไปจากเค้าที่อาตมาพาทำทั้งนั้น จนกระทั่งจบมาได้เป็นป.เอก เสร็จ ก็จะเป็นตำราหลักวิชาที่จะได้ใช้กันเป็นที่ยืนยันอ้างอิง เขาก็ทำตามหลักวิชาการ อาตมาว่ามันยากมากเลยที่จะเอาโลกุตระไปผ่านสถาบันใดๆ ตั้งแต่รินธรรมแล้วเขาก็ไม่รับอโศก ก็ต้องเปลี่ยนเป็นหัวข้ออื่นก็จบดร.ได้ อาตมามาถึงวันนี้บวชมาถึง 45 ปี เป็นตัวเลขที่พระพุทธเจ้าท่านบวชมาถึง 45 พรรษาตัวเลขเดียวกัน ถ้าถึง 7 พ.ย. ออกพรรษานี้ อาตมาก็จะครบ 45 พรรษาเต็มขึ้น 46 อาตมาก็ไม่ยอมปลงอายุสังขารหรอก อาตมายังมุ่งมั่น อาตมาเทศน์ไปพวกเราก็พยายามเรียบเรียง วันนี้อาตมาก็จะเอาที่หนึ่งฟ้าเรียบเรียงธรรมะมา เขาเอาโลโก้ ที่เป็นของบ.เดินหน้าฝ่ามหาสมุทร มาใช้
นี่เป็น pattern ที่อาตมาคิดขึ้นมา แต่ก็คนทางโลกจะดูว่าเพ้อฝัน คนทางโลกเขาเชื่อว่าถ้าบรรลุธรรมแล้วเอามาประกาศไม่ได้ ถือว่าเป็นการโออวด การโอ้อวดคือกิเลสก็ถือเอาตามอาการ การบอกว่าตนบรรลุธรรมก็เป็นการอวด สิ่งที่ตนมีดี แล้วก็ถือว่าเป็นกิเลสมีจิตอยากอวด สาเฐยจิต ทั้งๆที่อาตมาประกาศตนเองมาตั้งแต่ต้นที่อาตมาทำงานศาสนาที่รู้ว่าเป็นใคร จะต้องทำงานอะไร ตอนเริ่มต้นพูดไปก็ค
อ่านต่อ
นไม่เข้าใจก็ไม่ดี ก็ไม่ประกาศอรหันต์ ไม่ประกาศโพธิสัตว์ ซึ่งทางเถรวาทเมืองไทยประกาศโพธิสัตว์เขาไม่ถือ เพราะเขาถือว่าโพธิสัตว์เป็นปุถุชน จะเป็นอาริยะไม่ได้ด้วย เพราะเขาว่าถ้าเป็นโสดาบันอีก 7 ชาติก็เป็นอรหันต์ แล้วเขาถือว่าอรหันต์ตายแล้วสูญด้วย อาตมากล้าพูดอีกอัน ท่านนายกฯสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็รู้ว่า อาตมาพระโพธิรักษ์ขึ้นมาตอนท่านเป็นนายกฯก็มาหาอาตมาที่ห้องภาพสุวรรณ ท่านก็มาพูดจาปราศรัย แล้วมีคนไปคุยกับนายกฯสัญญา(ตอนนั้นหลัง 14 ต.ค. 2516 ก็ได้ลาออกจากนายกฯแล้วเป็นอดีตนายกฯ) มีคนไปถามว่าเป็นอย่างไรไปคุยกับท่านโพธิรักษ์ ท่านสัญญาก็ว่า ท่านเป็นอรหันต์ แล้วก็มีดร.ขวัญดี น้องสาวอาตมาก็เซ้าซี้ถามว่าอาตมาเป็นอรหันต์หรือเปล่า อาตมาก็บอกว่า เป็น มีคนบอกว่า อ.ขวัญดีไปพูดกับสิกขมาตุบอกไปด้วย ก็เงียบไม่ได้เปิดเผย แล้วก็มีอ.แสง จันทร์งาม ที่สอนเรื่องธรรมะ ก็ไปเซ้าซี้ถาม อาตมาก็บอก ตั้งแต่พ.ศ. 2520 ประมาณนั้น แล้วก็มาบอกอีกทีก็ พ . ศ. 2558 ที่งานพุทธา สถาน ไพศาลี อาตมารู้ว่าสาเฐยจิตเป็นอย่างไร อาตมารู้ว่าอาตมาไม่มี มันเป็นมโนสัญเจตนาที่เป็นวิภวตัณหา ศาสนาพุทธเพี้ยนไป ไม่เข้าใจวิภวตัณหา คือความปรารถนาทำงานไปโดยไม่มีกามตัณหา ภวตัณหาแล้ว เป็นความมุ่งหมายมีมโนสัญเจตนาที่ใช้ลักษณะความต้องการปรารถนามุ่งหมาย อย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านมีมโนสัญเจตนา มีวิภวตัณหาจะสร้างศาสนา คนที่อ่านอาการจิตไม่ออก ไม่รู้นามกาย รูปกาย ตามที่มีอาการแสดงออก องค์ประชุม เมื่อมีปฏิฆสัมผัสโส เขาไม่สามารถศึกษาพากเพียรปฏิบัติได้ เขาไม่สามารถ ถ้าเขาไม่มีญาณปัญญา สภาพจริงว่าเขามีญาณและสัญญากำหนดรู้ว่าเกิดญาณปัญญาว่านี่คือ อาการของกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เขาอ่านไม่ออก เมื่ออ่านไม่ออก ในกาย เวทนา จิต ธรรม ที่เป็นโลกุตระ ตั้งแต่กายในกาย ของโพธิปักขิยธรรม 37 อาตมาให้จำง่ายๆว่า 4 5 7 8 ตัว 4 ก็คือสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ตัวปฏิบัติจริงคือสติปัฏฐาน 4 ตัวองค์รวมคือสัมมัปปธาน 4 มีสังวรปธาน แล้วเรียนรู้จากสติปัฏฐาน 4 กำจัดกิเลส ปหานกิเลสให้ได้ ถ้าไม่มีอิทธิบาทเป็นแรงก็ไม่สำเร็จหรอก เรียนรู้ตรวจสอบ วิมังสา ให้รู้จักเนื้อหา สาระ ดีชั่ว โลกุตระโลกียะให้ชัด จึงเกิดผลเป็น ภาวนาปธาน แล้วรักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน แล้วพากเพียรทำต่อไป ในหลักโพชฌงค์ 7 และมรรคองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 จึงเกิด โพชฌงค์เป็นการเดินการก้าว ส่วนมรรคองค์ 8 เป็นทางเดิน มาถึงยุคนี้ ปางนี้อาตมาต้องมาพิสูจน์ธรรมะเพียวๆไม่ต้องอาศัยเครื่องช่วย ไม่มีอลังการ แล้วก็ยังประกาศว่าที่มีนี้เป็นของตนเอง ไม่ได้เอามาจากใครเลยในชาตินี้ เขาก็ยิ่งขึ้นอีก วันนี้เข้าพรรษาเต็ม 45 ปี ออกพรรษาวันที่ 7 ก็ขึ้นปีที่ 46 ก็จะได้มุ่งมั่นต่อไปด้วยอุตสาหวิริยะเพื่อศาสนาพุทธด้วยเลือดด้วยเนื้อด้วยวิญญาณ อาตมาหยิบของคุณหนึ่งฟ้าที่เขาสรุปมาสั้นๆ ว่าเขาเข้าใจในธรรมได้อย่างไรแค่ไหน? โครงสร้างหมวดธรรม 1 .ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบหลักของการบรรลุธรรม 1.1 กาย 1.2 สัญญา
พ่อครูว่า … ปฏิบัติธรรมหากไม่เข้าใจกาย หรือสักกายะ ไม่สามารถจับอาการ ลิงค นิมิตของกายก็จะปฏิบัติต่อไม่ได้ จะไม่สามารถเรียนรู้สัตตาวาส หรือวิญญาณฐีติ 7 ได้ เพราะไม่รู้อาการของสัตว์นรก อาการของเทวดาที่มีเทวดาสมมุติเทพ เทวดาอุบัติเทพ วิสุทธิเทพอีก จะเป็นเทวดากามหรือเทวดาพรหมอีกมันเป็นอย่างไร จะไปอธิบายพรหม 16 อรูปพรหมอีก 4 ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้จักสภาวะของรูป นามที่ประกอบเป็นผัสสะ 3 ปสาทรูป สัมผัสกับรูป โคจร เช่น ตากับรูป หูกับเสียง...ทาง 5 ทวารนอก สัมผัสแล้วเกิดวิญญาณเป็นผัสสะ 3 กายมีสามเส้า แยกไม่ได้ แต่ทุกวันนี้เข้าใจกายว่ามีแค่ร่างนอก ไม่มีนามธรรมไปร่วมเลย ตัวกำหนดรู้ก็คือสัญญา การปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 นี้จะต้องอาศัยนามธรรม ตัววิญญาณฐีติ 7 แล้วมีอายตนะอีก 2 คืออสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ตัว กาย กับสัญญานี้เป็นตัวสำคัญในการปฏิบัติธรรม ในปฏิจจสมุปบาทก็ต้องปฏิบัติด้วยเวทนา 6 ต้องกำจัดความเป็นกายของสัตว์จนหมดรูปนามของสัตว์ตั้งแต่กายของสัตว์นรก ในวิญญาณฐีติข้อที่ 1 แล้วก็ปฏิบัติสัมมาสมาธิด้วยลืมตา ไม่ใช่ปฏิบัติ อย่างฤาษี อุทกดาบส อาฬารดาบส อาตมาบรรยายมา 45 ปี ทำไม่ไม่กระเตื้องกันเลย ยังมุ่งหน้าอยู่กับทิฏฐิเดิม ศีลพรตเดิม ศีลพตุปาทาน จมกับอัตตวาทุปาทาน คือไม่รู้จักอัตตา ยึดได้แต่วาทะคืออัตตา ไม่รู้จักอัตตา 3 ที่เป็นมโนมยอัตตา โอฬาริกอัตตา อรูปอัตตา ซึ่งก็จะมีกามในอัตตา นั่นแหละ ทำจนหมดกาม เหลือแต่อัตตาก็เป็นกิลมถะ ก็ต้องล้างเป็นอนาคามีขึ้นไปเหลือแต่อัตตาตนที่ลำบากตนไม่ยุ่งกับภายนอกแล้ว มาอ่านของหนึ่งฟ้าต่อ
โครงสร้างหมวดธรรม 1 .ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบหลักของการบรรลุธรรม 1.1 กาย 1.2 สัญญา 1.3 ทิฏฐิ เร ิ่ มจากทิฏฐิสัมปทา ในแสงอรุณ 7 ที่ถือว่าเป็นหมวดธรรม ที่มีองค์ประกอบเบื้องต้นที่ต้องมี ในโครงสร้างหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เริ่มจากองค์ประกอบเบื้องต้นในทิฏฐิ 2 ที่ต้องมีปรโตโฆษ ะ และโยนิโสมนสิการ หลังจากนั้นก็ต้องเข้าใจเส้นทางการเดินมรรค 37 ขั้นตอนในโพธิปักขิยธรรม 37 จึงจะบรรลุผลเป็นโลกุตรบุคคล 9 ไปตามลำดับ โดยเริ่มจากความเข้าใจคำว่า "กาย"ในสติปัฏฐาน 4 แล้วเมื่อลงมือปฏิบัติด้วยการกำหนดพฤติกรรมที่เป็นสักกายะของตนเอง ที่เป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของตนเองโดยส่วนตน และหรือที่มีปัญหากับคนอื่นหรือหมู่กลุ่ม แล้วนำมากำหนดเป็นพฤติกรรมที่จะสังวรศีล ในจรณะข้อ 1 และทำตามลำดับความสัมพันธ์ในจรณะ 15 วิชชา 8 ในข้อ 1-10 เกิดเป็น "ปัญญา" ในจรณะข้อ 11 โดยพฤติกรรมที่นำมา "สังวรศีล" เป็นพฤติกรรมที่ต้องการปรับเปลี่ยนให้มมีผลพัฒนาการไปตามลำดับในสัมมาทิฏฐิ 10 แล้วสั่งสมอินทรีย์พละเพิ่มในอินทรีย์ 5 เกิดผลเป็นพละ 5 ที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนในโพธิปักขิยธรรม 37 ส่งผลให้สามารถยกระดับจากสัมมาทิฏฐิ 10 ไปเป็นสัมมาทิฏฐิอนาสวะ 6 ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องตรวจทิฏฐานุสัย(ทิฏฐิ 1 )ให้ตรงชัดยิ่งๆขึ้น กล่าวคือ ต้องไม่ตกอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ 62 ที่ไม่เป็นทั้งอดีต 18 และ อนาคต 44 และเมื่อก้าวข้ามมิจฉาทิฏฐิ 62 มาได้ ก็จะเป็นการสั่งสมญาณต่างๆมาตามลำดับในญาณ 67 ของสาวกภูมิ และอีก 7 ญาณ สำหรับนิยตโพธิสัตว์ ขึ้นไปที่เป็น สยังอภิญญา ที่จะยกระดับไปเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป รวมเป็น 73 ญาณ 1.4 อาสวะ 4 อนุสัย 7 1 ) การพ้นอาสวะ 4 ทำให้เกิดปัญญาวิมุติ 2 ) การพ้นอนุสัย 7 ทำให้เกิดเจโตวิมุติและส่งผลให้เกิดอุภโตภาควิมุติ (เดิมเข้าใจว่า บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ ในบุคคล 4 คือผู้ได้เจโตวิมุติ) 1.5 ผลของความเข้าใจใน 1.4 ทำให้เข้าใจลำดับหัวข้อในหมวดธรรมต่างๆได้ชัดขึ้น เช่น _ในมูลสูตร 10 ว่า ทำไม "ปัญญา" มาก่อน "วิมุติ" _ในมหาจัตตารีสกสูตร ทำไม "สัมมาญาณ" มาก่อน "สัมมาวิมุติ" _ในทักขิเนยบุคคล 7 ทำไม ธัมมานุสารี บรรลุธรรมได้ปัญญาวิมุติ โดยไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ส่วนสัทธานุสารี ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก่อนจึงจะบรรลุธรรมได้ _ในจรณะ 15 วิชชา 8 ทำไม "ศรัทธา" มาก่อน "ปัญญา" _และอื่นๆ ฯลฯ 1.6 ผลของความเข้าใจในลำดับของหัวข้อหมวดธรรมใน 1.4 และ 1.5 ทำให้เกิดความเข้าใจว่า 1 ) ถ้ามาจาก "สัทธานุสารี" ต้องสั่งสมให้ได้ "ปัญญา" ใน "จรณะ 15 " จึงจะเป็น "ปัญญา" ที่นำไปสู่ "ปัญญาวิมุติ" ได้จริง โดยไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วย "กาย"ก่อน เพราะการเดินตามลำดับขั้นตอนใน จรณะ 15 วิชชา 8 ก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วย "กาย" ตลอดเส้นทางอยู่แล้ว 2 ) “เจโตวิมุติ" เกิดหลัง "ปัญญาวิมุติ" 3 ) การที่จะบรรลุธรรมต้องชัดเจนในปริยัติ (สัญญา) ใน 1.2 นั่นก็คือ ต้องมีปัญญา (นาม) ที่จะอ่านรู้อาการ(รูป) ของ "กาย" ใน 1.1 ได้ถูกต้อง จึงต้องมีสัมมาทิฏฐิมาตามลำดับใน 1.3 4 ) ทำให้เข้าใจและเห็นความสัมพันธ์ของ 1.1-1.3 ที่ต้องเกี่ยวร้อยกันอยู่ตลอดเวลาในเส้นทางสู่การบรรลุธรรม 5 ) เห็นรอยเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านของอายตนะ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับอสัญญีสัตตายตนะ ไปเป็น "สัญญาเวทยิตนิโรธ" เช่นเดียวกับเห็นรอยเชื่อมต่อของ ปัญญาวิมุติ กับ เจโตวิมุติ ไปเป็น "อุภโตภาควิมุติ" 6 ) เห็นความลุ่มลึกของเนื้อหาหมวดธรรมที่ลาดลุ่มไปตามลำดับเหมือนฝั่งทะเล
2 .องค์ประกอบเบื้องต้นที่ต้องรู้ในแสงอรุณ 7 ...ทิ้งไว้แค่นี้เขาไม่ได้ต่อ
พ่อครูว่า … ตามที่เขาเรียบเรียงมา อาตมาก็ภูมิใจที่สอนไปมีคนรู้ในสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่เป็นสภาพที่ 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 )
พ่อครูว่า… จะตีทิ้งไม่ได้ บางอาจารย์เขาตีทิ้งอภิธรรมเลย ไปเอาแต่นั่งหลับตาจะเกิดปัญญาเอง ปิดตำราเลย พวกนี้น่าสงสาร มันปิดประตูบรรลุธรรมเลย ไม่เอาปริยัติที่ถูกทางก็จบเห่เลย ถ้านั่งหลับตาแล้วจะบรรลุได้เลย แล้วพระพุทธเจ้าทำไมสอนธรรมะละเอียดมากมาย มีพระไตรฯตั้ง 45 เล่น ท่านจะอธิบายให้เมื่อยทำไม ก็พานั่งหลับตาก็จบนี่ ซึ่งมันคนละสภาพเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีความลึกซึ้งมากอย่างที่กล่าว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเรียนรู้ไปตามลำดับ แม้จะบวชเป็นภิกษุก็ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ก็เริ่มแต่เบื้องต้น จึงจะงามเป็นลำดับ แม้ภิกษุก็เอาศีล 5 ก่อน นอกนั้นก็ไม่ละเมิดวินัยไปตามลำดับ หรือศีลที่ต้องเว้นตามหมู่ คือมหาศีล ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว เป็นเรื่องน่าอาย เป็นเรื่อง น่า ignominies 7 . เว้นขาดจากติรัจฉานกถา อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้่ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ประกอบการคุยด้วยเดรัจฉานกถากันอยู่เนืองๆ คืออะไรบ้าง? คือ พุดคุยกันถึงเรื่องเจ้านายบ้าง เรื่องโจรบ้าง เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องของน่ากลัว เรื่องการรบพุ่ง เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะ เรื่องบ้าน เรื่องจังหวัด เรื่องเมืองหลวง เรื่องบ้านนอก เรื่องหญิง เรื่องชาย เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ตายไปแล้ว เรื่องแปลกประหลาดต่างๆ เรื่องโลก เรื่องสมุทร เรื่องความฉิบหายและเจริญบ้าง ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการคุยเดรัจฉานกถาเห็นปานนั้นเสียแล้ว แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
พ่อครูว่า … คนฟังแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่ให้พูดอะไรเลยหากพาซื่อ แต่ประเด็นที่แท้คือ อย่าพูดเรื่องเดรัจฉานวิชชาคือขวางทางนิพพาน คืออย่าพูดเพื่อส่งเสริมกิเลส ไม่พาละหน่ายคลายจางจากกิเลสต่างหาก คือเข้าใจนัยละเอียดไม่ได้ก็เลยพูดไม่ได้เลย แล้วพระพุทธเจ้าพูดว่าข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่งก็ไม่ได้สิ อย่างนี้พาซื่อในคำสอนไม่รู้ว่าเดรัจฉานกถาคืออะไร
มหาศีล ( 7 ข้อ) 1. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-วิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายฟ้าผ่าเป็นต้น ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนาย หนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ(คือใช้ไฟเป็นอัคคียัญ ใช้ไฟเป็นองค์ประกอบ เช่นจุดธูปเทียนเป็นต้น เป็นเทวนิยม ที่ทำกัน ของพุทธให้งดเว้น) ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน
พ่อครูว่า … คือมันไม่เหลืออะไรเลย ทุกวันนี้ภิกษุไม่มีศีลแล้วมีแต่วินัย 227 ไม่เข้าใจความต่าง การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไล่ไปตั้งแต่ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ไป ในวัดในวา มหาศีลกำหนดไว้ แต่จุลศีลเป็นศีลเฉพาะบุคคล ส่วนมัชฌิมศีลเป็นศีลขององค์รวมหมู่ส่วนมหาศีลเป็นศีลของศาสนาพุทธนะ ศาสนาอื่นทำแต่ศาสนาพุทธไม่ทำ ว่าอันนี้เป็นธรรมนูญ เป็นศีลของศาสนา ส่วนวินัยเป็นส่วนที่มาทีหลังศีล มีบทลงโทษ ก็มาไล่จากกาย กับสัญญาที่หนึ่งฟ้าเขียนมา กายคือองค์ประชุมของรูป นาม มีสามเส้า มีตา กับรูป หูกับเสียง เป็นต้น ทั้งปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 แล้วเกิดเป็นอันที่ 3 คือนามธรรมก็คือวิญญาณ อาการของวิญญาณปรากฎเรียกว่าภาวรูป อาการของสิ่งกระทบเกิดเป็นภาวะคือสิ่งปรากฏ แล้วถูกรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เบื้องต้น ภาวรูปมีกิเลสประกอบเรียกว่าอิตถีภาวะ ต้องอ่านให้ออกแล้วต้องปฏิบัติให้อิตถีภาวะเป็นปุริสภาวะให้ได้ ถ้าคนที่ยังไม่ปฏิบัติต้องรู้อิตถีภาวะ จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตามก็ต้องหมายถึงนามธรรมไม่ใช่แค่ตัวตนบุคคลเราเขา ต้องทำให้พลังงานเป็นปุริสสินทรีย์เป็นเอกบุรุษ ทำให้เป็นหนึ่ง เอกสโมสรณา ก็ต้องรู้จาก อาการของเวทนา ต้องอ่านรู้ ตรงไหนก็หทยรูป ในคูหาสยัง ในอาการ 32 นี่แหละ ถ้าเป็นอาการที่ 33 ก็จะเป็นเทวดาดาวดึงส์หรือสัตว์ก็เป็นสัตว์นรก เป็นนิรยภูมิหรือปิตติวิสัย เป็นสัตว์อบาย ต้องอ่านวิญญาณเหล่านี้จากวิญญาณฐีติ 7 เมื่อไม่ได้เรียนรู้ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน แต่ละคนแต่ละพวกก็แล้วแต่ สัตว์นรกของใครก็ปั้นกันเอาเองตามรสนิยมหรือได้รับฟังมา เรากำหนดตรงเวทนา ว่ามันมีชีวิตของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน ท่านกำหนดหมายว่าอาการอย่างนี้โกรธคือสัตว์นรก อาการโลภก็เป็นสัตว์นรกเช่นกัน มันมีเขี้ยวอยากได้ อ่านอาการเข้าใจความหมาย ปริยัติว่ามันมีอาการอยาก อาการโกรธว่าไง ต้องรู้ความหมายแล้วอ่านอาการ ว่าโลภ ต่างกับโกร ธ มีลิงคที่ต่างกัน ก็ต้องกำหนดหมายมีนิมิตที่แล้วแต่ใครจะกำหนด จะครบก็แล้วแต่ปัญญาของใครๆ ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ องค์ประชุมอาการสัตว์นรก เป็นอกุศลจิตก็ต้องกำหนดอ่าน มีสัญญา โดยสัญญามันก็ต่างคน ต่างเข้าใจกันไปคนละแบบ ดีไม่ดีแยกไม่ออกเลยว่าเทวดาสมมุติเทพกับอุ ปปั ติเทพหรือเทวดาโลกียะกับเทวดาโลกุตระ ถ้าไม่ใช่สยังอภิญญาผู้รู้จริงๆก็จะมาสอนให้รู้โลกนี้โลกหน้าอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ได้เลย เพราะเวทนา 108 ต้องจัดการที่เวทนาให้เป็นเนกขัมมะ เคหสิตะเป็นโลกีย์ต้องรู้แล้วทำออก จึงได้เนกขัมมะ คือโลกุตระ ออกจากกาม จากพยาบาทได้จนมันอุเบกขา ก็คือเป็นหนึ่งแล้ว เอกสโมสรณา เอกัคคตาแล้วคือทำเวทนาให้เป็นหนึง จากที่มีชีวิตสัตว์เดรัจฉาน เป็นอิตถีภาวะ เป็นเมถุนเป็นเพศสอง จนทำให้เป็นหนึ่งไม่มีเพื่อนสองได้ รู้โลกีย์โลกุตระ ทำให้เป็นอุเบกขาเป็นธรรมะหนึ่ง แล้วก็อยู่อย่างมีส่วนสอง อยู่เหนือมันได้แล้ว โลกอันนั้นทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่ได้หนีไปจากส่วนโลกเลย หมดความเป็นชีวิต อินทรีย์พลังงานโลกีย์ไม่มีแล้ว ดับชีวิตินทรีย์ ที่เป็นพลังงานสัตว์โอปปาติกะ ตัวกิเลสดับไม่มีอาการเลย ก็หมดแล้ว องค์ประชุมรูปนามที่เป็นชีวิตสามเส้าของสัตว์หมดกายของสัตว์อกุศล สัตว์นรกสัตว์เปรตดับไป คุณทำอย่างนี้ด้วยการปฏิบัติบนอาหาร 4 ให้เรียนรู้อาหาร 4 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244 )
ให้เป็นเครื่องอาศัยในการปฏิบัติ อาศัยผัสสะตั้งแต่โอฬาริกอัตตา มีผัสสะแล้วเกิดกามหรือเกิดพยาบาท แม้จะสัมผัสอยู่แต่เราดับเหตุมันได้ก็เป็นหนึ่ง จากเวทนา เราอ่านมันตรงมโนสัญเจตนา ในนาม 5 คือเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็ทำใจในใจตรงนี้แหละ ดูตรงเจตนา มันมี 3 อย่างคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาก็ทำให้เป็นวิภวตัณหาไปล้างกามก่อนแล้วล้าง ภวตัณหาตามเป็นลำดับ ก็ตัดกรอบทำเป็นปริเฉทรูป กำหนดสัดส่วนขอบเขตให้เกิดว่างเป็นอากาสธาตุ เป็นสภาวะว่าง ไม่เกิดการกวนจากกิเลส จากเฉยกลางก็ขึ้นเป็นอากาสาฯ แล้วต่อเป็นวิญญานัญจาฯ อากิญจัญญายตนะแล้วเนวสัญญานาสัญญายตนะไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธเลย ไม่ใช่หยุดแต่อากาสาฯ ก็ต้องออกจากกามจากพยาบาทนะคำว่าเนกขัมมะ เราต้องเข้าใจ สุริยเปยยาล ที่เปรียบเหมือนแสงอรุณ หากไม่มีแสงอรุณก็ไม่เกิดมรรคองค์ 8 [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 134 ] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .
พระพุทธเจ้าว่าเราเป็นมิตรดีสำหรับเธอนะ พวกเราก็เป็นมิตรดีต่อกัน ต่อจากนั้นคือศีลแล้วเป็นฉันทะที่จะเป็นมูลให้เกิดความสำเร็จผลได้ ถ้าไม่มีฉันทะก็ไม่สำเร็จ ต้องมาเรียนรู้อัตตาตัวสำคัญในตน แล้วมีทิฏฐิที่ต้องเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร หรือคือความเห็นที่ต้องถูกต้องถูกตรง ว่าจะปฏิบัติอย่างไรในทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติกรรมต่างๆ จะแยกโลกนี้โลกหน้าโลก โลกียะ โ ล กุตระต่างกันอย่างไร ที่จะพาให้เกิดสัตว์โอปปาติกะ จิตวิญญาณ ที่ท่านเรียกจิตวิญญาณอนาคามีว่าคือโอปปาติกะ คือล้างกามภายนอกแล้วเหลือแต่ในจิตจริงๆ พอล้างสัตว์ในจิตต่อก็เป็นอรหัตตมรรค หมดก็คืออรหันต์ … จบ
ฉลองเทศกาลวันแม่ บ้านราชฯขายปุ๋ยอินทรีย์ งอกงาม กระสอบ 50 กก.กระสอบละ 180 บาท(ขึ้นปุ๋ยเอง) 190 บาท(จนท.ขึ้นปุ๋ยให้) เฉพาะวันที่ 1-16 ส.ค. 2558 นี้ ที่โรงปุ๋ยพลังชีวิต ราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี