580729_เทศน์ก่อนฉันสีมาอโศก เรื่อง ผู้รักษาโพธิเป็นเช่นไร .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580729_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่สีมาอโศก เรื่อง ผู้รักษาโพธิเป็นเช่นไร โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธ ที่ 29 ก.ค. 2558 พรุ่งนี้ก็เป็นวันอธิษฐานพรรษา เป็นพุทธประเพณี แม้สองพันห้าร้อยกว่าปีก็มีอยู่ มีรูปรอย แต่ว่าเนื้อแท้แก่นสารสาระหายไปแล้ว ได้แค่เปลือก ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ยากมาก พระพุทธเจ้าตรัสถึงศาสนาพุทธว่า มี ลาภสักการะเป็นใบดอกผล มีสะเก็ดคือศีล มีสมาธิเป็นเปลือก มีกระพี้เป็นสมาธิ และมีแก่นเป็นวิมุติ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ได้แค่ใบดอกผล ใบดอกผลเขียวชอุ่มพุ่มไสว ท่านเปรียบเหมือนลาภสักการะ ศาสนาพุทธทุกวันนี้หลงแต่ใบดอกผล หลงแต่ลาภ สักการะ สรรเสริญเยินยอ อาตมาเห็นเขาแย่งแต่ใบดอกผล ในศาสนาคือลาภ สักการะสรรเสริญ นี่คือศาสนาพุทธทุกวันนี้เอาแค่นี้ แล้วแถมแย่งกันอีก นอกจากเอาแล้วยังเลวลึกผิดลึกเข้าไปอีก ซื้อหาแข่งขัน ติดสินบน เหมือนโลกีย์ นี่คือศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ ศีลอันแค่สะเก็ดของศาสนาก็ไม่มีแล้ว ศาสนาพุทธที่มีตอนนี้ไม่มีแม้ศีลธรรมนูญคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า ศาสนาพุทธนั้น ภิกษุต้องเว้นขาด จากสิ่งที่ห้ามในศีลเหล่านี้ เว้นขาดทั้งกาย วาจา ใจจนเป็นวิมุติหลุดพ้นได้เลย ไม่สำนึกใน ignominies คำว่า ignore คือคนโง่หรือคนฉลาดก็ได้แต่ไม่รู้ไม่ชี้ คนโง่ก็ไม่รู้เรื่องก็ ignore แน่ แต่คนมีปัญญารู้ดีด้วยซ้ำ แต่ไม่เอาภาระ เฉยไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจ ไม่เกี่ยวข้อง ทำเป็นเอาตัวรอด นี่คือ ignore สองสภาพ สภาพที่โง่ไม่รู้เรื่อง กับสภาพที่รู้ดีด้วยแต่ไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่เอาภาระ ส่วน ignominies คือคำที่เห็นถึงสำนึก ว่ามันมีสำนึกอยู่รู้อยู่ แต่น่าอดสูน่าละอาย ตนเองก็มี guity อยู่ แต่ ignore ไม่รู้สึกรู้สา ส่วน ignominies คือรู้สึกบ้างแต
อ่านต่อ
่ไม่แก้ไข เป็นคนรู้อะไรดีหรือชั่ว ตนเองมีฐานะมีความรู้สามารถ ฤมีอำนาจเต็มที่จะช่วย แต่ไม่ช่วยก็คนอยู่ในฐานะนี้ ดีขึ้นมาบ้าง ส่วนอีกพวกคือพวก ignorable เป็นคนควรแก่การเพิกเฉยตัดทิ้ง เป็นคำต่ำช้าสามานที่สุดแล้ว เป็นคนรู้ดีเข้าใจดีทุกอย่างแต่เลวสุดดันทุรังทำส่ิงเลวอย่างไม่แคร์ไม่อายฟ้าอายดิน แพ้ไม่เป็น นอกจากแพ้ไม่เป็นแล้ว คือ ไม่คืนเงิน ไม่หนี ไม่สึก ไม่ปาราชิก เขาหน้าด้านอย่างนี้เลย ชาตินี้อาตมาเคยเห็นคนโง่ที่สุดในโลกเลวที่สุดในโลกแล้ว นี่มาเจอคนที่โง่กว่าเลวกว่าอีก นี่เป็นได้เหมือนกัน เราก็ค่อยๆขยายความธรรมะกัน วันนี้อาตมาจะขยายความธรรมะระดับของประเทศไทยที่เข้าใจกัน แล้วทำได้แค่ตรรกะด้วย คือทำได้แค่ความเข้าใจเหตุผล ความรู้ แต่ปฏิบัติจริงยังไม่ได้ ความรู้นั้นคือ มีอาจารย์สอนศาสนาต่างๆว่า ธรรมะคือธรรมชาติ เขาสรุปเช่นนี้เลย ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ไม่ครบ ดีไหมดี ควรใช้ไหมก็ควร เพราะเป็นระดับหนึ่งที่ควรถึง ธรรมะคือธรรมชาติ เขาก็เข้าใจกันเช่นนี้ยึดถือกันเช่นนี้ อาตมาก็ขอบอกไว้ว่าไม่ใช่ คำว่าธรรมชาติคือเกิดขึ้นตั้งอยู่ แต่ไม่สูญ แต่สัจจะคือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป แล้วการตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่อย่างอนิจจัง ใครจะรักษาสภาพตั้งอยู่ต้องมี อุปจยะ รักษาสภาพ เช่น คนที่ป่วยหนักเข้า icu แล้ว แต่เขาก็มีเครื่องช่วยชีวิตต่างๆถ้าไม่ให้ก็ตาย นี่คือส ิ่ งส่งเสริมธรรมชาติให้สมดุล หรือท่ออาหารให้มีเหตุปัจจัยให้ร่างนี้อยู่ได้ ถ้าไม่เติมทุกอย่างก็ชรตา ลักษณะธรรมพระพุทธเจ้าสูงสุดมี 4 สภาพ ในรูป 28 คืออุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา เขายังไม่รู้ถึงอนิจจตา คือไม่เที่ยง ธรรมชาติทุกอย่างไม่เที่ยง จะให้เที่ยงต้องมีอุปจยะ เติมปัจจัยให้สังเคราะห์อยู่ได้ ให้สมดุล อยู่ได้นานเท่านาน นอกจากมีเหตุปัจจัยความเสื่อมของชีวะหรือของเครื่องนั้นเสื่อมไปก็ชรตา เรากำหนดอุปจยะ ให้ได้สัดส่วน ได้ตามที่จะให้ลงตัว อัตราที่ควรได้ก็ดำเนินต่อ ถ้าไม่พอก็เสื่อม ถ้าเกินก็ไม่ดี ลักษณะสมดุลจึงเป็นส ิ่ งดีสุดนานสุด สดชื่นสุด สัมบูรณ์สุด คำว่าสมดุลจึงเป็นตัวสูงสุดที่คนต้องเข้าใจแล้วทำให้ได้ เพราะใครไม่อยากให้เสื่อมก็ต้องทำให้มันสมดุลให้ได้ ทั้งรูปธรรม นามธรรม
ข้อความธรรมะของ หลวงตารักษ์ ถาวรโร ธรรมะคือธรรมชาติ และทุกๆธรรมชาติมีความเป็นกลางโดยไม่แทรกแซงกันและกัน และไม่เข้าไปขัดแย้งในธรรมชาตินั้นๆ ฉะนั้นผู้ที่เห็นธรรมชาติและเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริงจะไม่เข้าไปฝืนธรรมชาติ ไม่เข้าไปแก้ไขธรรมชาติให้ได้ตามใจใครก็ตาม เรามีหน้าที่เพียงเข้าใจธรรมชาติเท่านั้น และปล่อยให้ธรรมชาตินั้นๆเขาเป็นไปตามธรรมดาของเขา นี่คือหน้าที่ของเรา รักษาความเป็นกลางของความเป็นกลางที่เขากลางของเขาอยู่แล้ว ธรรมชาติเขาจะจัดสรร ในธรรมชาตินั้นๆเราไม่ต้องไปจัดสรรเขา เขาก็ทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว เราไม่ต้องเหนื่อยไปจัดสรรเขา ถ้าเราเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงเราจะไม่เข้าไปแทรกแซงธรรมชาติ เราจะไม่เข้าไปแทรกแซงในธรรมชาตินั้นทั้งภายนอกและภายใน ปล่อยให้เขาดำเนินไป ตามกลไกธรรมชาติ นี่คือความเรียบง่ายของธรรมชาติอย่างแท้จริง
พ่อครูว่า....นี่คือความรู้ความเห็นของหลวงตารักษ์ ถาวโร ก็เป็นความรู้ที่ถูกต้องตามธรรมดา แต่ผู้นี้ยังไม่มีนิโรธ ไม่รู้ความดับ แล้วก็ไม่แข็งแรงในความรู้ทางอนิจจตา เข้าใจความตั้งอยู่กลางๆให้สมดุล ถ้าเอาความสมดุลได้ไม่ให้มากไปน้อยไป ไม่ว่าจะวัตถุ อาหาร วิตามิน เกลือแร่ให้สังเคราะห์ในร่างกายได้ดี คนนั้นร่างกายก็แข็งแรงได้ดี ส่วนจิตก็มีอารมณ์ชอบ ชัง ปรุงแต่งแรงเบา เกิดพลังงาทด สูญเสีย พลังงานเกิดหรือสูญเสียมาก สปาร์คซ้อนๆๆ แตกแล้วก็กระจายทิ้งไปอีกเยอะ ลักษณะนิวเคลียร์ฟิชชั่นเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ chain reaction กระทบแตกตัวเป็น isotope เป็น fission จนไม่มีอะไร ไม่มีแรงอะไรเหลือจะกระทบกันอีกแล้ว อ่อนแรงแล้วก็หมดไปเอง ไม่มีใครตามจุดสุดท้ายได้ เป็นพลังงานฟิสิกส์เป็นเช่นนั้น ก็คือ half life ที่เป็นครึ่งชีวิต อีกพลังงานคือ นิวเคลียร์ ฟิวชั่น เกิดแล้วแตกตัวแล้วหลอมละลาย แตกแล้วกลับมาหลอมกันอีก จะมีพลังงานนั้นตามธรรมชาติที่รวมกันหลวมๆ จนรวมกันมาก รวมกันเร็วดูดกลับมาอย่างเร็วก็มี เช่น สวะเราไปกระจายมันออกเดี๋ยวมักก็รวมกันอีก ธาตุน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน อย่างพวกเราชาวอโศก ผู้มีจิตวิญญาณอ่านรู้ก็จะมารวมกัน บังคับกันยาก เชื้อที่มีจริงจะมา ยิ่งมาก็ลงตัวว่าเราเป็นเผ่าพันธุ์นี้ เป็นพันธุ์แบบชาวอโศกที่รู้จักเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ทำได้ทั้งสามลักษณะเป็นอมตบุคคล มีอุปจยะ ทำให้มันเสื่อมก็ทำได้ง่าย ไม่ให้มันเกิดอีกก็ได้ ซึ่งก็ทำยากสำหรับผู้ไม่แข็งแรงทำให้เกิดยาก ทำให้เสื่อมง่าย แต่ผู้แข็งแรงทำให้เกิดง่ายทำให้เสื่อมยาก ตั้งแต่จิตนิยามของสัตว์เซลล์เดียวที่อิสระออกมาจากดินน้ำไฟลม เป็นตัวตน ถ้าพีชะก็ยังติดอยู่กับพื้นดินหรือต้นไม้อื่นก็ตาม ท่านพุทธทาสหรือหลวงตารักษ์ก็มีความรู้แค่ว่าธรรมะคือธรรมชาติ ก็คือความตั้งอยู่ ชาติคือการเกิด แต่สูงสุดคือการดับ แรกๆก็มีคนหลงว่าดับคือสิ่งดีสุด แรกๆก็มีพระอรหันต์ที่ไม่ต้องการอยู่กับร่างกาย สุดท้ายก็ต้องฆ่าตัวตายก็มี พระอรหันต์ฆ่าตัวตายก็มี แล้วพระพุทธเจ้าก็ว่าอย่าไปว่าท่านที่ท่านฆ่าตัวตาย แต่มันไม่ดีหรอกแม้เป็นอรหันต์ก็ตามที่จะไปฆ่าตัวตาย เพราะมีพลังงานรังเกียจโน้มไปทางไม่เอาทน ไม่ได้ต่อความตั้งอยู่ที่จะเอา มันโต่งไปทางอันตา คือเป็นอรหันต์ไม่สมบูรณ์ ในอรหัตตมรรค แต่สุดโต่งไปทางไม่พอใจกับการมีชีวิต มีความต้องการอยากตายแรงเกิด ก็เอาบาตรไปจ้างให้คนอื่นฆ่า มีจีวรไปแลกให้เขาฆ่าตัวเอง ไม่กล้าฆ่าตัวเอง นี่คือเรื่องไกลลึก สรุปคือ เรื่องสมดุลคือความตั้งอยู่ แต่ผู้สุดโต่งไปทางดับก็ไม่เป็นพิษภัยกับใคร แม้อนาคามีก็ไม่เป็นภัยกับใคร แม้อรหัตตมรรคก็ไม่เป็นภัยกับใครแน่ก็ไม่ควรแก่การตำหนิท่าน แล้วจะมีวิบากไหม ก็มี ต้องเรียนในมหาวิทยาลัยโพธิสัตว์ ผู้ที่ยังเข้าใจแค่ธรรมะคือชาติ คือชาติ ผู้นี้จะเข้าใจชาติในรูปของพลังงานนามที่เป็นชาติ พระพุทธเจ้าสอนมี 5 ลักษณะ 1 .ชาติ 2 .สัญชาติ 3 .โอกกันติ 4 .นิพพัตติ 5 .อภินิพพัตติ นี่คือชาติ 5 ที่ต้องรู้อาการนามธรรม ที่เป็นคำกลางๆก็คือชาติ เกิดเต็มรูปของปุถุชนแม้อรหันต์ก็เข้าใจ แต่ท่านไม่ลึกลับแล้ว สามารถดับหรือให้เกิด ตัดสันตติ ไม่ตั้งจิตต่อก็ได้ หรือจะต่อก็ได้ ผู้ไม่เข้าใจลักษณะชาติ 5 อย่างนี้ เมื่อไม่รู้ พลังงานจึงเป็นชาติ มีกิเลสกามกับพยาบาท เป็นพลังงานสองตระกูล ราคะมูลกับโทสะมูล มันก็โอกกันติ ที่ตนเองทำ ทั้งกรรมภายนอก ถึงมโนกรรม สั่งสมพลังงานนี้ใส่จิต ตกผลึก สั่งสม ก็ไม่รู้ตัว แล้วก็มีชาติ คนที่เร ิ่ มรู้พลังงานนี้สั่งสมตระกูลราคะ สั่งสมตระกูลโทสะ ส่วนโมหะคือไม่เข้าใจชัดเจนก็โมหะ ต้องเข้าใจได้ จึงพ้นโมหะ แล้วพ้นอย่างไม่สงสัยเลย คือพ้นวิจิกิจฉา จริงๆก็มีธรรมสอง คือดูดกับผลักเท่านั้นเอง ถ้าทำสมดุลก็คือกลางๆ ผู้จะทำให้ตกผลึกเป็นผลวิบากของจิต คุณต้องรู้ว่าอาการเท่านี้เป็นราคะ อาการเท่านี้เป็นโทสะ อาการเท่านี้คือโมหะ ต้องรู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต ที่อาตมาแสดงคืออุเทสให้คุณรู้อาการ แล้วเอาไปปฏิบัติว่าอาการอย่างนี้คือพลังงานโทสะ พลังงานราคะ มันต่างกันนะ คุณก็กำหนดหมายเอาเอง ของใครของมันรู้แทนกันไม่ได้ เหนือชั้นมากกว่า ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ รู้แทนกันไม่ได้ ต้องรู้ตัวเองแล้วทำเองในนามธรรมนั้น อย่าไปใส่รองเท้าทำของคนอื่น พวกเราส่วนมากชอบไปใส่รองเท้าทำของคนอื่น เราก็ต้องทำใจในใจของเราเองคือมนสิการ ผู้สามารถรู้อาการ ลักษณะของจิตว่าอันนี้คือราคะมูล เราก็รู้จักวิธีปรับ การปหาน เมื่อผู้สามารถทำให้สั่งสมลง หยั่งลง โอกกันติ หรือรวมลง สโมสรณา อย่างที่เรารู้ว่าเอาหน่วยจิตให้เป็นจิตที่ปราศจากอาการราคะโทสะ คนนั้นต้องมีความสามารถทำความเกิดขั้น นิพพัตติ ถ้าคนไม่มีวิชชาความรู้ที่ไม่ให้กามพยาบาทเกิด จะเป็นกามวิตักกะหรือกามสังกัปปะ เมื่อกระทบแล้วมาทำการวิจัยของตน ตักกะ วิตักกะ มันดำริมาก็จับจาระของมันมาวิจัยว่าแฝงด้วยราคะ หรือแฝงด้วยพยาบาทก็กำจัดมันออก นี่คือมนสิการให้หยั่งลงถึงแดนเกิด เป็นหทยรูป เป็นรูปที่คุณต้องกำหนดของใครของมันอยู่ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอก ทำได้ก็เป็นผู้ฆ่าโลกียะ ทำโลกุตระเป็นแล้ว ต้องอ่านจิตเจตสิกที่เป็นเวทนา อาการของเวทนาละเอียดถึงท่านแจกเป็น 108 จนสามารถรู้ได้ในมโนปวิจาร 18 ที่เป็นตัวหลักใหญ่ของธาตุรู้ว่าจะเป็นโลกุตระหรือไม่ หากอ่านไม่ออกในเวทนาโลกียะ เคหสิตะ 18 ที่เป็น เวทนา 3 แล้วมีน้ำหนักแรงเบา มากหรือน้อย เป็นน้ำหนักความเข้มข้นที่ต่างกันอยู่เป็นอินทรีย์ ดีกรีของมันก็รู้ได้ จากการกระทบสัมผัส มันเป็นเวทนา 5 แล้วลักษณะเวทนาเกิดได้ก็เกิดทางทวาร 6 เป็นเวทนา 6 การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องครบด้วยเวทนา 6 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ซึ่งก็เป็นอุปาระ แต่ไม่ใช่ทางเอก การนั่งหลับตาสมาธิใช้ได้ในการพัก การเรียนรู้จิตในภวังค์ การเตวิชโช ที่จะตรวจลงบัญชีกิเลสของตนตามลำดับ อรหัตตมรรค จะตรวจอนุสัยของตน กามาสวะ ปฏิฆาสวะ ดับแล้ว เหลือตกตะกอนคือ กามราคานุสัย เป็นปฏิฆานุสัย ที่ละเอียดลึกมาก ภวราคานุสัย จนหมด อวิชชานุสัย ไม่มีเหลือเศษเกลี้ยงเลย เป็นพระอรหันต์เต็มสภาพ อรหันต์ที่เป็นอรหัตตมรรคก็ไม่มีโทษ แม้อนาคามีก็ไม่มีโทษต่อผู้อื่นแล้ว นิพพัตติ กับอภินิพพัตติ คุณจะต้องทำมโนปวิจาร 18 เรียนรู้กระทบสัมผัสทางทวาร 6 กำหนดเป็นปริตตังเป็นส่วนๆไป ได้แล้วทำศีล 5 ก็ทำศีล 8 ศีล 10 จนเป็นศีลที่ครบหมด เจริญไปตามลำดับแท้จริง สำคัญที่คุณสามารถทำใจในใจเป็นหรือมนสิกโรติเป็น ทำเป็นคือทำให้หยั่งลงถึงที่เกิด สัมภวะ ตรงที่เกิด คือต้องรู้ให้ได้คือหทัยรูป อ่านตรงนั้นให้ชัด เครื่องหมาย อาการมันอยู่ตรงนี้ มันเป็นนามไม่มีที่อยู่ แต่ก็อยู่ในคูหาสยัง ถ้าคุณเอาเล็บไปจิกตรงไหนมันก็กระเทือนไม่สมดุล มันก็เจ็บตรงนี้ หทยรูปของคุณก็อยู่ตรงนั้น เอาหน้าแข้งไปเตะก็เจ็บก็เกิดตรงนั้น หทยรูปก็ตรงนั้น คนไปถูกคนรักหักอก แล้วมันเจ็บใจ มันอยู่ตรงไหน ดีไม่ดีมันอยู่ที่รูปหน้าของคนรัก มันอยู่ตรงไหน คุณตั้งอยู่ตรงไหน ตรงนั้นก็คือหทยรูป มันเป็นมโนมยอัตตาแล้ว คุณเจ็บปวดตรงไหน ก็ตรงรูปหน้าคนรักก็ได้ ที่คุณตั้งมโนมยอัตตาตรงนั้นแหละ แต่คุณต้องควรรู้หทยรูป คุณทำได้แล้วแต่กำหนดให้ถูก กำหนดหน้าคนรัก ก็ไม่มีรูปจริงแต่ปั้นเอาในใจคุณ ตรงความรู้สึกธาตุรู้ นั่นคืออรูปแล้วก็มี หทยรูป ผู้ไม่รู้ก็อธิบายเพี้ยนว่า หทยรูปอยู่หัวใจห้องที่ 4 แล้วตรงนั้นมีน้ำสีน้ำเงินเลี้ยงอยู่นี่คือพวก verb to เดา มาดูบทความ ของไทยโพสต์ …
สนพ.ปลุกเจ้าอาวาสบี้ประยุทธ์อุ้มธัมมชโย "พุทธะอิสระ" บุกกองปราบฯ ทวงถามความคืบหน้าคดี "ธัมมชโย" เลียนแบบสงฆ์-ฉ้อโกง ปชช. แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มฐานหมิ่นเบื้องสูงผิด ม.112 บังอาจขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ก่อนบุก ก.ยุติธรรมจี้เร่งคดีให้เสร็จภายใน ก.ย.นี้ "พระเมธีธรรมาจารย์" ร่อนหนังสือถึงเจ้าอาวาสทั่วประเทศให้ทำจดหมายถึง "ประยุทธ์" คัดค้านผู้ตรวจฯ เสนอใช้ ม.44 เล่นงานพระภิกษุและร่วมกับ สปช.ปฏิรูปสงฆ์ออก พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินของวัดและพระ
พ่อครูว่า… กรณีธัมมชโย ได้สร้างค่ายกลไว้อย่างที่ทักษิณทำ นี่แหละ แม้แต่พระเมธีธรรมาจารย์ก็ตกเป็นเบี้ยล่างของธัมมชโย ที่ออกหนังสือถึงเจ้าอาวาสทั่วประเทศ กรณีที่ผู้ตรวจฯให้ใช้ม. 44 กรณีเรื่องเงินนี้ ฆราวาสเป็นผู้จัดการไม่ใช่ให้สงฆ์จัดการ สงฆ์นั้นแค่ได้เอาทรัพย์สินส่วนใดมาเก็บงำไว้ เป็นอาบัติ หากไม่สละเงินออกให้หมด แล้วไปสารภาพกับสงฆ์ว่าต่อไปจะสังวรระวังไม่ให้มีจิตยินดีมีเงินเป็นเราเป็นของเรา แต่ถ้าสละเงินแต่จิตไม่ปลง ก็ปลงอาบัติสูญเปล่าใจไม่ได้ลดกิเลสโลภเลย วิธีทำของพระพุทธเจ้าคือสละออกแล้วก็ทำใจของตนให้ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่การที่เอาสมบัตินั้นมาเป็นของตน คนอื่นจับได้ว่าเป็นของตน คนอื่นบอกให้เอาออก แต่คุณไม่เอาออก เอาข้ามคืนข้ามวัน อย่างนี้ถือว่าปาราชิก ถ้าได้บอกถึง 3 ครั้ง สมเด็จพระสังฆราชถึงทำพระลิขิตถึง 3 ฉบับแล้วท่านก็ว่าจบเรื่องของท่านแล้วท่านเป็นสังฆราชได้บอกให้สงฆ์ทำ แล้วสงฆ์ไม่ทำความผิดก็ตกเป็นของสงฆ์ ขณะนี้สังฆาทิเสสได้ตกในคณะสงฆ์แล้ว คาคออยู่ เมื่อสงฆ์ไม่จัดการ ฆราวาสที่เป็นผู้ดูแลสงฆ์ ให้ชำระ เมื่อไม่ชำระก็เป็นอลัชชีทั้งวงสงฆ์ ก็ยังคอยที่จะไม่ให้ตรวจสอบอีก คนที่บริสุทธิ์นั้น ไม่กลัวการตรวจสอบ ไม่กลัวการฟ้องร้อง ขออภัยที่พูดสัจจะของอาตมาว่าไม่กลัวการตรวจสอบไม่กลัวการฟ้องร้องแม้จะตัดสินให้อาตมาแพ้ก็ไม่กลัว เขาขู่เหลือเกิน มีเหตุล่อแหลม แม้จะเป็นเป้าในบนเวที 18 ก.พ. 2557 นั้นก็ตาม พลังงานที่อาฆาตอาตมาไม่ถึง สรุปแล้วอาตมาก็ไม่ได้ระคายอะไร ขออภัยไม่ได้ท้าทายคนทำนะ ผู้ไม่เข้าใจสัจธรรมพระพุทธเจ้าก็หลงอวิชชา เป็นทาสโลกธรรม ผู้ที่รู้ก็มีน้อย แล้วหลงอัตตาด้วย ว่าใครจะมีสัจจะดีกว่ากันก็เลยรวมตัวกันไม่ติด ผู้อยู่ในฐานะสูงรวมกันไม่ติด แต่โจรรวมกันง่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ถ้าคนดีไม่รวมตัวกันก็แพ้ คนดีต้องรวมตัวกัน ช่วยกันทำงานจะชัดเจน ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณไพบูลย์ นิติตะวัน อาตมาก็ให้กำลังใจ ท่านพุทธอิสระก็ทำอยู่ก็จะให้อาตมาไปร่วมก็จะไป อาตมาอยู่ในฐานะนานาสังวาสก็ทำได้เท่านี้ ท่านพุทธอิสระทำได้เต็มที่ ส่วนคุณไพบูลย์เป็น อุบาสกเลยมีหน้าที่เต็มที่เลย ท้วงติงตามธรรม เขาก็จะมากันท่าว่าฆราวาสจะมาจัดการได้อย่างไร ก็ไม่มีในตำราไหนว่าฆราวาสยุ่งด้วยไม่ได้ พระวินัยของพระพุทธเจ้ายังอยู่ครบ มีสัมมุขาวินัย ใช้ตัสสปาปิยสิกาได้ แม้จำเลยไม่ยอมรับแต่คณะสงฆ์ได้พิจารณา คณะลูกขุนพิจารณาชัดเจนแล้วตัดสินได้ แม้โจรปากแข็งเท่าไหร่ก็ตามมีอธิกรณสมถะของพระพุทธเจ้า 7 ข้อเต็ม ไทยก็มีการตั้ง สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ได้ พุทธาธิปไตย เป็นอำนาจใหญ่ของพุทธในเมืองไทย จะตัดสินอะไรต้องใช้องค์สงฆ์ แล้วองค์สงฆ์ก็แล้วแต่เหตุการณ์ ไม่เที่ยง แต่ว่าเมืองไทยก็ต้องยอมรับหลักเกณฑ์ว่ามีสมเด็จพระสังฆราช หากคุณอยู่ในเมืองไทยก็ต้องยอมรับกฎหมายไทย แม้อาตมาก็ยอมรับแม้อาตมาว่า กฎหมาย รัฐธร รม นูญที่ว่าให้สมเด็จพระสังฆราชสั่งสึกได้ นี้คือผิดจากหลักธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าว่าจะให้สึกได้มีอยู่ 11 ข้อ แต่นี่คณะสงฆ์ไทยตั้งเองให้ สั่งให้สึกได้ แต่อาตมาก็ต้องยอมรับเพราะเป็นคนไทย อาตมารู้ว่ากฎหมายมันโมฆะ ขัดแย้งกับที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไม่มีสิทธิ์มาสั่งอาตมาสึก อาตมาสู้อีกก็ได้แต่อาตมาก็ยอมให้เขาตัดสินว่าผิด แพ้คดีก็ให้เขารอลงอาญา ครบกำหนดก็อิสรเสรีภาพ อาตมาก็ทำมา โดยไม่ได้ชิงชังเลย ยอมได้ แต่อันนี้เขาไม่ยอมรับก็จะคาเป็นวิบาก ดีไม่ดีเสริมทุกกรรมกิริยาที่เป็นอกุศลก็สั่งสมอกุศล ทุกกิริยาตั้งแต่จิต มโนกรรมก็สั่งสมมวลของอกุศลกรรม ไม่มีอะไรรอดพ้นสัจจะของกรรม แต่เราสามารถช่วยกันขจัดสิ่งนี้ไม่ให้เลวร้ายเพิ่ม เขาก็จะไม่ทำบาปเพิ่ม สังคมก็ไม่เดือดร้อนเพ ิ่ ม อาตมาจึงออกโศลกว่า ความบริสุทธิ์เท่่านั้นที่จะชนะทุกส ิ่ งทั้งโลก..ในที่สุด มาถึงยุคนี้ก็เห็นใจศาสนาพุทธในเมืองไทย อาตมาก็ทำอาริยขัดขืน ก็มีวิบากของอาตมาก็ทนสู้ คนจะชังก็ตาม ก็จะขอพิสูจน์ความจริง ตายเป็นตาย ทำมา 45 ปีก็มีคนรับได้ เห็นจริงได้ อาตมาก็ว่าได้น้อยไปนะ ก็จะอยู่ต่อไปอีกให้ถึง 151 ตั้งเป้าไว้ ถึงไม่ถึงอาตมาไม่รู้ ถึงได้ก็ดี ถึงไม่ได้ก็ตั้งเป้าไว้ ได้เท่าไหร่ก็เอาพากเพียรไป ไม่ได้อยู่เพื่อล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็พิสูจน์ไป สรุปแล้วเราต้องยอมรับระบบว่า ธรรมะตอนนี้ถึงขั้นนี้ต้องมีหลักกฎหมายมาช่วยด้วย หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าเราต้องเคารพ มีอยู่ แต่ผู้ไม่ยอมรับ ก็ต้องทำให้ได้ เพราะเขายังดันทุรังไม่รับผิด ยิ่งมีเหตุปาราชิกจะปล่อยผ่านไปไม่ได้นะ อาตมามีพวกน้อย แต่มีพวกเพ่ิมมาก็อบอุ่น ท่านจะทำได้ก็เชิญได้เลย ใจที่มีโถมช่วยเต็มที่เลย จะให้ช่วยอะไรก็บอก ร่วมมือกันเพื่อให้เจริญพัฒนาไปได้ ในสังคมมนุษย์ไม่มีอะไรจะเจริญเท่าธรรมะ ธรรมะจะเป็นตัวนำพาไปเจริญที่สุด วัตถุก็อยู่ในอำนาจจิตวิญญาณ ทุกศาสนาพยายามให้คนเหนือวัตถุไม่ตกเป็นทาสวัตถุ ศาสนาที่ต้องตกเป็นทาสวัตถุให้จิตเท่าทันวัตถุ ใช้วัตถุ ให้ใช้วัตถุให้น้อยที่สุด อย่างเราไม่เสียสุขภาพ แม้สุขภาพก็คือวัตถุ ก็ต้องทำให้สมดุล อาศัยไม่ต้องมากก็อยู่ได้พอแล้ว ไม่พร่องไม่เกิน ต้องรู้ว่าตัวเราเองอยู่ในโลกก็ต้องรู้เหตุปัจจัยของโลก เราจะอยู่กับโลกอย่างรู้สังขาร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นพหุชนหิตายะ เป็นพหุชนสุขายะ ก็ต้องรู้ว่าสุขที่เขายึดถือกันเป็นอย่างไร สุขโลกุตระมีน้อยก็ต้องให้มีอำนาจ เหนือโลกีย์ ไม่ให้มันรุกเราเกิน เราต้องมีพลังงานสุขสงบที่มีพลังพิเศษ เป็นพลังอจินไตย เป็นปาฏิหาริย์ที่เป็นเหตุปัจจัยตามจริง ถ้าสิ่งดีจริงก็จะมีพลังงานมาช่วยได้ให้ปลอดพ้น แต่ถ้าไม่ดีพอก็จะไม่มีพลังงานมาช่วยจนปลอดพ้น ทำร้ายจนถลอก หรือเป็นแผลหรือต้องรักษาหรือตายเลยก็เป็นบารมีทั้งสิ้น ไม่มีใครทำร้ายเลยก็บารมี คำนวณไม่ได้ เป็นอจินไตย แม้พระพุทธเจ้าว่า คนนี้จะไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าชื่อนี้มีอัครสาวกนามนี้ เท่านี้ ไม่ต้องดูหมอพระพุทธเจ้าท่านก็เอาสิ่งจริงที่ท่านมีพลังรู้ว่าเป็นเช่นนี้ อาตมาเกิดมาชื่อนี้จะต้องชื่อรัก ที่จริงอาตมาจะต้องชื่อโพธิรักษ์ อาตมาเกิดมานี่ อาตมาเป็นลูกหลานเหลน เจ๊ก พ่อชื่อทองสุข นามสกุล แซ่โง้ว ยายอาตมาบังคับให้แม่แต่งงานกับพ่อคนนี้ ซึ่งแม่นั้นรักอยู่กับพ่อเฉย แม่อยู่บ้านใต้ พ่ออยู่บ้านเหนือ แม่เป็นลูกของญาแม่คุณ ซึ่งญาแม่คุณเป็นลูกเจ้าเมืองคนสุดท้าย ทั้งเมืองอุบลฯ เรียกยายว่า ญาแม่คุณทั้งเมือง เป็นลูกของเจ้าโพธิสาร ที่เป็นอุปราชของเมืองพิมูน อาตมาเป็นลูกของแม่เพราะยายให้ไปแต่งงานกับคนนี้ ก็เลยเกิดอาตมา อาตมาเกิดมาได้ 6 เดือน เตี่ยอาตมาก็มีโรคหืดตาย พอตายแม่ก็อิสระ ก็ไปแต่งกับพ่อเฉย จากนั้นก็มีน้องอาตมาอีก 10 คน แม่มีลูกทั้งหมด 10 คน อาตมาไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่ว่าใบเกิดมีชื่อว่า สไมย์ นามสกุล จำปาแพง คือตาลุงหม อ สุรินทร์ พี่ชายของแม่อาตมา ก็เอาอาตมาไปเลี้ยงก็ไปให้สมเด็จพระมหาวีรวงค์ (ติสโส อ้วน) ให้ตั้งชื่อให้อาตมา ท่านก็ตั้งชื่อว่า มงคล อาตมาก็ใช้ชื่อนี้มาแต่พอต่อมา อาตมาก็ได้คิดว่าจะเปลี่ยนชื่อตอนนั้นอายุ 12 ปีก็คิดจะเปลี่ยนเป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ได้แค่คิด ไม่ได้เปลี่ยน ใช้ชื่อมงคลมา จนเรียนจบก็คิดว่าน่าจะชื่อ รัก นามสกุลก็รักพงษ์ ก็ดีแล้ว อาตมาก็เลยเปลี่ยนชื่อเลยว่า รัก รักพงษ์ แต่อาตมาก็ยังไม่กล้าเปิดเผย อาตมาตอนนั้นเป็นคนปิดตัว จนมาศึกษาธรรมะ ก็ได้คำว่าโพธิ ก็เห็นว่าดี ก็เลยมาตั้งชื่อตนเองว่า โพธิรักษ์ เพราะคำว่า รัก เป็นคำที่คนโลกเป็นคำไม่ดี ก็เลยใช้นามปากกาว่า โพธิรักษ์ เขียนคอลัมน์ธรรมะใน หนังสือดาราภาพ เป็นคอลัมน์ธรรมะระดับโลกุตระ นามปากกาว่าโพธิรักษ์ เป็นฉายาที่ใช้กับธรรมะมาตลอด จนเดี๋ยวนี้ก็คือผู้รักษาโพธิ พระพุทธเจ้าปางใดปางหนึ่งก็ต้องพยากรณ์ให้อาตมามาเกิดเป็นโพธิสัตว์ปาง 7 ชื่อโพธิรักษ์ก็ไม่ผิดแน่นอน พระพุทธเจ้าอุบัติ ประสูตรมา แผ่นดินต้องไหว ต้องประสูตร ตรัสรู้ ปรินิพพาน วันเพ็ญเดือน 6 ก็ต้องเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องคิดให้หัวแตกว่า จะเป็นได้อย่างไร เป็นอจินไตย ตอนนี้มันถึงยุคที่อาตมาพูดตามประสา ว่ามันถึงเวลาแล้ว แม้คุณจะปฏิวัติ ถ้าเหตุปัจจัยไม่ลงตัว ปฏิวัติต้องเสียเลือด แต่นี่ใช้อำนาจไม่มากเลย ถึงขั้นที่อาตมาว่าไม่ได้ใช้อำนาจเลย ใช้ความสุภาพเรียบร้อยบอกว่าปฏิวัตินะ ไม่มีปฏิวัติไหนจะสวยงามเรียบร้อยเท่านี้ เท่าที่จะมี การบันทึกไว้ อันนี้จะเป็น Best record นานเท่านาน แล้วที่สำคัญอาตมารู้ว่า คุณต้องชื่อประยุทธ์ถูกแล้ว และคนที่เอาอาตมาเข้าคุกก็ชื่อประยุตต์ แล้วยิ่งพศ.นี้ 2558 รบอย่างไรก็ชนะ อาตมาสงสารบ้านเมือง ที่จริงอาตมาไม่สมควรพูดว่าสงสารพระเจ้าอยู่หัว แต่ก็สงสารจริงๆ หนุมานอย่างประยุทธ์ต้องทำแทนอย่าให้พระรามเสียสภาพ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวสิบเศียร ยี่สิบกรก็ไม่กลัว รบเลยจะชนะ ถ้ายืดเยื้อจะยิ่งบาดเจ็บ ไม่ดี ต้องใช้ดาบอาญาสิทธิ์มันเป็นความดีงามที่ถึงเวลาต้องใช้
_ มีคำถามว่า จิตสังขาร กับวจีสังขารต่างกันอย่างไร ยกตัวอย่าง
พ่อครูว่า… กายสังขารเป็นตัวกลางเป็นองค์ประชุมทั้งหมดไม่ขาดกันเลย จิตสังขารเน้นความเป็นจิตภายใน ส่วนลึกไปที่สุด ท่านเรียกว่ามโนสังขารที่ไม่ต้องพูดกัน เพราะว่ามันเป็นอัตโนมัติที่ยากจะรู้อาการ เราสามารถหยั่งรู้มนายตนะกับธรรมายตนะก็จะรู้ได้ คำว่าวจีสังขารเป็นคำบัญญัติ ผู้ใดศึกษาปฏิบัติไม่ถึงสังกัปปะ 7 ที่ทำงานจนถึงล้างกิเลสได้ จนเป็นอภิสังขาร ถ้าไม่มีชื่อก็ไม่เกิดวจีสังขาร ถ้าตั้งชื่อให้มันก็เป็นคำที่ออกมาได้ หรือเป็นการประพฤติเต็มรูปทั้งกาย วาจา ก็อยู่ในวจีสังขารไม่ออกมาภายนอก เช่น เรากระทบสัมผัส อาการของความสุขเมื่อได้กินแก้วมังกรก็ว่าอร่อย คุณก็รู้รูปว่าอร่อย สุขเช่นนั้น เป็นรูปที่เป็นสภาวะ คุณไปนึกถึงสภาพอาการอร่อยของแก้วมังกรในคราวต่อไป แม้ไม่กระทบสัมผัสตาก็มีรูปที่คุณปั้นเป็นมโนมยอัตตา ถึงขั้นไคลแมกซ์ได้ ไม่ต้องเสียเวลาพวกนี้ปั้นลมปั้นแล้วเสพ พวกสำเร็จความใคร่ทางจินตนาการ แต่อย่างธรรมกาย เขาก็ว่าปั้นวิมานสวยงามแต่คุณไม่เคยสัมผัสของจริงเลย นั่นคือ ถ้าเขาไม่ตั้งชื่อก็ปั้นไปแต่แยกแยะไม่ชัด ถ้าเขาไปตั้งชื่อมาก็ว่ารสนี้เรียกว่าใสเป็นอรหันต์ ถึงขนาดไหนหนอ คุณก็ปั้นไปแต่เขาตั้งชื่อว่าอรหันต์ คุณได้วจีสังขารแล้ว แต่ถ้าปั้นสำเร็จเมื่อไหร่เป็นมโนมยอัตตาแล้วเป็นของปลอม อาตมาพูดนี้เขาอาจว่าอาตมาบาปไปว่าเขาทำไม แต่ขอยืนยันว่าอาตมาไม่บา ป แม้แต่นิดที่พูดเรื่องนี้เพราะอาจารย์คุณโกหกหลอกลวงคุณ ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีความจริงด้วยเลย จบ