590823_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ แยกกายแยกจิตก่อนตาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
590823_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ แยกกายแยกจิตก่อนตาย
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่ บวรสันติอโศก เราจะมาฟังธรรมกัน ยังฟังธรรมได้ ยังไม่ตาย ก็มาฟังธรรม ในผู้ที่บรรลุแล้ว อย่าง พระอรหันต์ ท่านได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ไม่เบื่อหน่ายในการฟังธรรม ท่านบรรลุธรรมแล้ว แต่ไม่เบื่อหน่ายในการฟังธรรม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาฟังธรรมกันเสมอ มันไม่เสียหายอะไรเลย การที่จะไปฟังอะไรบ้าๆบอๆ ก็ฟังกันมานักต่อนัก สู้ฟังธรรมะไม่ได้ ชีวิตมันจะดี เจริญกว่า ก่อนอื่นก็มี ข่าวมรณัสสติ คือ อาเม คุณแม่ของ คุณพัชรี ตุลาบดี ญาติธรรม อ.ปากช่อง เสียชีวิตแล้วเช้านี้เวลา 5.55น.กำหนดตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ.มูลนิธิสว่างวิชชา ธรรมสถาน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และรายต่อมาคือ คุณ เทียนพุทธ เสียชีวิตวันนี้ 09.00 น. เทียนพุทธเป็น ผอ.FMTV คนแรก ตอนมาเป็นผอ.FMTV ก็เป็นมะเร็งมาแล้ว เป็นมะเร็งมา 17 -18 ปี มะเร็งต่อมลูกหมาก ก่อนจะเสียชีวิต เราเรียกว่าแมว 10 ชีวิต สุดท้ายไม่ฟื้น เสียชีวิตเมื่อเช้า เก้าโมงเช้า คุณ เทียนพุทธ พุทธิพงษ์อโศก (อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ FMTV คนแรกและคนเดียว) เสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง จ.อุบลราชธานี สิริอายุ 64 ปี สรีระร่างตั้งอยู่ที่ เฮือนศูนย์สูญ พุทธสถานราชธานีอโศก กำหนดฌาปนกิจศพ ในวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559 เวลา 14.00 น. ณ เฮือนสุดชีวิต ราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี
SMS 22 AUG 59 _ 0833208xxx… วิมุติปัญญา เป็นปัญญา อันทำให้เกิดภาวะหลุดพ้นตัดไปจากเครื่องร้อยรัดติดตรึงจากอารมณ์ทั้ง 6 ตัดความยึดมั่นถือมั่นได้เด็ดขาด นั่งสมาธิหลับตาจึงเป็นการเบี่ยงเบน เพื่อตัดอายตนะภายนอกให้พ้นไปจากรูปกิเลสนั้น แต่ "จิต" ยังติดพันอยู่จึงตัดไม่ขาด พ่อครูว่า ... ไปนั่งหลับตาไม่
อ่านต่อ
มีทางบรรลุธรรม * สายศรัทธา* ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย(คือต้องมีกายสักขี) จึงจะบรรลุอรหันต์ได้ ในวิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คือ มีสิ่งจริงให้สัมผัส สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่า รูป สิ่งที่ไปรู้เรียกว่า นาม 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปล อรูปสัญญี* ว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป)
_0890015xxx… จะตั้งจิตใหม่ในทานเดิม มีผลหรือไม่ พ่อครูว่า ...คุณตั้งจิตใหม่ก็หมายถึงว่า คุณจะต้องจำได้ว่าเคยทำใจอย่างไร แต่ผ่านไปแล้วจิตมันเกิดไปแล้ว พลาดไปแล้วก็พลาดไป ได้ผลหรือไม่ได้ผลก็คือได้แล้ว ทานที่จบไปแล้ว ใน ทินนัง (ทานที่เสร็จแล้ว) ถ้าเป็น นัตถิทินนัง ก็ตรวจดูว่าได้ผลหรือไม่ เรายังหวัง สั่งสม ผูกพันหรือให้ได้เสวยในชาติต่อไปอีกหรือไม่? ยิ่งไปกันใหญ่ คำว่า * เตวิชโช * เ ป็นการตรวจสอบของจริงที่คุณผ่านไปแล้ว ยิ่งเตวิชโชไปนั่งนึกในภพอ่านจิตเกิดดับ ที่เคยผ่านไปแล้ว เป็นแต่เพียงศึกษาตรวจสอบ ไม่ใช่ภาคปฏิบัตินะ ที่ถามมานี่ ผลใหม่ จะเกิดจากเตวิชโชไม่ได้ ซึ่งเตวิชโชจะเป็นแต่เพียงความรู้ _0893867xxx… นมัสการ พ่อครูฯ สมณะ สิกขมาต เจริญธรรม อ .ดร.ฯ ญาติธรรมปฐมอโศก ธรรมะเรื่องภพชาติทางนามธรรม ที่อยู่กับจิตวิญญาณอันสุข คือ สวรรค์! อันทุกข์ร้ายคือนรก! ถ้าผู้น้อยเข้าใจผิดโปรดชี้แนะ? _ 0833208xxx… การบำเพ็ญธรรมติดอยู่ที่รูปแบบ มิได้ไปค้นคว้าปฏิบัติที่"จิต"ให้ถูกต้อง ความฟั่นเฟือนผิดเพี้ยนจึงเกิดขึ้นมากมาย ผู้บำเพ็ญปฏิบัติจึงเดินผิดหนทางไปตามที่อาจารย์ต่างๆได้กำหนดแบบและเหมาเอาว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ พ่อครูว่า ... ต้อง อ่านให้ถูก จิต เจตสิก จริงๆ โดย อ่านจาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ซึ่งมัน ไม่มีเส้นแสงสีเสียงตัวตนอะไร ? มันมีแต่ อาการไหว *ยกตัวอย่าง หากเกิดอาการโกรธ * มันเกิดภายใน อาการ เศร้าใจ ทุกข์ใจ สุขใจ หรือเวทนา ที่เกิดจาก สัมผัส พระพุทธเจ้า ให้อ่าน อาการความรู้สึก ต่างๆ คือเวทนา *กรรมฐานของศาสนาพุทธ คือให้ปฏิบัติ เวทนาในเวทนา * หากใครจัดการ ตัว เวทนาในเวทนาได้ คนนั้นมีหวังแล้ว (ปฏิบัติถูกทาง) โดย ทำ ธรรมทั้งสอง เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เราก็จะทำให้เกิด เนกขัมมสิตเวทนา อย่างเดียว อย่าให้มี เคหสิตเวทนา อีก แม้เนกขัมฯ ก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ ระดับหยาบ กลาง ละเอียด เป็นฌาน 1 2 3 4 แล้วยังทำให้เวทนาเนกขัมสิตอุเบกขา ถ้า ทำให้แข็งแรงตั้งมั่น สั่งสม ในเวทนา 108 เกิดทางทวาร 6 เป็นสุขทุกข์อุเบกขา (ภายในก็เป็น โสมนัส โทมนัส อุเบกขา) ให้เป็นอุเบกขาที่เป็น สมาหิตัง
_0890015xxx… หลักเกณฑ์กำหนด อาวาสสถาน มีอะไรบ้าง พ่อครูว่า … 1 .ต้องมี สถานที่เป็นส่วนกลาง (นิตินัย)ขององค์กรชาวอโศก 2.มี สมาชิกชาวอโศกอยู่ ในสถานที่นั้น เป็นประจำ มีมวลพอสมควร ไม่กำหนดตายตัวต้องพอสมควร อย่างน้อย 10 คน หรือจรไปจรมาเป็น 20 30 เป็นต้น 3.มีภาคปฏิบัติ แล้วฝึกฝน ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ให้ถูกมรรคผล แม้ไม่มีสมณะประจำ แต่จรไปดูแล หรือไม่ถึงมี บ้าน วัด โรงเรียน ก็ตาม แต่ธรรมะต้องมี ไม่ถึงกับสังฆสถาน หรือพุทธสถานที่มีสมณะไปจำพรรษาหรือแม้โรงเรียนก็ไม่มี แต่เอากิจกรรมกิจการแต่ละที่มีพอสมควร ก็พิจารณา ตั้งไปแล้ว 9 อาวาสสถาน
_0893867xxx… กราบขอบคุณพ่อครูฯ บุญนิยมกับธรรมะ กามภพ กามาวจร ทำให้รู้ถึง ความเป็นภพที่เกิดฤาชาติกเขตตะ! หยั่งรู้ถึงความเป็นชาติสัมภวะจนถึงความเกิดตัวตนฤาชาตัตตะ! สาธุ พ่อครูว่า… จะต้องรู้จัก ชาติสัมภว หรือ หทยรูป ที่จะต้องปฏิบัติตรงนี้ จนถึงการเกิดตัวตน เป็น ชาตัตตะ เป็นตัวตนของการเกิด ทีนี้ตัวตนของการเกิด คำว่าอัตตานี้เป็นคำกลางๆ ถ้าเราอยู่เหนืออัตตา แล้ว อัตตาเป็นเครื่องอาศัย ถ้าไม่อยู่เหนืออัตตา อัตตาก็ขี่หัวเรา เป็นนายเรา ถ้าเราบรรลุอัตตา คือองค์รวมความเป็นเรา เป็นของเรา ชาตัตตะ คือ ความเกิดในอัตตา ของเรา ถ้าเป็น อรหันต์ ก็คุมการเกิดได้ ถ้าไม่หมดกิเลส ก็ถูกอัตตาเล่นงาน _0893867xxx… ธรรมะเรื่อง ความหวังของพ่อครู ตรงกับธรรมะของท่านพุทธทาส ความหวังเป็นเครื่องทรมานใจ มิใช่เป็นเครื่องบำรุงจิต ดังที่คนเขาคิดกันและสอนให้อยู่ด้วยความหวัง!อันตรายที่สุดคือการคาดหวัง!พุทธมังสะฯ พ่อครูว่า… “ความหวัง มิใช่เครื่องบำรุงจิต แต่เป็น เครื่องทรมานใจ” ...พ่อครู 23 ส.ค. 59 ไปคาดหวังโครงการนี้จะได้อย่างนั้นอย่างนี้ พอไม่ได้มาก็ตกนรก พอได้มาก็ดีใจขึ้นสวรรค์แล้วก็หายไป ก็อยากใหม่ ไปหาอันใหม่มาบำเรออีก ก็เป็น อาคามี คือ ผู้ยังวน เวียนกลับ มา จนกว่าจะ ไม่เวียนกลับ เรียกว่า อนาคามี
_จากไลน์ sayan… กราบนมัสการพ่อท่าน พ่อท่านจะไปเยี่ยมชาวนาแรงรักเมื่อไรคะ ข้าวกำลังงามอย่ากให้พ่อท่านเห็นเป็นกำลังใจชาวนาค่ะ พ่อครูว่า… ก็ขอผลัดไปก่อน นาแรงรักตอนนี้ก็เจริญงอกงาม แต่เดิมมีแต่หินเยอะ เราก็ไปทำจนเกิดผลผลิต ท่านเสียงศีลไปบุกเบิก จนข้าราชการการเกษตรต้องไปดูงานขอศึกษาว่าทำได้อย่างไร?
_ปิ๋ม สวีเดน ถาม...เมื่อกระทบผัสสะ เจตสิกคือ ตัวที่เกิดก่อนจิต คือตัวที่ละเอียดกว่าจิต ใช่ไหมคะ ตามที่ดิฉันเข้าใจจากตัวอย่าง ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่พ่อท่านยกในการเทศน์ที่สันติ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. พ่อครูว่า… ความรู้สึกองค์รวมคือจิต พอสัมผัสแล้ว ตัวเกิดอาการคือเจตสิก ตัวที่ละเอียดกว่าจิตคือเจตสิกก็ถูกต้อง
SMS 20 AUG 59 _ 0833208xxx ผู้ที่ติดยึดอยู่ในตัวตนและความมี ความเป็นคือ เขาพระสุเมรุ ใจที่สามานย์ต่ำช้าได้แก่มหาสมุทร มีกิเลสเป็นระลอกคลื่น มีความชั่วเป็นเช่นมังกรร้าย ความเท็จคือ ผีห่า อารมณ์ภายนอกเป็นเช่นสัตว์น้ำต่างๆ ความโลภและโกรธคือ นรกโลกันต์ อวิชชาและความมัวเมาทั้งปวงคือ สัตว์เดรัจฉานทั่วไป อายตนะหกเป็นเหตุให้เกิดสัมผัส แล้วเกิดอารมณ์ แล้วเกิดความอยากหรือตัณหา แล้วเกิดความยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปทาน จึงเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติเวียนวนในทะเลทุกข์ไม่สิ้นสุด อารมณ์ของกามภพคือ รักเกลียดโกรธหลง อารมณ์ของรูปภพคือ ติดอยู่ในรูปลักษณ์ทั้งรูปธรรมนามธรรม นั่งหลับตาสมาธิมักมีภาพนิมิตให้หลงใหลจึงติดร่างแหแห่งความงมงายไปเสียแล้ว อย่าปล่อยให้ใจคดเคี้ยวไปมาอย่าประพฤติความตรงแน่วเพียงริมฝีปาก คนที่งมงายอยู่ภายใต้อวิชชาย่อมเชื่ออย่างดื้อดึง เขาจึงรั้นที่จะแปลเอาตามชอบใจของตัวเอง ยังมีคนโง่เขลาอีกจำพวกหนึ่งชอบนั่งนิ่งๆเงียบๆและพยายามทำจิตของตนให้ว่างโดยไม่คิดถึงสิ่งใดๆ ทั้งหมดแล้วก็เรียกตนเองว่า"มหา"คนเหล่านี้มีความเห็นนอกลู่นอกทาง ก็เป็นการยากที่จะกล่าวถึงพวกเขาว่าเป็นอย่างไรถึงจะถูกตรงได้ _0839827xxx กุศลคือต้นทางขัดกิเลส(สัลเลขะ)ก่อเกิดเป็นบุญเหมือนมรรคก่อเป็นผล _0893867xxx น้อมจิตนำปรัชญาพอเพียงตามรอยพ่อหลวงฯน้อมใจนำทางสายกลางตามคำพระแม่เจ้าฯด้วยธรรมะ อัปปิจฉะ มัชฌิมาปฏิปทาที่พ่อครูพาทำด้วยธรรมะพระพุทธเจ้าเสริมส่ง พระบารมีแผ่ไพศาลคุ้มแผ่นดินสุขร่มเย็นสาธุ _0805925xxx ปฏิบัติธรรมสำคัญที่สุด จับจิตเวทนาให้รู้ทันแมนบ่พ่อ? พ่อครูว่า… ธรรมะของพระพุทธเจ้ามี ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เวทนาถึงแจกถึง 108 ผู้ไปปฏิบัติหลับตาไม่มีผัสสะ จึงปิดประตูเป็นอรหันต์
_0893867xxx คนอื่นเขาแข่งกันตั้งพรรคโปรยยาหอม ปรนเปรอฐานเสียง เตรียมคืนสู่อำนาจลาภยศ อันมั่งคั่ง! แต่ตัวเองแข่งกับ อวิชชาสู้กับกิเลสหวังคืนสู่นิพพาน! บั้นปลายสะเก็ดปท .ขี้ฝุ่นเล็กๆสู่ละอองโลกอณู1 คืนธาตุรู้ธาตุเดิม ธาตุเดียว พ่อครูว่า… สายมหายานชอบใช้คำว่าจิตเดิม จิตเดิม มีอวิชชามาทั้งนั้น เพราะกว่าจะพัฒนาจากสัตว์มาเป็นคน ก็สะสมอวิชชามาแล้ว (ปองเอี้ยมร้องไห้ พ่อครูบอกว่าจิตเดิมแท้เลย) สรุป คือ จิตเดิมแท้ ไม่มีที่ปราศจากอวิชชา
จะอธิบายแยกกายแยกจิต
พระพุทธเจ้าท่านสอน มูลกรรมฐาน 5 ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็น รูปนาม เป็น กาย เป็นองค์ประชุมของรูปนาม มีทั้งนอกและใน เป็น อาการ 32 แล้ว ต่อเชื่อม กับ จิตวิญญาณ ยกตัวอย่างเล็บ มีองค์ประชุมเรียกว่า กาย มีจิต กับภายนอก ภายนอกมี ดินน้ำไฟลม รวมเป็นอุตุนิยาม จิตนิยามนั้น เวไนยสัตว์ ถึงเรียนรู้กรรมได้ อเวไนยสัตว์ เรียนรู้กรรมไม่ได้ ดินน้ำไฟลม เป็นธาตุแท้ๆที่ไม่มีชีวะ เป็น อุตุนิยาม แท้ๆ พีชนิยาม เริ่มมีชีวะ มีสัญญา มีสังขาร แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ชอบหรือชังอะไร มีแต่สัญญา กับสังขาร สัญญากำหนดรู้ว่าอันนี้ จะเอาก็เอาอย่างเดียว เอามาใส่ตัวเอง มัน มี ish เมื่อมีตัวเราแล้ว บวกกับอีกสองพลังงาน คืออิตถีภาวะ และปุริสภาวะ คือมีสามเส้า ตัวเรากับเขาและเธอ สังขารกันอยู่เป็น พีชะก็จะเอาตามสัญญากำหนดรู้ มาสังขารปรุงแต่งตนเอง เกิดแล้ว ก็ตั้งอยู่ แล้วเสื่อม ไม่มีกรรม ไม่มีความรู้สึกชอบหรือชัง จะต้องไปมีปฏิกิริยากับอย่างอื่นไม่ใช่ คุณไปฟันโค่นต้นไม้ มันก็ไม่จองเวรคุณ *พอเริ่มต้นยึดตัวตนเป็นสัตว์ขึ้นมาแล้ว มีตัวตนอัตตาจะเป็น self แต่ self นี้จะ มี ish ต่อเป็น selfish เป็นความเห็นแก่ตัว เริ่มต้นจากเซลล์เดียวที่มีselfish นี่แหละ ก็เป็น อเวไนยสัตว์ มาก่อน จนกว่าจะเป็น เวไนยสัตว์ ซึ่ง ต้องเป็นคนเท่านั้น จะเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ เพราะองค์ประกอบไม่ครบ ** กาย นี้ ต้องมีผัสสะ มีผัสสะแล้ว ก็ต้องอ่าน อาการจิต จากเล็บ ถ้าตัดเล็บออกจะไม่เจ็บ เล็บข้างนอก ไม่มีประสาทรับรู้สึก ชิ้นส่วนที่ตัดออกมาแล้ว อันนี้ไม่ใช่กาย ของเรา รู้สึกไม่ได้ ไม่ต้องไปศึกษามัน เล็บที่งอกยาวออกมา จากฐานเล็บ ก็ ไม่มีความรู้สึก แต่มัน มีชีวะ นะ ยังโตได้ เสื่อมได้ แต่ไม่มีเวทนา ยังไม่ได้ตัดออกจากร่างกายเรา ยังเป็นชีวะ แต่ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนาจึงไม่ใช่กาย ถ้าตัดออกไป ก็ไม่ใช่กายแน่ แต่แม้ติดกับร่างเรา แต่ไม่มีรู้สึก ก็ไม่ใช่กาย มัน เป็นพีชะ ไม่มีเวทนา มีแต่สัญญา กับสังขาร *เราจะศึกษากาย จิต ได้จากมูลกรรมฐาน * เมื่อตัดออกไป ไม่เป็นชีวะ ไม่ใช่กาย แต่ถ้าติดกับร่าง เป็นชีวะ แต่ก็ไม่ใช่กาย คนไทยเราคำว่ากายนี้ คนไทยสอบตก เพราะแยกกายออกไปจากจิต **เขาก็คิดว่าเล็บที่ติดเราคือกาย ผมที่ติดหัวอยู่คือกาย นักปฏิบัติธรรมที่ไม่ได้ กำหนดรู้ คำว่ากายให้ถูกต้อง ก็ไป ปฏิบัติแต่ภายนอก ย่างหนอ เหยียบหนอ ยกหนอ ไม่ได้อ่านจิตเลย * สิ่งที่อยู่ในตัวเรานี่ เป็นกายก็มี ไม่ใช่กายก็มี * ส่วนที่ไม่รู้สึกคือ ไม่ใช่กาย เป็นพีชะ ไม่ใช่จิต แต่ คนก็ไปยึด เป็นเรา เป็นของเรา เช่น คนที่รักผมใครมาตัดผมเรา เราก็อยากจะฆ่าเขาเลย ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา นี่ดร.มิ่งหมาย ก็ตัดผมจะเอาอย่างพิมพ์เพชรรุ้ง พอตัดออกก็รู้สึกวาบๆ หายหรือยัง? การจะยึดว่าเล็บเป็นเรา เป็นของเรานั้นยังหยาบมาก จิตยังไม่ยึดเป็นเรา ส่วนเล็บเป็นกาย ที่ห่างจากจิตมาก หรือไม่ใช่กายด้วย ยังไปยึดเป็นเราเป็นของเราอีก เล็บ ส่วน ที่ติดกับเส้นประสาท ตัดเข้าไปก็เจ็บ ส่วนนั้นแหละ คือกาย หรือ ผิวหนังที่รู้สึกเจ็บก็คือกาย แต่ผิวหนังที่ไม่รู้สึกเจ็บ ขูดออกได้ ก็ไม่ใช่กาย ฟันส่วนที่กรอออกไปได้ ไม่เจ็บ ก็ไม่ใช่กาย ส่วน ฟันที่มีรากประสาท หมอฟันกรอไปถึง แล้วเจ็บก็คือ กาย (ประสาท) ส่วน อวัยวะอื่น นอกเหนือจาก ผมขน ฟัน เล็บ ผิวหนัง ที่ อยู่ข้างใน ก็คือ กายของเราทั้งสิ้น มีอาการรับรู้ได้ทั้งหมด เป็นอาการ 32-5 = 27 อวัยวะ มันมีอีกสองอัน คือ อุจจาระกับปัสสาวะ (อาหารใหม่อาหารเก่า) อาหารใหม่ ก็จะปรุงแต่ง เป็นชีวะเป็นพลังงาน แต่ อาหารเก่า ที่ทิ้งออกมาไม่ปรุงแต่งต่อแล้ว เป็นปัสสาวะ อุจจาระหรือเสลด เลือดน้ำหนอง เลือดของผู้หญิงที่เป็นเมนส์ พระพุทธเจ้าเรียกภาษาบาลีว่า เลือดระดู เมนส์นี้ไม่ใช่ชีวะ คำว่าระตูหรือระดูนี้เป็นบาลี ระดูของผู้หญิงไม่ใช่กาย เพราะหมดชีวะแล้ว คือ เลือดเสียที่ไม่ก่อเกิดเป็นชีวะ อีกแล้ว menstruation หรือระดู มันเป็นเลือดที่ ถ้าเป็นชีวะจะรวมเป็นก้อนเลือดที่จะถูกผสมเป็นชีวะ แต่พอไม่ได้ผสมตกเป็นเลือดระดู มันไม่ใช่ชีวะแล้ว ไม่ใช่กาย แล้ว ระดูของผู้หญิงจึงไม่ใช่กาย เป็นอุตุ ไม่มีโอกาสกลับไปเป็นชีวะอีกแล้ว *ส่วน เลือดในเส้นเลือด หรือในร่างกายเราเป็นชีวะ อยู่นะ* ไม่ใช่อุตุ ที่จริงเลือดที่เป็นระดูนี้ ไม่ใช่เลือดเสีย แต่เป็นเลือดที่ไม่มีโอกาสเป็นชีวะก็เลยขับทิ้งออกมา เป็นเลือดที่จะทำให้ไข่นี้ผสมกับเชื้อ ได้ Zygote เป็นตัวอ่อน( กลละ)แล้ว นอกนั้นก็จะสลายออกมาหมด เป็นเมนส์ อันนี้คืออุตุ หรือระดู คนที่เรียนรู้ปฏิบัติธรรม จะพิจารณา กายในกาย ถ้าเข้าใจไม่ได้ เข้าใจผิด ก็หมดสิทธิ์ที่จะได้บรรลุธรรม เพราะไป เข้าใจกายว่าเป็น อุตุนิยาม หมดเลย อาจจะเคลื่อนไหว แต่ ไม่มีความรู้สึก เขาไปอ่านที่ ร่าง ไม่ได้อ่านกาย อ่านจิต เช่น ย่างหนอ แตะหนอ สัมผัสหนอ ก็ต้องรับรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไม่ใช่แค่ยกย่างเหยียบเท่านั้น นี่คืออาจารย์ที่พลาดเป้า สร้างทฤษฎีให้ปฏิบัติผิด เสียเวลานานมาก ซึ่ง ได้ผลเป็นแค่สติกำหนดรู้เท่านั้น * แต่ไม่ได้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่มีสติปัฏฐาน แต่ มีสติตัวเดียว ไม่ต่อเนื่องแบบ กาย เวทนา จิต ธรรม พระพุทธเจ้าว่า ตถาคตเรียก กายว่าคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง คำว่า กายนอกกาย ก็คือสัมผัส 5 ทวาร ภายนอกสัมผัสแล้วไม่ได้ขาดกัน เชื่อมต่อไปภายในเป็นสันตติ continuum เป็นปัจจุบันธรรม อันนี้สัมผัสอยู่แต่คุณไม่ได้เพ่งภายนอกแต่เพ่งอ่านจิตภายใน พิจารณาเวทนาแล้วลึกเป็นเวทนาในเวทนา เช่น # เวทนา 2 (แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มี กาย เป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) -เวทนาที่มี ใจ เป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป) # แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่ สุข เวทนา ทุกข เวทนา อทุกขมสุข เวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา) # เวทนาทั้ง 5 ได้แก่ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ พระอรหันต์ จิตท่านจะอ่านอาการจิต(เจตสิก)ได้ไว เร็วรู้โดยเชิงปัญญา เชิงที่จะปรับให้มี หรือไม่มี ให้มากหรือน้อย ปรับได้ทุกขณะ เป็นผู้ ควบคุมพลังงานในตน ให้มี มุทุ ภูเต มีสมรรถนะ ของมุทุลึกซึ้ง ใน ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ( คุณสมบัติของอุเบกขา )
1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส นิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบ แข็งแรง แม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัด ปรับปรุงให้เจริญ) ทำได้เร็วไว ของใครจะเร็วขนาดไหน แล้วแต่บารมี เร็วไว หรือนาน ก็ได้หมด 4. กัมมัญญา (สละสลวย ควรแก่การงาน ไร้อคติ) เป็นธาตุที่ทำงานได้วิเศษ เป็นงานอันเหมาะควร วิเศษขึ้นเรื่อยๆ ตามบารมี เป็นความคล่องแคล่วของเวทนา สัญญา สังขาร หรือกายกัมมัญญตา คือองค์ประชุมรูปนามที่ทำอย่างรู้ ( อัญญา คือรู้ยิ่งระดับโลกุตระ แต่ถ้า *อัญญาณ* นั้นคือโง่ไม่รู้) 5 . ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้ว แจ่มใส ถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) จะทำงานมากอย่างไร ก็ยังผ่องใส สะอาด ผ่องแผ้ว นอกจากสะอาดแล้ว ยังมีแสงสว่าง ไม่ใช่ใสอย่างธรรมกาย ที่ใสมืด วิมานใส (มโนมยอัตตา) (ธาตุวิภังคสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 690)
มาสู่เวทนา 108 อีก # 6 เวทนา ได้แก่
จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง
ที่จริงมีภาวะ สัมผัส 5 คู่ *ใจนั้นมีอันเดียว *แต่ขาดใจไม่ได้ ต้องรวมเป็น 6 เพราะ ใจ สำคัญกว่าทางทวาร 5 มีกามคุณ ถึงเรียก กามคุณ 5 ไม่เรียกว่า กามคุณ6 แต่เวลามีเวทนาเรียกว่า เวทนา 6 มีใจในใจด้วย เป็น สุข ทุกข์ โกรธ โลภได้ ต้องมี 6 นี้เรียกว่า อายตนะ 6 คำว่าอายตนะ กร่อนมาจากคำว่า ฉฬายตนะ คำว่า ฉฬ คือ 6 กร่อนมาเป็นฉลาด ทางอายตนะ แต่เดี๋ยวนี้คำว่าฉลาด ไม่ได้รู้เท่าทันอายตนะ 6 นี้เลย ถ้ารู้เท่าทันก็จะรู้ว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ต้องทำอกุศลให้ออก จะเป็นปัญญา หรือฉลาด แต่ถ้าทำไม่ได้ เป็นเฉกา เป็นความฉลาดของคนไม่รู้จักอายตนะ ไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่ได้ลดละกิเลสอันนี้ ปัญญา พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ใน เล่ม 14 ข้อ 258 1. ปัญญา -รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2. ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3. ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) 4. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5. ความเห็นชอบ ( สัมมาทิฏฐิ ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6. องค์แห่งมรรค ( มัคคังคะ ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258) ปัญญานั้นเป็นเจตสิกอันละเอียดไปเรื่อยๆ
สติ สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัว ในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อ สัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะ ขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล (ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก
ฌาน เป็นพลังงานที่มีฤทธิ์ทำลายราคะโทสะโมหะได้ พลังงาน ที่ทำลายพลังงานเลวคือ พลังงานฌาน กับ ปัญญา ซึ่ง ไปด้วยกัน ปัญญาอยู่ที่ใด ฌานอยู่ที่นั่น ฌานอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น ปัญญา ก็คือพลังงาน แต่ฉลาดเฉกาเป็นพิษภัยต่อตนและคนอื่น ปัญญาเจริญเป็น ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) ทำได้ใน โพชฌงค์ 7 1. สติ (ความระลึกได้) เปรียบเหมือน จักรแก้ว 2. ธัมมวิจัยะ (ความเฟ้นธรรม) เปรียบเหมือน ช้างแก้ว 3. วิริยะ (ความเพียร) เปรียบเหมือน ม้าแก้ว 4. ปีติ (ความอิ่มใจ) เปรียบเหมือน มณีแก้ว 5. ปัสสัทธิ (สงบจากกิเลส) เปรียบเหมือน นางแก้ว 6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น) เปรียบเหมือน คหบดีแก้ว 7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) เปรียบด้วย ปรินายกแก้ว (พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 81) สั่งสมองค์คุณอุเบกขา เป็นความตั้งมั่น แข็งแรง สามตัวต้น ของโพชฌงค์ 7 เป็นตัวปฏิบัติลดกิเลส ให้เกิด ปีติสัมโพชฌงค์ ปีติก็จะต้องทำให้บางเบาลง คือเป็นอุปกิเลสอยู่ ให้เป็นผรณาปีติ ได้แล้ว สั่งสมคุณลักษณะ เจโต ปัญญา รวมเป็นสมาธิ สมาธิเจริญ สั่งสมฐานอุเบกขา ด้วยอ งค์ 5 การทำ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะมีสัมมาทิฏฐิเสมอๆ จากพยายามปฏิบัติไป ก็จะมาสัมมาทิฏฐิขึ้นเสมอๆ เจริญขึ้น
ฟังธรรมไปจะมีอานิสงส์ 5 ประการคือ
1 . ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 202)
รู้สึกตัวกันไหมว่า เราสัมมาทิฏฐิขึ้น ปัญญา เจริญเป็น ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ปัญญาเกิดจากเหตุปัจจัยเช่นนี้ ไม่ใช่นั่งหลับตาแล้วเกิดเอง ส่วน ปัญญาที่เกิดเอง ระลึกได้เอง เป็นปัญญาทาง วิปัสสนาญาณ เกิดจริง แต่คุณ ต้องมีมาก่อน เป็นความจำ จากที่คุณ เคยได้มาแล้ว เป็นของเก่า ถ้าคุณไม่มีของเก่า จะนั่งสมาธิจนปัญญาเกิดนั้นไม่ได้ เป็นเรื่องปลอมๆ อย่างธัมมชโยหลอกคนทั่วโลก แกสร้างนิยายหลอกคนต่อไป พระพุทธเจ้าว่าคนโกหกทั้งๆที่รู้ ไม่มีชั่วใดจะทำไม่ได้ คุณธัมมชโยจึงเป็น จาตุมหาราช แล้วเป็นปรนิมมิตวสวัตตี คือ โจรหัวโจกคบโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้เป็นคู่เวรกัน พึงทำความฉิบหายและความทุกข์ใดให้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด พึงทำบุคคลนั้นให้เลว ยิ่งกว่าความฉิบหายและความทุกข์นั้น (ทิโส ทิสัง ยันตัง กยิรา เวรี วา ปน เวรินัง มิจฉาปณิหิตัง จิตตัง ปาปิโย นัง ตโต กเรติ) (ธรรมบท เล่ม 25/13 และโคปาลสูตร เล่ม 25/92 ) *เขาเป็นจตุมหาราช ผนวกกับ ปรินิมมิตวสวัตตี * ปรินิมมิตวสวัตตี คือหลอกว่าฉันเป็นคนดี เป็นจอมโจรบัณฑิต The Great Pretender ส่วน จาตุมฯคือนักเลงหัวไม้ ส่วนดีอย่างนี้ใครก็รู้ ยกตัวอย่าง ให้รวย คนก็อยากรวยทั้งนั้น คนที่จะไปลดรวยจะมีเท่าไหร่ เวทนา 6 เป็น ฉฬายตนะ เป็นอายตนะ คือสะพาน หากไม่มีสะพาน ตา หู จมูก...ไม่มีการทำงาน อายตนะไม่เกิด อายตนะเกิด ต่อเมื่อมีปฏิกิริยารูปกับนาม คือ สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ทำงาน ร่วมกัน แต่ถ้าไม่มีการทำงานของรูปกับนาม อายตนะก็ ไม่มีตัวตน ไม่มีที่ตั้งอยู่ที่ใด ต้องมีปฏิฆสัมผัสโส มีaction และ reaction เกิด ฆ คือก้อน คือแท่ง เมื่อ ไม่มีสัมผัส อายตนะก็ไม่เกิด แม้จบเรื่องอายตนะนั้น ก็ไม่ตั้งอยู่ (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 158) พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสองย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอาตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไปหาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ จบสูตรที่ 1
เป็น ที่สุดแห่งทุกข์ และอายตนะก็หายไป สุขก็ไม่เรียก ทุกข์ก็ไม่เรียก เรียกว่า อทุกขมสุข ไม่มีพยัญชนะจะเรียกแล้ว จริงๆแล้ว ป.ปลา เป็นสภาวะที่เป็น ปภวะ คือภพที่ประกอบ ปะ-เอก-ขะ เอก คือ 1 , ข คือว่าง คำว่า สาเปกขา คำว่า สาคืออุปสรรคที่ก่อตัวตน แต่ไม่มีตัวตน คือสาเปกโข หวังต่อไป ถ้า เปกโข คือว่าง เช่น อุเบกขา เป็นต้น เอกคือ 1 คือมี , ป คือสภาพรวมสามเส้า เป็น เปกโข รวมเป็นตัวตนให้เราเรียก ซึ่งไม่มีภาษาที่จะเรียกตัวตนของความว่าง ให้เราเรียนศึกษา แม้องค์คุณของความว่าง 5 อย่าง มีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ประเสริฐยิ่งเลย เป็นกุศลธาตุ แต่ อุเบกขาอันธพาล ใครจะฆ่ากันตาย ก็ใช้เป็นอุเบกขาแบบใจดำ หรือว่ามีปัญญา มีความรู้ ความสามารถจะช่วยงาน จะช่วยการเมืองอะไรได้ก็อุเบกขา ไม่เกี่ยวไม่ใช่เรื่องวางเฉยอย่างนี้ คืออุเบกขาที่อันตราย เป็นอกุศลธาตุ ไม่มีประโยชน์ นอกจากไม่มีประโยชน์ และเป็นการเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ คนอุเบกขา ไม่ใช่คนดูดาย ไม่ใช่คนเฉยเมย ไม่มีน้ำใจ แต่เป็นคนที่มีน้ำใจ เป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive