580724_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ความมีและไม่มีที่ต้องอาศัย .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580724_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง ความมีและไม่มีที่ต้องอาศัย โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้วันศุกร์ที่ 24 ก.ค. 2558 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม เราก็มาพูดถึงเรื่องธรรมะต่อ ทุกวันที่มีรายการเราก็พาไหว้พระ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ได้ระลึกถึงพระไตรรัตน์ ด้วยใจที่เห็นจริง เป็นกุศลสิ่งประเสริฐสำหรับมนุษย์ทุกคน อย่างน้อยก็ได้กราบ อย่างอาตมาก่อนนอนและตื่นนอนก็กราบ บางวันหลายครั้งต่อวัน อย่างอิสลามเขาระลึกถึงพระเจ้าอย่างน้อยวันละ 5 ครั้งก็เป็นกุศลของเขา มนุษย์เราหากไม่มีพระศาสดาให้เราระลึกถึง ธรรมะไม่ว่าศาสนาไหนสอนให้เราทำดี ยิ่งได้ศึกษาแล้วปฏิบัติทุกกรรมกิริยา สอนให้ทุกลมหายใจเข้าออก ดูอิริยาบถ กรรมกิริยาทุกกรรมกิริยา ตั้งแต่หยาบ ทำงานทำการเลี้ยงชีพ เป็นงานยังชีพ ให้สัมมา ให้ได้มรรคได้ผล อัตถิตา เป็นหลักใหญ่อย่างจริง หลักของศาสนาพระพุทธเจ้าปฏิบัติด้วยชีวิตสามัญที่เลี้ยงชีพอยู่หรือการกระทำต่างๆ หรือการงานเลี้ยงชีพอย่างเดียว แต่การกระทำทุกกรรมเรียกว่า กัมมันตะ เราต้องตรวจดูว่ามิจฉา ไม่พาเจริญหรือไม่? การพูด การคิดนึก ระลึกถึง สังกัปปะ ก็ปฏิบัติไป ท่านสอนถึงว่าอาการอย่างนี้คืออาการกิเลส กิเลสคือจิตเจตสิก หัดอ่านจิตเจตสิกให้เป็น แม้เราจะทำงานการมีสัมผัสกับภายนอก สัมผัสแล้วมันก็จะเกิดองค์ประชุมของสังขาร ภายนอกกับภายในกับจิตวิญญาณเรา เกิดผลคือสังขารธรรม คนอวิชชาไม่ได้เรียนรู้เหตุ ผู้ไม่รู้ก็อวิชชา ไม่รู้สังขาร มันก็พาไปทำชั่วทำเลว เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ท่านสอนไว้ละเอียดดีหมดของพุทธ เราปฏิบัติจากกรรม จะดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่กรรม ผู้ทำถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ มีประสิทธิภาพพอก็ลดกิเลสได้ มีนิพพานเป็นที่หมายได้ ผู้มีคุณธรรมเช่นนี้เราไม่ใช่ศาสนาเปล่าดายไร้
อ่านต่อ
ประโยชน์ แค่พารวยลาภ ยศ สรรเสริญ อามิสต่างๆ สิ่งเหล่านั้น เราเคยสร้าง มันจะเกิดลาภโดยธรรมขอให้ขยัน เจตนาทำด้วยเรี่ยวแรงสามารถ จะได้อาศัยโดยไม่ต้องอยาก ทำไปตามสมควรก็จะได้ผลใช้สอนกินอยู่ ทำโดยไม่ต้องอยากเลย มีแต่อุตสาหะพากเพียรทำ เกิดลาภธัมมิกา คนเราไม่ได้เรียนรู้สมุทัยตัวร้าย มีแต่สิ่งเหลวไหลก็พาตนและสังคมเสื่อม คนจะขาดธรรมะไม่ได้ จะถูกอำนาจโลกยั่วยุมอมเมาครอบงำความคิด ให้เราอยากหลงได้หลงมีหลงเป็น ไปเป็นเบี้ยล่างให้เขาต้มย้ำทำแกงเป็นทาส ไปทำตามเขาทำเลวทำร้ายอีก สังคมจึงเสื่อม แย่เข้าไปทุกที ทุกวันนี้ในไทย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาไม่บังคับให้อิสรเสรีภาพ ใครเห็นว่าดีก็เอาไม่เห็นดีก็แล้วไป ถ้ามีสิ่งหลอก ว่าอันนี้เป็นศาสนาพุทธแต่แท้จริงคือสิ่งเสื่อมเป็นอบายมุขเขาไม่รู้ กลับรู้สึกว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น หลงเชื่อเลยว่าอบายมุขมันเป็นรสชาติที่น่าได้น่ามีน่าเป็น แต่พระพุทธเจ้าท่านพบว่าคือสุขขัลลิกะ คือสุขเท็จ แต่ไม่ได้เรียนรู้ก็เลยถูกมอมเมาให้ไปเสพรสโลกีย์ สังคมจึงเลวร้าย ศาสนาพุทธเป็นศาสนามีประสิทธิภาพให้พ้นออกจากอุศลจิตได้แล้วก็อยู่อย่างไม่ต้องอยากเกินพอดี ที่จะต้องเอามาอุปโภค บริโภคอย่างพอดีโดยไม่ถูกความเท็จมาหลอก รู้ว่ามนุษย์เกิดมาควรเป็นผู้มีภูมิปัญญา สมรรถภาพ ก็ต้องช่วยกัน ยุคนี้คนที่ต้องให้ช่วยมีเยอะ 1 .เด็ก 2 .คนแก่ 3 .คนป่วย 4 .คนพิการทางร่างกาย 5 .คนพิการทางสมอง คนอีกสองประเภทคือคนขี้เกียจและคนขี้โกง ก็ต้องช่วยให้เขาหายจากอกุศลกรรม คนคิดโกรธเคือง สั่งสมเป็นกรรม ผูกพยาบาท ก็เป็นกรรมกิริยาสะสมเป็นกัมมสกะทำแล้วไม่มีทิ้งไม่มีหาย เมื่อไม่เรียนสัจจะก็เลยสร้างกรรมเลวร้าย สรุปง่ายว่าคนต้องมีธรรมะ จึงสบายตนและช่วยสังคม ยิ่งมีธรรมะกันเยอะในสังคม สังคมก็งดงาม ขาดธรรมะไม่ได้หรอก ต่อให้ไปเรียนมากี่ศาสตร์ จบดร.ครบทุกศาสตร์ ถ้าจิตวิญญาณเลวเสียแล้ว ส ิ่ งที่ไปเรียนฉลาดมานี่จะมาทำให้ความเลวนี้หนัก เลวลึก ร้ายลึก ผิดลึก ต่อให้จบดร.ครบทุกศาสตร์ ถ้าจิตวิญญาณเลวเสียแล้ว ก็ยิ่งทำเลวลึก ร้ายลึก ผิดลึก ได้ อย่างกลุ่มคณะธรรมกายเข้าข่ายนี้ รวมผู้รู้ผู้ฉลาดไปทำ แล้วเอาความรู้นี้ไปทำให้เลวลึก ร้ายลึก ผิดลึก ตอนนี้พุทธกระแสหลักไม่มีอำนาจไปจัดการเรื่องนี้ได้แล้ว ถ้าผู้มีรัฐาธิปัตย์เต็มตอนนี้ไม่จัดการก็คงแย่ จัดการไม่ได้อีกต่อไปเลย อาตมาได้หนังสือฉบับย่อ มาอ่าน แต่ก็ยังไม่ได้อ่านฉบับเต็ม กรณีธรรมกายอาตมาสรุปได้ว่า เลวลึก ผิดลึก ร้ายลึก ต้องให้หยุดด้วยอำนาจ ตอนนี้ มส. และมหาเถรสมาคมอยู่ใต้อำนาจแล้ว เพราะชัดเจนว่าตัวผู้นำธรรมกายปาราชิก ปาราชิกแล้วมีอธิกรณ์ท้วงตั้งแต่ พ.ศ. 2542 เป็นกรณีเรื่องเงิน ชัดเจน มันเป็นเรื่องอกุศลวิบากลึกมาก ลึกตรงที่ว่า สมเด็จพระสังฆราชท่านได้กล่าวอธิกรณ์แล้ว กล่าวว่าธัมมชโยปาราชิก มีหลายฉบับเลย เขียนไว้ ทีนี้มาถึงวันนี้ท่านก็ขอให้สงฆ์จัดการ แต่สงฆ์ก็อมพะนำ ไม่ทำ กลายเป็นว่าท่านต้องสังฆาทิเสส ข้อ 8 แกล้งใส่ความภิกษุอื่นว่าต้องอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูล สมเด็จพระสังฆราชจะอาบัติสังฆาทิเสส เพราะสงฆ์ไม่จัดการ แล้วมีข้อ 9 . แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าภิกษุอื่นต้องอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูล ข้อนี้ก็ถ้าเผื่อว่า มันไม่มีหลักฐานไม่มีเรื่องจริงเลย เป็นการกล่าวท้วงด้วยหาเรื่อง แต่ข้อ 8 นี้ตรงเต็มๆ ถ้ามส.จะทำการนี้ก็จะเป็นเรื่องดีที่สุด ที่สงฆ์กลับตัว ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ถ้าสงฆ์ไม่ทำ ผู้มีรัฐาธิปัตย์ต้องทำ เกิดมาอายุ 81 ปีแล้วยังไม่เคยเห็นอะไรที่ผิดลึก เลวลึก ร้ายลึกอย่างนี้ หลอกคนหลายชั้นให้เป็นบริวารได้ เก่งฉิบหาย ร้ายลึก ผิดลึก จึงเลวลึก เขาใช้โลกธรรมเป็นอำนาจ ฉลาดเฉโก จนคนสยบ หลงเป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป เป็นที่สุดแห่งที่สุดของเหตุการณ์ในประเทศไทย ถ้าไม่จัดการคราวนี้แล้ว อาตมาว่ายากมากที่ประเทศไทยจะฟื้นได้ อาจจะไม่ฟื้นเลยจนกลียุคเลย จริงๆ ประเทศอาร์เจนติน่าที่พาเศรษฐกิจสังคมล่มสลายยังไม่เท่าประเทศไทยหากถูกวิกฤติด้านนี้ คือแก่เล่นทั้งด้านทั้งแข็ง คือทั้งโด้ ทั้งง่าน คำว่าโด้คือด้านยกกำลังร้อย ส่วนง่านคือโง่ยกกำลังร้อยเลย ปัญญาคือฉลาดรู้เท่าทันทวาร 6 ไม่ให้อกุศลจิตเกิด แต่เฉกาคือไม่ฉลาดรู้เท่าทันทวาร 6 ให้ก่ออกุศลได้ แต่เฉโก คือฉลาดที่มาจากฉฬายตนะ ที่เอาไปทางสร้างอกุศลจิต ทั้งตนเองและให้ผู้อื่นมีกิเลสตามมาหนาขึ้น ซับซ้อนนับไม่ถ้วน คราวนี้มันถ้วนมันเต็ม มันสุดที่จะกล่าวอะไรได้แล้ว มันไม่มีข้อแก้ตัว ไม่มีเหตุผลัดเพี้ยนเลย อาตมาก็ได้แต่ขอร้องอย่างไรผู้มีอำนาจรัฐาธิปัตย์ช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย เพราะไม่มีโอกาสที่จะได้รัฐาธิปัตย์งดงาม เรียบร้อยอย่างนี้ อาตมาว่า ครบเครื่องในความมังกุ ครบเครื่องอุปกิเลส 16 คนจริงหากบริสุทธิ์จะไม่กลัวอธิกรณ์ ยกตัวอย่างอาตมาไม่เคยหนีอธิกรณ์เลย เดินหน้าสู้ ถ้าเขาจะเข้าใจไม่ได้เอาให้ตายก็ยอม อาตมาถึงกล้าพูดได้ว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด ถ้าเราไม่บริสุทธิ์เจอทีไรก็สมน้ำหน้า ถ้าเราผิด แต่ถ้าเราบริสุทธิ์แล้วไม่มีปัญหา จะมีวิบากอย่างไรก็ไม่เป็นไร พระโมคคัลลานะ ท่านมีวิบาก ถูกฆ่าแล้วฆ่าอีก สงครามศาสนานั้นร้ายแรงมาก กรรมของผู้บรรลุแล้วมีสภาพความสงบที่แรงเร็วมีน้ำหนัก แต่เป็นกุศล ไม่ใช่เบาๆ อ่อนๆ เฉื่อยๆไม่ใช่ แต่สงบอย่างมีแรง มีน้ำหนักมีความเร็วมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์สูงสุด เป็นปรมังสุขัง คือยิ่งกว่าสุข รากศัพท์ ของสุขคือ สุ คือความว่าง เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อาตมามั่นใจว่าอาตมาสัมมาทิฏฐิ ในเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้าเอามาประกาศ เพราะรู้โลกนี้โลกหน้า แต่ก่อนโน้นเข้าใจกันว่าโลกนี้ เกิดอยู่ตรงนี้ มีดิน น้ำ ไฟ ลม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่คนรู้สมมุติได้ด้วยกัน แล้วโลกหน้าเขาก็ว่าเป็นอีกภพหนึ่งแดนหนึ่งไม่มีดินน้ำไฟลม ไม่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอย่างโลกนี้ ต้องตายไปแล้วไปอยู่โลกหน้า เขาเข้าใจเช่นนี้ก็เดาเอาสิ อย่างคุณชายคึกฤทธิ์ ที่ว่ามันไม่เหงาน่าอยู่นะ ตื่นเต้นดีด้วย คนมาก ไม่เหมือนสวรรค์ ที่เงียบเหงา ก็สอนแบบนี้คนก็เลยทำชั่วมากขึ้นไม่ควรพูด เช่นนี้ ปฏิบัติของพุทธต้องมีผัสสะ สัมผัสทางทวารทั้ง 6 แล้วเกิดวิญญาณ เรียนรู้ให้ครบ แล้วก็เรียนส่วนของวิญญาณคือเจตสิกต่างๆ ตั้งแต่อกุศลจิตคืออบายเป็นต้นไป การได้อยู่เหนืออบายภูมิ ตัดกิเลสจนกิเลสไม่เกิด ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จะสัมผัสกับอบายที่เขาปรุงแต่งมอมเมาอย่างไรก็อยู่เหนือได้ไม่ต้องหนี ไม่ไปหลับตาปฏิบัติ นี่คือโลกุตรธรรม หมดอบายก็ล้างกามเป็นอนาคามี ก็อยู่ตรงนี้ไม่ต้องหนีไปไหนสัมผัสทางฉฬายตนะ แต่กิเลสไม่เกิด ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลยในการเป็นกิเลส นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่คือคุณสมบัติอรหันต์ที่จบกิจ ได้แล้วจะพูดได้อย่างมั่นใจ อย่างเรามีเงินล้านอยู่ในกระเป๋า แต่คนจะบอกว่าเราไม่มีเราก็ไม่ตื่นเต้นตกใจอะไร ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อาตมาได้อ่านเจอบทความของพวกนักตรรกศาสตร์ ในมติชนรายสัปดาห์ ของคุณวิเวกา นาคร เรื่อง กิเลสาวรณ์ เญยยาวรณ์ ศีล สมาธิ คือฐาน
พลันที่คุรุนาคารชุนอรรถาธิบายมาถึง "ความจริงแล้ว นิพพานพ้นจากความมีและความไม่มี" ฝ่ายปรวาทีได้ตั้งข้อโต้แย้งขึ้นว่า “การที่ฝ่ายศูนยวาทปฏิเสธลักษณะในธรรมทั้งปวงนั้น ฝ่ายศูนยวาทยังมีหลักฐานพุทธพจน์ยืนยันหรือไม่ ท่านคุรุนาครชุนจึงอ้างสังยุตนิกายขึ้น รูปเปรียบเหมือนฟองน้ำ เวทนาเปรียบเหมือนต่อมน้ำ สัญญาเปรียบเหมือนพยับแดด สังขารเปรียบเหมือนต้นกล้วย วิญญาณเปรียบเสมือนนักเล่นกล อันพระผู้เผ่าพงศ์อาทิตย์ได้แสดงแล้ว พุทธภาษิตแสดงให้เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นมายาธรรม เมื่อเบญจขันธ์เป็นมายาธรรมแล้วก็มีแต่มายามีทุกข์ นั่นก็คือ แสดงให้เห็นว่าสรรพธรรมไม่มมีสวลักษณะหรือสวภาวะ ไม่มีใครมีกิเลส หรือพ้นกิเลส พระนิพพานอันเป็นความดับแห่งเบญจขันธ์ จักมีสภาวะเอกเทศอยู่อย่างไร แม้จริงไม่มีอะไรเกิดหรือดับเลย ถ้าสังขตธรรมมีอยู่ อสังขตธรรมจึงมีได้ เพราะความปฏิเสธสังขตะก็คือปฏิเสธอสังขตะ ก็เมื่ออสังขตะไม่เป็นของจริง อสังขตะจะมีอยู่อย่างไร เหมือนกับพูดว่า การไป การมา การเกิด การดับ ย่อมต้องอาศัยคนเป็นปทัฏฐาน คือ คนไป คนมา คนเกิด คนดับ … พ่อครูว่า … แล้วคุณเป็นคนไหม คุณได้ล้างกิเลสตั้งแต่อบายภูมิหรือยัง? คุณจะพูดอนัตตา ก็ให้คุณไปเลิกเหล้าเลิกบุหรี่เสียก่อน
… ก็เมื่อตัวคนไม่มีแล้ว อาการเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างไร ได้ฟังดังนั้น ฝ่ายปรวาทีก็แย้งขึ้น ถ้าเช่นนี้ทิฏฐิ ของท่านก็เป็นอุจเฉทะ พระพุทธองค์จะสอนให้บุคคลเจริญมรรคผลไปทำไม ในเมื่อทุกส ิ่ งทุกอย่างว่างเปล่าเช่นนี้ วาทะของท่านนั้นเป็นนัตถิกะ ทำลายกุศลธรรมทั้งปวง" ท่านคุรุนาครชุนโต้กลับไปว่า วาทะของเราแบ่งเป็น 2 นัยคือ โดยกิเลสนัย เรากล่าวว่า ธรรมทั้งปวงมีอยู่อย่างมายา เช่นเดียวกับความฝัน เราไม่ได้ปฏิเสธเหตุการณ์ในความฝันว่าเป็นของไม่มีอยู่ เรากล่าวว่า ความฝันมีอยู่ แต่มีอยู่อย่างไม่จริง เรารับสมมุติบัญญัติตามโลกโวหาร ไม่ได้ปฏิเสธกรรมกิริยา เหมือนกับเราไม่ได้ปฏิเสธความฝันว่าไม่มี แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถนัย สิ่งทั้วปวงเป็นศูนยตา เหมือนเรากล่าวว่าความฝันไม่ใช่ของจริง เราจึงไม่ใช่พวกนัตถิกะ ตรงกันข้ามกับพวกท่านนั้นแหละ กลับจะเป็นฝ่ายปฏิเสธบุญกรรมกิริยาเสียเอง เพราะพวกท่านยึดถือว่าสิ่งทั้งปวงมีสวลักษณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนทำบาปก็ต้องทำบาปวันยังค่ำ ไม่มีทางกลับตัวเป็นคนดีได้ เพราะคนทำบาปมีสวลักษณะ การทำก็มีสวลักษณะ บาปก็มีสวลักษณะ สิ่งใดเป็นสวลักษณะ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง ไม่อาศัยส ิ่ งอื่น เพราะฉะนั้น ฝ่ายท่านจึงปฏิเสธกรรมกิริยา ฝ่ายเราถือว่าสวลักษณะไม่มี เป็นศูนยตา คนชั่วจึงกลายเป็นคนดีได้ ปุถุชนจึงเป็นอรหันต์ได้ เด็กจึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ถ้าถืออย่างมติท่าน เด็กต้องเป็นเด็กตลอดไป ถ้าเด็กเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ย่อมแสดงว่าเด็กคนนั้นมีสวลักษณะ เป็นศูนยตา เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่าเพราะมีศูนยตานี้เอง อุบัติกาลของโลกจึงได้ไปตามระเบียบ ขณะเดียวกัน อภิชัย โพธิประสิทธิศาสต์ ย้ำว่า ฝ่ายมาธยมิกได้เปรียบเทียบทัศนะในเรื่องเห็นว่างเปล่าในระหว่างตนกับพวกนัตถิกะว่าเหมือนบุคคล 2 คน นายก. เห็นโจรคนหนึ่งประกอบโจรกรรมเฉพาะหน้า นายข.ไม่ได้เห็นโจรนั้นประกอบโจรกรรมเลย แต่พูดไปตามนาย ก. ความเข้าใจเรื่องคุณค่าระหว่างนาย ก. กับ นาย ข. นี้แตกต่างกันฉันใด ฝ่ายเรา คือคุรุนาครชุน เห็นสรรพสิ่งเป็นของสูญด้วยยถาภูตญาณทัศนะ ฝ่ายท่านคือฝ่ายนัตถิกทิฏฐิ เห็นทุกส ิ่ งเป็นของไม่มี เป็นความเห็นที่เกิดจากตรรกะ มิได้เกิดจากยถาภูตญาณทัศนะ มีอุปไมยดุจเดียวกับบุคคล 2 คนฉะนั้น เช่นนี้เองท่านนาครชุน จึงย้ำว่า บุคคลใดที่จะมีทัศนะในเรื่องศูนยตา บุคคลนั้นจะต้องมีศีล สมาธิ เป็นปทัฏฐาน ถ้าปราศจากศีลและสมาธิแล้ว ทัศนะของผู้นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฝ่ายมาธยมิกถือว่า พุทธภาวะ ไม่เป็นเหมือนธาตุทองที่มีอยู่ในดินทราย ไม่ใช่ภาวะสมบูรณ์ที่มีอยู่แล้วในธาตุรู้ของสัตว์ทั้งหลาย แต่พุทธภาวะ เกิดจากเหตุปัจจัยที่บารมีต่างๆอบรมบ่มให้สุกขึ้น เกี่ยวกับการละกิเลส ฝ่ายมาธยมิกถือว่า พระอรหันต์บุคคลสามารถทำลายเญยยาวรณ์ กิเลสาวรณ์ ตรงกันข้ามกับปรัชญามหายานสายอื่นๆ ซึ่งถือว่าพระอรหันต์ทำลายได้แต่กิเลสาวรณ์อย่างเดียว พระฎีกาในฝ่ายศูนยวาทคือท่านจันทรกีรติ ได้เขียนในคัมภีร์มาธยมิกาตาร ใจความว่าเหมือนกับคนเอาไฟเผารถ ภาพรถหายไปพร้อมกับกง ดุม ล้อ ไม่ใช่หายไปแต่รถแล้วเหลือล้อเอาไว้ให้ เมื่อพระอรหันต์ละกิเลสาวรณ์ได้ เญยยาวรณ์จึงเป็ฯอันท่านเพิกถอนไปด้วย กิเลสาวรณ์คือ อหังการ เญยยาวรณ์คือ มมังการ เมื่ออหังการละได้ มมังการก็พลอยละด้วย
พ่อครูว่า...ทั้งสองฝ่ายเอาตรรกะมาพูดได้ถูกทั้งสองฝ่าย เขาคิดถูก แต่เขาไม่ถูกต้องในความมีสวลักษณะ เพราะการใช้เหตุวิจัยด้วยเหตุผลตรรกะ แล้วสรุปในความคิดก็ถูกต้องหมด แต่ไม่ยืนอยู่ในจุดปลายเข็มนิดๆแห่งกาละปัจจุบัน ที่สุดแห่งที่สุดคือ 0 คือไม่มี ธรรมสองอย่างคือ ไม่มี ธรรม 1 หรือ 0 ก็เป็นธรรมะหนึ่งคือไม่มี แม้ที่สุดไม่มีแม้แต่ 0 ไม่มีอะไรทรงไว้เลย นั่นคือตรรกะ ผลแห่งความคิดปรัชญา ความรู้ แต่ในความจริงของลักษณะ ภาวะ แห่งสว แห่งตัวตน ของใครก็แล้วแต่ แท้จริงยังมีอยู่ ใช่ไหมที่เถียงกันอยู่ก็มีภาวะตัวตนทั้งนั้น รูปกับนามขันธ์ 5 ของคนอยู่ในโลกนี้ก็มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มีตามความคิด ผกผันได้ลึกซึ้ง แต่ขันธ์ 5 ของคุณก็มีอยู่ สว สก สย ก็มีอยู่ หรือส ก็มีอยู่ แถมยังมีอุปาทานขันธ์ 5 อยู่ด้วยซ้ำแล้วคุณหมดอุปาทานขันธ์ 5 หรือยัง แม้หมดแล้วคุณมีอหังการ เอามาเป็นของเรา มีมมังการคือเป็นเราเป็นของเราอีกหรือไม่? ความรู้ความคิดก็คิดได้ถูกหมด แต่ความจริงเขาไม่รู้ว่าความจริงเขาเองทำตั้งแต่ความไม่มีของกิเลสอบาย ขั้นกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิได้หมดแล้ว เป็นอรหัตตาได้หรือยัง แม้ยึดเป็นเราเป็นมมังการ ก็ยังหลงอยู่ แต่ถ้ารู้แล้วว่าเป็นแค่เครื่องอาศัยเท่านั้น
พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติ ฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(ลเก อตฺถิตา สา น โหติ ฯ ) โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทาน (พ่อครูว่า … ยึดไว้ เป็น genome) และอภินิเวส (พ่อครูว่า … นิเวสคือที่อยู่) (พ่อครูว่า … ยึดได้แล้วฝังรากใส่จิตไว้) แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ
[ 44 ] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ...ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 5
พ่อครูว่า… ในพระไตรฯท่านมีฟุตโน้ตว่า ความมีคือสัสตทิฏฐิ แล้วความไม่มีคืออุจเฉทิฏฐิ แต่ที่จริงไม่ใช่ มันเป็นบัญญัติภาษาว่ามีคืออัตถิตาส่วนนัตถิตาคือ ไม่มี นัตถิตาคือไม่มีมรรคผล แต่อัตถิตาคือมีมรรคผล ต่างกับคำว่า โหติ คือแปลว่ามีทั่วไป ส่วน นโหติ คือไม่มีทั่วไป ผู้อาศัยความมีและความไม่มี อรหันต์อาศัยความมีและความไม่มีได้ทั้งสอง ท่านทำเวทนารวมเป็นหนึ่งได้เป็นปุริสภาวะได้ กิเลสไม่ร่วมไม่มีเพื่อนสองแล้วอยู่แต่ผู้เดียวไม่ทุกข์แต่ท่านทำงานกับผู้อื่นท่านต้องมีความลำบาก พากเพียรประมาณให้ดี ฝึกสัปปุริสธรรม ท่านจึงเจริญอุเบกขา ให้มีปริสุทธา ปริโยธาตา แล้ว มุทุ กัมมัญญาจึงจะดีขึ้นได้ งานที่ท่านทำไม่ได้ทำประโยชน์ตน มีแต่ประโยชน์คนอื่นทั้งสิ้น อาตมาเคยพูดกับคนว่า อาตมากินข้าวนี้ไม่ได้กินเพื่ออร่อย เขาก็ว่าไม่อร่อยได้อย่างไร แล้วก็เคยพูดกับคนว่าที่กินนี่กินเพื่อคนอื่น เขาก็ว่ากินให้ตัวเองอยู่แล้วกินเพื่อคนอื่นอย่างไรเป็นต้น คนโดยมากต้องอาศัย สองอย่างนี้ แต่อรหันต์ใช้ทั้งสองอย่างได้ คนทั้วไป ในวาระเฉยว่างก็พักยกอาศัยความไม่มีเป็นเคหสิตอุเบกขาธรรมดา จนกว่าจะทำเนกขัมสิตอุเบกขาได้แข็งแรงเป็นฌาน 4 ได้ แต่เราไม่อุเบกขาก็ต้องตั้งตนบนความลำบากต้องประมาณ แม้ลาภสักการะสรรเสริญเป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแก่อรหันต์ เกิดจากอัตตาคนอื่นจะว่าอรหันต์มีอัตตา เขาก็ลดความเลื่อมใสได้ อรหันต์จะประมาณตน อรหันต์จะอ่อนน้อมถ่อมตน เขาเข้าใจอาตมายากที่เหมือนพูดข่มตลอด เขาเข้าใจไม่ได้ ว่าอาตมาไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้ อาตมามีอ่อนน้อมถ่อมตน ที่ต้องประกาศเพราะคนไม่เชื่อแล้วว่ามีอาริยะ ก็เลยประกาศให้คนได้รู้ แค่พูดไปคนก็ไม่เชื่อใหญ่แต่คนได้ศึกษาก็ยิ่งได้พิสูจน์ไป … จบ