590802_พุทธศาสนาตามภูมิ ใช่พุทธหรือไม่ต้องตัดสินตามธรรมวินัย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข22 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590802_พุทธศาสนาตามภูมิ ใช่พุทธหรือไม่ต้องตัดสินตามธรรมวินัย

พ่อครูว่า….วันนี้วันอังคารที่ 2 สิงหาคม 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก ชีวิตจะมาไม่เคยรู้สึกว่าอะไรจะสำคัญเท่ากับธรรมะ เราเป็นคน ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ก็จะรู้ว่าธรรมะนี้เป็นสิ่งสุดยอดในคน ที่จะต้องศึกษาค้นคว้าปฏิบัติเอาให้แก่ตนได้ ไว้ที่ตัวให้ได้ ที่ตัวเราและต้องให้ได้อย่างบริสุทธิ์ที่สุดความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด SMS 1 สค. 59 _0893867xxx… กราบขอบคุณพ่อครูฯเมตตาอ่านSMSผู้น้อยๆเคยส่งยา ยาอมสมุนไพรฤาถวายตามงานบุญพุทธสถานให้พ่อครู มิรู้ช่วยแก้ไอได้แค่ไหน!จะส่งมาอีกท่านก็จาริกทั่ว ประเทศไม่รู้จะส่งถึงพุทธสถานไหนแน่? _0893867xxx… ผู้น้อยหาใช่ผู้รอบรู้ไม่! หนังสือธรรมะของพ่อครูกับการเทศน์สอนของท่านต่างหาก ทำให้ช่างศิลป์งานเล็กๆเบี้ยน้อยๆตั้งใจใฝ่เรียนรู้ให้เข้าถึงใจตนจนเข้าถึงธรรมะพระพุทธเจ้า…สาธุ _0893867xxx… ขอถวายบทสวดโพชฌังคปริตร แด่พ่อหลวงฯสมเด็จแม่ฯทรงหายประชวร พระพลามัยแข็งแรงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานฯ ลูกไทยใจภักดิ์ฯ _0805925xxx… อีกหลายช่วงถึงพ้นมลทินสมชื่อช่วง ตามกาละกาลวิบาก? ปลายฝน _0893867xxx… เราผ่านมาทุกรัฐบาลประเทศไทย มีนกฎหมาย1เดียวที่นำธรรมะอัปปิจฉะในพระพุทธเจ้าจากพ่อครู มาใช้บริหารประเทศ ได้พอเหมาะพอดี พอเพียงคือ หัวหน้าพรรคพลังธรรม ลุงจำลอง ผู้ว่าฯ ที่สมถะที่สุดในโลก!ยุคต่อไปใครจะทำได้อย่างลุงหนอ? พ่อครูว่า ...ก็เห็นอย่างคุณว่านี้ แล้วพวกเราที่ทำนี้ คนไม่เข้าใจ เพราะว่าเราทำอย่างจริงใจจริงจัง แล้วทำในสิ่งดี ทำเพื่อประชาชนดู เหมือนว่าเราอยากทำ เขาก็ว่าเรามีตัวตน แท้ๆทำเพื่อตัวเอง...อันนี้ไม่มีใครรู้ของใครได้หรอก แต่เราจะสามารถรู้ได้ว่า คนที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวตนนี้ มาตรวจ

อ่านต่อ

สอบได้เลยว่า เอามาเสวยเสพสัมผัสตัวเองหรือไม่ ให้พิสูจน์ได้เลย อาตมากล้ายืนยันท้าทายตรงนี้ 0893867xxx… ถ้าในวงการเมืองไทยมีนักการเมืองแบบลุงจำลองประชาธิปไตยใบสุจริตโปร่งใส ขาวสะอาดแบบไทยไทแท้ ผุดนโยบายพอเพียงพาประเทศพ้นอบาย เจริญในธรรมแท้อย่างพอดี! แต่ไม่รู้ ชาติไหนจะได้เจอเอวัง! 0893867xxx… ขอธรรมอัปปิจฉะในพระพุทธเจ้าโดยพ่อครู มีชัยเหนืออธรรมมหัปปิจฉะ! นำพาพุทธศาสนาพ้นทางเสื่อมสาธุ! เจริญธรรม พ่อครูว่า... ความชนะอยู่ที่จิต จิตไม่มีการอยากเอาชนะเลย แล้วแสดงออกให้คนรู้ คนก็พิจารณาเอาเองตามที่คนรู้ ต้องแสดงออก คนอื่นจึงรู้ได้ ถ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ก็เอามาพิสูจน์ไม่ได้ 0815428xxx… ถ้านั่งสมาธิจนหายปวดแล้ว ควรทำอย่างไรต่อ แล้วตอนหลวงปู่บวชใหม่ๆ เคยนั่งหลับตาหรือเปล่า ขอบคุณครับ พ่อครูว่า...ก็ทำตามที่อยากจะทำต่อ อยากจะลุกก็ลุก จะนั่งก็นั่ง อาตมาก็เคยเป็นลิงลมอมข้าวพอง ทำตามเขาไป แต่ก็ไม่ได้ไปทำผิดอะไรมากมายนัก อาตมาก็ปฏิบัติตามภูมิอาตมา ก็มีสภาพที่คล้ายกับพระพุทธเจ้าที่ถูกมอมเมาครอบงำก่อน แต่ก็มาเป็นตัวเองที่ถูกต้องจนได้ จึงได้ปฏิบัติแล้วพาพวกเราเป็นได้ อาตมานั่งหลับตาถึงขั้นไหนๆได้ แม้แต่นั่งทนทรมาน ที่กุฏิวัดอโศการาม มียุงทะเล อาตมานั่งดับดิ่ง ยุงมาเต็มไปหมด ตอมรุมเลย เป็นผื่นไปหมด ก็เคยทำมา และทำอย่างอื่นอีกหลายอย่าง แต่สัจจะที่จะเอามาเป็นพุทธศาสนา เพื่อเรียนรู้กิเลส ลดกิเลสจริง อันนี้เป็นสิ่งที่มุ่งมั่น แล้วพวกเรานี้ ไม่ได้มานั่งสะสม แต่อย่างสมเด็จช่วงนี้ มีอาบัติตามพระวินัยเลย ไม่ต้องพูดถึงธัมมชโยที่ปาราชิกแล้ว

_จากคุณมงคล ไลน์ @boonniyomtv…ท่านสมณะ โพธิรักษ์ พูดถึง การบูชาไฟ เป็นความผิด ในข้อศิล แต่ผมติดตามการออกอากาศของท่านมาตลอด ผมเห็นมีอยูครั้งนึง ท่านทำการบูชาไฟ แล้วจะไม่ผิดศิลหรือ ช่วยตอบ ข้อบูชาไฟ ผิดศิลด้วย พ่อครูว่า... อาตมาพาบูชาดินน้ำลมไฟนะ ไม่ใช่แค่ไฟ เราไม่ได้มุ่งบูชาไฟ การบูชาไฟ ในนิยามของมันชัดๆนั่นคือ บูชาแบบเดรัจฉานวิชชา คือมุ่งหมายให้การบูชา โดยใช้ไฟเป็นสื่อนำไปสู่วิญญาณ เป็นเทวนิยาม เป็นเทวดามารพรหมที่ล่องลอย ถ้ามุ่งหมายเช่นนั้น คือเดรัจฉานวิชชา แต่อาตมามาบูชานี้เพื่อระลึกถึงบุญคุณ ของดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นมหาภูตรูป 4 ที่เราได้อาศัย การ บูชาเพื่อระลึกบุญคุณ กับการ บูชาแบบเทวนิยม บูชาตัวตนที่เป็นเทวดามารพรหมอย่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่อาตมาพาทำ

_เพชรดินฟ้า ดิศโยธิน…กราบนมัสการพ่อครู ตั้งใจไปลงมติรับร่าง รัฐธรรมนูญ ยิ่งฟังพ่อครูพูดยิ่งจำเป็นต้องบอกต่อ 1.มีผู้ที่ต้องการ รัฐธรรมนูญแบบขาวสะอาดที่สุด เห็นว่าสิ่งที่ขาดไปนั้นขาดไม่ได้เลย จะเสียหายมาก ยอมไม่ได้ แพ้ไม่ได้ จึงจะไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ คิดแบบนี้ น่าจะแพ้ หรือชนะกันแน่ครับ ? 2.ความเห็นส่วนตัว เรื่องลงมติ รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใคร ควรเชื่อภูมิพระโพธิสัตว์ ? ที่อุตส่าห์ชี้แนะด้วยความห่วงใย มิใช่ชี้นำ กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า... ใช่แล้ว ตอนนี้ต้องอาศัยคะแนนเสียงของประชาชน ตอนนี้จะปราศจากโกง เล่ห์เหลี่ยมมากที่สุดแล้ว ดีมากกว่าก่อนๆนี้ อาตมาไม่ได้ชี้นำแต่ชี้แนะตามควร

มีบทความของ นสพ.ไทยโพสต์ ว่าไว้ว่า...

เมธีลั่นลุยพิทักษ์ศาสนา 'จานบิน'ยันเงินบริสุทธิ์! "พระเมธี" โพสต์เฟซบุ๊ก ลั่น "มุ่งมั่นไม่หวั่นไหวแม้โดนป้ายสี" ยันเดินหน้าพิทักษ์พุทธศาสนา "ศิษย์ธรรมกาย" โวย ปปง.อายัดบัญชี "พระธัมมชโย" อ้างเงินบริจาคโดยสุจริต "หมอมโน" ชี้ช่องเครือข่ายจานบินมีเข้าข่ายผิด กม.อีกเพียบ

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "พระเมธีธรรมาจารย์-เจ้าคุณประสาร" หัวข้อ "มุ่งมั่น ไม่หวั่นไหวแม้จะโดนป้ายสี" ตอนหนึ่งระบุว่า ตลอดเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับและเหตุการณ์ต่างๆ ของคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนามากมาย โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวที่มีการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคณะสงฆ์ ซึ่งมีองค์กรต่างๆ ประกาศตนออกมาพิทักษ์ปกป้องความยุติธรรม จึงทำให้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นทั้งด้านบวกและด้านลบ

พระเมธีธรรมาจารย์ระบุว่า ในขณะที่ทั้งพระสงฆ์ คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน พร้อมใจกันแสดงพลังสามัคคีในการที่จะดูแลปกป้องพระพุทธศาสนา ก็ปรากฏว่ามีคนบางกลุ่มบางพวกพยายามสร้างเรื่องสร้างสถานการณ์ ใส่ร้ายป้ายสีให้กับพระสงฆ์ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่ได้เสียสละออกมาในครั้งนี้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา โดยปราศจากข้อเท็จจริง เป็นวิธีการเดิม คือการสาดโคลนที่สกปรกเข้าใส่ จึงรู้สึกสะท้อนใจจริงๆ กับการกระทำของกลุ่มคนกลุ่มนี้

"บางท่านนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ด้วยกัน แต่กลับพูดกลับเขียน กล่าวหาคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนด้วยข้อความที่ใส่ร้าย ป้ายสี โดยปราศจากการสืบค้นข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ผิดวิสัยของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง" พระเมธีธรรมาจารย์ระบุ

เจ้าคุณประสารระบุว่า ในฐานะที่เป็นพระรูปหนึ่งที่ทนไม่ได้ต่อการกระทำของภาครัฐและกลุ่มบุคคลที่ทำลายคณะสงฆ์ พวกเขากำลังสุมไฟให้ไหม้บ้านเรา ซึ่งกำลังลุกโหมอยู่ในเวลานี้ แม้จะไม่กล้าพูดหรอกว่าคืออุดมการณ์ในการทำงาน เพราะความจริงในเวลานี้คือพวกเราทนไม่ได้ กับความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้น จนต้องเอาตัวเข้ามาแลกมาเสี่ยง เสี่ยงต่อคดีความต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ความปลอดภัยส่วนตัว

"วันนี้แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคนานัปการ มีการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี โดยปราศจากข้อเท็จจริง ไร้เหตุผล ไร้คุณธรรมของกลุ่มผู้ไม่หวังดี หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ยังคงยืนหยัด มุ่งมั่นต่อไปในการพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปโดยไม่หวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น" เจ้าคุณประสาร ระบุ

วันเดียวกัน นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวถึงกรณีพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สั่งอายัดบัญชีทรัพย์สินว่า ได้ประสานสอบถามข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องของวัด ทำให้ได้ทราบข้อแท้จริงแล้ว

โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายกล่าวว่า ขอชี้แจงเรื่องดังกล่าวคือสำนักงาน ปปง. ได้อายัดบัญชีของวัดที่มีเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ซึ่งนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ได้นำมาบริจาคเมื่อปี 2552-2553

"สำนักงาน ปปง.ได้ดำเนินการอายัดตามกรณีนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่เพิ่งออกข่าว ซึ่งทางวัดกำลังดำเนินการทำเรื่องเพื่อขอยกเลิกการอายัด เพราะถือเป็นการรับบริจาคโดยเปิดเผย สุจริต และปัจจัยก็นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของงานพระพุทธศาสนาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าว

ด้าน นพ.มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวถึงกรณี ปปง.อายัดทรัพย์พระธัมมชโย 50 ล้านบาทว่า ได้ยินข่าวมานานแล้วว่าจะอายัด ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เชื่อว่า ปปง.มีหลักฐานชัดเจน มีอะไรที่ยืนยันเรียบร้อย ถ้าไม่ชัดเจนคงไม่ทำ เพราะเรื่องพระต้องไตร่ตรองไว้ดีแล้วก่อนทำ จึงไม่ใช่เป็นการไปกลั่นแกล้ง

นพ.มโนกล่าวว่า นอกจากนี้บัญชีดังกล่าวยังมีที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอีกเยอะ ซึ่งของวัดพระธรรมกายมีถึง 75 แห่ง ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายไปเบียดเบียนซื้อที่ในราคาถูก โดยมีนักการเมืองท้องถิ่นคอยช่วยเหลือ ดังนั้นตนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควรดำเนินการให้เด็ดขาด

"ตอนนี้พระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย ยังไม่ได้หนีไปไหน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เขาทำผิดพลาดเอง เขาเก็บตัวเงียบเหมือนตัวเองป่วยหนัก แต่จริงๆ ไม่ได้ป่วยหนัก แต่การเก็บตัวทำให้ศิษยานุศิษย์ไม่ได้เห็นหน้า ทำให้เสียผลประโยชน์ไปเยอะ ถึงตรงนี้แล้วเขาจะสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ความเป็นนิติรัฐมันหมดไป ให้เห็นว่าเขาเป็นบุคคลพิเศษใครทำอะไรไม่ได้ ตอนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บุกไปครั้งแรกแล้วจับไม่ได้ทราบว่าดีใจกันมาก ถ้าไปครั้งที่สองและสามยังไม่ได้อีกจะเสียชื่อดีเอสไอ เกิดความระส่ำระสาย ไม่มั่นคงต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลเอง ตรงนี้จะถูกดิสเครดิต" นพ.มโนกล่าว

อดีตศิษย์วัดพระธรรมกายกล่าวว่า ดีเอสไอคงต้องดำเนินการเข้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะไม่มีทางเลือก ดูแค่ว่าวันไหนเท่านั้น น่าจะเป็นหลังจากวันที่ 7 ส.ค.แล้ว เพราะถ้าไม่ทำ คสช.จะระส่ำเอง เพราะฝ่ายเขาทำให้เกิดรัฐซ้อนรัฐ ครั้งสองนี่ต้องได้ตัว ซึ่งส่วนตัวเห็นว่ายุทธการคือต้องกระจายข่าวให้รู้ว่ารัฐบาลเอาจริง หากใครไปเป็นโล่โดนจับแน่.

พ่อครูว่า… คุณจะพิทักษ์รักษาศาสนาของคุณ ก็รักษาไป แต่อาตมาเห็นว่าที่คุณรักษานี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ก็หอบไปเลย ไม่ได้แย่งหรอก พฤติกรรมที่พวกคุณทำนี่ เอาไปทำเลย พวกเราไม่เอาด้วย ไม่ทำเลียนแบบคุณหรอก อาตมามั่นใจว่า พวกพระมหาศาล (พวกสะสมโลกธรรม) อาตมาไม่ไปแย่งหรอก จงเอาไปเต็มๆ ไม่อยากให้มาแปดเปื้อนเราด้วย อย่างที่พวกคุณทำ เราจะอยู่อย่างสมณะที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจบาทใหญ่ ไม่เอากฏหมู่มาชนะคะคานเขา

มีข่าวของสมเด็จช่วง จาก นสพ. ผู้จัดการ MGR Online - ดีเอสไอแถลงผลสอบสวนคดี “เบนซ์ ขม 99” ผิดกฎหมาย ฟันผิดทั้งสี่ขั้นตอนตั้งแต่นำเข้า-จดประกอบ-เสียภาษี-จดทะเบียน ทั้งมีการทำเอกสารเท็จ ปลอมแปลงลายมือชื่อ เข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร-สรรพสามิต-อาญา ยืนยันเอกสารมีลายมือชื่อ “สมเด็จช่วง” เตรียมสอบต่อโยงขบวนการและปลายทาง

เช้าวันนี้ (18 ก.พ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้เปิดแถลงข่าวถึงความคืบหน้าคดีตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ โบราณ เลขทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 และในปี 2558 มีผู้มาร้องว่ารถคันนี้นำเข้าโดยผิดกฎหมาย ดีเอสไอจึงเข้าตรวจสอบเรื่องนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับคดีเกิดเพลิงไหม้รถหรูที่จังหวัดนครราชสีมา

ดีเอสไอชี้แจงต่อว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถหรูดังกล่าวนั้น ทางกรมฯ เมื่อรับคดีก็ได้ตรวจสอบรถยนต์จำนวน 6,000 กว่าคัน โดยรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งรถจดประกอบต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายจำนวน 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ ขั้นตอนการนำเข้า, การจดประกอบรถ, การเสียภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียน

สำหรับรถทะเบียน ขม 99 กทม.นั้น ทางดีเอสไอได้เข้าไปตรวจสอบที่วัด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเข้าไปตรวจสอบตามคำเชิญของวัดพร้อมกับสื่อมวลชน และทางวัดก็ให้เอกสารมา ส่วนครั้งที่ 2 นั้นไปตรวจสอบพร้อมสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการตรวจทางกายภาพของรถ ซึ่งเมื่อได้เอกสารมาแล้ว “หลวงพี่แป๊ะ” ของทางวัดก็ยอมรับว่าเป็นผู้จัดหารถคันนี้มาในราคา 4 ล้านบาท เพื่อถวายสมเด็จช่วง โดยจ้างคุณวิชาญเป็นผู้จดประกอบ

“ด้านคุณวิชาญก็ยอมรับว่าไม่ได้ขึ้นทะเบียนรถจดประกอบ และไม่ได้ผ่านขั้นตอนตามระเบียบ เมื่อเราย้อนไปดูที่การจดประกอบก็มีผู้ของคุณกาญจนาเป็นอู่จดประกอบ ได้เชิญคุณกาญจนามาสอบสวน คุณกาญจนาก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับที่มีชื่อในการจดทะเบียนเสียภาษีจริง ชื่อ ที่อยู่เขาจริง แต่เขาไม่เคยจดประกอบรถคันนี้เลย และเขาเองก็เป็นอู่เคาะพ่นสีรถ ดังนั้นเองคนที่เอาชื่อเขามาใส่ก็มีการปลอมแปลงลายมือชื่อเขา ก็เห็นได้ชัดเจนว่าในขั้นตอนการประกอบรถคันนี้ก็มิชอบ เพราะว่าอู่วิชาญไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพสามิตที่เป็นอู่จดประกอบ ทางการชำระภาษีคุณกาญจนาก็ยืนยันว่าเขาเองไม่ได้เป็นคนทำ มีคนแอบอ้างชื่อเขาไป พอถึงขั้นตอนการจดทะเบียนก็มีผู้รับว่าเป็นผู้รับจ้างจดทะเบียน และเป็นคนกรอกรายละเอียดทั้งหมด ทั้งปลอมลายมือชื่อ และใส่ราคารถ 1 ล้านบาท” อธิบดีดีเอสไอจึงสรุปว่า ในสามขั้นตอนนั้นมีความผิดในข้อหาแตกต่างกัน

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง กล่าวว่าจากการตรวจสอบยืนยันว่า รถคันดังกล่าวมีการนำเข้ามา การประกอบ การเสียภาษี และการจดทะเบียน โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา ฐานแจ้งความอันเป็นเท็จ ปลอมและใช้เอกสารปลอม

โดยรถยนต์คันดังกล่าว มีห้างหุ้นส่วนจำกัด อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วน จากนั้นได้มีการส่งให้อู่วิชาญ เป็นผู้รับประกอบรถ ที่ไม่มีใบอนุญาต จดประกอบรถยนต์ จากนั้นอู่วิชาญได้แอบอ้างชื่ออู่ เอ็นพี การาจ ที่เป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง เป็นผู้จดประกอบ โดยมีนางกาญจนา เป็นเจ้าของ และปลอมแปลงลายชื่อของนางกาญจนาเป็นผู้เสียภาษี แต่จากการเรียกนางกาญจนา มาสอบสวน ยอมรับว่า อู่ดังกล่าวเป็นของตนเองจริง แต่ไม่เคยนำรถยนต์ดังกล่าวมาจดประกอบ ซึ่งจากการจรวจสอบยังพบว่า นายชลัช ได้ว่าจ้างนายสมนึก ให้นำรถยนต์คันดังกล่าว ไปจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบก จากนั้นได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปขายต่อให้กับหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ก่อนที่จะถวายให้สมเด็จช่วง

นอกจากนี้ดีเอสไอ ยังพบว่า กลุ่มคนที่จดทะเบียน รถยนต์คนดังกล่าวเป็นเครือข่ายรายใหญ่ที่มีการกระทำผิดมาแล้วหลายครั้งให้กับทุกกลุ่มต่างๆในลักษณะต่างๆ มี่ผิดกฏหมายและยังมีผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวอีกหลายคน อย่างไรก็ตาม วันนี้ดีเอสไอ ได้ออกมาชี้แจ้งความผิดที่พบในส่วนของรถคันดังกล่าวเท่านั้น พร้อมรับเป็นคดีพิเศษ โดยหลังจากนี้จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนผู้ครอบครองและผู้ที่เกี่ยวข้องว่า มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ได้รับเอกสารหลักฐานส่วนหนึ่งที่ได้จาการสืบสวนมาแล้ว แต่บางส่วนอาจยังต้องขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะเร่งรัดทำคดีโดยเร็ว พร้อมยืนยันว่า ดีเอสไอ ทำตามขั้นตอนตามกฎหมายหลังมีผู้ร้องเรียน

ส่วนเมื่อย้อนไปดูการนำเข้าพบว่าบริษัทที่นำเข้าเป็นบริษัทเดียวกัน แต่มีการแยกชิ้นส่วนมาคนละเที่ยวเรือกัน ส่วนอุปกรณ์ส่วนควบที่มีการกล่าวอ้างไว้นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบเจอว่ามีการนำเข้ามาจริง ดังนั้น ดีเอสไอจึงสรุปว่าขั้นตอนต่างๆ ทั้งสี่ข้้นตอน ทั้งการนำเข้า การจดประกอบ การเสียภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียน ล้วนไม่ชอบ และเข้าข่ายความผิดกฎหมายหลายเรื่อง เช่น พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.สรรพสามิต กฎหมายอาญาเรื่องแจ้งข้อความเป็นเท็จ-การปลอมแปลงเอกสาร

ทั้งนี้ ในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบ การสืบสวนตามเอกสาร จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวน โดยจากข้อมูลรถคันนี้เป็นรถคลาสสิก ประกอบเมื่อปี ค.ศ.1953 หรือประมาณ 60 กว่าปีที่แล้ว โดยจำนวนที่ประกอบทั้งหมดประมาณร้อยกว่าคัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในขั้นตอนการดำเนินการที่พระรูปหนึ่งอ้างว่าเป็นผู้จัดการให้นั้นเป็นชื่อของสมเด็จช่วงตั้งแต่ต้นหรือไม่ ทางอธิบดีดีเอสไอระบุว่า นายสมนึก (ผู้นำรถไปจดทะเบียน) แจ้งว่าในการกรอกเอกสารก็มีลายเซ็นของสมเด็จช่วงอยู่ในเอกสารปลอมนั้น อย่างไรก็ตามยังไม่ได้สอบถึงเจตนาของผู้รับ เพราะต้องให้เข้าสู่ขั้นตอนของการสอบสวนก่อน

MGR Online - ทนายวัดปากน้ำ แจง “สมเด็จช่วง” บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีรถหรู เป็นเพียงแค่ผู้รับบริจาคนั้น ซ้ำมีพยานปากสำคัญยันไม่มีความผิด ย้อนดีเอสไอแถลงข่าวละเมิดสิทธิทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำสังคมแคลงใจเกิดความเกลียดชัง วันนี้ (1 ส.ค.) เมื่อเวลา11.00น. ที่วัดปากนำภาษีเจริญ นายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความวัดปากน้ำแถลงชี้แจง กรณีรถยนต์ยี่ห้อ Mercedes benz หมายเลขทะเบียน ขม 99 กทม. ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (วรปุญฺญมหาเถร) หรือสมเด็จช่วง หลังจากเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แถลงความคืบหน้าการประชุมร่วมกับพนักงานอัยการว่าผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานมีส่วนรู้เห็นและครอบครองสินค้าที่รู้ว่าไม่เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครอบถ้วน และร่วมกันแจ้งความเท็จลงในเอกสารราชการ รวม 2 ข้อกล่าวหา

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ในฐานะทนายความที่ปรึกษาและผู้รับมอบอำนาจจากสมเด็จช่วงขอชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการแถลงความคืบหน้าของดีเอสไอ ยังไม่พบว่าสมเด็จช่วงมีความผิดตามกฎหมายที่ได้กล่าวมาแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ขอชี้แจงอีกว่าสมเด็จช่วงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 สมเด็จช่วงได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังดีเอสไอเกี่ยวกับกรณีรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีเนื้อหาพอที่จะสรุปได้ว่าสมเด็จช่วงมีชื่อในการจดทะเบียนรถเท่านั้น และนำรถยนต์คันกล่าวมาแสดงในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาศึกษาหาความรู้และเยี่ยมชม รวมทั้งจดทะเบียนระงับการใช้งานแล้ว จนกระทั่งมาทราบว่ารถคันดังกล่าวผิดกฎหมายก็ได้ส่งรถคือ ผู้บริจาค และรถเบนซ์นั้นได้ถูกส่งต่อไปยังดีเอสไอแล้ว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนการซื้อขายนั้นสมเด็จช่วงไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดๆทั้งสิ้น เพียงแค่ได้รับโอนโดยไม่มีการกรอกเอกสารอื่นๆ เลย แค่ลงนามกำกับว่ารับโอนรถแล้วเท่านั้น ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น ตั้งแต่บุคคลรับโอนเป็นคนแรก หรือการมอบอำนาจต่างๆ ยืนยันว่าสมเด็จช่วงได้เคยรู้จักและรู้รายละเอียดอื่นๆ เลย สมเด็จช่วงขอแสดงความบริสุทธิ์ใจเนื่องจากเป็นผู้รับบริจาคเท่านั้นซึ่งพยานบุคคลที่สำคัญของดีเอสไอก็ระบุแล้วว่าสมเด็จช่วงไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า การที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนดังกล่าวข้างต้นนั้นส่วนตัวเห็นว่าท่านทั้งสองกระทำการกระทบสิทธิและละเมิดสมเด็จช่วง ทำให้ประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชนเข้าใจว่าสมเด็จช่วงมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้เสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และทำให้เกิดความเกลียดชัง รวมทั้งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเสียหายของสมเด็จช่วงที่เกิดขึ้นจากการแถลงข่าวของท่านทั้งสองเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

พ่อครูว่า...อาตมาก็ขอบอกการแสดงออกของสมเด็จช่วง ตอนไปเดินบนกลีบดอกไม้ ยังอินโนเซนซ์มากเลย บอกว่าชื่นใจ เกิดมาอายุปูนนี้ยังไม่เคยได้เดินบนกลีบดอกไม้อย่างนี้เลย นี่คือภูมิธรรมความรู้สึกของคนชื่อช่วง มีอารมณ์อ่อนไหวกับโลกีย์อย่างนี้ ยิ่งรถหรูล่ะ จะไม่มีอารมณ์อย่างนั้นหรือ? คุณพูดอย่างเห็นว่าคนอื่นเป็นเด็กอมมืออย่างนั้นหรือ? แล้วบอกว่าจะเอามาให้ประชาชนศึกษา แล้วจะศึกษาอะไร ให้คนหลงใหลรถหรูหรืออย่างไร? แล้วสมเด็จช่วงหลงใหลรถเบนส์หรือไม่นะ ?

แล้วมีข่าวว่าเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณี พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตรียมจัดสวดมนต์ใหญ่ และจะมีการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช หลังการออกเสียงประชามตินั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวตนเชื่อว่าพระสงฆ์ก็ต้องทราบกฎหมายเช่นกัน ซึ่งหากจะมีการชุมนุมจริง ก็ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ดูแลเรื่องนี้แล้ว

พ่อครูว่า….การรวมตัว สวดมนต์ มีสองอย่างคือ 1. สังคีติ กับ 2. สังคายนา นอกนั้นนอกรีตพุทธทั้งนั้น การสวดสังคายนา คือ สวดคนเดียว แล้วคนอื่นก็ฟัง ว่าถูกต้องไหม แล้วท้วงได้ ให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ คำสวดมนต์นี้ เพื่อให้คำสอนยืนนาน แล้วแบบ สังคีติ คือ สวดท่องจำ เอาไว้ ถ้า สวดหมู่ ก็ช่วยท่องจำ เหมือนท่องสูตรคูณ อาขยาน ก็เช่นเดียวกัน ก็สวดให้จำได้ดี ก็สวดพร้อมกัน แต่สวดสังคีติ ไม่ใช่มาสวดต่อหน้าธารกำนัล แต่สวดในที่ๆจะเป็นเฉพาะภิกษุที่จะมาท่องจำกัน พระพุทธเจ้าตั้ง วินัย ไม่ให้ สวดธรรมบท ของพระพุทธเจ้าพร้อมกัน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปให้ฆราวาสฟัง เป็นอาบัติ ทำไมท่านต้องห้ามตรงนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามตรงนี้ เพราะการเอาบทมนต์มาสวดท่อง ทำมาหากินก็มีมาแต่โบราณ แต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ท่านกันตรงนี้เอาไว้ แต่ลัทธิศาสนาอื่นก็แล้วแต่ แต่ของพุทธนั้นกันเอาไว้ ไม่ให้เอาไปสวดทั่วไปพร้อมกันอย่างน้อยสองรูป ให้ฆราวาสฟัง อันนี้ผิดเป็นอาบัติ ไม่ว่าจะอาบัติอะไรก็ไม่ควรทำ แม้อาบัติเล็กน้อย แต่คุณเจตนาทำซ้ำๆ แบบนี้ไม่ดี ไม่ควรอยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าอยู่เจตนาทำให้บริสุทธิ์สะอาด แม้มีโทษภัยอันมีประมาณน้อย อย่าทำเสียเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า โกหกทั้งๆที่รู้ ไม่มีชั่วไหนที่เขาจะทำไม่ได้ การที่จะสวดมนต์ให้มากคนๆ เพื่อความขลังหรือยิ่งใหญ่ ก็เป็นเทวนิยม เป็นเดรัจฉานวิชชา แต่การเอาไป สวดให้สาธารณะได้ นั้นคือ สวดประณามคาถา คือคำสวดที่แต่งขึ้นใหม่ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เป็น ภิกษุรุ่นหลังแต่ง มา เพื่อ ยกย่องเชิดชูพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมบทของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะเอามาปฏิบัติธรรม ในภาษาไทย ประณามคาถาคือ คำยกย่องเชิดชู แต่คนไทยเอาไปทำเสีย ก็เลยกลายเป็นลบหลู่ คำว่าประณาม คำเดียวก็แปลว่าคำดูถูก เพี้ยนไปจากคำบาลีเสียแล้ว

มาดูในพระวินัยปิฏก เล่ม1 ข้อ 152 3. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไกลไปกับพวกเกวียน บุรุษคนหนึ่งเกลี้ยกล่อมภิกษุนั้นด้วยอามิสแล้ว เห็นด่านภาษี จึงส่งแก้วมณีซึ่งมีราคามากให้แก่ภิกษุนั้น ด้วยขอร้องว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงช่วยนำแก้วมณีนี้ผ่านด่านภาษีด้วย จึงภิกษุนั้นนำแก้วมณีนั้นให้ผ่านด่านภาษีไปแล้ว ได้มีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้ มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว. เรื่องปล่อยเนื้อ 2 เรื่อง 1. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความสงสาร ได้ปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงไปแล้ว มีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้-*มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิกษุ… ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค… ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้มีความประสงค์จะช่วยเหลือ ไม่ต้องอาบัติ 2. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิต ได้ปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงไปเสียก่อนด้วยคิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น แล้วมีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ จึงกราบทูลเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน