590913_พุทธศาสนาตามภูมิ ไขความจริง-จะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
590913 พุทธศาสนาตามภูมิ ไขความจริง-จะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร ตอน 3 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันอังคารที่ 13 กันยายน 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก ผู้ใดเห็นความสำคัญในความสำคัญ เห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ พากเพียรเอาสิ่งที่ดีใส่ชีวิตตัวเองไปให้ได้มรรคผลไปตามลำดับ พูดได้อย่างเดียวว่าชีวิตคนเราถ้าไม่เอาธรรมะก็วนเวียนอยู่ในโลกีย์ อย่างดีก็เป็นกัลยาณชนสูงขึ้น หรืออย่างดีก็ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งแล้วก็ประกาศศาสนาของตนเป็นโลกียะเป็นกัลยาณธรรม ไม่ใช่อาริยธรรม ไม่ใช่โลกุตระเป็นโลกียะไปตลอดกาล และนานหมุนเวียนอยู่สูง แล้วก็ต่ำตลอดกาลนานนับกัปกัลป์ จนกว่าจะได้เข้าใจเรื่องของโลกุตรธรรที่แยกพลังงาน อุตุ พีชะ จิตแล้วสามารถแยกจิต ชัดเจนว่ามันเป็นอุตุ มันจะแยกมาเป็นพลังงานพีชะ เป็นชีวะขึ้นมา แล้วความเป็นชีวะต่างจากไม่เป็นชีวะอย่างไร? เมื่อเป็นชีวะหรือชีพแล้ว จนกระทั่งเจริญขึ้นไป สามารถแยกโลกียะ แยกโลกุตระ หรือแยกปุถุชน กัลยาณชน และอาริยชนกันได้อย่างไร? และในพลังงานตรงไหน? ซึ่งเราจะรู้ เวทนาในเวทนา ที่เป็นอาการของพลังงานจิต ที่มันเป็นความรู้สึก(เวทนา) เราจะต้องอ่านความรู้สึก อ่าน เวทนาในเวทนา อย่างจริงจังเลย มันเป็นความรู้สึกที่เป็นอารมณ์ ที่แยกเวทนา 2 ได้จริงๆ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) คำว่า “ ภวันติ” คือ ทำให้เป็น ทำให้กลายเป็นหนึ่งได้ ทำให้สำเร็จได้ แยกเป็นหนึ่งในสอง ซึ่งก็จะมี ธรรมะสองเสมอในคน คือมี รูปกับ นาม แม้แต่ ธรรมะที่เป็น นปุงสกลิงค์ กับ ปุงลิงค์ คำว่า ปุงลิงค์ คือ 1 นปุงสกลิงค์ คือ 0 แล้วก็เราอาศัย 0 กับ 1 อยู่ ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่มีอะไรได้ หรือจะเป็
อ่านต่อ
น ปุงลิงค์ กับอิตถีลิงค์ แล้วก็สามารถอนุโลมเป็นอิตถีลิงค์ได้ ส่วนอภิสังขาร ร่วมปรุง ร่วมทำงาน ร่วมอนุโลมกับเขาก็ได้ แต่ตนเองต้อง มีธาตุที่มีสมาธิ มีธาตุฐีติที่แข็งแรง ไม่ได้เอนเอียง เหลวไหลไปกับเขา *เปรียบเหมือนกับ คนที่อยู่บนปากบ่อเอื้อมมือลงไปช่วยคนที่ตกอยู่ในบ่อได้ โดยตนเองไม่หลุดจากปากบ่อตกลงไปเขา จึงเป็นคนที่แข็งแรงที่จะช่วยคน ช่วยโลกได้อย่างแท้จริง แต่ก็อย่าอวดดีกันนะ อย่าประมาท เช่น เรามีร้อยอย่าไปอวดดีใช้เกินร้อยหรือใช้เต็มร้อย แม้ใช้ 90 ก็เสี่ยง ใช้แค่ 60-70-80 คนที่ไม่มีหน้า ไม่รักหน้า ไม่รักศักดิ์ศรีมักจะไม่อยากอวดเก่ง คนอยากอวดมักจะประมาทใช้เกิน คนที่อยากอวด มีสาเฐยจิตก็อยากอวด แต่คนไม่อยากอวดก็ไม่ไปอวด ไม่พลาดท่า เพราะไม่มีกิเลสอยากอวด แต่คนที่อยากอวดก็มีกิเลสอยู่ วันนี้มีคนมานั่งฟังธรรมเกิน 72 คนที่นี่ก็ใช้ได้ พระพุทธเจ้าท่านมี อสีติมหาสาวก ก็มีกลุ่มที่เป็นผู้ช่วยแข็งขัน อาตมาก็มีคนสนใจขนาดนี้ก็ไปได้เรื่อยๆ เจ็ดสิบกว่าคนนี้ก็ดีแล้ว ก็มาอ่าน ไลน์ sms ก่อน _จาก Master taizen…. ผู้มีเงินล้านในกระเป๋าตนเอง..ย่อมควรต่อการบอกกล่าวต่อสาธารณชนว่าตนจะใช้เงินล้านไปเกื้อกูลสร้างสรรค์สาระใดๆให้สังคมได้ฉันใด.. อริยคุณสูงสุดใดๆ ที่มีในตนของพ่อครูมหาโพธิสัตว์.. (พ่อครูว่าอาตมายังไม่ถึงมหาโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7) ก็น่าควรและเหมาะแก่การและกาละที่จะเปิดเผย..บรรลือสีหนาทกันชัดๆ ว่า...แม่ทัพมีอริยคุณต้นทุนสูงสุดอยู่เท่าไหร่?..เพื่อไพร่พลจะได้เกิดขวัญกำลังใจฮึกเหิมหาญกล้า..ในการเข้าร่วมกรีฑากองทัพพุทธธรรมฉบับออริจินอลของแท้ดั้งเดิมจากพระพุทธองค์..ที่สูญหายไปจากโลกมาตั้งแต่หลังพุทธกาล.. และยิ่งไม่เคยมีผู้ใดเลย..นำมาเปิดเผยเป็นพุทธธรรมกายสักขี..อย่างแจ้งชัดในประเทศไทย..ดินแดนที่มีฝูงชนพันธุ์อกหัก,หลักลอย,คอยงาน,สังขารเสื่อม,อยากเลื่อนวิทยฐานะ,ขยะสังคม,ฯลฯ ยกโขยงกันเข้ามาอาศัยยูนิฟอร์มพระกันเป็นหลักแสน..ตั้งแต่หางยันหัวขบวน..ดั่งเช่นที่ปรากฏชัดในสังคมพุทธไทยทุกวันนี้.. ..ไม่ทราบว่าพ่อครูเคยประกาศอริยคุณที่มีในตนชัดๆ หรือยังครับ..ผมได้ยินแต่พ่อครูพูดว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ..ในส่วนตัวของผม..เคยเห็นพ่อครูเมื่อตอนผมบวชได้พรรษา3 ที่งานปลุกเสกพระแท้ๆ ที่ศรีษะอโศก(ปี2534)..เห็นแค่กายภายนอก..ที่มีออร่าแห่งรังสีพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์..ก็บอกกับเพื่อนพระว่า..ได้เจอพระพุทธอริยะของแท้แล้ว..และยิ่งได้เห็นภาพข่าวทีวีตอนที่พ่อครูถูกดำเนินคดี..จนต้องเปลี่ยนไปครองผ้าขาวเห็นรอยยิ้ม ...ของผู้หมดรสอารมณ์หดหู่กังวลทั้งๆ ที่อยู่หน้าห้องคุมขัง..ในสถานการณ์คอขาดบาดตาย..ผมยิ่งมั่นใจจนถึงกับกล้าบอกกับพระทุกองค์ที่อยู่ร่วมกันในวันนั้นว่า. นั้นแหละรอยยิ้มพระอรหันต์ผู้ดับทุกข์ล้างข้อมูลกิเลสออกจากชีวิตได้อย่างสิ้นเชิงของแท้ของจริง.. ..เพราะคนปกติทั่วไป..เวลาถูกจับดำเนินคดี..ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์จริงใจอันเป็นศาสตร์ป้องภัยอันอุดมสูงสุดแล้ว..ย่อมต้องตัวสั่นหน้าถอดสีแววตาหดหู่อย่างแน่นอน.. แต่รอยยิ้มแววตาของพ่อครูในวันนั้น..ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ยิ้มเปิดโลก ตาเปิดใจแจ้งพิศุทธิ์ไม่ได้อย่างนั้นอย่างแน่นอน.. ผมเข้าใจผิดไปไกลหรือเปล่า..ถ้าไม่ผิด.ก็ขออภัยกราบเรียนถามว่า..พ่อครูเคยประกาศอริยคุณหรือเปล่าครับ.. ถ้าไม่เคย..พ่อครูใช้เหตุผลใดในการยับยั้งการประกาศ...ในทัศนะของผม..ปาราชิกข้อที่ว่า..อวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีในตนต่ออนุสัมปัน(ผู้ไม่ใช่พุทธบริษัท4)..นั่นผิดแน่ๆ ชัดๆ.. ...แต่ถ้ามีอริยคุณแท้ๆ ในตนเทียบดั่งที่มีเงินล้านในกระเป๋า..แล้วบอกกับโลกว่าจะเอาเงินล้านไปสร้างสังคมพุทธยูโทเปียช่วยมวลมนุษย์ชาติให้เห็นเป็นของจริงแตะต้องสัมผัสได้จริงๆ..ผมคิดว่าไม่น่าจะเข้าข่ายปาราชิกหรอกกระมัง ..กราบเรียนถามมาด้วยจิตน้อมเคารพอย่างสูงสุดครับผม. ตอบ ...อาตมาเคยอธิบายเคยบอกหลายที คุณก็คงได้ฟังบ้าง อาจจะไม่ครบอาตมาเคยบอกว่าตนเองเป็นอรหันต์ แต่ประกาศตนเองว่าเป็นโพธิสัตว์ตั้งแต่ออกบวช คำว่าโพธิสัตว์ของชาวเถรวาทนั้นเขาเข้าใจไม่ถูกต้อง แม้แต่มหายานนั้นก็เข้าใจไม่ถูกต้อง เลยเถิดไปฟุ้งซ่านเยอะ ยังไม่รู้ว่าโพธิสัตว์คืออะไรแท้ๆ อาตมาประกาศโพธิสัตว์แล้วก็ทำงานมาเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะประกาศอรหันต์ง่ายๆ เพราะทางมหายานเขาถือโพธิสัตว์ แม้ประกาศเขาก็ไม่ติดใจเพราะไม่ติดยึดมากเหมือนเถรวาท จนกระทั่งน้องสาวคือ อาจารย์ขวัญดีถาม ตอนนั้นอาตมามาบวชแล้ว เขาเซ้าซี้ถามว่า อาตมาเป็นอรหันต์หรือเปล่า อาตมาก็เลยบอกว่าเป็น คนนี้บอกก่อนใครเลย ต่อมาอาจารย์แสงจันทร์งาม ก็มาถามอีก เซ้าซี้ถามตอนอยู่สันติอโศก กำลังจะฉันข้าว อาจารย์แสงก็มาที่อาสนะสงฆ์ ก็มาถาม เซ้าซี้ไปมา อาตมาก็ว่า อาจารย์ก็เป็นผู้รู้ทางศาสนา ถือว่าเป็นอุปสัมบัน เข้าใจได้ อาตมาก็บอกว่าใช่เป็นอรหันต์ จากนั้นก็ไม่ได้ประกาศกับสาธารณะ จนกระทั่ง 1 มี.ค. 58 ก็ประกาศต่อสาธารณะว่าเป็นอรหันต์ ในงานพุทธาภิเษก อาตมานั้น ก็ทำอย่างที่คุณว่าอยู่ แต่ไม่ประมาท เอามาใช้หรือปฏิบัติอย่างที่ว่า คือมี ร้อยก็จะใช้อย่างเก่งก็ 85 ต้องยักไว้เผื่อพอ ไม่ประมาท ไม่อยากอวดดีอวดเด่นอะไร ตัวเราเองแสดงออก มากสุด 85 ก็พอแล้ว มีก็ไม่บอกหมด เผื่อไว้ ถ้าใช้หมดตัว พลาดมาก็ตายเลย ไม่ได้เรื่อง เป็นไรไป ใครเขาว่าเราไม่มีมากก็ไม่เป็นไร ก็เป็นไปตามควร คุณมีเงินล้านจะเทกระเป๋าล้านเลยก็คนละทรรศนะกับอาตมา
SMS 12 September 2016 _ 0893867xxx TV.สกก.บ่ปกตินะปลายฝน ป่วยเหมือนหอบหืดสลับแหบแห้งพิก๊ลพิกลหนิปฝ.! _0893867xxx พ่อครูพูดตอนสำคัญๆ ขณะนี้เสียงยังขาดๆ หายๆ เลยโดนดูดเสียงฤาเทคนิคขัดข้องไม่รู้?เครื่องมนุษย์หูเทียมก็ปกติ ตอบ ...พูดถึงเรื่องนี้ต้องขอบคุณพวกเราที่มาช่วยกันทำงาน ไม่ได้จ้างสักคน ช่วยกันด้วยใจ ก็ขอบคุณ เครื่องมือเราก็ไม่ได้ดีนัก ส่วนมากเรา 3rd hand 4th hand ราคาใหม่เอี่ยมของแพงเราไม่ค่อยได้น่ะ ได้ขนาดนี้อาตมาก็ว่าสมตัวแล้วละ ไม่กระดี๊กระด๊าอะไร ได้ดีกว่านี้ก็ดีแต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้ขนาดนี้แหละ
_0811203xxx วันนี้ระบบเสียงขัดข้องหรือเปล่าคะ ขาดหายบ่อยค่ะ _0845818xxx วันนี้ต้องมีสติตั้งใจฟังพ่อท่านอย่างมาก เพราะเสียงขาดๆ หายๆ บ่อยมาก ไม่ทราบด้วยว่าเป็นเพราะเหตุปัจจัยอันใด (ยิ่งบรรยายเปิดเผยธรรมะแท้จริงยิ่งเข้มข้น หูตาสว่างรู้ทันสิ่งที่เป็นอวิชชาทั้งหลาย) ผู้น้อยกราบขอบพระคุณพ่อท่านที่นำหลักธรรมะของจริงของพระพุทธองค์มาสอนสั่งทุกวันนี้ _0893867xxx เห็นTV.ขลุกขลักก็เหมือน เห็นสรรพสิ่งอันปรวนแปรแต่ใจบ่กังวลบ่หวั่นไหวคงสติมั่นในธรรมก็พอหนิปฝ.!สกก. _0805925xxx เสียงก็ดีชัดเจนอยู่นะสะแกกรังฟังจากมือถือก็ชัดดีนะทีวีบ้านซังกะบ๋วยป่ะ?ปลายฝน _0844497xxx โลกนี้คือ"ค่ายกล" ไม่มีอะไรสักอย่างที่ไม่ทำให้คนลุ่มหลงงงงวย คนสมัยนี้ถูกสวมหมวกใบใหญ่ถอดไม่ออก เวลาและยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถรักษาจิตใจอันบริสุทธิ์เหมือนเดิมได้ "คนระดับต่ำ" หลงผีสางเทวดาหลงเกรียติยศหลงกามหลงกินหลงแต่งตัว "น่าสงสารแท้" _0893867xxx จำตอนที่สนธิพูดที่สวนลุมในเมืองไทยสัญจร กับที่เวทีทำเนียบราว 48 ถึง52 ผ่าน astv สมัยนั้นสนธิยังบอกว่า โดนดูดเสียงเลย!กบกู้ชาติ! _0893867xxx อารมณ์ความรู้สึกความคิดทั้งหลายก็ล้วน..เกิด..ดับ!สกก. _0811203xxx กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ใกล้ออกพรรษาทีไร ก็จะพบกับมหกรรมซื้อขายบุญใหญ่ของวัดทั่วไปในนาม "กฐิน" ทำกันเป็นอุตสาห กรรมจริงๆ จังๆ เอาถังเปล่าหนึ่งใบแถมไม้เสียบตังค์มาพร้อมเสร็จ แล้วบอกว่าออกพรรษาจะมารับถังบุญนะโยม เท่านั้นแหละลูกหยิบใบฎีกาออกมาจากถังหนึ่งแผ่นเขียนพอสรุปคร่าวๆ ว่าบุญคือการชำระกิเลส คือการเอาออกไปไม่ใช่สะสม เอาสวรรค์สุขสบายรวยๆ มาพาคนยึดติดแล้วคิดจะไปนิพพาน ไปทางไหนได้น้อฯลฯ ก็ปฏิเสธไปตรงๆ เพราะเห็นว่าพระก็เกินไปและรู้สึกอนาถใจกับชาวบ้านยากจนต่างเดือดเนื้อร้อนใจไม่มีเงินทำบุญกลัวไม่ได้บุญกัน เห้อ สาสนาพุด _0828818xxx กราบนมัสการพ่อครู ลูกติดตามพ่อครูมาหกปีแล้วฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจแต่จะฟังต่อไปให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ _0831219xxx กราบพ่อครูฯ,สณ.,สม.ด้วยความเคารพยิ่งและกราบขอบคุณชาวบุญนิยมทุกท่านฯ ลูกได้ฟังธรรมจากพ่อครูฯ มาเกือบสองปีแล้วได้ชวนภรรยากินมังสวิรัติกินมาได้สามเดือนเศษแล้ว กราบถามพ่อครูฯ ลูกแนะนำให้เกษตรกรใช้เชื้อรากำจัดแมลงเช่นด้วงมะพร้าวแทนการใช้เคมีลูกจะมีอกุศลวิบากไหมครับกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ตอบ ...มันก็มีกุศลเจตนาไม่อะไรเท่าไหร่ ก็ค่อยๆ เลื่อนฐานทำบาปให้น้อยลงๆ ก็ได้ไม่ผลีผลามนัก ก็ไปตามลำดับ โดยมีกุศลเจตนา ค่อยๆ เลื่อนฐานเขา
_0815952xxx ชอบค่ะกราบนมัสการพ่อท่านค่ะ _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.วิทยาศาสตร์พลังงานอุตุนิยามพีชนิยามจิตนิยามที่ประสานสัมพันธ์สังเคราะห์สังขารทำตามหน้าที่แต่ละนิยามได้จาก 3 เส้าเกิดวิญญาณจากเวทนาสัญญาสังขารจากการที่มีผัสสะกันทุกขณะ! ผู้น้อยเข้าใจถูกไหม? ตอบ … ถูกแล้ว
_0815428xxx นมัสการครับหลวงปู่... กินรังนกผิดบาปไหม?กินอาหารเจกินรังนกได้ไหม?กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ. ตอบ ... จริงๆ แล้วถ้าไม่กินได้จะดีกว่า ถามว่าบาปไหม? รังนกนั้นมันก็คือ น้ำลายของมัน จริงๆ แล้วนำ้ลายนี้มันก็ออกมา นอกตัวนกแล้ว ซึ่งน้ำลายนี้มันก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำไว้ใช้เลี้ยงชีวิตมัน เพราะมันเอาออกมาใช้เป็นส่วนข้างนอกทิ้งไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเก็บตอนที่มันทิ้งแล้ว (คือมันใช้เป็นที่เลี้ยงลูกอ่อนเสร็จแล้วมันก็ทิ้งรัง) ถ้าอย่างนี้ก็ไม่น่ามีปัญหามาก แต่นี่ไปเก็บที่ตอนมันใช้งานอยู่ เลี้ยงลูกอยู่ ดีไม่ดีเอาลูกมันทิ้งด้วยก็ไม่ดี ต้องบาปแน่ แต่ถ้ามันก็ใช้งานเสร็จแล้ว(เลี้ยงลูกเสร็จแล้ว) และลูกมันก็ไม่ใช้รังแล้ว เราก็เก็บรังมันมากิน ก็ไม่น่าจะบาปอะไร มันก็จะทิ้งรังนี้แล้ว เหมือนกับเดนที่สัตว์กินนะ หรือที่มันตายเองสัตว์ตายเอง เป็นปวัตตมังสะ เป็นเนื้อสัตว์ที่ มันทิ้งร่างของมันเอง *ไม่มีใครไปฆ่าสัตว์ ไม่ได้ตายด้วยการมุ่งหมายฆ่า *(อุทิสสมังสะ )คือคนเจตนามุ่งหมายฆ่าสัตว์ แล้วมันตาย อย่างนี้กินไม่ได้* แต่ถ้าเป็น ปวัตตมังสะ มีนัยยะสองอย่าง 1. คือมันตายเอง เจ้าของจิตนิยามมันทิ้งร่างมันไปแล้ว เอามากินได้ 2. หรือเดนที่สัตว์เดรัจฉานด้วยกันที่มันต้องกินเนื้อ มันก็กินกันเอง ซึ่งมันก็เป็นวิบากกันไปกันมาของพวกมันเอง กินทิ้งเดนไว้แล้วเป็นเนื้อบังสุกุล (ทิ้งแล้ว) ก็กินได้ เพราะฉะนั้น รังนกที่เป็น ปวัตตมังสะ ทิ้งแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ก็ถือว่าเป็นปวัตตมังสะ แต่ถ้าเอามาจากที่ๆ มันใช้งานอยู่ เลี้ยงลูกอยู่ นี่ก็บาปแล้ว * ถ้าไปจับลูกนกไปไว้รังนั้นรังนี้ แล้วเอารังนกมากิน ก็ไม่ได้ * _0811203xxx ขออนุญาตแจ้งข่าวค่ะ ลูกดูรายการหนึ่งทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งมีการนำเสนอข่าวคนที่ จ.นนทบุรีเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า และมีรายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่าปีนี้กำลังระบาดสูงสุดในรอบห้าปี ภาคอีสานที่ จ.อุบลฯ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ นอกจากนี้ยังมีเชื้อดังกล่าวในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ อีก จึงฝากข่าวไปยัง ญตธ. ทางบ้านที่เลี้ยงสัตว์อยู่ให้ระมัดระวังกันด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ. ปล.พ่อครูสอนว่าไม่ควรเลี้ยงสัตว์ เพราะเป็นการสร้างอกุศลวิบากเรื่องความผูกพันลูกเข้าใจถูกต้องไหมคะ ตอบ ... ค นแต่ละคนก็ตาม สัตว์แต่ละตัว มันก็เกิดมาใช้วิบากของมัน เราก็ให้มันใช้วิบากตามความสามารถของมัน แต่ถ้าเราไปยุ่ง เหมือนหมูจะหามเราเอาคานไปสอด ก็ยุ่ง วิบากเขาก็ให้มันรับของเขาเอง ถ้าเราไปช่วยเขา เขาก็ไม่ได้ชนะด้วยความสามารถของเขา ก็เสียเวลาของเขา(ในการใช้วิบาก) คุณไปแทรกทำไม? สัตว์มันไม่รู้เรื่องด้วยอีก *พระพุทธเจ้าสอนให้ อย่าทำนาคนอื่น ให้ทำนาตนเองก่อน เอาให้มันถูกต้อง
_0893867xxx ธรรมะพ่อครูวันนี้ย๊ากยากจริงขอบคุณบุญนิยมจรธ.สื่อ ฟ้าศิลป์ _0818557xxx กราบนมก.พ่อครูที่เคารพอย่างสูง ลูกชอบมากๆ เจ้าค่ะที่ท่านเทศน์..ย้ำทุกคำจากพปฏ. ซ้ำๆ บ่อยๆ นะเจ้าคะ ช่วยลูกๆ ให้เข้าใจและจดจำได้..กราบนมก.เจ้าค่ะ _ถ้าจะส่งเราไปบวชวัดพระธรรมกายจริงๆ ให้เราไปหลอกลวงคนมาทำขายตรงดีกว่า บาปน่าจะเท่ากัน ข้อความตรงใจ หาคนช่วนตอบด้วย/Gusara Tamma ตอบ ... ก ารขายตรงนี้บาปตลบเดียว แต่การไปทำแบบธรรมกายนี้บาปซับซ้อนกว่าอีก รู้ทันไม่ง่าย ซับซ้อนหลายชั้น
_พ่อครูเจ้าขาเราเป็นผู้หญิงเราควรจัดการอิตถีภาวะหรือความเป็นผู้หญิงของตนให้เป็นปุริสภาวะ แล้วปุริสภาวะคืออย่างไร? ตอบ...อันนี้ตอบแล้ว
_ดิฉันตั้งจิตอย่างนี้ถ้าดิฉันตายตอน 80 ปีมีสิทธิ์เกิดมาตอนพ่อครูยังอยู่ได้ไหมคะ ตอบ .. ตั้งได้แต่จะได้หรือไม่ขึ้นกับวิบาก คนเราเกิดมาชาติหนึ่งเอาวิบากกลุ่มหนึ่งมาใช้มาใช้ชุดหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเอาวิบากมาทั้งหมดนะ เช่นชาติหนึ่งคุณต้องใช้วิบากอันนี้แค่นี้ ขออภัย อาตมาเคยเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาแล้ว แต่ชาตินี้ต้องมาเกิดเหมือนหมากลางตลาด จนแล้วจนอีก ต้องหลบบังตอ ต้องหลบน้ำร้อนเขา แต่อาตมาก็เคยผ่านมาแล้วเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มานี่ผ่านมาไม่รู้กี่ล้านๆๆๆชาติ เพราฉะนั้นคนมาเกิด เอาวิบากกลุ่มหนึ่งมาเกิด บางปางก็เป็นวิบากที่ให้คุณสู้ในชาตินี้ จะต้องทำอันนี้ให้ได้ ขออภัยอย่างในหลวงก็ต้องทำแบบของพระองค์ซึ่ง ไม่เหมือนของอาตมา ในหลวงท่านมาบำเพ็ญเตมีย์ใบ้กับมหาชนก แต่ละคนก็มีชุดวิบากแต่ละคน และพอตายลง วิบากใหม่จะสังเคราะห์ใหม่กับวิบากเก่าอีก แล้วก็จัดจำนวนหนึ่งให้เราไปเกิดตามฐานะของเราไปเกิดใหม่จะต้องไปใช้วิบากอันนี้ ซึ่งมันละเอียดละออมาก เป็นอจินไตย เพราะฉะนั้นไม่แน่ไม่นอน ไม่เที่ยงไม่แท้ อย่าเพิ่งไปตู่ว่าใคร ว่าเป็นพี่เป็นน้องกันมา มาปางนี้ดูเหมือนคนนี้ต่ำเตี้ยกว่าเรา แต่ความจริงสูงกว่าเราตั้งเยอะ อย่าไปทำเป็นอันขาด ระมัดระวังนะจะไปเจอคอนะซวยนะทำเป็นดูถูกดูแคลนไปละลาบละล้วงอะไรมากมายไม่ดี อย่าไปดูถูกใคร ก็ตั้งจิตได้ แต่จะเกิดใหม่ได้หรือไม่ ตามต้องการก็ไม่แน่
หมด sms มาเข้าสู่บทเรียน … *โสดาบัน “ผู้เข้ากระแสธรรมโลกุตระ”* หมายความ ว่า - ผู้นั้นต้องรู้จักจิตใจตนเอง และ อ่านจิตใจตนเอง อ่านออกอ่านได้จริงๆ ว่า จิตใจตนอยู่ในทิศทางของ “ เคหสิตเวทนา” (ความรู้สึกแบบโลกีย์) อันเป็น “มโนปวิจาร 18” ของเวทนาโลกียธรรม คนเราจะต้องผ่านทางนี้มาก่อน - แล้วสามารถทำจิตใจของตน (มนสิกโรติ) ให้“ออกจากกระแสโลกียะ”เข้าสู่ “โลกุตระ”( เนกขัมมสิตเวทนา )ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นคุณจะเห็นพลังงานจิตของเราว่า เราทำ เนกขัมมะ ออกได้จริงๆ มันไม่ใช่งมๆๆ คลำๆ มันต้องชัดเจนในอาการของจิตเจตสิกของเรา ว่าอย่างนี้จิตของเราอยู่ในกระแสของโลกีย์ ซึ่งเราก็พยายามปฏิบัติ กดข่มมัน มันก็เฉยๆ กดข่มมัน มันก็ลดโลกีย์ แต่นี่มันไม่ใช่กดข่ม มันเกิดจริงเลยว่า อ๋อ! มันเปลี่ยนแปลงมันลดได้ แล้วมันก็มีอาการมา มีพลังงานมา ทางเนกขัมมะ การกดข่มนั้นพลังงานดับไปเฉยๆ หยุดไปหมด แต่ทางไม่กดข่ม(สมถะ=กดข่ม) คือ วิปัสสนา มันไม่ได้ทำอย่างนั้น มันเอาเฉพาะ อกุศลจิต หรืออกุศล เจตสิก มาดับมาลด พอดับลดลงๆ ส่วนจิตของเราสะอาดขึ้น พลังงานมันมากขึ้น พลังงานมันดีขึ้น ไม่ว่าจะ เชิง ปัญญาหรือเชิงเจโต มันจะทำให้เราได้เข้าใจตามของจริงเป็น ปัจจัตตัง เราจะอ่านออกเพราะฉะนั้นเราจะเห็น เราจะเห็น รู้เองว่า อ๋อ! เนกขัมมะ ! จิตของเรามันผ่านเข้ามาทางกระแสโลกุตระแล้ว แม้ขั้นแรกขั้นต้น เราจะเห็นว่า เ อ้อ! มันเปลี่ยน มันคนละลักษณะอาการ คนไหนมีปฏิภาณดีๆ จะอ่านออกเร็ว คนปฏิภาณไม่ดีก็จะอ่านออกช้า เเต่ยังไงคุณก็จะต้องมี ญาณปัญญา รู้ของจริง ถ้าคุณทำถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ *เราก็จะเห็น จิต* ของเรา นี่!มันเข้ากระแส ที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า โสดาบัน ภาษาบาลีก็เรียกว่า โสตาปันนะ และคำว่า “ มิได้สดับ” ก็คือ ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังคำตรัสหรือความรู้ ขั้น “โลกุตระ” ซึ่ง“ความรู้” นี้ เป็นความรู้ขั้น “ อาริยชน ” “อาริยชน ” คือ ผู้มี “ภูมิปัญญา” หยั่งรู้ แล้วปฏิบัติบรรลุธรรมอันเป็น “ปรมัตถธรรม” มีผล และหยั่งรู้ถึงการปฏิบัติ และก็รู้ว่า จิต ตัวเอง บรรลุธรรม เพราะจิตของเรามี ปรมัตถธรรม (จิต เจตสิก *รูป* นิพพาน ) จิต เจตสิก ของเรามันเปลี่ยนแปลงจริงๆ อ่านจากอาการ ลีลาเคลื่อนไหวของมันจริงๆ “ปรมัตถธรรม” คือ ธรรมะที่เป็นภาวะของ“จิต-เจตสิก-* รูป* -นิพพาน คำว่า “ *รูป*ในจิต เจตสิก รูป นิพพาน ” นี้ หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้แม้ขั้นนามธรรม และ มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้เป็นรูปธรรมที่เชื่อมโยงมาจากข้างนอก แล้วมันก็เป็นเฉพาะรูปขั้นนามธรรมระดับ รูปจิต อรูปจิต *ถูกรู้ได้อีกทั้งๆ ที่มันเป็น รูปจิต อรูปจิต แล้วนะ ถ้า”กามจิต” มันเชื่อมโยง กับกามคุณ 5 ทวาร ทีนี้เมื่อมันไม่มีแล้ว กิเลสกามหมดแล้ว เหลือแต่ กิเลส ในจิต รูปจิต อรูปจิต มันก็เป็น * รูป* ที่ถูกรู้ได้ (สิ่งที่ถูกรู้ นั้นเรียกว่ารูป) เพราะคำว่า จิต เจตสิก * รูป * นิพพาน (ปรมัตถธรรม) คำว่า รูป* คำนี้จึงไม่ใช่ รูป^ เบื้องต้น ที่อยู่ในกลุ่ม รูป^ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ( รูป^ คำนี้มันหยาบกว่า รูป * ในจิต เจตสิก รูป* นิพพาน) เพราะฉะนั้น ผู้สามารถหยั่งรู้ “จิต-เจตสิก-* รูป* (สิ่งที่ถูกรู้ไม่ใช่วัตถุแค่นั้นรู้ถึงขั้นนามธรรม) -นิพพาน” ได้ “อาริยชน” จริงนั้นจะสัมผัสความเป็น “ นามธรรม” ดังกล่าวนี้ได้แท้ ด้วย “ สัญญา” และด้วย “ปัญญา“ ของตน และมี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” ที่สามารถวิจัย“จิต-เจตสิก-รูป(สิ่งที่ถูกรู้แม้ขั้นนามธรรม)-นิพพาน”สำเร็จ โดยเริ่มจาก “โสดาบัน” คือ ต้องรู้ *“ วิตักกะ(วิตก)- วิจาระ” รู้จิตที่เป็นอาการของวิตักกะ อาการของวิจาร ถือเป็น อาริยชนขั้นต้น * ต่อจากนั้นก็ “สกิทาคามี” แล้วก็ “อนาคามี” และสูงสุด “อรหันต์” ขอแวะมาอธิบาย วิตักกะ. วิจาระ ผู้ที่สามารถทำใจในใจเป็น คือทำสังกัปปะ 7 เป็น หรือทำเวทนาในเวทนาหรือมโนปวิจาร 18 มโนปวิจาร 36 ที่เป็นโลกีย์(เคหสิต)ทำให้เป็น เนกขัมสิตะที่เป็นโลกุตระได้ คือสามารถ *อ่านอาการ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ* อ่านอาการตั้งแต่ เริ่มดำริ เรียกว่า ตักกะ ถ้า ตักกะ เราเอามาเรียกในภาค มรรค ภาคต้นบัญญัติ ก็คือ เหตุ และผล เ ป็นธรรมะสอง สิ่งที่เปรียบที่เทียบกันไปเหมือนจะชัด พอเรามาอ่านจิตของเรา จะอ่านได้ว่า... อ๋อ! จิตของเรา*เริ่มดำริขึ้นมา มันไม่ใช่จิตตัวเดียวแท้ๆ สะอาดๆ นะ มันมา*สองนะ * * ตักกะของคน อวิชชา ทุกคนนี่ มีธรรมะสองมาเกิด เราจะแยกจิตที่เริ่มดำรินี่ แยกออกเลยว่า... นี่คือ กามสังกัปปะหรือ กามวิตก (วิคือรู้ยิ่งเลย) โอ้โอ! นี่มันมี อาการกาม อยู่กับจิตที่เป็น ธาตุรู้ ของเรา ธาตุรู้ของเราคือจิตแท้ ใช้สัญญากำหนดรู้เข้าใจ โอ้! แยกออก อาการอย่างนี้ของจริง อาการอย่างนี้ คือ กาม ตัวอย่าง เช่น เจอแก้วมังกรข้างหน้า แหม! สัมผัสแล้วนี่ รูปงาม สวยเปล่งเลย โอ้โฮ! อาการกามเกิด คุณก็อ่านอาการ กามออก อาการ อารมณ์หรือความรู้สึกแท้หรือเวทนาตัวจริง คือเห็นของแท้ ใครๆ ก็เห็นเหมือนกัน อ๋อ! แก้วมังกรอันนี้มันรูปร่างอย่างนี้สีสันอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ ทุกคนเห็นเหมือนกัน รู้เหมือนกันทุกคน ด้วยตา ถ้าได้กลิ่นก็ได้กลิ่นเหมือนกัน สีก็เห็นเหมือนกัน แตะลิ้นรสก็รู้เหมือนกัน การรู้อันนั้นคือของแท้ * แต่เวทนาตัวกามมีอาการต่างกับอันนั้น ไม่ใช่เวทนาตัวจริง เป็นเวทนาตัวเก๊ ตัวปลอม ถ้ามัน อยาก (เวทนา) ก็คือ อาการผีนรก* ถ้าคนที่เห็นแล้วรู้สึกดี รู้สึกโอ้โฮ! เห็นตัวนี้ก็ชื่นใจ นี่เป็น สวรรค์ ติดกับสวรรค์ คนที่ไม่ชื่นใจเห็นแล้วไม่ชอบ มันไม่ใช่สัตว์สวรรค์แล้วอันนี้เป็น สัตว์นรก แล้ว มันไม่เหมือนกันแล้วอันนี้นะ แต่ไอ้รูปร่างสีสันของจริงมันเหมือนกันทุกคน ทุกเพศทุกวัยถ้าไม่ประสาทเสีย จะเห็นเหมือนกันหมดทุกคน แต่อารมณ์อีกอารมณ์หนึ่ง ที่คุณ อุปาทาน คุณเป็นไปเอง * อันนั้นของเก๊ นั่นแหละเวทนา 2 เพราะฉะนั้น ตักกะ(เริ่มดำริ) คุณแยกออกว่าอันนี้อาการ กาม หรืออาการ พยาบาท เอาละ! เอา กามก่อน พยาบาท ก็เหมือนกันถ้าเราเข้าใจว่า มันเป็นอาการ ทำร้าย กาม มันดูด อ่านอาการให้ออก คุณก็จัดการกับตัวนี้(กาม) *วิจาระ คือ พฤติกรรมของมัน (กิเลส) *ตักกะ คือ เหตุและผล แยกได้ อธิบายได้ ว่าคืออันนั้น อันนี้ อย่างโน้น อย่างนี้ จาร คือตัวจริง พฤติกรรมจริง พฤติของไอ้ตัวนี้แหละ มันมีพลังงาน มันมีลีลา มันมีอะไรอย่างไรๆ คุณจะเห็นมันเลย นอกจากจะรู้เหตุ รู้ผล จะแยกได้โดยเชิงปัญญา ไอ้ตัว จาร คือตัวเจโต ตัวเจตสิกจริง อาการจริงของจิตเลย มัน(กาม)เป็นอย่างนี้แหละ กามมันเป็นอย่างนี้นะ มันต่างจากพยาบาทนะ มันมีอาการ แรงเท่านี้ เบาเท่านี้ แรงกับเบาก็ต่างกัน เป็นลิงคะ เช่นมันแรงเท่านี้นะ คุณก็เริ่มอ่านอาการออก จากนั้นคุณก็ สังกัปปะ ต้องจัดการให้มันเป็นสัมมาสังกัปปะ คือ จัดการปหาน ตัวนี้แหละ คุณใช้ปหาน 5 จัดการให้ชนิดเสร็จเลย ไม่ว่าจะได้เท่าไร ก็ทำเป็นส่วนแห่งบุญ ไปเรื่อยๆ เมื่อเสร็จจบ คุณก็ได้ ตัววิเศษเลย เป็น วิตักกะ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สามเส้านี้ทำงานได้สำเร็จ(ปหาน5) เป็น วิตักกะ สังกัปปะ ก็คือ การสังเคราะห์ สังขาร อภิสังขาร จัดการเลย จัดการสังกัปปะ7 นี่แหละ ปหาน5 ให้มันเสร็จ เสร็จแล้วก็เป็น วิตักกะ วิตักก ะ ก็อยู่ในจิตที่จะออกไปใช้งาน เมื่อคุณทำได้ ก็เพิ่มสั่งสมลงไปเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภิโรปนา เป็น 3 ขั้น จริงๆ มันมากเป็น ร้อยขั้น พันขั้น นี้ก็ได้ จิตของคุณมันจะตั้งมั่น ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ก็คือ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภิโรปนา ตั้งมั่นได้แข็งแรงที่สุด ขั้นเก่งสุด ท่านแบ่งเป็น 3 ขั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น คุณทำไป สั่งสมไป ตั้งมั่นได้มากเท่าไหร่ๆ ก็ผ่านอันนี้ไปได้ ก็ไปใช้งาน ความตั้งมั่นเป็นตัวรับรองว่า คุณจะไป ใช้งานได้ดี แข็งแรง ตั้งมั่น มีพลังสูง อะไรก็แล้วแต่ จึงเป็นธรรมะ 2 ปรุงแต่งกันขึ้นเป็น วจีสังขาร เป็นสังขารตัวที่เป็นอภิสังขารที่คุณจะเอาไปใช้ หมายความว่า คุณผ่านด่าน 2 ด่าน คือ ด่านปัญญา กับ ด่านเจโต 2 ตัวนี้ (ปัญญา กับ เจโต) จะจัดการ ตามจริต บารมี ของใครของมัน คุณก็จัดการกับจิตของคุณ ที่จะออกไปใช้ ใครจะประมาท โอ้โอ!! ได้แค่นี้ ใช้หมด ใช้เกินกว่าจริง เช่น อาตมามี 100 อาตมาจะไม่ใช้ 100 ก็จัดการเอาไปใช้งานข้างนอกวจีสังขาร จึงยังไม่ใช่ กรรม วจีสังขาร เป็นการสังขารภายใน เป็นเรื่องของ จิตในจิต จริง ออกไปข้างนอกแล้วจึงจะเป็น วจีกรรม ถ้าไปเป็นองค์ประชุมรวมทั้งหมด นัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็เป็นกายกรรม เป็นกายวิญญัติ เป็นวจีวิญญัติ ออกไปทำงาน นั่นคือ สังกัปปะ7 เพรา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive