590614_พุทธศาสนาตามภูมิ กรณีศึกษาเปรียบเทียบ คดีธรรมกายกับคดีสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590614_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องกรณีศึกษาเปรียบเทียบคดีธรรมกายกับคดีสันติอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2559 ขึ้น 10 ค่ำเดือน 7 ปีวอก ที่บ้านราชฯ มาถึงวันนี้แล้วโลกหมุนมาถึงวินาทีนี้ มีเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศไทยที่อาตมาว่ายิ่งกว่ามหากาพย์ เพราะว่าเป็นเรื่องของธรรมะกับอสูรชัดเจน คนมีปัญญาดวงตาจะได้รับรู้สิ่งจริง สิ่งควร สิ่งประเสริฐหรือไม่ประเสริฐได้เห็นได้รู้ได้สัมผัสจริงๆ ผู้ที่ติดตาม ใคร่จะรู้เห็นความจริงซาบซึ้งเห็นความจริง ติดตามอย่ากระพริบตาทีเดียว เหตุการณ์คือคดีไชยบูลย์ สุทธิผล มาดู sms SMS 13 มิ.ย.2559 _0845818xxx . จริงหรือสมมุติแยกให้ออกสมมุติหรือจริงหากสำนึกรู้จะอยู่เหนือโลกใครหลง-วนเป็นปุถุชนหล่นโลกันตร์ จิตนิพพานไม่มีดีชั่วสงบเฉย ศาสนาพุทธว่าขันธ์ว่างไม่มีอะไรเลยล้วนแต่สงบจิตใกล้ชิดนิพพาน ด้วยเวลาเร่งกระชั้นคับขันยิ่งต้องบุกบั่นเด็ดเดี่ยวไปให้ตรงดิ่งแพร่คำจริงเปลี่ยนใจคนพ้นโลกีย์ คนบ้ายศยิ่งยศแล้วยังอยากทะยานบ้าเงินล้านกี่สิบหมื่นว่าไม่มากโลภหลงใหลไม่คิดถึงวันพลันต้องตายจากกรรมจำพรากไม่เหลืออะไรไปพบพญายม ถ้าคล้อยตามคนทำผิดโทษมหันต์บรรทัดฐานคือหลักธรรมนำเป้าหมายความโลภโกรธรักลุ่มหลงจงตัดไปคนที่ดื้อรั้นชอบเอาแต่ใจจะได้นรก พ่อครูว่า… ก็เข้าใจธรรมะได้พอสมควร แต่ว่าเป็นตรรกะส่วนมาก ผู้บรรลุธรรมนั้นจะรู้จักสมมุติสัจจะ รู้จักปรมัตถสัจจะแต่ก็จะอยู่กับสมมุติสัจจะนั่นแหละ นิพพานนี้เราอยู่ข้างดี ถ้ามี 2 อย่างคือดีและชั่ว แต่ถ้าเราวางเฉยไม่อยู่ข้างไหนเลย เราโง่ ไม่รู้ว่าอันไหนดีอันไหนชั่ว โง่ตายเลย เราอยู่ข้างดีด้วยจิตไม่อคติ คบคนดี สร้างสรรสิ่งดีให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ศาสนาพุทธที่เขาคนนี้บอกว่าไม

อ่านต่อ

่มีอะไรเลยได้อย่างไร แล้วขันธ์ที่ว่าว่างนั้นต้องว่างจากกิเลส แม้เศษธุลีละอองของกิเลสก็ไม่มี ตั้งแต่สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา จนถึงภายในจิตในรูป ในอรูปก็พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไปสู่สัญญาเวทยิตนิโรธ เราจะพูดถึงรูปธรรมใดๆ พูดถึงเทวดามารพรหม เราก็เข้าใจในนามธรรมนั้นๆ อาตมาอธิบายมาหลายชาติแล้ว

_0897146xxx . ว่าพระพุทธทาสอยู่นรกเพิ่งเคยได้ยิน พ่อครูว่า… ขอยืนยันว่าผู้ที่จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์นั้น ผู้ที่จะหยั่งรู้ได้จริงๆนั้นพูดถูกนั้นคือพระพุทธเจ้าและพระอัครสาวกที่ยิ่งใหญ่ สำหรับอาตมานั้นไม่ได้เก่งที่จะรู้ก็เอาแต่สิ่งที่มีหลักฐานความจริงยืนยันได้ เช่น คุณธัมมี่ที่เที่ยวบอกว่าตัวเองรู้อย่างนั้นอย่างนี้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้นั้นคือ อวดอุตริ เลอะเทอะ เพราะพระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่เหลืออะไรแล้ว เขาเข้าใจไม่ได้ แม้เข้าใจได้ก็เอาไปหลอกคน สร้างให้ตนใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าอีก มีหลักฐานยืนยันชัดที่คุณชาติชาย เขายืนยันว่าเขาเขียนหลอกว่าพ่อเขาตายแล้ว ความเป็นสวรรค์นั้นทั้ง 6 ชั้นคือดินแดนที่เลว มีสวรรค์ก็มีนรกในนั้น อย่างดุสิตก็อธิบายผิด ดาวดึงส์ก็อธิบายผิด แต่ตนเองเป็นจาตุมหาราชิกา และปรนิมิตวสวัตตี (บ้ายศศักดิ์ บ้ารวย) จาตุมหาราชิกาคือแย่งชิงเก่ง หลอกคนเก่ง สวรรค์ 6 ชั้นนี้คือภพชาติ ธัมมี่นี้มีทั้งจตุมหาราชิกากับปรินิมมิตวสวัตตีในตัวเอง เป็น Bipolar เป็นการหลอกคน คนหลอกคนนี่ฉลาดนะไม่ทำโง่ๆหรอก ต้องเอาความดีมาปะหน้า เอาความดีเท่าที่เขาจะมีความรู้หลอกคนไว้หลายชั้น หลอกได้ทั้งทุกระดับชั้น ถึงขนาดมหาเถรสมาคมก็ถูกหลอก ระดับนายกฯ รมต. เศรษฐีเขาหลอกได้หมด เห็นไหมว่าเป็นปรินิมิตตวสวัตตีที่เลวร้าย เพราะคนนึกว่าเป็นความดี แท้จริงคือความเลว ดีที่ยกย่องสูงเท่าไหร่ก็คือต่ำหนักเท่านั้น ความดีต้องมีเป็นธรรมดาในสังคม แต่คนฉลาด เขาต้องพยายามหาสิ่งมาหลอกให้เขาเห็นว่าเป็นคนดี ตั้งแต่ตื้นจนถึงคนชั้นสูงถูกเขาหลอกหมด ตกเป็นเบ๊ให้เขาหลอกหมด นี่คือความเก่งที่ชั่วสุด เป็นเทวดาเป็นภพชาติซ้อนในนี้ เขาไม่รู้ว่าเป็นสัตว์นรก เป็นเทวดาชั้นเลวสุด แต่เอาความดีมาหลอกคน มาพูดถึงความผิดของธัมมีก่อน เป็นความผิดที่ผิดกฏหมายแต่คนไม่เข้าใจ กฏหมายเป็นเรื่องของบ้านเมืองนะ ส่วนธรรมะเขาก็ผิด ป่านนี้ยังจับสึกไม่ได้เลย ถ้าผิดทางธรรมสูงสุดให้จับสึกเป็นปาราชิก เป็นสมี ถ้าความผิดทางโลกก็ให้ติดคุก มีคนแก้ตัวแทน เช่น ประเด็นที่เขากล่าวหาคือ นายธัมมี่นี่เป็นคนฟอกเงินผิดกฏหมายต้องติดคุกนาน รับของโจรเลยนะ เป็นวิธีซับซ้อนเฉโกนะ ทีนี้คนที่ช่วยคิดเป็นตรรกะ เขาเทียบว่าถ้าความผิดของนายธัมมี่นี่ผิด ทั้งโลกก็จะผิดไปด้วย เขายกอุทธาหรณ์ไว้ว่า ลิงตัวหนึ่ง ปล้นน้ำผึ้งมาจากรัง ลิงตัวนั้นเป็นโจร ถ้าลิงถวายน้ำผึ้งนั้นแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารับของโจร หรือไม่? หรืออย่างพระไปบิณฑบาต แล้วเอาของโจร ผิดกฏหมายมาใส่บาตรให้พระกินใช้ พระก็กินใช้ พระรูปนั้นก็ต้องรับของโจรต้องติดคุกสิ อาตมาก็ขอยืนยันว่า ความผิด ของธัมมชโยนี่ อาตมาลองเรียบเรียงไว้

ข้อความผิดของธัมมชโย 7 ข้อ ในกฏหมายคนรับของโจรนี่จะอ้างว่ารู้หรือไม่รู้นี่ว่าเป็นของโจรหรือไม่ก็มีความผิดในฐานะรับของโจร แม้ไม่รู้ก็ตาม แล้วเลี่ยงไปทำไม อ้างว่าไม่รู้ อาตมาว่าเขารู้ทั้งรู้นะว่าผิด ถ้าคนนั้นเขาไม่รู้ว่าของโจร จะไม่เชื่อมโยงอย่างนี้นะ สรุปแล้วธัมมี่รู้ว่านี่ของโจรแล้วรับมา มีหลักฐานและพยานว่ารู้ ที่ว่าไม่รู้นี่ที่จริงแล้วรู้ เพราะมีหลักฐานแสดงว่ารู้ ก็มาซ้อนว่าที่จริงไม่น่าโกหกว่าไม่รู้ แต่นี่โกหกว่าไม่รู้ แสดงว่าเจตนาป้องกันอย่าง Absolute เลย เพราะจริงๆตนเองรู้แต่โกหก พระเปิดบัญชีมีเงินฝากนี้มีอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ตลอดเวลาเลย ผู้ดูแลรักษาปกครองบ้านเมืองเขาก็สงสัย เมื่อเขาจับโจรที่ฉ้อฉล ฟอกเงินได้แล้วให้ติดคุกไปแล้ว มีตัวบุคคลยืนยันพฤติกรรม จนท.ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าเงินเดินทางจากโน่นมานี่ ผู้ที่สอบสวนก็ต้องสอบสวนว่ารับของโจรสิ เมื่อเขายื่นหนังสือมาขอให้รับข้อหาว่ารับของโจรก็ไม่ยอมไป หลีกเลี่ยงบ่ายเบี่ยงหากตนเองบริสุทธิ์ก็ต้องไป แต่นี่ไม่ไป แม้ที่สุด ตัวเองหลีกเลี่ยงไปว่าป่วย อ้างว่าป่วย ไปรับทราบข้อกล่าวหาไม่ได้ มีใบรับรองแพทย์แต่ใบรับรองแพทย์นั้นก็เป็นเท็จอีก เหมือนสำนวนว่าถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ผิดหมดเลย เมื่อองค์กรของรัฐบอกให้ไปมอบตัวก็ไม่ไป หลีกเลี่ยงดื้อด้าน เขาก็ส่งข้อปรึกษาไปหาศาล ศาลก็ให้ไปรับข้อกล่าวหาก็ไม่ไปอีก เมื่อไม่ไป ก็เลยต้องให้ศาลออกหมายจับ ศาลก็ออกหมายจับมาให้ ก็ยังดื้อดึงดันต่อคำสั่งศาลอีก

ที่เขาทำเรื่องอยู่ขณะนี้ การแสดงของธัมมี่ต้องแสดงสิ่งดีมาหลอก เป็นยักษ์ 2 แบบเลย คราวนี้ถ้าไม่เข็ดหลาบจะตกนรกหมกไหม้ไปอีกนานเลย ไม่ได้พูดด้วยเกลียดชังเขาเลยนะ แต่พูดให้สมสมัย ไม่จืดช้าเกินไป เอาให้ชัด ตอนนี้ก็เกิดประเด็นที่เจ้าหน้าที่ต้องทำงาน ตอนนี้ฝ่ายกฏหมายกับฝ่ายบ้านเมืองทำงาน ส่วนฝ่ายธรรมะนั้นล้มเหลวไปด้วยกันแล้ว ก็เหลือแต่ฝ่ายกฏหมายบ้านเมืองทำงาน ที่ธัมมชโยต้องถูกกล่าวหา ถูกสอบสวนก็ไม่ยอมให้สอบ จะจับก็ไม่ให้จับ แล้วก็ใช้ความดีหลอกคน ลิ่วล้อ ตีฆ้องร้องป่าว เพื่อกลบเกลื่อนช่วยอาจารย์ คนที่ไม่มีปัญญาซื่อถูกหลอกก็ไปช่วย ตายแทนได้เลย ส่วนคนมีปัญญาพอรู้ก็ต้องช่วยให้ชนะ ขณะนี้เขายังมีความหวังว่าจะชนะได้นะ แม้คนถือหางจะรู้ว่าซวยเราแต่ก็แพ้ไม่ได้ เพราะจะถูกตามเช็คบิล ต้องสู้ตายเลยอาจมีลูกน้องฆ่าตัวตายเลย ถ้าคนบริสุทธิ์จริงก็ต้องออกมาให้เขาตรวจสอบยืนยันว่าผิดหรือไม่ผิด ถ้าแพ้คนดีก็ต้องเข้าคุกต้องสึกสิ ก็เลยยิ่งหนักต้องดูต่อไป ว่าทางบ้านเมืองจะเอาเขาเข้าคุกได้ไหม อาตมามั่นใจว่าผิดทางโลกแน่และปาราชิกทางธรรมมานานแล้วคืออวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนและขี้โกงคนอื่นเขา ส่วนเรื่องผู้หญิงเรื่องกามจะผิดหรือไม่ยังไม่มีข้อมูลมากพอ ตอนนี้คนก็เลยเอาอาตมาเป็นคู่เทียบ ทำไมสันติอโศกรอดมาได้ อาตมามั่นใจว่าทางธรรมก็รอดมา ตั้งใจอายุ 151 ปีเพื่อเปิดเผยธรรมะ ส่วนทางกฏหมาย อาตมาเทียบไม่ได้เลยกับธัมมชโย เขาผิดในประเด็นฟอกเงิน คบโจร รับของโจร นั่นคือคดีทางโลก ส่วนอาตมาถ้าถือว่าคดีทางโลกอาตมาผิดข้อเดียว ผิดในพระราชบัญญัติสงฆ์ 2505 ข้อเดียว เขาใช้คำสั่งของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งท่านไม่รู้เรื่องมหาระแบบเป็นคนชง (พี่ชายจตุพร พรหมพันธ์) ท่านก็เซ็นให้อาตมาสึกภายใน 7 วัน ถ้าไม่สึกผิดกฏหมายข้อนี้ อาตมาก็ผิดสิเพราะว่าอาตมาไม่สึก และอยู่มา 46 ปีแล้ว ยืนยันว่าอาตมาไม่สึกก็ต้องผิดกฏหมายข้อนั้น แต่ถามว่ากฏหมายข้อนั้นผิดธรรมวินัยไหม ขัดแย้งธรรมวินัยไหมที่พระพุทธเจ้าว่า คนจะถูกสั่งให้สึกได้นั้นมีโทษสมบัติ 11 ข้อนี้ อาตมาไม่ได้อยู่ใน 11 ข้อนี้เลย จริงๆแล้วคนจะสั่งให้สึกได้ต้องเป็นคณะสงฆ์ไม่ใช่ผู้ใดผู้หนึ่งเลย แต่สังฆราชจะเป็นผู้ลงนามก็ได้ ถือว่าเป็นความเห็นคณะสงฆ์แต่อาตมาไม่มีความผิดที่เขาจะสั่งสึกได้ ขนาดพระเทวทัตพระพุทธเจ้ายังไม่ได้สั่งสึกเลย เป็นกฏหมายที่สั่งให้สึกนะ แต่ไม่ได้ตามธรรมวินัย แต่ในกฏหมายนี้ก็ขัดแย้งธรรมวินัยที่ว่า ให้ใครเป็นใหญ่สุดไม่ได้ในศาสนาพุทธหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้วสั่งสึกนี้อาตมาก็ไม่ได้ผิดใน 11 ข้อ ไม่ได้ปาราชิกด้วย 11 ข้อนี้แม้รู้ภายหลังก็ให้สึก เช่น เป็นกระเทยเป็นต้น หรือเป็นคนที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ มีอีกหลายอย่าง ผิดขั้นอนันตริยกรรมก็ต้องให้สึก สรุปแล้วทางกฏหมายเขาชำระไป อาตมายืนยันเท่าใดก็ตาม แต่อำนาจทางศาสนาก็มากกว่า ทำให้ศาลตัดสินให้อาตมาผิด ผิดกฏหมายนะ ที่ไม่สึก ไม่ได้ผิดธรรมะ อาตมาก็ยืนยันไม่สึก ก็ลงโทษ ก็ต้องติดคุก 6 เดือน แต่ไม่ได้ติดในคุก ได้รอลงอาญา 2 ปี ศาลชั้นต้นตัดสินว่าอาตมาผิด คุณทองใบ ทองเปาว์ก็ให้อุทธรณ์ อาตมาก็ไม่อยากอุทธรณ์แต่ตามใจคุณทองใบ แต่ศาลอุทธรณ์ก็ว่าผิด อาตมาก็ว่าพอแล้ว ยอมเป็นผู้แพ้ แพ้ก็แพ้ชะตาทรามดวงใจทรงความมั่นคง อาตมาไม่ได้ติดใจอะไรเลย อาตมาว่าอาตมาบริสุทธิ์ทุกอย่างไม่มีอะไรด่างพร้อย ก็ยอมให้เขาลงโทษติดคุก 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี มีคนมาคุม เขาก็มากินมังฯด้วย มาไม่กี่ครั้งเขาก็ไม่มาอีกเลย จนครบ 2 ปี เขามาคุมประพฤติ แต่มาแล้ว กลับเป็นอาตมาต้องสอนความประพฤติเขา ครบ 2 ปีก็จบ อาตมาก็ลอยตัว จะบอกว่าอาตมาผิดกฏหมายก็เป็นกฏหมายที่โมฆะ ให้สอบสวนว่าความก็ให้ทำได้หมด หอบหิ้วกันไปขึ้นศาล 6 ปี มาทางด้านศาสนา ขออภัยต้องพูดความจริงให้ฟังว่า เถรสมาคมหรือกระกแสหลักล้มเหลวสิ้นท่า ขออภัยต้องพูดความจริง ศีลก็ผิด เพราะเป็นทั้งหมดเลย ทั้งศาสนาพุทธกระแสหลัก เป็นศาสนาที่ไม่มีศีล โดยเฉพาะมหาศีลหมดเลย เป็นเดรัจฉานวิชชาไปหมด ทั้งยวงเลย ทั้งกระแสหลักทั้งหมด เช่น มีน้ำมนต์ จุดธูปเทียน ผิดตามอัมพัฏฐสูตร ไม่มีศีล มีแต่วินัย 227 โดยเฉพาะมหาศีลที่ยืนยันพฤติภาพ charactor ของศาสนาพุทธเขาไม่มีเลย ที่บอกว่าไม่มีรดน้ำมนต์ ไม่มีหยาดน้ำใช้นำ้เป็นสื่อ ใช้ไฟเป็นสื่ออัคคียัญ ก็ไม่มี จุดธูปเทียน เป็นเปลวเป็นควันก็ไม่ให้ใช้ แต่ที่ห้ามไว้เขามีหมดในวงการศาสนานั่นคือไม่รู้ศีลแล้ว อาตมาจึงพากลับมาให้เข้าครรลองของพุทธ ทำมาโดยยากเย็นมา 46 ปีแล้วจนมีคณะสงฆ์ ตั้งแต่แยกจากมหาเถรสมาคม ตั้งแต่พศ.๒๕๑๘ มาถึงวันนี้ ๔๑ ปีแล้วก็เป็นนานาสังวาสกับคณะสงห์หมู่ใหญ่ เพราะอาตมาอยู่กับหมู่ใหญ่เหมือนอยู่กับปลาเน่าทั้งข้องก็อยู่ไม่ได้ ก็ประกาศออกมาอย่างสุภาพว่าอาตมาขอแยกร้านปาท่องโก๋สูตรของตนเอง ไม่เอาตามสูตรท่าน แต่อาตมามาทำตามสูตรของพระพุทธเจ้า เป็นคณะขายปาท่องโก๋ข้างทาง ของท่านร้านใหญ่แต่สูตรผิด อาตมาอธิบายท่านก็ไม่ฟัง อาตมาก็แยกมาร้านใหม่ ถ้าประชาชนอุดหนุนอาตมาก็อยู่รอด แต่ถ้าไม่อุดหนุนก็ตาย เท่านั้น ตายก็กลับมาเกิดทำใหม่อีก ถ้าไม่ปรับปรุงศาสนาพุทธกระแสหลัก ไม่ใช่ว่าอาตมาให้ไปล้มศาสนากระแสหลัก แต่ว่าให้ปรับปรุงเหมือนอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชจัดการไปแล้ว ตอนนี้เช่นกัน ถ้าไม่ทำพัง แต่ถ้าทำก็ทำให้ศาสนาพุทธอยู่รอด ตอนนี้ต้องออกกฏหมายให้ชัดให้ผู้รู้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เป็นโอกาสแล้วถ้าพลาดโอกาสนี้ไปไม่ได้เลย ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ลำบากท่านแล้วคณะรัฐบาล แต่เป็นกุศลอย่างยิ่งต่อโลก เพราะศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาที่นำโลกต่อไป ประชาธิปไตยจะเป็นอย่างพุทธ เศรษฐกิจ สังคมก็จะเป็นแบบพุทธ อาตมายังอธิบายไม่เก่ง สองคนฟังก็ยังไม่ครบ ก็เลยเป็นไปตามกาละ อาตมาไม่เร่งรีบ แต่ขอให้ความจริงถูกต้องไปเรื่อยๆจะดีที่สุด สิ่งที่เกิดจะต้องเกิดสิ่งที่เป็นต้องเป็น ทุกอย่าง born to be ต้องบอกหลักฐานว่ามหาเถรสมาคมล้มเหลวต้องชำระดังพระเจ้าอโศกมหาราช ถ้าไม่ชำระศาสนาพุทธไปไม่ถึงที่สุด ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดของอาตมาให้ไปหาหนังสือประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาสเล่มนี้ 1. อาตมาลาออกมาจากเถรสมาคมตั้งแต่พ.ศ.2518 ต่างคนต่างอยู่ตามหลักธรรมวินัย เพราะมีกรรมต่างกันอุเทสต่างกัน ถือศีลต่างกัน คนหนึ่งถือศีลเอาวินัย 227 อีกคนหนึ่งถือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อุเทสคืออธิบาย ต่างกัน อธิบายกาย อธิบายบุญต่างกัน จะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร สัมมาทิฏฐิก็ไม่เหมือนกัน อธิบายทานก็ไม่เหมือนกัน ทิฏฐิต่างกัน กรรมก็ต่างกันจะสาธยายอุเทสก็ต่างกัน ปัญญาก็ต่างกัน ก็ต่างคนต่างอยู่ กรรมใครกรรมมัน อาตมาออกมานานาสังวาสแล้วแต่เขาก็ดึงอาตมาไปเป็นสมานสังวาส แล้วก็ถือสิทธิที่ผิด รวมหัวกันทั้งธรรมยุติและมหานิกายรวมตัวกันทำสังฆกรรมอาตมา ผิดคณปูรกะ คือเอาภิกษุ 2 นิกายมารวมทำสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้แม้รูปเดียว สังฆกรรมนี้โมฆะ อาตมาไม่เคยแยกเป็นนิกาย จิตใครเป็นนิกายกับอาตมาก็เป็นอนันตริยกรรม อาตมาเป็นนานาสังวาส เมื่อมโนกรรมคุณเป็นก็เป็นแล้ว แม้คุณอาจยอมอาตมาเพียงรูปแต่ใจคุณนิกายกับอาตมาก็เป็นอนันตริยกรรมแล้ว มีสมเด็จบางรูปบอกว่าปล่อยอาตมาออกไปได้อย่างไรก็แย่สิ เป็นต้น ทั้งทางโลกทางธรรมก็ผิด แล้วจะเอาอาตมาสึก แล้วบอกว่าอาตมาไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว พูดลอกเลียนแบบพระพุทธเจ้าเลยว่าของเถรสมาคมทำอะไรก็เป็นของเถรสมาคม ของโพธิรักษ์ก็เป็นกรรมของโพธิรักษ์ เขาต้องเอาสิ่งดีมาหลอกคน อาตมาก็ทำงานธรรมะไป เป็นผลยืนยันว่า ความเห็นของเถรสมาคมนั้นผิดหมด เข้าใจกันว่าศีลขัดเกลาแค่กายกับวาจา แต่ในกิมัตถิยสูตรบอกว่า ศีลจะขัดเกลาให้ถึงอรหันต์ไปตามลำดับ ศีลสมาธิปัญญาแยกกันไม่ได้ ถ้าเข้าใจว่าแยกส่วนนี้หมดสิทธิ์เป็นอรหันต์ เพราะศีลกับปัญญาเป็นแม่เป็นพ่อที่จะทำให้จิตเกิดโอปปาติกะ เมื่อไม่เหมือนกัน ทางเถรสมาคมจึงล้มเหลวทั้งยวงหมด ศีล สมาธิไม่ตรงพระอนุสาสนีย์ วิมุติกับนิพพานจึงหวังไม่ได้ เป็นของเก๊หมด ขออภัยอาตมาพูดใหญ่ แต่มันถึงกาละอันควร สำหรับผู้จิตดีได้แสวงหาจะได้รู้ ส่วนผู้จิตไม่ดีอาจโกรธอาตมานะ เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นต้นว่าสมาธิต้องไปนั่งสะกดจิตหลับตา การหลับตานั้นผิดตั้งแต่พระสูตรแรกเลย พรหมชาลสูตร เล่ม 1 ของพระสูตรนี้อาตมาถือว่าเป็นเพชรพุทธ 13 กะรัต ในพรหมชาลสูตรนั้น ระบุไว้ว่า ถ้าไม่มีปัจจุบันก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ การนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นมีแต่รูปภพ อรูปภพ ไม่ครบธรรมะ 2 ไม่มีปัจจุบันที่จริง จึงกลายเป็นโมฆะทั้ง 62 ทิฏฐิ เมื่อทิฏฐิโมฆะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิ 10 เช่น ทำทานให้สัมมาทิฏฐินั้นเขารู้กันที่ไหน ทำใจในใจเขาก็ไปนั่งสมาธิหลับตา การหลับตาเป็น meditation ของดาบสสามัญประจำเอกภพ ส่วนสัมมาสมาธินั้นมีเฉพาะยุคที่พุทธศาสนาคงอยู่ ถ้าสิ้นพุทธศาสนาไม่มีสัมมาสมาธิ อาตมาเป็น ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 นั้นเอง “สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ”

เมื่อศีลก็ไม่ได้แล้ว ละเมิดศีล สมาธิก็เพี้ยน ปัญญาที่จะเกิดต้องเกิดจากองค์ธรรม 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ ต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ปฏิบัติไปจะมีสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับ มีโพธิปักขิยธรรม 37 มีสติสัมปชัญญา มีสติปัฏฐาน 4 มีอานาปานสติด้วย มีกาย เวทนา จิต ธรรมที่สะอาดขึ้น มี Analysis จิตไม่ใช่ศาสนา Hypnosis จะมีธัมมวิจัย ถ้าเขาฟังอย่างปรโตโฆษะ ไม่เป็นชาล้นถ้วย จะได้ฟังสิ่งใหม่สิ่งแปลก เพิ่มปัญญาขึ้น หลายคนก็ยังไม่มั่นใจ อย่างมหาระแบบที่เป็นเจ้าคุณนะ เปรียญ 6 ป.โทนะ บอกว่าโพธิรักษ์เป็นใคร ไร้ปริญญาสักใบนะ ไม่ได้เป็นเจ้าคุณด้วยนะ ทุกวันนี้เขาเรียกพ่อครูก็ดีแล้ว แม้แต่คำว่า “ธุดงค์”ก็ไม่ใช่เดินบุกป่าบุกดงนะ แต่เป็นข้อปฏิบัติที่เคร่งมาจากคำว่า “ธูตะ” แต่นี่กลับเดินบนกลีบดอกไม้ แล้วบอกว่าชื่นใจอีก เป็นพระผู้ใหญ่ด้วยนะที่บอกเช่นนี้ แค่ศีล ข้อมาลาคันธฯก็ไม่รู้แล้ว สมัยพระพุทธเจ้าก็มีแค่พระมหากัสสปะ ที่เคร่งทางธุดงควัตร แต่ท่านก็ต้องพัฒนาต่อมาเป็นคนเมือง อย่างในอัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าไม่เอาอาจารย์ในป่า พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริม การไม่ใช้เงินนี้เคร่งนะในยุคนี้ แต่สมณะชาวอโศกทำได้สบาย แม้สิกขมาตุถือศีล 10 ก็ทำได้ หรือแม้แต่ฆราวาสชาวอโศกก็ทำได้ เรียนจบป.โทมีหมู่กลุ่มส่งเสียให้เรียนด้วยนะ ไม่ใช้เงินนี้ศีลเคร่ง กินมื้อเดียวก็ศีลเคร่งนะ ยุคโน้นก็มีพระกัสสปะเป็นคนศีลเคร่ง แต่ยุคนี้ก็เคร่งต่างกันเพราะอุปโภคบริโภคไม่เหมือนกัน เทียบเคียงพอได้แต่ไม่เหมือนกัน แม้คำว่าธุดงควัตรก็ไม่เข้าใจกันแล้วเอามาหลอกคน แม้เป็นยักษ์เป็นมารเป็นหมาป่าก็เอาหนังราชสีห์มาหุ้ม (ปรินิมมิตนวสวัตตี) คือเอาความดีของโลกมาหุ้ม เหมือนหนังราชสีห์ ที่สัตว์อื่นกลัว แท้จริงตนคือหมาป่า หลอกว่าตนคือราชสีห์นะ อาตมาที่มีวิบากที่ได้รับ อาตมายังมั่นใจว่าอาตมาบริสุทธิ์ถูกต้องยังนำพาสิ่งที่ดีของพระพุทธเจ้าตรงทางอยู่ ไม่ได้บังคับใครให้เชื่อถือ อาตมาสู้ด้วยความจริง แพ้ชนะนั้นอาตมาเฉยๆ อาตมายืนบนฐานความจริงแม้ตายก็ตายด้วยความจริง บนเวทีอาตมาวันที่ 18 ก.พ. 2557 เป็นเป้าง่ายๆ ไม่มีกำบังอะไร ไม่มีเสื้อเกราะอะไร ไม่มีหนวกกันน็อคอะไร ก็เป็นไปตามบารมีตามธรรม ไม่อยากให้ใครตกต่ำแต่ก็เป็นไปตามความดื้อดึง ความโง่ของแต่ละคน ถ้าไม่โง่ไม่ดื้อดึงก็เป็นคนว่านอนสอนง่ายจะพัฒนาการไปได้ การเกิดเหตุการณ์ในสังคมนี้จงใช้เป็นโจทย์ในการศึกษาให้ดี ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสร้างมาได้ง่ายๆ ทำไม่ได้หรอกโจทย์แบบนี้ ทำแบบธัมมี่ที่ทำมาถึงวันนี้ทำได้ยากนะ ลอกเลียนยากแต่อาตมาไม่ลอกเลียนหรอกหรือจะมาลอกเลียนอาตมาก็ไม่ง่ายนะ จะลอกเลียนธัมมีหรืออาตมาก็เลือกเอา มี2 ทางคือทางถูกกับทางผิด เมื่อเลือกแล้วก็ทำ เอาธัมมจักรกัปปวัตนสูตรเป็นกัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าที่ท่านเทศน์แต่คนเข้าใจไม่ได้ ก็ไปแปลมัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลาง เขาคิดว่าต้องเดินไปในทางสายกลางอย่าออกนอกทางจึงจะถึงนิพพานความจริงแล้วทางสายกลางที่ว่านี้มันเป็นอย่างไรเขาก็อธิบายไปว่าทางสายกลางคือมรรคมีองค์ 8 เราเข้าใจกันว่ามรรคมีองค์ 8 มีเป็นทางอย่างไร มัชฌิมาคือความเป็นกลางพระอรหันต์ทุกพระองค์มีความเป็นกลางในใจ บรรลุความเป็นกลางในใจแล้วมีข้อปฏิบัติหรือทางหรือปฏิบัติทางไปสู่ความเป็นกลางไม่ใช่เดินทางสายกลางคือไม่รู้เรื่องว่าอะไรคือทางสายกลางถ้าจะเอาลูกปัดทำทางสายกลางโดยตรรกะโดยเหตุผลทางสายกลางคือทางตรงไม่โค้งไม่คดเลย คุณอย่าออกนอกเส้นทางนี้และคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณเดินอยู่ตรงเส้นทางนี้ ทางสายกลางนี้ไม่ใช่ปฏิบัติได้ง่ายๆทางสายกลางคือจะต้องรู้ธรรมะ 2 ต้องรู้ความเป็นกลางและต้องรู้ความเป็นอัตตาแล้วเริ่มต้นทำออกตั้งแต่โอฬาริกอัตตาที่ตนเองติดเยอะเลย โลกที่ตนเองติดยึด ต้องรู้รูป 28 ปสาทรูป โคจรรูป ภาวรูป...จนทำรูป 28 นี้จบ ยืนอยู่ในวิการรูปและลักขณรูป คนที่รวยมากๆนี้อบาย คนที่ติดรสจัดๆหนักก็อบาย คนที่ creative นักสร้างสรรออกแบบหลอกคนนี่พวกนี้สร้างอบายให้ตนและผู้อื่น เป็นนรก หยุดเสียเถิดหากหยุดได้ ตั้งแต่กามใคร่อยากเอามาบำเรอแล้วก็สั่งสมเป็นอัตตา การลดอัตตาและกามต้องลดกันไปอย่างได้สัดส่วนลดกามก็ลดอัตตาไปด้วย ลดอัตตาก็ลดกามไปด้วย ใครทำได้ก็เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ โลกนี่คือกาม โลกธรรมหรือกามก็คือภายนอก ถ้าเราลดละ 2 ข้างนี้ได้เรียกว่าอันตา ถ้าได้สัดส่วนภายนอกถึงภายในจะค่อยๆเข้ามาหากลางไม่ขรุขระหรือวกไปวนมา จะลดกามลดอัตตากันไปเป็นลำดับ ถ้าใครทำได้ก็มาหากลางคือหมดกามหมดอัตตา สุดท้ายกามจะหมดก่อน ข้างนอกจะหมดก่อนเพราะเป็นของหยาบใหญ่ ของหนักเป็นสภาวะที่โอฬาริกะ จนเหลือข้างในอัชฌัตตังก็คือรูป อรูป คนอนาคามีไม่มีโทษภัยกับใครภายนอกเลย ถ้าจะเอาแค่นี้ก็เป็นสุทธาวาส 5 อาตมาไม่แช่อยู่ตรงนี้ อาตมาจะเกิดไวตายแล้วรีบเกิด กามกับอัตตาคือปลายของกิเลส 2 ด้าน สุดท้ายล้างเหลือแต่ภายในเป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์ แล้วก็ล้างภายในอีกหมดกามหมดอัตตาเลย ไม่หลงจมในสุทธาวาส 5 อนาคามีหรอก 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) สรุปแล้วเรามาล้างกามล้างอัตตาให้หมดอย่างน้อยเป็นอนาคามี แล้วจะเกิดมาอีกก็ได้เป็นอรหันต์ก็กลับมาเกิดช่วยโลกช่วยสังคมเป็นโพธิสัตว์เป็นลำดับไปได้ โลกต้องอาศัย ไม่เช่นนั้นศาสนาหมดจบไม่ต่อไปได้อีก ต้องมีการรับช่วงต่อ ช่วยกันมาเรื่อยๆ เป็นหน้าที่หลายท่านหลายองค์ เป็นอจินไตยซับซ้อนกว่านั้นอีก อาตมาอธิบายไปไม่ไหวแล้ว ความเป็นกลางนี้จึงหมายถึงกิเลสกามกิเลสอัตตาหมดไป ไม่มีอันตา (ปลาย) จบอยู่กลางๆ อย่างนี้ต่างหากคือมัชฌิมา ไม่ใช่เอา 2 หาร 9 ได้ 5 คือกลางอย่างนี้ไม่ใช่ แต่มันคือจิตวิญญาณของเราที่ต้องล้างความเป็นโลกหรือกาม กับอัตตาออกให้หมดจนไม่เหลือสักปลาย 2 ข้างนี้เลย คนเป็นอรหันต์สมบูรณ์กับอนาคามีจะต่างกัน อรหันต์หมดกามหมดอัตตาแล้วโดยอุภโตภาควิมุติ ส่วนอนาคามีจะมีวิมุติได้ข้างหนึ่งจะเหลือแต่ข้างใน ถ้าอนาคามีมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อยู่ก็ทำงานให้แก่โลกโดยไม่มีภัย เพราะใช้จิตฐาน นปุงสกลิงค์ เป็นพลังงานฐานจิตที่มีลักษณะของพีชะ ไม่เป็นพิษภัยกับโลกแล้ว แต่ของอรหันต์นี้ไม่เหลือเศษอะไรเลย เป็นจิตบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่กับพีชะคือความเป็นกลางที่มีพลังงานสูงสุดเป็นเจโตที่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีอคติ อนาคามีมีอคติอยู่บ้าง ตรงที่ยังมีอุทธัมภาคิยสังโยชน์หมดได้แค่อาสวะยังไม่สิ้นอนุสัย ยิ่งเป็นอรหันต์ระดับต้นหมดอาสวะได้เช่นกัน เมื่อหมดอาสวะแล้วก็ทำเป็นอรหัตตมรรคของพระอรหันต์ ล้างอนุสัยของตนเองให้จบจึงเป็นอรหัตตผล คือพ้นอนุสัย มีปัญญาหลุดพ้นรู้ว่าเศษเหลือไม่มี ปัญญาวิมุติเป็นต้นไป หมดภัยโทษไม่เอียงไปหาใคร แต่อนาคามีก็ไม่เอียงกับโลกกับโลกธรรมกับภายนอกแล้วหากให้อนาคามีหรืออรหันต์จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงแบบคนจนนี้ไปทั่วโลกฉลุยเลย แต่เราเอาแบบแผนนี้มาพูดโก้ๆไม่ได้ เราต้องเป็นให้ได้ก่อน อาตมายังหวังและเชื่อว่าโลกยุคนี้เป็นยุคปลาย แต่ก็บอกไม่ได้ว่า ถ้าอาตมาอยู่ไปถึง 151 ปี อาตมาเชื่อว่าโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้าจะรุ่งเรืองทั่วโลก แต่ถ้าอาตมาตายก่อนประชาธิปไตยสุดยอดจะไม่ไปทั่วโลก ประชาธิปไตยสุดยอดคือเป็นได้ทั้งคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการหรือประชาธิปไตยที่ทำเพื่อประชาชนอย่างบริสุทธิ์ มีความรักระดับที่ 7 8 9 ช่วยกันอยู่ เป็นความรักของอาริยชนที่อุ้มชูโลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) และโลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ถ้าอาตมายังอยู่ไปถึง 151 ก็จะได้เต็มที่ แต่ถ้าไม่ถึงก็ต้องเกิดมาทำต่ออีก เพราะว่าประกาศโลกนี้โลกหน้าที่สมบูรณ์จนกว่าจะสิ้นศาสนาพุทธไปอีก 2,000 กว่าปี ถ้าตายก่อน 151 ก็ต้องมาเกิดอีก ถ้าไม่ตายก่อน 151 อาตมาก็จะได้นิพพาน แล้วไปเกิดในพระพุทธเจ้าอีกต่อไป ..ฟังไปก่อนอย่าเพิ่งเชื่ออาตมาติดตามปฏิบัติตามไป จะรู้จริง รู้ทันอาตมารู้จริง… จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน