590322_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศิลปะโลกุตระต้องมีสัปปุริสธรรม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590322_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู ที่สันติอโศก ศิลปะโลกุตระต้องมีสัปปุริสธรรม

พ่อครูว่า…วันนี้วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559 ที่สันติอโศก วันนี้เป็นวันพระ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 ปีวอกก็ตามปีมะแมก็ดี สองอันจะถึงอันไหนก็อันนั้นแหละ เราก็มาว่ากันต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู (อาริยบุคคล) ตอน เวไนยสัตว์ระดับโลกีย์ กับ ระดับโลกุตระ พ่อครูว่า…เพราะชีวิตนี้อาตมาได้ตั้งปณิธานตั้งจิตตั้งใจไว้จริงๆ ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะทำงานเรื่องธรรมะ ก็ศึกษาไปด้วย บรรยายเผยแพร่ไปด้วย เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประกาศเอาไว้แล้ว ให้แก่คนให้แก่โลกได้เอาไว้ศึกษา ได้เอาไว้ปฏิบัติ เพื่อพัฒนาตนเอง ฝึกฝนตนเอง อบรมตนเองให้เกิดประโยชน์ เกิดมรรคเกิดผลอย่างแท้จริง แล้วก็เป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ของท่านเป็นสัมมามรรคสัมมาผลที่สุดแล้ว ผู้ใดทำได้เกิดผลจริงเป็นภาวนามัย เป็นภาวิตญาณ ญาณที่รู้ว่าเกิดผลจริง เกิดผลเป็นโสดาบันทำให้กิเลสตัวนี้ลดก็มีญาณรู้ ลดได้ขนาดนี้แล้ว พ้นอบายภูมิแล้วเป็นของโสดาบัน ทำอีกต่อไปเป็นสกิทาคามีจนหมดกิเลส ในกามภูมิ กามภพ ก็มีญาณเห็นเป็นภาวิตญาณ เป็นญาณเห็นสิ่งที่อบรมแล้วได้แล้ว ภาวิโตคือความเจริญพัฒนาขึ้น ก็มีคนเท่านั้น เดรัจฉานเป็นไม่ได้ แม้แต่คนที่เป็นอเวไนยสัตว์เขาสอนไม่รู้เรื่องสอนไม่ได้เข้าใจไม่ได้ ไม่สามารถจะรู้ได้เพราะมันละเอียดสูงส่ง เป็นความเป็นจริงในสัจธรรม ขั้นที่สามารถศึกษาได้จึงเรียกว่าเวไนยสัตว์ เวไนยสัตย์แยกเป็นสองนัย เวไนยสัตว์ระดับโลกีย์ กับระดับโลกุตระ ระดับโลกีย์คือเรียนรู้ได้ในผลของกรรม รู้จักกรรมดีกรรมชั่ว ความดีความชั่วในระดับของกาย วาจา แม้แต่ใจก็ยังรู้ผิวเผิน ศาสนาหลายศาสนาก็พยายามเรียนรู้ถึงใจ แต่ศาสนาเทวนิยมไปมีทฤษฎีว่า พลังงา

อ่านต่อ

นที่สูงละเอียดที่สามารถสั่งการตนเองได้ ตัวเราเองสั่งไม่ได้ พระเจ้าสั่ง ศาสนาเทวนิยมยกให้พระเจ้า เราไม่สามารถสั่งให้ทำกรรมละเอียดโดยเฉพาะระดับจิต แม้กาย วาจาก็สั่งยาก ไม่สามารถเรียนรู้จิตเจตสิก ที่เป็นอภิธรรมได้ เพราะทฤษฎีแบบเทวนิยมปิดกั้นไว้ ปิดกั้นที่จะรู้ อาการ ลิงคะ นิมิต ของจิตตน แล้วเราก็สามารถควบคุมได้ หรือจัดสรรได้ เราอาจไม่สามารถสั่งได้ บังคับไม่ได้ แต่มันเป็นจิตที่ว่าง่าย มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุพลังงานจิตว่าง่ายสำหรับเราแล้ว เราจะให้เป็นอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่สั่ง แต่เราทำให้จิตเราหัวอ่อน ว่าง่ายสอนง่าย เป็นไปตามที่เราต้องการให้เป็นได้ เรียกว่า มุทุภูตธาตุ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสอนให้เรียนรู้พลังงาน จิตนิยาม เรียนรู้พฤติกรรมของจิต เกิดการเคลื่อนไหว ถ้าเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติก็มีอวิชชา หรือเคลื่อนไหวอย่างดีเที่ยงแท้ถาวรเป็นอัตโนมัติด้วยวิชชาก็คือจบ สำหรับความรู้บทเรียนของศาสนาพุทธ สามารถทำจิตของเราให้เป็นจิตอัตโนมัติที่เรียกว่า ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องไปควบคุมมันเกินกว่าสัญชาตญาณ มันรู้ว่าความชั่วไม่ทำ จะทำแต่กรรมดีเป็นต้น มันเป็นตัวบอกอย่างอัตโนมัติ เป็นตัวตรวจสอบตัวเองและตัดสินตัวเอง อันนี้ดีหรือไม่ดี จะทำหรือไม่ทำ อัตโนมัติไม่ต้องควบคุมเลย เป็นความจริง ตถะ เลย เป็นได้ถาวรไม่ต้องไปทำอะไรมันอีกจบ ของพระพุทธเจ้า

_SMS 180359 _0893867xxx ขอเพลงเก็บดอกหญ้ามาฝาก,ฟากฟ้าฝั่งฝัน,ผู้แพ้ได้ไหม?แฟนเพลงสัจจะชีวิตฯ เพลงพ่อท่านฯ

_0891657xxx ชอบบุญนิยมทีวีค่ะ

_0893867xxx ศิลปินญ.ม่อฮ่อมวงฆราวาส ทุกคนร้องเพลงเวทีกู้ชาติมาหลายเวที ร้องที่ไหนคลายเครียดบรรยากาศสนามรบข้างถนนเย็นลงทุกที่ กราบขอบคุณพ่อครูฯ กับเพลงโลกุตระและศิลปะโลกุตระคืองานที่มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้คนผู้เสพกิเลสลดลงได้ _0893867xxx ฟังเพลงฟากฟ้าฝั่งฝันทีไรรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณสงบนิ่งไปอยู่สุดขอบจักรวาลจริงๆ นะพ่อครูฯ ขอบคุณศิลปินฆราวาส!

จากเฟสบุ๊ค 20 มี.ค. 59 _คุณเพชรดินฟ้า ดิศโยธิน ฝากคำถามพ่อครูครับ

สื่อธรรมะพ่อครู (ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระต้องมี สัปปุริสธรรม 7 _1. บังเอิญธรรมชาติได้ก่อความพอเหมาะพอดีจนสัมผัสเห็นงานศิลปะ คือ สุริยุปราคา ที่จันทราดวงเล็กๆ บังอาจบดบังแสงของสุริยา แต่บดบังเพียงช่วงเวลาจำกัด นับกันเป็นวินาที ที่เคลื่อนผ่านไป ย้ำว่า"วินาทีแห่งบุญ" และ "เล็กก็คือใหญ่" แบบนี้พอจะเรียกว่าศิลปะบนท้องฟ้าได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ขอนิยามคำว่าศิลปะก่อน ศิลปะเกิดจากสิ่งที่ไม่มีจิตวิญญาณไปร่วมนั้นไม่มี ศิลปะต้องมีศาสตร์คือความรู้ด้วย ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ไม่มีธาตุรู้ไม่เรียกว่าเป็นศิลปะ มันเป็นธรรมชาติของมัน แม้ธาตุรู้ระดับสัตว์มันก็ไม่มีศิลปะ แม้แต่ไปเป็นคนแล้วก็ใช่ว่าจะทำศิลปะเป็น เพราะไม่มีความรู้ศิลปะคืออะไร มันเป็นแต่เพียงบังเอิญคนไปเห็นก็รู้ว่าเป็นศิลปะ ศิลปะนั้นจะต้องสร้างอย่างมีเจตนา ไม่ใช่การบังเอิญ ศิลปะนั้นจะต้องมีธาตุรู้โดยเฉพาะความรู้ของดินน้ำไฟลมของ อากาศธาตุและวิญญาณธาตุ เพราะฉะนั้นเวลาจะประกอบภาพ ก็เอาดินน้ำไฟลมต่างๆ มาประกอบเป็น องค์รวม เป็นภาพสีสันเส้นแสงแบนๆ ราบๆ หรือจะประกอบด้วยที่มีมิติ มีความนูนมีความเว้า มีมิติขึ้นตั้งแต่ bas relief ภาพนูนต่ำจนถึงลอยตัวออกมา round อะไรก็แล้วแต่ เป็นแท่งเป็นก้อน sculpture เป็นประติมากรรม จนกระทั่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ขึ้น แต่คนสร้างทุกวันนี้ไม่รู้ว่าอะไรคือศิลปะ เป็นแต่งานช่าง ไปหลงกับเทคนิคที่สร้างเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม แม้แต่จะเป็นวรรณกรรม นัจจะ คีตะ วาทิตะ คีตกรรม นาฏกรรม จะประกอบเป็นองค์ประกอบศิลปะขึ้นมา จะต้องรู้ว่าจะประกอบอย่างไร ต้องมีความรู้จะทำภาพนูนสูงต่ำอย่างไร สีสันอย่างไร ก็ต้องมีความรู้ ทำแล้วจะให้คุณสัมผัสแล้วเขาเกิดความรู้สึกอย่างไร เช่น ออกเสียงพูดออกไปอย่างนี้ เขาได้ฟังแล้วภาษาพูดสำเนียงเสียงประกอบ เขาฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร มันจะไปกระตุกความรู้สึกคนที่ได้รับสัมผัสอย่างไร ก็ต้องมีความรู้ ไม่มีความรู้เราก็ประมาณไม่ถูก จัดองค์ประกอบให้เบาให้แรง ให้สูงให้ต่ำ ให้แดงให้ขาว ให้หวานหรือให้ดุเดือดอย่างไรก็ทำไม่ถูก คุณจะทำถูกก็ต้องรู้ ต้องมีศาสตร์ แต่ถ้ามีแต่ความรู้ไม่มีศิลปะ ก็คือศาสตร์ธรรมดา สารคดีธรรมดา สื่อให้เขารู้เกิดความเข้าใจอย่างไรเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น แม่อยากให้ลูกไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ดุเอาเฉยๆ แต่ถ้าคนมีศิลปะ รู้ว่าถ้าออกเสียงอย่างนี้น้ำหนักอย่างนี้ คำพูดอย่างนี้เป็นคำที่แรงเหมือนด่า แต่ถ้าผสมสำเนียงภาษาปรุงแต่งอะไรนิดหน่อยให้เกิดศิลปะ แต่เป็นคำพูดที่ว่ากล่าวตักเตือนตำหนิติเตียนให้หยุดทำอันนี้ได้ เรียกว่ามีศิลปะ เพราะฉะนั้นศิลปะนี้จึงเจือไปด้วยความรู้ และมีการจัดประมาณสัดส่วน เป็นสัปปุริสธรรม 7 มีประมาณอย่างถูกสัดส่วน และเอาสิ่งที่จะเจือจางความแรง หรือให้เพิ่มความเบาเกินไป ขาวเกินไปแดงเกินไป เล็กเกินไปใหญ่เกินไป ให้เกิดความพอเหมาะพอดี ที่ทำให้ผู้ได้รับสัมผัส เสพสัมผัสอันนี้แล้วเกิดผลดี ลดกิเลส ประมาณกับคนกลุ่มนี้ก็จะประมาณอย่างนี้ ถ้าเป็นกลุ่มอื่นก็จะประมาณอย่างอื่นด้วยความมีสัปปุริสธรรม 7 ผู้จะมีศิลปะอย่างนี้คือศิลปะโลกุตระของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีความรู้ในสัปปุริสธรรม 7 พร้อมทั้งมหาปเทส 4 นี่คือ ยอดศิลปินของโลก พระพุทธเจ้าจึงเป็นอภิมหาบรมยอดศิลปิน รู้อัตถัญญุตา รู้เป้าหมายในงานที่ประกอบขึ้นมาเป็นงานศิลปะ ประมาณได้ว่าอันนี้จะให้ผลอย่างนี้ เป็นสาระของมัน เป็นจุดสำคัญของมัน เสร็จแล้วก็ต้องรู้ตนเอง สำคัญที่ตัวเราต้องรู้ตัวเอง ตัวเราก็เท่านี้ สมควรแสดงอย่างนี้ได้ไหมกับคนนี้กับคนกลุ่มนี้ กับกาละนี้กาลัญญุตา ต้องเข้าใจองค์ประกอบ การจัดสรรสัดส่วนมัตตัญญุตา จึงจัดสรรสัดส่วนอย่างมีปัญญา มีความรู้ มีศิลปะ ขออภัย ต้องยกตัวอย่างตัวเอง อาตมามั่นใจว่าตนเป็นศิลปินเพราะเป็นลูกพระพุทธเจ้า อาตมาทำงานศิลปะ ยืนยันเพราะทำโดยประมาณ มัตตัญญุตา ใช้ดิน น้ำไฟ ลม อากาศ ตัวตนบุคคลเราเขา แผ่นดิน แผ่นหญ้า ท้องน้ำ ดิน ต้นไม้ มวลมนุษย์ แม้แต่สัตว์ อาตมาใช้สัตว์โดยอย่าเอาสัตว์มายุ่ง มันเป็นตัวกวน คนเราก็เกินกว่าลิงกว่าหมาแล้ว ที่จะเอามาประกอบงานศิลป์ คนทำได้มากกว่าลิง กว่าหมาแน่ แต่คนพูดรู้เรื่อง อาตมาไม่ได้ดูถูกคน ต้องเอาสิ่งที่ได้ผลมา เพราะฉะนั้นองค์ประกอบของศิลปะที่อาตมามาจัดสรรให้มาเป็น compose ขึ้นมาให้มันเกิดผลงาน แล้วก็เกิดคนรับได้ งานของอาตมาเกิดการได้ผลปฏิบัติได้ในแต่ละคนคือพวกคุณเอง เป็นตัวงานเอง ในงานศิลปะของอาตมา ก็เลยเกิดผลของแผ่นภาพสังคมมนุษย์ เฟรมงานศิลปะจิตรกรรมของอาตมาคือมวลมนุษย์ ถ้าฉายเป็นภาพเคลื่อนไหวก็คือภาพยนต์แต่แท้จริงคือตัวจริงฉายภาพออกมาอยู่ในโลก อาตมาสร้างเป็นโรงงานผลิตหนัง พยายามฉายไปทั่วโลก แต่ไม่มีคนรับเท่าไหร่ ฉายฟรีด้วย มีดูบ้าง ที่พูดไม่ได้น้อยใจเสียใจ ก็รู้ว่ามันยาก ฝืน ไม่เข้ากับกิเลส แต่ขัดเกลากิเลส เป็นสัลเลขธรรม ปฏิโสตัง ทวนกระแสใจ ไม่เอร็ดอร่อย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ศิลปะคือ สิปปัญจะ เอตัมมังคลมุตตมัง เป็นมงคลอันอุดม มงคลแปลว่าเหตุหรือสิ่งอันพาเจริญ หรือธรรมะอันพาเจริญ อาตมาก็ทำทั้ง สิ่ง เหตุ ธรรมะ พาเจริญ ถ้าพาเจริญแค่โลกีย์ก็ไม่เป็นอุตตมัง แต่มันเจริญนะไม่ใช่เสื่อม เป็น กัลญาณธรรม จะเรียกว่าศิลปะก็ได้ แต่ไม่ใช่ระดับของพระพุทธเจ้า พาเจริญได้แบบโลกๆ สุจริต แต่ถ้าทุจริตนั้นเสื่อม ในโลกก็มีปราชญ์มีศาสดาสอนคนให้มีศิลปะในระดับมงคล อันยังไม่ถึงอุตตมะ หรืออุดร หรืออุตตระ ก็สอนได้ เกิดคุณงามความดีคือสุจริตธรรม ก็ได้ ทีนี้ประเด็นชัดเจนที่อาตมาเน้นว่าขีดไหนจะเป็นโลกุตระ เป็นการเลยความเป็นโลกีย์ มันต้องมีเกณฑ์ตัดสินชี้บ่ง เขตของโลกุตระมันอยู่ที่จิต ถ้าคนไม่รู้จักจิต จิตของตนเอง ไม่ใช่ไปอ่านรู้จิตคนอื่น มันไม่ชัดเจนไม่จริงเท่ากับรู้จักจิตตนเอง รู้อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส ตามผู้ที่สัตบุรุษมาบรรยายให้ฟัง แล้วตนเองเอาไปฝึกฝนอบรมทำให้ตนเองเกิดจิต ก็รู้จิตตนเองว่าจิตนี้เป็นอกุศลเป็นสิ่งที่ทุจริต ไม่ดีไม่งาม ประเด็นที่ตัดสินว่าเป็นโลกุตระคือการทำจิตของตนเองให้ลด แม้ไม่ถึงกับดับก็ตาม ให้เริ่มจางคลายลดดีกรีของอกุศลจิต จิตที่เป็นทุจริต จิตเสื่อมทราม ให้ลดดีกรีความแรงได้จริง คุณสามารถทำได้ด้วยความสามารถของคุณเองจริง รู้ได้ว่าคุณทำได้ก็คือโลกุตระ งานที่เราทำขึ้นมาจะเป็นงานที่ประกอบด้วยศาสตร์และองค์ประกอบ ที่เป็นประโยชน์ต่อคน ศิลปะนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ศิลปะนี้ไม่ใช่ประโยชน์ ต่อตน เมื่อทำแล้วผู้อื่นจะได้ประโยชน์ ผู้นั้นคือศิลปินเป็นผู้สร้างประโยชน์ แล้วประโยชน์ที่เป็นโลกุตระนี้จึงเป็นศิลปะระดับโลกุตระ ยิ่งจิตลดกิเลสดับกิเลสได้หมดเลย ไม่ทำกรรมกิริยาที่เป็นทุจริตอกุศลอีกเลย ในเรื่องใดๆ ก็ตามก็แล้วแต่ คุณก็จบดับอกุศลจิตตัวนั้นไปเรื่อยๆ จนนิโรธ วิมุติ นี่คือศาสตร์ของพระพุทธเจ้า แล้วจะมีศิลปะในตัว คือผู้นั้นจะมีสัปปุริสธรรม 7 ประการ เป็นสัตบุรุษ จะไม่ทำกรรมที่ตนเองได้ดับกิเลสหมดเหตุที่เป็นอกุศลนั้นตลอดไป แม้บางกิริยาจะดูน่าตำหนิในสายตาคนอื่นๆ ทั่วไป แต่ท่านผู้นี้ได้ประมาณแล้วว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ท่านก็จะทำ เพราะยุคกาลนี้ไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า การพูดจาท่าทีลีลาทุกวันนี้ ออกไปทางทิศทางเครื่องมือเทคโนโลยีไปใหญ่เลย เราจะไปบอกว่าการนั่งดูคนนี้สอนอย่างนี้มันสูงไปหรือต่ำไป เราไม่รู้ว่าคนไหนเขานั่งดูอยู่ เพราะฉะนั้นการประมาณอย่างนี้ คนที่ไม่เข้าใจ อาตมามีมวลที่ฟัง อยู่ตรงนี้ เป็นบริษัทหมู่กลุ่มก็ประมาณขนาดนี้ ก็พูดระดับนี้กับพวกคุณ แรงบ้าง บางทีถ้าเป็นเด็กก็ไม่ควรพูดอย่างนี้ แต่อาตมาว่าพวกคุณโตแล้วพูดได้ แต่คนข้างนอกบอกว่าอย่างนี้ไม่ควรพูด ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรบางที แต่ก็จะไม่คิดมาก เพราะคิดมากจะทำงานไม่ได้ คนจะดูรายการของอาตมาต้องเป็นคนระดับปัญญา พวกเด็กไม่ดู คนโง่เกินไม่ดู เพราะงั้นอาตมาว่าแสดงออกไป นี่คนที่ดูก็คือคนที่ต้องมีฐานะภูมิปัญญา เป็นสิทธิของเขา คนเขาเห็นว่าไม่ชอบก็ไม่ดู แต่คนที่เห็นคุณค่าประโยชน์ก็ดู ก็เลือกคัดสรรในตัวของมันเอง บางคนจะไปดูหนังโป๊ดีกว่า ก็ไม่ดูอาตมา จะไปดูละครไปดูร้องเพลงสนุกสนานดีกว่า จะมาดูอาตมามาพูดอะไรก็ไม่รู้ ดีไม่ดีถูกด่าด้วย เขาจะไปดูทำไม คนที่บอกว่าที่พูดออกไปนี้ เด็กก็ดูผู้ใหญ่ก็ดูคนอื่นก็ดู คนนี้ไม่รู้เรื่องเพราะคนที่จะดูนั้นจะมีเฉพาะกลุ่ม สรุปว่าศิลปะนั้นเป็นของมนุษย์เป็นผู้ทำ ไม่ใช่เกิดโดยบังเอิญ ต้องเกิดด้วยเจตนา และศิลปะต้องเป็นของผู้มีความรู้ที่จัดสัดส่วนได้อย่างมีสัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4 นี่คือของพระพุทธเจ้าเป็นศิลปะในระดับโลกุตระ อาตมาได้ทำศิลปะอันนี้ตามที่ได้อธิบายไป ส่วนคนที่ฟังแล้วหาว่าอาตมาพูดเอาเองก็ใช่ เพราะอาตมาไม่เชื่อว่าใครจะมาเข้าใจอย่างอาตมา และมาพูดอย่างอาตมาทำอย่างอาตมาด้วย ไม่ใช่ดูถูกนะ อยากจะให้คนมาทำอย่างอาตมา เข้าใจอย่างอาตมา มาประกอบงานอย่างนี้ เป็นศิลปินอย่างอาตมา อยากให้ทำ ยิ่งทำเก่งกว่าก็ยิ่งดี เป็นภันเต อาตมาพ้นภาวะจิตริษยาคนที่ดีกว่าอาตมา เขาพูดดีกว่าเรา เราก็รับอย่างเดียว แต่ผู้ไม่ดีกว่าเรา เราก็เข่นเท่านั้นเอง อาตมาให้เขาเจริญขึ้นนะ ศิลปะต้องมีความรู้ และมีความรู้เกินกว่าศาสตร์ ต้องมีแก่นแท้ที่ต้องการเป็นสาระ และมีองค์ประกอบที่เป็นสุนทรีย์ สิ่งที่เป็นเครื่องชวนใจ จะชวนด้วยความสวย ด้วยความเพราะหรือความแปลก เนื้อเรื่องรสชาติก็แล้วแต่ ด้วยองค์ประกอบอื่นใด จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นส่วนกิเลสของเขาก็ได้ อนุโลมไม่แข็งเสียทีเดียว แต่เอากิเลสมาประสมส่วนนิดหน่อย ไม่ใช่เอาแต่สาระอย่างเดียว ไม่มีน้ำตาลไม่มีมะนาวไม่มีกลิ่นอะไรเลยอย่างนั้นไม่ไหว คนกินไม่ลง แต่อย่าให้ไปติดองค์ประกอบที่เป็นสุนทรีย์ ให้เขาได้เนื้อ อย่างน้อยเป็นกระสัยที่นำพา แต่ละบุคคลเรียก ปุคคลัญญุตา แต่ละกลุ่มหมู่คณะเรียก ปริสัญญุตา แต่ละโอกาสเรียก กาลัญญุตา จะรู้จักจัดสัดส่วนเท่าที่มีก็เรียก มัตตัญญุตา สัปปุริสธรรม 7 ให้มีพลังโน้มนำสื่อนำไปสู่จุดที่ต้องการได้ เรียกว่ามี Convergence ไปสู่ Interest point สู่ Goal ต้องมีเจตนา ความมุ่งหมาย มีปัญญารู้ว่าเราทำอันนี้เพื่ออะไร ผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นศิลปินแต่แล้วก็ทำงาน เช่น เป็นนักวาดเขียนออกมาละเลงสีถูกใจเราดีเหลือเกิน พวกนี้แค่พวกบำเรออัตตาตัวเอง ไม่รู้ว่าตนเองทำด้วยเป้าหมายอะไร ทำแล้วก็ประกอบงานเป็นเส้นแสงสีเสียง แล้วเวลาคนอื่นสัมผัสมาพบมาเห็น มาดูแล้วมันเกิดผลให้คนสัมผัสแล้วเกิดอะไรขึ้นมา ต้องมีความรู้ ต้องเข้าใจ ต้องมีความรู้ว่าคนสัมผัสแล้วเขารู้สึกอย่างไร ได้ประโยชน์อะไร คุณต้องเข้าใจ มีความรู้ ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมายมีเจตนา คนที่บอกว่าตนเองเป็นศิลปิน แต่กระทำการบำเรอตนเองให้สะใจตนเอง คือพวกบำเรออัตตา ไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานที่บำเรออัตตาตัวเอง คนอื่นจะรู้หรือไม่รู้ช่างหัวมัน นี่คือพวกหลงงานศิลปะ เขาว่ามันจะต้องมีอารมณ์จึงจะเขียนได้ จะเป็นงานปั้นงานเขียนก็เพื่อบำเรออารมณ์ตนเองทั้งนั้น ไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขาเห็นเขาจะสัมผัสจะเกิดอะไร ยิ่งเราเป็นนักแสดง สร้างผลงานให้คนดู แต่เอาสิ่งที่บำเรอตนเองไปให้คนอื่นบำเรออย่างตนเองได้บ้าง แล้วเรียกตนเองว่าศิลปินได้อย่างไร เอาสิ่งที่บำเรอตนเองที่ตนเองชอบใจว่าถึงจริงๆ นักแสดงแล้วให้คนอื่นได้รับสัมผัส ถ้าคุณแสดงคนเดียวปิดห้องคนเดียวก็บำเรอตนเองไปเถอะ แต่ถ้าทำเพื่อให้คนอื่นได้เห็นด้วย คนอื่นสัมผัสผลงานด้วย เขารับผลงาน ไปแล้ว เอาขี้ขยะที่คุณอยากไปบำเรออารมณ์ของคุณไปให้เขา คนที่หลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเยอะมาก นั้นอย่างหนึ่ง 2. นึกว่างานนี้เป็นงานศิลปะแต่แท้จริงเป็นงานเทคนิคเท่านั้น เป็นความสามารถเชิงช่างเท่านั้น จะปั้นจะเขียนจะกรีดกรายร่ายรำ เอาตัวหนังสือมาปั้นเป็นวรรณกรรมเรียบเรียงไพเราะ อะไรต่างๆ นานา เฉยๆ เป็นเชิงช่าง เรียบเรียงประดิษฐ์ประดอย ทำรูปทำร่างปั้นทำตัวหนังสือ เป็นอะไรก็แล้วแต่ เป็นเทคนิคในการทำ ว่าได้ไพเราะและแปลกใหม่ แต่คนได้รับสัมผัสแล้วเสพงานนี้แล้วมันจะเกิดผลสะท้อน กระทบความรู้สึกคนอื่น เขาจะเกิดอารมณ์อย่างไร ความรู้สึกอย่างไร จะได้รับอะไรจากผลงานของคุณ คุณไม่ได้คำนึงถึงเลย คุณมันส์ที่เทคนิคของคุณว่าทำได้แปลกดี ที่เทคนิคการสร้างสีสันเส้นแสง รูปปั้นอะไรก็แล้วแต่ บำเรออัตตาตัวเองเท่านั้น อาตมาได้เปิดฉากศิลปะโลกุตระแล้วก็จะขยายความตามภูมิ ศิลปินส่วนใหญ่ทำการบำเรออัตตาตัวเอง จะถือตัวว่าตนใหญ่ อาตมาถึงทำงานได้ช้า กว่าจะพูดถึงศิลปะได้ แต่อาตมายืนยันว่าตนเป็นศิลปินเพราะสมเด็จพ่ออาตมาเป็นศิลปินใหญ่ พวกคุณรู้ไหมว่าเป็นลูกหลานศิลปิน งานอาตมาไม่ต้องตั้งราคา แต่มีหน้าที่ทำไป จนมีคนเข้าใจ กินก็มีคนให้กิน นอนก็มีคนบังคับให้นอน ทั้งที่ทำงานต่อเนื่องอยู่เลย ควรพักแล้วก็ควรพักก่อนนะ ไม่ได้ลำบากเลย ไม่ได้จ้างสักบาทนะ ทำฟรีอีกต่างหาก ทำด้วยใจเต็มอีกด้วย เขามาช่วยอาตมาทำไม เพราะอาตมาทำแล้วไม่ได้เอามาให้แก่ตนเอง แต่ทำเพื่อมวลมนุษยชาติ คนเขามีปัญญาแบบนี้มาช่วยเป็นเรี่ยวแรงเลย อาตมาไม่ได้ทำคนเดียว แต่พาพวกคุณทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติทุกคนเลย มาเป็น องค์ประกอบที่ทำเพื่อมนุษยชาติเลย ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมาเราจัดงานตลาดอาริยะ พวกเราก็รวบรวมไปหาสินค้าที่สมควร ไม่เอาสินค้าที่เป็นเครื่องมอมเมาเป็นอบายมุข เอาแต่เอาสินค้าที่เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรได้ควรเป็นประโยชน์ ก็หามา คนไม่ต้องเดินทางมาเราหามาให้ เป็นของดีราคาถูกและต่ำกว่าทุน ทำตลาดอาริยะมี 4 ระดับ ขายต่ำกว่าราคาตลาด ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุน และแจกฟรี คนก็มารับบริการ แล้วเราก็ทำอย่างจริงใจ ไม่ได้จะเอาคืนให้ได้มากขึ้น หรือไปคิดจะได้ตอบแทนในชาติอื่นๆ ต่อไป ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย ทำไปให้คนเขาได้ประโยชน์ หมดแล้วเราก็ทำใหม่ มีต้นทุนก็ทำอีกทำต่อไป งานที่เราทำ สร้างผลผลิตสร้างอะไร อะไรอาศัยกินอาศัยใช้ เสร็จแล้วมีส่วนเหลือส่วนเกินเอามาให้คนอื่นต่อไป 1. เราพึ่งตนเองรอด ทำงานเหลือกินเหลือใช้ เราพอกินพอใช้แล้ว เฉลี่ยในสาธารณโภคีให้พวกเราพออยู่พอกิน สุดเขตเหนือก็ส่งไปสุดเขตใต้กินได้เลย สุดตะวันออกก็ส่งไปสุดตะวันตกได้ ส่วนภาคกลางก็รับเละอยู่แล้ว ไม่ได้คิดค่าส่ง ไม่ได้คิดค่าเหนื่อยเลย ส่งให้แบ่งกันกิน นี่คืองานของเรา ทีนี้เราจัดงานศิลปะโลกุตระขึ้นมา คนที่มาร่วมงานก็เรียกว่าพวกศิลปินมาช่วยงานเราก็มีของแจกให้เขา เราไม่มีเงินจะให้ เรามีแต่ของแจก ตั้งแต่ผลผลิตแตงกวาลูกขนาดนั้น ข้าวโพดฝักขนาดนั้น มะเขือเทศก็แดงใสเต่ง มีอะไรต่างๆ มีพืชผักผลไม้อะไรก็ใส่ถุงใส่อะไร แม้กระทั่งข้าวสารก็ใส่ถุงให้เขาไป เขาก็ต้องหิ้วไปก็หนักนะ แต่ของเรานี้ไร้สารพิษ เป็นของดีจริงๆ มีสารอาหารที่มีคุณค่าประโยชน์ดีๆ ด้วย ก็อยากให้คุณได้กินพวกนี้แหละ คงไม่ว่านะ ทั้งๆ ที่เป็นความอยาก เป็นตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์ ก็แบ่งแจกกันไป เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่สอนให้พวกเราทำได้ เป็นพฤติกรรมสังคม เป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมหมายความว่าสิ่งที่ทรงอยู่อย่างเจริญ ธรรมะทรงอยู่ วัฒน แปลว่าอย่างเจริญ ทรงอยู่อย่างประจำเลย วัฒนธรรม พฤติกรรมคือกิริยาในแต่ละคราว วัฒนธรรมทรงอยู่เป็นหลักแกน พฤติกรรมก็เป็นปัจจุบัน ทุกพฤติกรรม ทำให้คนมามีพฤติกรรมแบบนี้ วัฒนธรรมแบบนี้ มีวิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้ รวมลงไปเป็นสาธารณโภคี เป็นบุญนิยม สาธารณโภคีคือเป็นส่วนกลางที่มารวบรวมกันจริงๆ จากเหนือมาให้ใต้ จากใต้ไปให้เหนือ จากตะวันตกมาให้ตะวันออก จากตะวันออกมาให้ตะวันตก ภาคกลางก็รับเละเป็นทางผ่าน แจกแบ่งกันไปเป็นของส่วนกลาง และอีกนัยหนึ่งคือแบบคนจน เราไม่ได้สะสมไว้มาก จนเงินจนทองเพราะไม่ได้สะสมเงินสะสมทอง ดีไม่ดีก็แค่ผ่านมือไป มันก็เหมือนข้าวของที่เป็นส่วนกลาง คำว่า ส่วนกลาง กับคำว่า จน สองคำนี้สุดลึกซึ้งในหลักเศรษฐศาสตร์สังคมศาสตร์การเมือง ส่วนกลางคือไม่ยึดเป็นตัวกูของกู อะไรควรใช้ก็แจกจ่ายเจือจานกันไป คำว่า จน คือไม่ต้องสะสมไว้ เหมือนพวกนายทุนที่เขาบอกว่าจะต้องเอามาเป็นของกูมากๆ มันตรงกันข้ามคนละฟากฝั่ง จนกับรวย มีกับไม่มี ไม่ต้องมีอะไรมากมายเลย อัปปิจฉะ เราจึงเป็นสังคมแบบคนจน ในหลวงเราเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มี พระปรีชาญาณ เป็นผู้มีความรู้โลกุตรธรรม ท่านตรัสออกมาคือโลกุตรธรรม ต้องเอาแบบคนจน พวกเราไม่รวยแต่ก็พอมี ไม่เอาอย่างรวย ไม่เอาอย่างก้าวหน้าแบบโลก เพราะแบบนั้นมันคือการถอยหลังอย่างน่ากลัว เป็นคำพูดของอาริยชนชั้นสูง แล้วท่านเป็นใคร ท่านเป็นในหลวง ท่านตรัสออกมาสู่สาธารณชน การบริหารปกครองแบบคนจนเป็นรัฐศาสตร์ชั้นสูง เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง เราจนเพราะว่าเราไม่ได้ยึดมาเป็นตัวกูของกู มีมาก็ใช้สอย นอกนั้นมีส่วนเกินก็สะพัด ไม่กักตุน ไม่ได้ประมาท ไม่ได้เห็นแก่มาก แต่เห็นแก่น้อย ยืนยันในอัปปิจฉะ ไม่ยืนยันมหัปปิจฉะ การที่เอาไว้แต่น้อย แต่ขยันสร้างสรรสะพัดแก่สังคมได้มาก สังคมก็ดีขึ้น เผื่อแผ่ให้แก่เด็กที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้ ทำให้แก่คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ให้แก่คนพิการ นี่คือคนที่ต้องช่วยเขา มีเด็ก มีคนป่วย คนแก่ คนพิการ คนวิกลจริต 5 อย่างนี้คนเขาจำนนให้ มีใครอยากจะเป็น มันต้องช่วยเขา เพราะเขาเป็นฐานะเช่นนี้ ส่วนอีกสองคนคือคนขี้เกียจกับคนขี้โกง อยู่ในโลกนี้ต้องเข่นมันเข้าไป เป็นคนบรรลัยจักร ต้องสอนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ให้พากันมากล้าจน ไม่ต้องไปกล้ารวยหรอก แล้วจนอย่างเป็นสุขด้วย มั่นใจทฤษฎีปฏิบัติ กิเลสเราถูกขัดเกลาแล้วบรรลุได้ เราเชื่อในทฤษฎีแล้วทำจนเกิดผล เกิดพฤติกรรมสังคมวัฒนธรรมขึ้นมา แล้วศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นคนของสังคม ไม่ใช่คนออกป่าเขาถ้ำ เป็น กลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่ เราพยายามทำกับสังคมรอบกว้างกระจายมากขึ้น แต่เขาไม่รับเอง ดีไม่ดีเขาชังด้วย เขาไม่รู้ว่าของดี ดีอะไรพาคนมาจน ไม่พาไปสวย ใครจะเอา ไม่พาไปอร่อย ไม่พาไปเต้นไปดีดสนุกสนาน เขาไม่เอา แต่คนมีภูมิปัญญาจะรู้ว่าไอ้พวกนั้นเต้นมาไม่รู้กี่ชาติ อร่อยมาไม่รู้กี่ชาติ บ้าๆ บอๆ มาไม่รู้กี่ชาติ คนมีปัญญาแล้วจะหยุดพวกนั้น แล้วมาทำเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปันให้แก่กันและกัน เราจึงอยู่แบบคนจน จนเพราะเราไม่สะสม เรามีสมรรถนะมีความสร้างสรร มีความขยัน ไม่ได้งอมืองอเท้า มีความอุตสาหะพากเพียร แล้วเลือกสิ่งที่ควรทำให้ดี ประชุมกัน เช่นว่า อะไรควรทำก็ทำ อะไรไม่ควรทำก็เลิก สร้างสรรอยู่ตลอดเวลาทำแล้วมีผลผลิตเหลือ เกินกินเกินใช้ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตนเองรอด 3. ทำแล้วเกินกินเกินใช้ 4. มีเหลือเอาไปแจกจ่ายผู้อื่น ไม่สะสมไว้ เพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราไม่ใช่คนขี้เกียจ เราไม่ใช่คนงอมืองอเท้า เรามีความขยันในตัวมีความพากเพียร และควรพักก็พัก แม้เราพักเราก็อยู่ในหมู่กลุ่มสาธารณโภคี พึ่งพากันได้ คนร้อยคนไม่ป่วยพร้อมกันหมดหรอก พวกเราฉลาดไม่ไปหาความเจ็บป่วยมากมาย แต่รู้สึกจะไปหาคนรักษามากไปหน่อยอันนี้ก็ขอโขกหน่อย จนกลายเป็นกวนเขา ห่วงตัวเองมากไปก็ไม่ได้ห้ามกันหรอกแต่ให้พอเหมาะ คำว่า จน กับคำว่า สาธารณะ นั้นยิ่งใหญ่ เราทำได้เป็นหมู่กลุ่ม เราไม่คิดว่าจะต้องมารวมกันที่เดียวแต่ต้องกระจายไป ชุมชนเรามีทุกภาคในประเทศไทย มีหมด ต่างประเทศมีบ้างแต่ยังไม่กว้างไปถึงอย่างนั้น เราทำในประเทศก่อน แต่ต่อไปจะมีเครือแหเชื่อมโยงไปได้ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ก็มีพระเจ้าแผ่นดินที่ก็มีท่านที่มีอาริยธรรม แบ่งแจกกันทั่วถึง แต่ก็มีวิธีปกครองบริหารคนให้เขาได้ถูกขัดเกลาได้เจริญขึ้น ประชาธิปไตยแปลว่าไม่มีอคติ ไม่เห็นแก่ตัว บริหารปกครองอย่างมี สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ประชาธิปไตยไม่ใช่แคบๆ ว่าทำเพื่อประชาชน คือการเลือกตั้ง อันนี้ผิวเผินที่สุด 2. คือเอาพลังแบบมวลใหญ่มาเป็นอำนาจ แล้วมาสร้างอำนาจต่อรองเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น ที่พระออกมาบอกว่าเขาหมู่ใหญ่มาข่มขู่ คสช. อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นแค่อำนาจหมู่ เบ่งข่มสร้างอำนาจ เพื่อตนจะชนะตามที่กูต้องการ ประชาธิปไตยจึงอยู่ในประชาธิปไตย อยู่ในคอมมิวนิสต์ อยู่ในสังคมนิยม อยู่ในสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าเข้าใจ อย่างอาตมาไม่มีที่ดินเลย แต่คนก็อยากให้อาตมาไปเหยียบให้เป็นสิริมงคล ว่าไป สิริมงคลคือปฏิบัติธรรมให้ได้ดี ในศิลปะเหนือสามัญคือโลกุตระ เหนือสามัญปุถุชนคนโลกีย์ ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างได้สัดส่วน เป็นผู้ที่มีศิลปะมีศาสตร์อย่างแท้จริงที่จะจัดองค์ประกอบขององค์รวมกรรมกิริยาวัตถุ แล้วสร้างสรร ธรรมชาติไม่ใช่ศิลปะ ศิลปะอยู่ที่จิตวิญญาณมนุษย์ที่มีความรู้ ที่มีการจัด สัดส่วนอย่างพอเหมาะ มีความรู้ใน ธัมมัญญุตา (รู้ธรรม) สิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน