591031_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ฉลาดแท้กับฉลาดเทียม(ฉฬายตนะ).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข7 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591031_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่ปฐมอโศก เรื่องฉลาดแท้กับฉลาดเทียม (ฉฬายตนะ) โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

_อาจารย์กุ้ง...วันนี้ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก ในช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงที่คนไทยเรากำลังแสดงความอาลัย พ่อครูว่า… งานมหาปวารณาชาวอโศกเรา ก็ไม่ได้พูดเพียงแค่บัญญัติภาษา เราจะต้องมีความจริง ไม่ใช่พูดแต่เพียงภาษา เป็นกล่าวแต่พูดถึงความจริง ใครจะต้องถูกตำหนิ ว่ากล่าวกันก็ต้องว่ากล่าวกันได้ ให้จริงๆ ทำมาตลอด 30-40 ปี ที่เรามีหมู่สงฆ์ชาวอโศกมา นี่ก็จะงานมหาปวารณา เรา อยู่ในช่วงพฤศจิกายนนี้ พวกเราก็ถือเอาวันที่อาตมาบวช คือวันที่ 7 พฤศจิกายน ก็จะมีการปวารณากันในวันที่ 5 วันที่ 6 แต่ก่อนนี้ เราปวารณาตำหนิติเตียนกันเยอะ ใช้เวลาตั้ง 2 วัน แต่ถึงบัดนี้มันดีขึ้น มีความกะทัดรัดขึ้น เข้ารูปเข้ารอยลงตัวขึ้นได้เรื่อยๆ ก็เลยวันเดียว วันที่ 7 เป็นวันหลัก สมณะก็อย่างมาก วันที่ 5-6 วันที่ 7 ก็เป็นวันของฆราวาส เดี๋ยวนี้วันที่ 5 ก็เสร็จแล้ว วันที่ 6 ก็เป็นวันสังสรรค์กัน เป็นงานมหาปวารณาของชาวอโศกเรา เป็นงานประเพณีชาวอโศก _อาจารย์กุ้ง… การที่ผมกล่าวว่า ขอปวารณาอย่างนั้นอย่างนี้หมายถึงอย่างนี้ด้วยไหมครับ พ่อครูว่า… ปวารณา คือการให้คนอื่นเขาว่าได้ตำหนิได้ เป็นการลดละตัวตน ลดละความรู้ดี ว่าตัวเองเก่งตัวเองใหญ่ ใครแตะไม่ได้ ที่ต้องกำราบตนเองให้คนอื่นว่าได้ตำหนิได้ แม้แต่จะผิดจะถูกอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ให้เขาว่า ถ้ามันไม่ถูก ว่าผิด ก็ค่อยบอกกล่าวให้รู้ว่าที่พูดมาด่ามามันก็ผิด ไม่ได้เป็นความเป็นจริง เราก็ว่า เขาก็อาจจะแย้งมา เราก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนให้เขาว่าได้ แม้แต่ที่สุดเราจะถูก แต่เขาก็ยังด่าว่าอยู่เราก็ต้องสงบ เขายังยึดมั่นถือมั่นว่าเขาถูก เขาจะด่า สุดท้าย การปวา

อ่านต่อ

รณาจริงๆ คือยอม เราก็ใช้ศิลปวิทยาแล้ว ไม่พยายามให้เกิดความวิวาท ทำอย่างไรเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็ยังเห็นผิด ยังเชื่อว่าเขาถูกต้อง ทั้งๆที่เราก็มั่นใจว่าเราถูก เราก็ต้องยอม อย่างมหาเถรสมาคม ว่าอาตมาผิด มีคดีความ ตัดสินให้เราผิดอีก เราก็ต้องยอมทั้งที่เราก็ว่าเราไม่ได้ผิด เราก็ยังทำอยู่อย่างเดิม อาตมาไม่ได้ผิดเขาก็ว่าผิดก็ตัดสิน เขาให้จำคุก 2 ปี ก็รอลงอาญา 2 ปี ถูกคุมประพฤติ 2 ปีผ่านไปก็จบกฏเกณฑ์เขา ก็เป็นอันจบตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ เขาก็ยังเห็นว่าผิดเชื่อกฎหมายว่าตัดสินให้เราผิด เมื่อเอาพระไตรปิฎกหลักฐานมายืนยัน เช่นตอนนี้ ก็ท้าวความถึง พรหมชาลสูตร _ อาจารย์กุ้ง… ผมมี ส.ค.ส.ปี 2558 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ เมื่อสักครู่ที่พ่อครูพูดถึงสิ่งที่ปวารณา ในเนื้อหา ส.ค.ส. ที่พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 ท่านให้ไว้ ปี 2550 เขียนในเรื่องพระมหาชนกว่า ขอจงเพียรให้มีความบริสุทธิ์ มีปัญญาที่เฉียบแหลม กําลังกายที่สมบูรณ์ แม้แต่เขาจะบอกว่าเราผิด แต่สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ เราก็เพียงทำไปอย่างนั้น พ่อครูว่า… ถ้าเรามั่นใจว่าเราไม่ผิด เราก็ทำในสิ่งที่ดี ไปจนกระทั่งต่อไปคนก็จะรู้จะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร _อาจารย์กุ้ง… ในเรื่องพระมหาชนกได้พูดถึงเรื่องความเพียร ก็สอดคล้องกับพ่อครูที่ได้พากเพียรทำ พ่อครูว่า… อาตมาก็อุตสาหะพากเพียรจริงๆ แม้แต่รูปขันธ์ก็พยายามพากเพียรให้ไปถึง 151 ปีอย่างที่ตั้งใจ ในหลวงกับอาตมาเพียรเหมือนกัน แต่ทำต่างกัน ในหลวงท่านมาทำปางเตมีย์ใบ้ ตรัสสั้นน้อย แต่อาตมาอยู่ในปางที่ต้องพูดมาก ท่านคล้ายกับพระสมณะโคดม ตรัสน้อย ทิ้งไว้ให้อาตมาพูดขยาย อาตมารับหน้าที่ก็รับมาจากพระพุทธเจ้าก็พยายามทำตามเต็มหน้าที่ เพราะอะไรอาตมาต้องพากเพียรทำ พยายามทำให้สั้นกระทัดรัด แต่ไม่เก่ง ก็พยายามให้เป็นไป เป็นคนละฐานะที่จะต้องทำหน้าที่ คนละหน้าที่แต่ไม่ขัดแย้งกลับจะเสริมหนุนโดยเนื้อแท้ เช่น ให้พามาจน ท่านก็ไม่ได้ขยายความอะไร อาตมาก็มาขยายความและพามาจน ในหลวงท่านก็ตรัสแล้ว อาตมาก็พาคนมาจน ต้องยืนยันสภาวะจริงที่เกิดจริงเป็นจริงแล้วคนก็ทำได้ แม้ถูลู่ถูกัง ผิวหนังถลอกปอกเปิก มีน้ำหล่อเลี้ยงพอให้ชุ่มชื้นไม่ถึงกับลำบาก ที่อาตมาจะยืนยัน ผู้ที่มาเรียบเรียงพระไตรปิฎกไว้ คือผู้ที่รู้ยิ่งรู้จริงเหมือนกัน ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ด้อย แล้วรวมกันเป็นคณะถึง 500 รูป เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นหัวกะทิทั้งนั้นแหละ แล้วรวมเรียบเรียงขึ้นมา เพื่อจะเป็นหลักฐานใช้ต่อไปจนกระทั่งศาสนานี้จะจบ 5,000 ปี ของพระสมณะโคดม ก็ชัดเจนว่าอันนี้เป็นพระสูตรที่ 1 ที่สำคัญ ที่ท่านเห็นว่าต้องขึ้นต้นด้วยอันนี้ มีนัยซ้อน สุปริยปริพาชก(อาจารย์) กับพรหมทัตมาณพ(ลูกศิษย์)แน่นอนว่าอาจารย์จะต้องใหญ่กว่าลูกศิษย์ แต่ลูกศิษย์มีความถูกต้องกว่าอาจารย์ก็เถียงกันไป ถึงต้องพยายามไขความแม้ผิด พระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อมาว่า คนที่ตินี้ติผิด แต่คนที่ชมเป็นการชมที่ถูก พระพุทธเจ้าก็จะบอกว่าอย่ายอมอาจารย์นะ ก็พูดชัดก็ไม่ได้ แต่เนื้อหานั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คนพวกอื่นจะกล่าวติพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะรู้คำที่เขาพูดถูกหรือผิดได้ละหรือ ? ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่า นั่นไม่จริง เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ เพราะเหตุนี้ นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ เพราะเหตุนี้ คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย (ที.สี. 9/ พรหมชาลสูตร/1/1-3)

พ่อครูว่า… สรุปแล้วอย่างไรก็ต้องกล่าว แม้สิ่งที่ดีจะตรงกับเรา เราก็ต้องกล่าวสิ่งที่ดี อย่างมีศิลปะให้เขารับได้ด้วย _อาจารย์กุ้ง… เขาก็กล่าวว่าเขาก็เข้าใจเข้าถึง เราก็กล่าวว่าเราก็เข้าใจเข้าถึง เราไม่ได้อยากเอาชนะเขา แต่เราก็อ่านได้ว่าเขาอยากเอาชนะ เราก็ต้องยืนยันสิ่งถูก พ่อครูว่า… แม้จะมีสิ่งที่จะต้องบอกในความผิดที่ละเอียดก็ต้องบอกต้องอาศัยหลักฐานความชัดเจน มีทั้งโวหาร ทั้งความจริงต่างๆ เหมือนอย่างที่อาตมาย้ำซ้ำซากกรณีสมีไชยบูลย์ เป็นตัวอย่างที่ดีมากมีเหตุปัจจัยที่เขาทำมาเกี่ยวกับเงินทององค์ประกอบเล่ห์กลต่างๆ นานา ใช้บริวารมาประกอบกรรมกิริยา ท่าทีลีลาเชิงชั้นมันทุกอย่าง ที่เล่าน่ะมันล่าสุดที่มาพูดว่าบริวารเขาจะแทรกตัวเข้าไปในที่ที่มีการทอดกฐิน ตัวเองก็แทรกตัวเข้าไป ทางโน้นก็เป็นผู้ดี แต่เขาก็แทรกตัวเข้าไปทำอย่างไม่น่าจะทำ เขาก็พยายามแทรเข้าไป เขาทำได้อย่างไร แล้วอุตสาหะพากเพียรที่จะฮุบเอาเงินก็ไม่ได้มาก อันไหนเขาจะโถมเขาก็จะโถม อย่างเรานี่เขาโถมเงินไม่ได้ เขาก็ต้องใช้วิธีอื่น เราจะแรงก็ไม่ได้อีก แต่เขาก็หน้าด้านอีก มันซับซ้อนมากเลย เราจะว่าหน้าด้านก็ไปว่าเขา แต่มันด้านยิ่งกว่าด้าน ขนาดนี้ เหมือนตอนนี้ เขาควรมอบตัวไหม แต่ยังคงดื้อด้านยืนยัน _อาจารย์กุ้ง… ล่าสุดแม่ที่อยู่สุโขทัยวัดที่ได้ไปทำบุญอยู่ก็มีพวกนี้ไปร่วมบริจาคเงิน ให้ 100,000 หลวงพ่อไม่รับก็ไม่ได้ พ่อครูว่า… มีกลเม็ดที่คนไม่ฉลาดก็เป็นเหยื่อเขา _อาจารย์กุ้ง...เป็นซาตานชัดๆ พ่อครูว่า…คำว่า “ซาตาน” ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสนัก พวกเราชัดเจนแล้วบางทีก็เลยรำคาญ แต่คนที่ยังไม่ชัดเจน เราก็ต้องพยายามเน้นย้ำ อาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะมีแง่เชิงหลักฐานย้ำให้เขาจำนน ให้เขาเปลี่ยนแปลงได้เลยมันก็ยังไม่ได้ ทั้งที่ขณะนี้ว่ากันเลยขอถามพวกเราว่าขณะนี้ ธัมมชโย พวกเดียวกันกับในหลวงหรือเปล่า?? ก็ไม่ อย่างนี้เป็นต้น ที่พูดนี้ไม่ได้โหนในหลวงนะ พูดด้วยความจริงอย่างสัจจะ ก็คะแนนส่วนมากมันเป็นอย่างไร ทำไมเขามองไม่ออก ทำไมเขาไม่กลับตัวเสีย จะว่าเขาไม่รู้ เขาก็ไม่น่าโง่ขนาดนี้ ทั้งที่เขาฉลาดเฉกาเป็นกรดเลยนะ ฉลาดแบบปัญญา คือคำที่เพี้ยนมา ฉฬายตนะ (บาลี) ก็เพี้ยนห้วนมา เป็น “ฉลาด” เป็นภาษาไทยในที่สุด เกิดจากอาการทั้ง 6 ทวาร การเรียนรู้ของพระพุทธเจ้าต้องเกิดจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดความจริงเป็นเช่นนี้ ก็เกิดความรู้ความจริงทางตา ทางรูป ก็เกิดความจริงว่าอย่างนี้ถูกต้องทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ครบทุกทวารเรียกว่า “ฉฬายตนะ” จึงเรียกฉลาดที่กร่อนมาเป็นคำไทย “ฉฬายตนะ” คือ หกสะพานเชื่อมต่อ ส่วนผู้ที่ไม่รู้จัก “ฉฬายตนะ” ไปหลับตาปฏิบัติ คนพวกนี้ไม่มีความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา คือไม่มีการรับรู้สัมผัส คุณได้แต่ฉลาดในภพเดียว ไม่ใช่ภพ 6 ความฉลาดแค่ประตูเดียวกับความฉลาดครบ 6 ประตูมันก็ต่างกัน สมาธิ คือ เกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์และปฏิบัติจะเกิดสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้น จะเกิดสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้นจนเป็นปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ จนเต็มเป็นปัญญาพละ ในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ความเข้าใจตั้งแต่ทิฏฐิเป็นประธานก็จะเกิดงานอาชีพที่มีสัมมา สัมมาของ สังกัปปะ สัมมาของวาจา สัมมาของกัมมันตะ ของอาชีวะ มีสติ และความเพียรช่วย รวมแล้วจะเกิดสัมมาทิฏฐิอันใหม่ที่เป็นประธานอันใหม่ ที่จริงกว่า ถูกกว่า เสริมกันไปเป็นรอบๆ เพิ่มสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญา ปัญญิน ทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ รอบใหม่อีก มีต้นทุนของสัมมาทิฏฐิที่เพิ่มขึ้นอีกไปปรับปรุงสัมมา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เพิ่มขึ้นอีก ปัญญาไม่ได้เกิดอย่างตื้นๆ ในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 ปฏิบัติไปจะเข้ากระแสไม่ตกต่ำ มี 2 คำ คือ “อวินิปาต” คือเจริญ ไม่มีตกต่ำอีกเลย แต่ “อติวินิปาต” คือตกต่ำจนไม่มีตกต่ำได้อีกเลย เป็นการทำให้ตกต่ำไปยิ่งขึ้น ส่วน “อวินิปาต” คือมีแต่เจริญขึ้นไม่มีตกต่ำอีก แต่ “อติวินิปาต” คือการทำลายให้ลงต่ำไปเรื่อยๆ ส่วน “อวินิปาต” ไม่มีทางลง มีแต่ขึ้นๆๆๆ “อวินิปาต” กับ “อติวินิปาต” คือ 2 คำที่คนละขั้วเลย

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คำใดที่จริงจงพูดว่าคำนั้นเป็นคำที่จริง คำใดเป็นคำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นว่าเป็นคำไม่จริง อันนี้แหละสำคัญ อาตมาเหมือนกับดันทุรังเหมือนเอาชนะ พูดซ้ำซากว่าเหมือนตนเองถูก เพราะพระพุทธเจ้าว่า อันไหนถูกก็ต้องยืนยันว่าถูก _อาจารย์กุ้ง...พูดด้วยเมตตาธรรม พ่อครูว่า… ไม่ได้พูดเพราะต้องการข่มแต่พูดด้วยเมตตา คนที่ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน แต่คนอื่นที่ไม่ดึงดันดื้อด้านเกินก็เปลี่ยนแปลง คือการตีงูให้กากิน เราเองก็ทำไปให้เป็นผลพลอยได้ _อาจารย์กุ้ง… ผมก็มักบอกลูกๆ ว่า เชื่อตามที่พ่อพูดเถอะ เราก็เคยได้รับคำบอกจากปู่ย่าตายายเช่นนี้ ถ้าดูรายการวันนี้ ก็น่าจะฟังแล้วโยนิโสมนสิการ มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดโทษ แต่ส่วนใหญ่มนุษย์หรือคนในสังคมจะมีความคิดที่จะแย้งไว้ก่อน ไม่พยายามที่จะฟังแล้วมองว่าสิ่งที่บอกคืออะไร สิ่งที่พ่อครูพูดนี้ผมเข้าใจเลย คนที่ไม่ฟังก็จะเหมือนกับมีบาปที่ไม่เปิดใจรับฟัง พ่อครูว่า… ถ้าขืนยึดอัตตาตัวเองมันจะเป็นอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นก็อย่าไปยึดตัวตน ให้ฟังไปเถอะ อาตมาบอกข้อด้อยหรือข้อเด่นอะไร อย่างในหลวง อาตมาก็บอกข้อเด่นของท่านเยอะ ในหลวงท่านก็มีโครงการได้ถึง 4,000 กว่าโครงการ อาตมานี้มีโครงการไม่เท่าไรเลย ยกตัวอย่างเช่น โครงการพากันมากินมังสวิรัติ ตอนนี้ได้เท่าไหร่ โครงการทำตลาดอาริยะ อาตมานับโครงการ จะได้ถึง 100 โครงการไหมนี่ แต่ในหลวง 4,000 กว่าโครงการ แล้วท่านทำให้เห็น แล้วมีมวลที่ทำตามมั้ย? ตอนนี้โครงการในหลวงไปทั่วโลกแล้ว แต่อาตมาต้องทำโครงการให้เป็นผล แม้แต่มังสวิรัติก็ต้องทำต่อไป โครงการให้ชุมชนเป็นคนจนก็ต้องทำต่อไปได้เท่านี้ ต้องการให้มีพืชผักไร้สารพิษก็ทำไปได้เท่านี้ โครงการจัดทำให้เป็นธรรมชาติมีดินน้ำไฟลมมีน้ำตก ภูเขา มีพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ได้แค่นี้ _อาจารย์กุ้ง… ผมมองตามผม มาตอนนี้ได้แค่นี้ แต่ต่อไปจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ พ่อครูว่า… อาตมาถึงยากแม้แต่สิ่งที่จะเกิดก็น้อยแล้วก็ทำยากด้วยมันเป็นนามธรรม ในหลวงตรัสว่าแบบคนจน แบบพอเพียง แต่ด็อกเตอร์สุเมธก็มาขยายความว่าแบบพอเพียงนี้รวยก็ได้ แต่อาตมาต้องเน้นว่าต้องมาจน ถึงต้องมาทำสิ่งที่ยากอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นความหมายที่ยืนยันของพระพุทธเจ้าที่ท่านยืนยันมาแล้ว วันนี้อาตมาก็เรียบเรียงมา โดยเอาคุณไชยบูลย์ที่จะขยายความให้ฟัง ขออภัยที่ต้องพูดให้ตรงตามเนื้อผ้า โดยใช้ภาษาที่ตรงความเป็นจริง ให้คนรู้จักรู้แจ้งความจริงนั้นว่า มันชั่วมันหนักขนาดนี้เลย จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ใจในใจของอาตมาเป็นกลาง จริงๆ ไม่มีอาการโกรธ ไม่มีอาการไม่ชอบใจใดๆ เลย ไม่มีอกุศลจิตเลย สรุปว่าขอพูดความจริงตามบริสุทธิ์ใจ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสคือ นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง คือตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ ชมในสิ่งที่ควรชม คนที่รู้เหมือนกับอาตมารู้ก็มี แต่เขาไม่กล้า แต่อาตมากล้า ก็ไม่ใช่กล้าอย่างห่ามๆ แต่มันต้องพูดความจริง อันนี้ตามที่อาตมาเห็นว่ากล้าได้นะ ถ้าอาตมาเองรู้ว่ามีคนมาทำลายศาสนา ทำให้ศาสนาผิดเพี้ยนและเสื่อมอยู่ ถ้าอาตมาไม่กล้าที่จะบอกความจริงนั้น อาตมาแข็งแรงหรือไม่…ก็อ่อนแอ ไม่แข็งแรง อาตมาก็ว่า อาตมาไม่ได้อยากเป็นคนแข็งแรง แต่มันต้องแข็งแรง มันต้องทำ ถ้าอาตมาไม่ทำ อาตมาถือว่าอาตมาทรยศต่อศาสนา ถ้าเห็นเขาทำลายศาสนาอยู่ ทั้งที่เราได้ดี เราได้สบายมาจากศาสนา เราได้สุขที่สงบจากศาสนา แล้วคนมาทำลายสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่เราอย่างชัดเจน แต่เราก็ยังเฉย อาตมาว่าอย่างนี้อกตัญญูหรือเปล่า อาตมาไม่เป็นหรอกคนอกตัญญู คนที่ไม่เห็นควรกับอาตมาก็อาจจะมี แต่อาตมาทำตาม มหาปเทส 4 อาตมาว่า นายไชยบูลย์เขาไม่รู้ตัวเองสักนิดเลย เขาหลงผิด เขามิจฉาทิฐิ เขาไม่ใช่คนที่มีความโง่ เขาไม่ใช่คนโง่เขลา เขาฉลาดจะตาย ฉลาดจริงๆ ฉลาดเป็นกรดเลย แต่ความฉลาดแบบนี้ภาษาบาลีเรียกว่าเฉโก หรือเฉกตา ความฉลาดเฉียบแหลมแบบเฉโก หรือเฉกตา เป็นความฉลาดที่ต่างจากปัญญา ปัญญาเป็นความฉลาดทางโลกุตระ ปุถุชนทุกคนโดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่คนมีปัญญา ปุถุชนคือคนที่ยังหลงในอบายมุข เขายังไม่มีปัญญา เขายังมีความเฉกา เฉโก(พหูพจน์) หรือเฉกตา(เอกพจน์) สรุปแล้วปุถุชนทุกคนโดยพื้นฐานยังไม่ใช่คนที่มีปัญญา แต่เป็นคนเฉกา ความฉลาดเฉียบแหลม ที่เป็น “เฉกตา” หรือเฉกะที่แปลว่า ฉลาดนี้ เป็น “ความเฉลียวฉลาด” ที่ต่างไปจากคำว่า “ปัญญา” อย่างมีนัยสำคัญชนิดตรงกันข้ามกันคนละขั้วเลย “ปุถุชน” ทุกคนนั้น โดยพื้นฐานยังมิใช่คนมี “ปัญญา” เป็นคนมีแค่ “เฉโก” เท่านั้น ตามปกติ แม้บางคนจะเฉลียวฉลาดมาก-ฉลาดเยี่ยม แต่ “ความฉลาด” ของปุถุชนคือ “เฉกตาหรือเฉโก” ทั้งนั้น ยังไม่ใช่ “ปัญญา” เด็ดขาด แต่ศัพท์คำว่า “เฉกะหรือเฉโกหรือเฉกตา” มันมี “ความอาภัพ” ที่ถูกปุถุชนทั้งหลายได้ “ลืม” มันสนิทแล้ว มัน “ถูกทิ้ง” ไปเสียแล้ว โดยคนพากัน “หลงผิด” มายึดเอาคำว่า “ปัญญา” ที่แปลว่า “ความฉลาด” อันเป็นนัยยะทาง “โลกุตระ” แท้ๆ ไปใช้แทนคำว่า “เฉกา” อันเป็น “โลกียะ” จริงๆ เสียหมด มานานแสนนาน เพราะใครๆ ก็รู้ว่าฉลาดอย่าง “เฉกา” นั้นมันชั่ว มันฉลาดโกง มันฉลาดมีกิเลส คนจึงไม่นิยม และไม่ชอบที่จะ “ได้รับคำชมว่าตน” เฉโก-เฉกา-เฉกะ” หรือตนเป็นคน “ฉลาดขี้โกง” ไง อาตมาก็เคยทำแบบนี้มา คนโลกีย์ ขี้โกงเอาคำว่า “ปัญญา” มาใช้แทน แต่จริงๆ แล้วคุณแค่เฉกา ฉลาดขี้โกงแต่ก็เอาคำว่า “ปัญญา” มาแทน ไปไหนก็เรียกว่าฉันมีปัญญา แต่แท้จริงคือเฉกา ใครๆ ก็รู้ว่าเฉกาคือชั่ว มันฉลาดมีกิเลส คนก็เลยไม่นิยมไม่ชอบคำว่า “เฉกา” คือความอาภัพ ของคำว่า “เฉกา” แม้ชาวโลกีย์ก็ทิ้งไม่ดูดำดูดี คำว่า “เฉกะ-เฉกา” จึง “ถูกทิ้ง” มาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันนี้ มันได้ “ถูกทิ้ง” จนคนไม่รู้จักมันแล้วว่า มันคือความฉลาดที่ “ปุถุชนมีกันจริงๆ” ตามความเป็น “โลกียะ” สามัญของคน พออาตมา “ไขความจริง” นี้ขึ้นมา แต่ประวัติศาสตร์หรือตำนานมันได้ทิ้งหรือห่างไกลมานานมากแล้ว จนกระทั่งไม่มีคนใดจะสามารถ “ระลึกชาติ” และไม่มีบันทึกหลักฐานใดยืนยันไว้ได้ จึงไม่ค่อยมีคนมั่นใจว่าจะเป็น “ความจริง” อาตมาศึกษาธรรมะมาขนาดนี้แล้ว ถ้ารู้ว่าผิดหรือชั่วจะพูดหรือทำทำไม กรรมเป็นอันทำจะสะสมกรรมชั่วไปทำไม อาตมารู้แล้วก็ไม่ทำหรอก จะไปโกหกพวกคุณทำไม ถ้าไม่มั่นใจไม่พูดเพราะว่าขาดทุน อาตมามั่นใจว่าอันนี้ไม่ผิดก็จบ อาตมาจึงเป็นคนไม่มีปัญหา เพราะอาตมาเป็นคนมีปัญญา คนฟังก็หมั่นไส้ อาตมาว่าอาตมาพูดความจริง ปัญหานั้นอาตมาไม่เอาแล้ว หนึ่งอาตมารู้ปัญหานี้ก็อธิบายยืนยันว่าอาตมาแก้ไม่ได้ แต่ปัญหาใดอาตมาแก้ไม่ได้ไม่รู้จริงๆ ก็โยนทิ้ง ปัญหาอาตมาไม่เอา จะหาว่าอาตมาไม่มีปัญญาก็ได้ อาตมาไม่รู้จริงๆ ยอมรับความเป็นจริง แก้ให้ไม่ได้ แล้วคุณจะบอกว่าโง่ก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่ว่าอะไร แต่อันไหนอาตมาแก้ได้ก็อธิบายให้ แต่อธิบายแล้วคุณเองก็ดันไม่เข้าใจเสียอีก อาตมาจะไปบีบคอให้เข้าใจก็ไม่ได้ ตายคามือเปล่าๆก็ต้องใช้ปัญญาของเขาภูมิของเขาที่จะรับได้ อาตมาพูดไปก็ "I Don't Care If the Sun Don't Shine" อาตมาจึงยากมากที่จะทำให้คนยุคนี้เชื่อได้ แต่อาตมาก็ไม่ท้อหรอก อาตมาทำงานก็ยังมีคนเข้าใจได้อยู่ ไม่สูญเปล่า จะเท่าไหร่ก็ตามแต่สัจจะ แม้จะน้อยคน ที่เข้าใจในสัจจะนี้เท่าที่เหตุปัจจัยของยุคนี้มีอยู่จริง อาตมาจึงไม่มี “ปัญหา” เพราะอาตมาพอมี “ปัญญา” เข้าใจความจริงนี้จริงๆ อาตมา ก็พอใจแล้ว ตามที่ได้ที่มีที่เป็นจะแค่นี้ก็ดีแล้ว อาตมาไม่ตะกละหรอก แต่ถ้าเป็นได้ มีได้มากกว่านี้มันก็ดีแน่ๆ ใช่มั้ย? ใครจะโง่ไม่เอา “ดี” จึงควรเกิดขึ้นมากๆๆ ช่วยกันเข้า สำหรับอาตมาก็ขอทำงานต่อไปอีก ตามความอุตสาหะที่อาตมามี เต็มตามกำลัง จะพยายามอดทนฝืนสู้ทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะรักษา “ขันธ์” ที่มีอยู่นี้ให้ทำงานได้นานที่สุด เต็มที่ ที่จะทำได้สุดๆ สรุป ความฉลาดอย่าง “เฉกา” ในยุคนี้ ถูกคนทิ้งไปแล้ว คนทั้งหลายได้มาหลงใช้คำว่า “ปัญญา” แทนคำว่า “เฉกา” ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ความเข้าใจของคนมัน “ผิดสัจจะ” ไปแท้ๆ คำว่า “ปัญญา” ในทุกวันนี้ คนทั้งหลายส่วนมากในยุคนี้จึงเข้าใจ “ผิดไปจากความจริงแท้” และใช้ “ผิด” กันทั้งนั้น เห็นจริงนี้ได้มั้ย? พอเข้าใจได้มั้ยว่า “ปุถุชน” ไม่ใช่คนมี “ปัญญา” หรอก เพียงแค่มี “เฉกะ” เท่านั้นเพราะคำว่า “ปัญญา” เป็น “ความฉลาด” ที่มีคุณสมบัติทาง “โลกุตระ” มิใช่ “โลกียะ” เลย ปุถุชนมีแต่ “ความฉลาด” ที่เป็น “เฉกะหรือเฉกา” แม้จะฉลาดถึงขั้นจบปริญญาเอก จบเปรียญ 9 หรือ ยกกันเป็นปราชญ์ ยกกันเป็นอัจฉริยะเพราะมีคุณสมบัติเป็นคนยอดฉลาดทาง “โลกีย์” ของปุถุชนปานใดๆ ก็ตาม ล้วนคือ “ฉลาดเฉกะหรือเฉกา” เท่านั้นยังไม่ใช่ “ปัญโญหรือปัญญา” เลย ตั้งใจฟังดีๆ และไตร่ตรองพินิจให้ทะลุ เราจะศึกษาเนื้อแท้ๆ (วิมังสา)ของคำว่า “ปัญญา” กับ คำว่า “เฉโก-เฉกา-เฉกตา” ให้รู้แจ้งแทงทะลุกันชัดๆ จริงๆ แจ่มๆ เจ๋งๆ ว่า มันยังไง? แค่ไหนกันแน่? เริ่มต้นต้องรู้กันก่อนใดอื่นว่าจะเป็น “เฉโก” ก็ดี “เฉกะ” ก็ดีนั้น มันหมายถึงความฉลาดปราดเปรื่องแท้ๆ ที่ปุถุชนคน “โลกียะ” แต่ละคน ทุกคนมีมาก่อน “โลกุตรธรรม” “โลกียธรรม” เกิดก่อน “โลกุตรธรรม” ดังนั้น “สังขาร” ที่เกิดจาก “อวิชชา” เป็นเหตุ ก็คือ “สังขาร” ที่ดำเนินไปด้วย “เฉกะ” ของคนอันมี “ตัวเหตุเป็นกิเลส” ในจิต บงการอยู่นั่นเองทั้งสิ้น ความเห็นแก่ตัวเริ่มตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว แล้วก็พัฒนาเป็นสัตว์ที่ใหญ่ขึ้น ก็จะมีอัตตามีกิเลสที่แย่งชิงเอาชนะคะคาน สะสมอัตตาที่เป็นกิเลสเข้าไปสู่อัตภาพ คนจึงมีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดมา “อวิชชา” เกิดก่อน...“สังขาร” จึงเกิด ปุถุชนคนทั้งหลายจึงเกิดด้วย “อวิชชา” แท้ๆ เป็น “เหตุ” ตามหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ ยังไม่มีกระแสแห่งโลกกุตระเข้าไปในจิตของเขาเลย ไม่มีโสตาปันนะ คือจิตเข้ากระแส ถ้าพลังงานฉลาดของคุณเข้าสู่โลกุตระน้อย หรือมากตามลำดับ ก็จะเป็น โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ถ้ามี 2 ส่วน ไม่เลย 50 เปอร์เซ็นต์ก็ยังตกต่ำได้ ต้องมีพลังงานมากพอที่พวกพลังงานโลกีย์ดึงเอาไปไม่ได้ เป็นนิยตะ เที่ยงแท้แน่นอน เข้าไปเกิน 3 ใน 4 ก็เป็นสัมโพธิปรายนะ เลยนิยตะไปแล้ว นิยตโพธิสัตว์กับมหาโพธิสัตว์ เป็นช่องว่างที่ไม่มีพลังงานใดไปดึงออกไปได้ ตั้งแต่นิยตะก็ไม่มีพลังใดดึงได้แล้ว แต่อยู่ที่ไม่ประมาท ถ้าประมาทก็จะนานช้าแต่ดึงลงไม่ได้ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าความไม่ประมาทเป็นที่รวมลงหมด สรุปลงที่อย่าประมาท เผื่อไว้เลย คุณมี 100 ก็อย่าใช้ 100 มี 100 ก็ถ่อมตนไว้ อย่าเอา 100 ไปแข่งเขาใช้แค่ 60-70 ก็พอ ใครจะว่าเราไม่เก่งก็ไม่เป็นไร ใครทำมากเกินตัวคนนี้ไม่มีภูมิคุ้มกันหมดตัวเลยนะ ตายได้ง่ายๆ จำไว้เลยอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ อย่าหยิ่งผยองเลย อย่าอวดดี ปางนี้อาตมามีความจริงใจจะมาขยายความละเอียดลึกซึ้ง อาตมาอยู่ในสายปัญญา พากเพียรหมายถึงปางนี้อาตมาจึงจะต้องทำต่อ จนกว่าศาสนาพุทธของพระสมณโคดมจะสิ้นสุด _อาจารย์กุ้ง… ตอนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานก็เตือนพระอรหันต์ว่าอย่าประมาท พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านเตือนอรหันต์ว่า ลาภ ยศ สรรเสริญเป็นอันตรายแสบเผ็ด สำหรับเธอ พระอรหันต์ไม่ได้ยินดีในลาภสักการะต่างๆ แล้ว อันนี้ก็เข้าใจยาก อาตมาก็อธิบาย พระอรหันต์ท่านเองไม่หลงในลาภ สรรเสริญ ที่เป็นโลกีย์แล้ว แต่ว่าถ้าท่านเองไปอนุโลม ปฏิโลม แล้วคนเขาก็เพ่งมอง คนที่ยึดมั่นถือมั่น เขาไม่เข้าใจว่าเราอนุโลม เขาก็จะเข้าใจว่าโกหก เขาก็จะเชื่อว่าพระอรหันต์ไม่จริง การที่จะทำให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเป็นสิ่งไม่จริง พระอรหันต์จะยิ่งเสีย มันไม่ดีเพราะฉะนั้นจึงบอกว่าอย่าประมาทเลย ถ้าคนฟังไม่เข้าใจ แต่เราอ่อนน้อมถ่อมตนก็ไม่เป็นไร _อาจารย์กุ้ง… อย่างไรก็ต้องยึดถือความถูกต้อง แต่ถ้าพระอรหันต์อนุโลมแล้วคนอื่นเข้าใจผิด อันนี้เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดก็เหมือนกับการไปสร้างจริงที่ไม่ถูกต้อง ให้กับคนอื่น พ่อครูว่า… ท่านจะไม่ไปข่มเขา ท่านจะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ถ้าท่านไปทำเบ่งใหญ่ก็จะเกิดความเสียหาย อย่างในหลวงท่านจะไม่ทำลักษณะนั้นเลย อาตมาเสียอีกที่แหลมไปกว่า ท่านก็ทำอย่างหน้าที่ท่าน แต่อาตมาไม่เหมือนท่าน สรุป ความเฉลียวฉลาด “โลกียะ” จึงเป็นความเฉลียวฉลาดที่ฉลาดด้วย “กิเลส” ที่มันสามารถมากๆ และ “เก่ง” ยิ่งๆ ซึ่งมันยังไม่มีกระแสหรือพลังงานแห่งรังสีความเป็น “โลกุตระ” หยั่งลงไปในใจเลย วัตถุไม่ใช่ตัวตัดสิน แต่จิตคุณยินดีในวัตถุนั้นไหม เป็นความยินดีในกิเลสในโลกียะนั้น พระพุทธเจ้าถึงให้เรียนรู้ที่อารมณ์ ความรู้สึกหรือเวทนา คุณต้องรู้จัก เวทนาเป็นตัวหนึ่งของนามธรรม (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในพรหมชาลสูตรยืนยันว่า ผัสสะจะเกิดได้ต้องมีการกระทบสัมผัสภายนอกทางทวารนอก ถ้าไม่มีอันนั้นไม่มีเวทนาให้ปฏิบัติ จึงไม่มีเวทนาเป็นฐานในการปฏิบัติเลยภายนอก ขอยืนยันว่าเวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ แต่เขาไปหลงกรรมฐานอย่างเอาลมหายใจเป็นกรรมฐาน เป็นอานาปานสติ ก็เป็นการทำสมถะอยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ได้อ่านเวทนา ลมหายใจก็คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ เป็นมหาภูตรูป กายนั้นไม่ได้เอาเฉพาะภายนอก แต่มีทั้งภายนอกและเกี่ยวกับจิต แล้ว พระพุทธเจ้า ให้พิจารณาที่จิตด้วย เพราะตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 230 ฐานแท้อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึก การรู้สึก เสพรสในลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข สัมผัสเสียดสีทางกาย ขนาดเรื่องหยาบๆ กินหมาก สูบบุหรี่มวนยาวเฉยเลย ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเสพรสยังเข้าใจไม่ได้ในเรื่องตื้นๆ เลย คนที่ศึกษามาแล้ว ก็จะบอกว่าโธ่เอ๋ยไปติดได้อย่างไร คนที่ติดสูบบุหรี่กับคนที่ติดกินน้ำหวานคนไหนสูงกว่ากัน น้ำหวานยังมีธาตุอาหาร ยังไม่หยาบเท่าการสูบบุหรี่ ขอยืนยันอ้างอิงว่าท่านพุทธทาสติดน้ำหวาน ท่านไม่ติดบุหรี่ยาหมากพลู ไปไหนมาไหนก็ต้องมีลูกศิษย์เอาน้ำหวานไปด้วย ก็แสดงว่าท่านพุทธทาส ยังสูงกว่าคนที่ติดบุหรี่ติดหมาก ขออภัยที่พูดเป็นการศึกษา ขออภัยท่านที่กล่าวถึง ที่คนหลงว่าเป็นอรหันต์กินหมากดูดบุหรี่ก็เป็นการศึกษา ผู้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน