590229_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ผู้ยอมแพ้เป็นคือผู้ชนะที่แท้จริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
590229_ พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ผู้ยอมแพ้ เป็นคือผู้ชนะที่แท้จริง
อ. กฤษฎา ว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 29 ก.พ. 2559 ที่ บวร ปฐมอโศก ไม่ใช่วันที่จะมีง่ายๆ มี 4 ปีครั้งหนึ่ง จะทำอะไรให้ได้ดีๆนะ ผมก็เป็นบัวปริ่มน้ำ ก็จะพยายามเป็นบัวพ้นน้ำให้ได้ ไม่เป็นเหยื่อเต่าปลา เมื่อครู่นี้มีเหตุก่อนเข้ารายการ ในมือผมมีหนังสือศิลปะหรืออนาจาร ศึกษากรณีภาพยนตร์ไตตานิก พอดีมีเล่มเหลือที่พ่อครูให้ผมมาเมื่อครู่ เมื่องานพุทธาฯ ที่ผ่านมา มีการพูดประเด็นเรื่องศิลปะ ซึ่งก็มีสองทิศทาง
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะต้องมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ พ่อครูว่า...ศิลปะมันเป็นคู่ของการพัฒนา คำว่า ศาสตร์และศิลป์ เป็นคู่ กันมา เป็นธรรมะ 2 ถ้าสิ่งหนึ่งมี แต่ไม่มีอีกสิ่งหนึ่ง ก็จะพัฒนาไม่ขึ้น ก็จะอยู่กับที่หรือถอย แต่สิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้วจะพัฒนาขึ้นเจริญขึ้น ถ้ามีธาตุรู้ระดับจิตนิยามขึ้นไปก็ได้ ตัวที่พัฒนาขึ้นมาเป็นธาตุความรู้ ความรู้นั้นคือ ความรู้ชนิดหนึ่ง ถ้ามันตรงก็จะรู้แต่อันนั้น เหมือนกับความเจริญของพีชะ ที่รู้ว่าความเจริญของมัน จะเกิดขึ้นได้เพราะธาตุอะไร ก็เอาแต่ธาตุนั้นมาสังเคราะห์ในตนเอง ไม่เพิ่มเติมอะไร แต่ถ้ามันเอาอันอื่นมาผสม ก็จะได้เพิ่มเป็นของใหม่ขึ้นมา ถ้ามันเพิ่มขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพัฒนาโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นความรู้ที่เป็นไปโดยธรรมชาติ แต่ถ้าใครสามารถรู้ว่า การจะพัฒนาสิ่งนี้ ทำสิ่งนี้ บวกสิ่งนี้ จะเกิดขึ้นเป็นความเจริญที่เห็นว่าเป็นความเจริญในความหมายอะไร เกิดความรู้และเจตนาสร้างขึ้นมา ก็จะได้เพิ่มขึ้น อันนี้ศึกษาเพิ่มเติม เป็นความรู้ที่ยิ่งขึ้น นี่แหละคือ ศิลปะ เพราะฉะนั้นศิลปะก็เกิดเจริญในตัวความหมาย ศิลปะ เกิดเป็นความพอดี มากไปหรือน้อยไป หรือรู้จักการซิกแซ็กเพิ่มเติมขึ้น จนกระ
อ่านต่อ
ทั่งรู้ว่าประมาณให้เป็น สัปปุริสธรรม 7 ประการได้อย่างไร นี่แหละคือความเป็นศิลปะที่จะใช้ในโลก อ.กฤษฎาว่า...ศิลปะในอดีต ที่ถูกสร้างในอดีต หรือที่จะทำกันมาใหม่นี้ จะทำอย่างไรให้เข้าสู่เป้าหมายการลดละกิเลส มองศิลปะใช้อย่างไรเพื่อการพัฒนาตนเองสู่ความหลุดพ้น พ่อครูว่า...เราจะต้องเข้าใจว่าศิลปะคืออะไรก่อน ศิลปะคือความรู้ที่มีความรู้ยิ่ง ในการที่จะประมาณคือ สัปปุริสธรรม 7 ประการ ผู้ใดที่มีสัปปุริสธรรม 7 ประการนั่นแหละคือ ศิลปินเอก ที่จะจัดองค์รวมประสมรูปนามต่างๆ ผสมธรรมะ 2 ในโลกนี้ แม้เราจะผสมส่วนอุตุนิยามคือ อิฐหินดินปูน อะไรก็แล้วแต่ เอาน้ำเอาไปต้มไปคั่วไป ใส่ความร้อนความเย็นผสมส่วน ที่จะให้เกิดผลดี ให้คนเอาไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ดีที่สุด คนนั้นคือ เริ่มต้นเขาเรียกว่าช่างผู้มีฝีมือ ช่างฝีมือเอาไปผสมส่วนให้เป็นงาน คนนำไปใช้ได้ดี คนก็ชื่นชอบ แต่ ศิลปะ นี้ ต้องเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ นี่คือประเด็นหลัก ศิลปะต้องมีคุณค่าทางจิต เกิด จึงจะเรียกว่าศิลปะ ถ้าไม่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณเกิด มีแต่คุณค่าทางวัตถุเก่งอย่างไร ก็เป็นแค่ฝีมือช่าง เรียกว่า Craft หรือ Craftman ช่างฝีมือ ไม่ใช่ Arts ถ้าคนกระทบงาน แล้วเกิดความประทับใจก็เกิดความเจริญทางใจ จะไปในทางโลกที่ไปทางสุจริต พอดี ไม่มอมเมา ไม่จัดจ้าน ไม่รุนแรง ไม่ทำให้คนติดแรงเกิน อันนั้นก็คือ ความพอเหมาะพอดี หรือพอเพียงตามที่ในหลวงตรัส ก็เป็นการเจริญทางโลกที่เรียกว่า กัลยาณธรรม แต่ถ้าความเจริญนี้สามารถ ทำให้ลดกิเลสได้ในจิต ให้ปัญญาของเราเกิดเป็นไปในทางลดละหน่ายคลาย ไม่ติดยึดในอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบทางทวารทั้ง 6 แล้วไม่เกิดความรู้สึกชื่นชอบหรือทำลาย เรียกว่าจิตมีความลดละหน่ายคลายจากกิเลสที่เคยติดเดิม อันนี้แหละที่เรียกว่า ศิลปะ อันเป็นมงคลอันอุดม อาตมาจึงมีนิยาม หรือยกตัวอย่างขึ้นมา พูดเสนอให้คนเข้าใจง่ายที่สุด ตกลงว่าเราจะพูดหรือยกตัวอย่างให้ง่ายสุด ประเด็นหลักที่จะเรียกว่าศิลปะโลกุตระเอาตรงไหน เอาตรงที่ว่า จะทำอะไรก็ตาม เมื่อสัมผัสแล้ว แทนที่กิเลสจะขึ้นกลับทำให้กิเลสลด ถ้าลดละหน่ายคลายจากกิเลสอันนั้นคือ โลกุตระ ถ้าจะเขียนรูปขึ้นมาหรือปั้นรูปขึ้นมา เมื่อเสร็จผลงานแล้วคนมาสัมผัสรูปนี้เขาเจตนาจะเร่งเร้าให้กิเลสเกิด เช่น เขียนรูปนู้ด เขียนรูปคนเปลือย แต่เมื่อคนดูแล้วกิเลสลดลง แทนที่จะดูรูปเปลือยแล้วกิเลสขึ้น แต่กิเลสกลับลด อย่างนี้คือศิลปะ ก็ยังไม่เคยเห็นใครเขียนรูปนู้ดแล้วกิเลสลด แต่ตอนนี้เห็นแล้ว ของปิกัสโซ่ คือเขียนรู้นู้ดแบบ cubicism เอา ศิลปะ มา ให้คนลดละความโลภ ความโกรธ พยาบาท ให้ เห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วเขาลดกิเลสได้จริงคือ ผลสำเร็จของศิลปะโกลุตระ ส่วนโลกีย์นั้น มีแต่ทำให้กิเลสหนา อ้วนใหญ่ พอกเพิ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ อ.กฤษฎาว่า...เหมือนคนไทย ขายก๋วยเตี๋ยว ก็ปรุงรสมาเสร็จเลย เราซื้อมาก็ปรุงเลย แต่เราพยายามลดละลงให้เป็นรสไม่ปรุงแต่ง พ่อ ครูว่า...ก็ค่อยได้คนที่มีภูมิมีบารมี แล้วแต่คนที่จะมีภูมิ อาตมาได้อธิบาย จากภูมิของอาตมาที่ได้มาแต่ปางบรรพ์ ไม่มีใครสอนในชาตินี้ อาตมาก็ชีวิตนี้ต้องไปเรียนศิลปะ ไม่ถึงปริญญาตรี ได้แค่ปวส. คืออนุปริญญา แต่อาตมาว่า อาตมารู้ศิลปะยิ่งกว่าปริญญาเอก เพราะเขาไม่รู้อย่างที่อาตมารู้ แต่อาตมาเข้าใจเขา เขาไม่รู้ว่าเขามอมเมาคนให้ติดยึดในงานของเขา ชอบในผลงานแล้วดูดดึง จะเป็นงานอะไรก็ตาม ให้คนชอบมีสุขที่ได้สัมผัสเป็นโลกีย์ธรรมดา ยิ่งให้ดูดจัดจ้านเป็นสวรรค์ลวงหนักและนรกลึกขึ้น เพราะสวรรค์มันคือนรกนั้นเอง กลับด้านกลับหัวกันเท่านั้น คุณจะตกนรก(ทุกข์) เท่ากับที่คุณได้ขึ้นสวรรค์(สุข)...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อ.กฤษฎา ว่า...ถ้าผมสะสมของเพื่อไว้พิจารณาปฏิบัติธรรม เช่น ที่มีข่าวดูคลิปโป๊ เพื่อพิจารณา แล้วตกลงแบบนี้คือ ศิลปะหรืออนาจาร พ่อครูว่า...คุณไม่ต้องสะสมหรอก คนที่มีปัญญาจะรู้พอเหมาะพอดี แต่จะไม่สะสม เพราะความชอบใจเป็นตัวเราของเรา แล้วมา แก้ตัวว่าสะสมเพื่อจากพิจารณา คือคุณเป็นคนตอแหล ไม่ใช่คนพูดจริง คนที่จะพิจารณาเพื่อลดละนั้นนิดเดียว ไม่ต้องพิจารณานาน หรือว่าเอามาเป็นตัวเราของเรา ยิ่งนานเท่าไหร่ ก็คือวางไม่เป็น ปล่อยไม่ได้ ก็คือสามัญ เขาก็ต้องรีบวางปล่อยเมื่อไม่ได้ผล ก็ต้องรีบปล่อย เพราะคนจะเพ่งโทษ แต่ถ้าเลี่ยงเอาไว้เพื่อพิจารณา แล้วเมื่อไหร่จะสำเร็จที่จะปล่อยวาง อ.กฤษฎาว่า...การเพ่งโทษกับโลกติเตียน คือต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า...คำว่าโลกติเตียนนี้ ถ้าเขาเจตนาดีก็ไม่เป็นไร แต่คำว่า เพ่งโทษ นี้คือ มีจิตที่พยาบาทเบียดเบียน ติเตียนด้วยความไม่ชอบใจ แต่ถ้าติเตียนด้วยเมตตา ด้วยความปรารถนาดี ติเตียนเพื่อให้เข้าใจให้รู้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่การเพ่งโทษคือ ตนเอง มีอกุศลจิตผสมอยู่ในการติเตียน นั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุดตัดสินสงฆ์แท้กับสงฆ์เทียม อ.กฤษฎาว่า...ตอนนี้มีคนพูดว่า หลวงปู่พุทธอิสระ กำลังทำให้สงฆ์แตกแยก พ่อครูว่า...คนที่บอกว่าหลวงปู่พุทธอิสระกำลังทำให้สงฆ์แตกแยกคือพูดถูกแล้ว คือทำให้แยกดี แยกชั่ว ชัดเจนไง อ.กฤษฎาว่า...ทุกวันนี้คนชอบพูดว่าฉันมาปกป้องพระพุทธศาสนา พระล็อคคอทหาร และบอกว่าอย่าทำพระอย่าทำพระ มันซับซ้อนสับสน แล้วบอกว่าทุกคนต้องออกมาทำหน้าที่ในบัตรประชาชนมันก็บอกว่าเป็นชาวพุทธ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเขาออกมาทำหน้าที่เหมือนกัน แล้วพุทธบริษัท 4 คืออย่างไร แล้วจะมีหน้าที่อะไร อะไรคือพระแท้แท้ มีสมมติสงฆ์แท้ กับสมมติสงฆ์เทียม พ่อครูว่า...คนไหนไม่สามารถทำให้กิเลสลดละหน่ายคลายได้คนนั้นคือไม่ใช่ พระสงฆ์แท้ เป็นพระสงฆ์เทียมเทียม นั่นคือจุดตัดสิน แล้วมีประเด็นที่ว่าเป็นพระสงฆ์ที่เจตนาจะปฏิบัติลดละหน่ายคลาย แต่มันยังลดไม่ได้ ปฏิบัติธรรมอย่างหน้านองน้ำตา อย่างนี้เรียกว่าสงฆ์แท้ ที่ยังไม่ได้เป็นสงฆ์ สมณะหรือพระที่บอกว่าให้ไปรวยนี้ เป็นนรกลึกใหญ่ เป็นสัตว์นรก พระพุทธเจ้าสอนให้มักน้อยสู่ความจน แต่ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความมักใหญ่ อ.กฤษฎาว่า...ฆราวาสจะทำอย่างไรในกรณีพระทำเช่นนี้ พ่อครูว่า...ก็ช่วยกันบอยคอต ไม่ทำรุนแรง ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น คนที่ได้คือคนมีบุญมีกุศล ใครไม่ได้ก็แล้วไป อ.กฤษฎาว่า...แล้วพระมีหน้าที่อะไร พ่อครูว่า... พระคือผู้บรรลุธรรม เมื่อบรรลุแล้ว พระก็ มีหน้าที่รับใช้ประชาชน มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนเท่าที่ทำได้ บรรลุเท่าไหร่ ก็สอนเท่านั้น อ.กฤษฎาว่า...คำว่านานาสังวาส กับคำว่านิกายเป็นอย่างไร แล้วฆราวาสจะไปช่วยหลวงปู่พุทธอิสระได้ไหม พ่อครูตอบว่า...ได้สำหรับฆราวาส แต่ว่านักบวชชาวอโศกรังเกียจคำว่าพระแล้ว อย่ามาเรียกพวกเราว่าพระ เพราะพระตอนนี้เป็นพระมหาศาลแล้ว นานาสังวาส นั้น จะไปเอาเรื่องแบบอธิกรณ์ โค่นล้ม หรือปรับอาบัติไม่ได้ แต่ถ้าเอาแต่แค่ ภิกษุนานาสังวาสช่วยพูดถล่มหนักว่า อันนี้ผิดนั้นทำได้ แต่ทำคดีให้เกิดไม่ได้ ฆราวาสไม่มีนานาสังวาส เรื่อง นานาสังวาส เป็นเขตของประชาธิปไตยสุดยอด ความตัดสิน หรือว่าทางสุดท้ายที่จำเป็นของพระพุทธเจ้าคือสุดท้ายจริงๆ เป็นนานาสังวาสก็จบ ไม่มีร้ายแรงกว่านี้ เพราะว่าต่างคนต่างเห็นต่าง ต่างคนต่างยึดถือแล้วก็ต่างคนต่างอยู่ จะถกเถียงกันได้ให้คนอื่นฟังก็ได้ แต่ไปทำร้ายกันไม่ได้ ไปฟ้องร้องนิตินัยไม่ได้ เป็นอธิกรณ์ไม่ได้ อ.กฤษฎาว่า...สิ่งที่หลวงปู่นำทำนี้ ไม่มีใครกล้า พ่อครูว่า..ถูก เป็นหน้าที่ของหลวงปู่ แต่ไปร่วมด้วยไม่ได้ แต่พูดให้ได้ สมัยพระพุทธเจ้า เขาไปท้ากันพูด ถกกันด้วยปัญญา คือไปปักกิ่งหว้าหน้าสำนักเลย ใครมาหักกิ่งหว้าก็คือจะรับคำท้าที่จะมาโต้วาทะกัน สู้ด้วยเหตุผลด้วยใจ จบแล้วก็เลิกไม่พยาบาทต่อ อ.กฤษฎาว่า...ผมกลัวกองเชียร์ จะต่อสู้กัน อย่าทำค่อย ๆ แต่ทำหนักเลย พ่อครูว่า...ตอนนี้ต้องทำความชัดให้เกิด เป็นความสุกงอม เป็นความครบ ไม่ต้องลำเอียง ผิดคือผิด ถูกคือถูก แต่ละท่านที่ไปทำหน้าที่มีปัญญาทั้งนั้น ถ้าหมดอคติก็จะเห็นว่าอะไรผิดหรือถูก แล้วจัดการเถิด จะบรรลุเกิดผลสำเร็จในประเทศตรงนี้ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง อ.กฤษฎาว่า...ดูเหมือนว่าสังคมหันมาดูการปฏิบัติของสมณะอโศกมากขึ้น มาดูกุฏิที่อยู่ของพ่อครูหลังเล็กๆน่ะครับ พ่อครูว่า..มันเจริญถึงขีดที่เป็นคนวรรณะ 9 ไม่ต้องใหญ่โตอะไร ต้องปัดกวาดเช็ดถูอีก อันไหนมันมากมายเราก็ให้คนอื่นเขาใช้ได้ดี ไม่ต้องหวงหอบเอาไว้กับตัวหรอก อ.กฤษฎาว่า...ทำไมตอนนี้ภูมิของคนในศาสนาพุทธกลับต่ำลง พ่อครูว่า...มันมีสองมุม มุมหนึ่งลงต่ำมาก อีกมุมหนึ่งก็จะสูงขึ้นมาก เช่นกัน มันจะถ่วงดุลกัน เขาเลือกจะลงต่ำเอง คนที่อยู่กลางๆ จะเลื่อนขึ้นได้ ต้องฉลาดรู้เอา แต่คนต่ำก็จะลงไปเรื่อยๆ ทุกอย่างลงตัว สำหรับผู้ที่ลงตัวแล้ว อย่างอาตมาไม่ลงตัวทีเดียว มันจะเหลื่อมกันนิดๆ แต่ก็มีส่วนที่ลงตัวไปไม่น้อย แต่ตัวที่เหลื่อมเฉียดๆ ไม่ได้ก็มีอยู่ อาตมานั้นจะค่อนไปทางได้ เพราะบารมีมันมาก ตรงนั้นได้อยู่บ้าง แต่ก็ต้องทนทรมานพะอืดพะอมอยู่นั่น จนกว่าจะได้ ส่วนคนที่เขาได้ อะไรนิดเดียวเขาก็ได้เลย เป็นไปตามสัจจะ ปลอมแปลงไม่ได้ ไม่ว่ากาละหรือปริมาณจำนวน วันเวลาจะลงตัว อย่างพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานวันเดียวกัน พระพุทธเจ้าประสูติ แผ่นดินต้องไหว อย่างอาตมา ยกตัวอย่างให้ฟัง ที่นี่นครปฐม อาตมาเคยได้พระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์จากหญิงคนหนึ่ง ตรงสะพานเจริญศรัทธาในเมืองนครปฐม ผู้หญิงคนนี้เขาเอาเงินมาใส่บาตร อาตมาก็ปฏิเสธเขาอย่างดี เขาก็มองหน้าเลย เขาว่าเจอแล้วๆ อาตมาก็ว่าเจออะไร เขาก็ควักกระเป๋า เอาพระบรมสารีริกธาตุมาให้ ว่าดิฉันเจอแล้วคนที่จะได้มอบให้นี้ ต้องให้ท่าน ดิฉันเจอคนนั้นแล้ว เขาก็ มอบให้ อาตมา ก็ว่าอะไร เขาก็ไม่บอกว่าอะไร? เราก็ว่าเอาก็เอา ตอนนั้นก็มาปักกลดที่ใต้ต้นมะขาม พระปฐมเจดีย์ พอมาเปิดดู โอ.. พระบรมสารีริกธาตุ ก็นับได้ 12 องค์ พอ เปิดดูแผ่นดินก็ไหว ไม่ได้ไหวตรงนั้น แต่ไหวที่เมืองไทย อย่างนี้เป็นต้น มันเหลื่อมกัน มันมีนิมิตอย่างนี้ อาตมาใช้อย่างนี้มา สำหรับอาตมาใช้เยอะกว่านี้ ใช้ตลอดมา
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ทำงานกับอโศกต้องมาเป็นคนรับใช้ จอบุญนิยมนี่จะไม่ดับง่ายๆ ทุกวันนี้ทุนเราได้มาจากการทำขยะเป็นหลัก สิบปีแล้ว ไม่เรี่ยไร อาตมาเคยตั้งสามอาชีพกู้ชาติ คือ กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา คนฟังก็งง แม้พวกเราเอง กสิกรรมธรรมชาติก็พอเข้าใจ พอเป็นไปได้ ปุ๋ยก็พอเป็นไปได้นะ แต่ขยะนี่จะไปช่วยกู้ชาติได้อย่างไร ขยะนี่ซับซ้อน ถ้าไม่กู้ก็จะทำลายด้วยนะ เป็นพิษนะ ขยะทางจิตวิญญาณ คือกิเลส มันทำร้ายมนุษย์เลย จบเลย ไม่ว่าขยะไหน หากไม่สมดุลก็เป็นพิษ ผู้ใดมีความรู้ หลักการเปลี่ยนขยะ 1. ใช้ซ้ำ 2. ซ่อมแซม ต้องใช้คนมีฝีมือ 3. แปรรูป ต้องมีความรู้ 4. ทิ้ง(จำเป็นแล้ว) ต้องมีความรู้ หาทางทิ้ง อย่าให้เป็นพิษต่อ ในอนาคตเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าอาตมาตั้งมหาวิทยาลัย จะตั้ง คณะขยะวิทยา เพราะต้องใช้ความรู้หลายสาขา ต้องมีการวิจัย ขยะไม่มีวันหมดโลก ทั้งขยะแห้งและเปียก เราก็พยายามทำเท่าที่ได้ เลข 4 คือเลขเกิด เลข 1 2 3 คือสภาพหมุน ถ้าไม่เป็น 4 จะนิ่งแน่นานแน่นอยู่เช่นนี้ ถ้ามีทศนิยมเพิ่ม ก็จะเริ่มเป็น 4 เกิดเส้าที่สอง ขึ้นมาอีก จะขยายผล เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในความเจริญของทุกอย่าง ไม่ว่าดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ตาม ตั้งแต่เป็นน้ำแล้วเกิดกรด acid แล้วมีความเพิ่มเติมพัฒนาขึ้น แล้วมันก็มีกรอบของมัน มีมวล มีฤทธิ์แรงซ้อนสอง ถ้ามันรวมตัวกันในนี้เรียกว่า cytoplasm แต่ถ้า protoplasm มันเหนียว ไม่เปลี่ยน ก็เป็นเช่นนี้ตลอดกาล แต่ถ้าเส้นนี้เริ่มยุ่ย เริ่มสลาย เป็น pellucida จะค่อยๆสลาย ปล่อยให้ข้างในนี้ออกมาได้ จะมีสภาพปรุงแต่งน้ำนี้อีก เกิดใหม่อีกสังเคราะห์เพิ่มอีก นี่คือตัวแปรสภาพไปตามลำดับ ตามภูมิอาตมาเข้าใจ อุตุ เปลี่ยนเป็นพีชะ พีชะ เปลี่ยนเป็น จิต ตรงเอา protoplasm เป็น zona pellucida ถ้ามันเหนียว ก็ไม่ยอมเปลี่ยน แต่ก็อัดแน่นภายใน ใครมาทำให้แตกก็ระเบิดเลย แต่ทั่วไปถ้าค่อยเปลี่ยนก็เป็น ปฏิรูป ค่อยทำค่อยเปลี่ยน อ.กฤษฎาว่า...ช่วงนี้โหราศาสตร์พยายามอธิบายว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงอีกไม่กี่เวลา เริ่มมีการสื่อออกสู่สังคม ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงทั้งบวกและลบพร้อมกัน พ่อครูว่า...มันเป็นจริง มีสถิติทุกอย่าง ตั้งแต่สิ่งไม่มี มามีนิดนึง แล้วค่อยขยายจับตัวกัน ตั้งแต่ลมกับไฟคือ ไฮโดรเจน ออกซิเจนจับตัวกันเป็นน้ำ แล้วมีกรดมีรส เป็นน้ำเปรี้ยวที่แรง ที่มีพลังงานลม ไฟในนั้น เป็นกรดกัดเลย ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมืองถึงวาระที่จะต้องเปลี่ยน แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ตาม ไม่ต้องฟังเสียงที่อคติ ผู้ที่มาทำงานนี้ เป็นผู้ทำงานขั้นสุดท้ายแล้ว คนนี้ชื่อ มีชัย คนนี้จบ อย่าเสียเวลาเลย จะได้เดินเรื่องไปได้ ไม่เช่นนั้นมันเดินไม่ได้ ชาวอโศกใช้สูตรนี้ “ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ ” ชาตินี้เราไม่มีสิทธิ์เป็นนาย มาเป็นผู้รับใช้ทั้งนั้น ใครจะมาทำงานกับชาวอโศกต้องมาเป็นคนรับใช้ ทั้งนั้น มา เป็นผู้แพ้ด้วย อ.กฤษฎาว่า...เราจะทำตัวเป็นผู้แพ้ได้อย่างไร อย่างที่พ่อครูบอก ครั้งหนึ่งผมไปประชุมแล้วเขาจะเลือกว่า ให้ผมเป็นหรือให้เขาเป็น แล้วเขาก็จะตัดสิน แต่ผมก็มีธรรมะนี้ขึ้นมาว่า เป็นผู้แพ้ ผมก็เลยบอกว่าผมขอเป็นผู้แพ้ พ่อครูว่า...พระโมคคัลลานะเป็นสุดยอดแห่งฤทธิ์ ท่านจะไม่ตายก็ได้ ใครฆ่าก็ชุบตัวตายได้ตลอด ขนาดทำกระดูกแหลกก็ฟื้นได้ แต่ว่าท่านเก่งตรงนี้ ท่านมีฤทธิ์จริงๆ แต่สุดท้ายท่านนึกถึงวิบากตนเองว่า เป็นอนันตริยกรรม ไม่มีทางแก้ จึงยอมตายยอมเป็นผู้แพ้ ได้ก็สุด จบ อ.กฤษฎาว่า...มีคำสอนพ่อครูว่า สุดท้ายแล้วฝ่ายถูก ท่านจะยอมแพ้ พ่อครูว่า...เหมือนอย่างมหาเถรฯ ชนะ อาตมาแพ้ก็จบ เพราะอาตมาชนะ แต่คนที่จิตเขาแพ้ไม่เป็น อย่างทักษิณมันจึงชัด อาตมาเคยมีโศลกว่า คนที่ชนะเกือบรอบโลกแล้ว แต่เขายังไม่เป็นผู้ชนะรอบโลกได้ เพราะเขาแพ้ไม่เป็น ถ้าเขายอมแพ้ได้ เขาจะเป็นผู้ชนะรอบโลกที่แท้จริง
_มีคำถามจากเด็กปฐมฯว่า... การอ่านกายในกาย ถ้าเรื่อง มีเหตุปัจจัยผัสสะกระทบกันนั้น ต้องอาศัยการเกิดผล 4 คือสติปัฏฐาน 4 คือ กาย เวทนาจิต ธรรม แล้วต้องอาศัยเวทนา 2 เวทนา 6 และกามคุณ 5 พ่อครูว่า... เวทนา 2 คือ กายิกเวทนา และ เจตสิกเวทนา เวทนา 3 คือสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 คือตาหูจมูกลิ้นกาย เวทนา 6 คือตาหูจมูกลิ้นกายใจ ต้องอาศัยทวาร 6 แล้วครบอาการของกามคุณ 5 ถ้าในใจไม่เรียกกาม แต่เรียกว่าธรรมารมณ์ ต้องอาศัยการเกิดผล 4 คือ สติปัฏฐาน 4 คือ กายเวทนา จิต ธรรม
_คำถาม ดช.นโม… การทำกุศลนี่นับอย่างไรครับ นับจำนวน หรือนับครั้งหรือนับที่ใจ...การตาย คือการนอนหลับฝันไปแบบไม่ตื่น พ่อครูว่า...ถูกต้อง ไม่มีดินน้ำไฟลม แล้วมีเรื่องในใจ เหมือนฝัน แต่ไม่ตื่น ไปตามวิบาก ถาม…เมื่อวานได้คุยกับญาติผู้ใหญ่ ที่เชื่อแบบเทวนิยม เขาก็ว่าต้องทำการสวด ถ้าไม่สวดวิญญาณจะไม่สงบ การจัดงานศพแบบนี้ไม่ถูกต้อง เอาแต่พูดเทศน์จะได้อะไร ผมก็สงสารเขา ก็บอกว่าเอาแต่สวดจะเกิดประโยชน์อะไร เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า ผมก็ยิ่งสงสารผู้นั้นอีก จึงอธิบายต่อว่า การที่สมณะมาเทศน์หน้าศพ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว อาม่าก็ได้กุศล คนที่ได้มาก็ฟังสัจธรรมที่แท้ ผมพูดไม่ทันจบเขาก็เดินหนี ผมก็ยิ่งสงสาร ผมไม่มีจิตโทสะ ผมทำถูกใช่ไหม พ่อครูว่าถูกแล้ว แล้วผู้นี้เป็นผู้อวิชชาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่แล้ว ถาม…ความฝันคือ อดีตที่ฟุ้งที่ทับซ้อนอยู่ในปัจจุบันใช่ไหมครับ พ่อครูว่า ...ถูกต้อง เตือนเขาอยู่ว่าคนนั้นคนนี้ชม ก็อย่าหลงล่ะ แต่เป็นสิ่งสะสมมาจริง คำว่าสวดนี่ คนหนึ่งก็ว่าสวดจะได้อะไร อีกคนว่าเทศน์จะได้อะไร ก็แย้งกันไปมา
สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน การสวดสังคีติ และสวดสังคายนา พ่อครูว่า... การสวดมีสองแบบ คือแบบ สังคีติ กับ สังคายนา คนที่สวดหนึ่งคน แล้วคนอื่นฟังยืนยันว่าถูกไหม หลายหัวดีกว่าหัวเดียว เป็นสังคายนา แต่ถ้าสวดให้คนอื่นให้ฆราวาสฟัง ถ้าสวดตั้งแต่สองคนขึ้นไปนี่อาบัติปาจิตตีย์ สวดอธิบาย คำเทศน์ ได้ทีละคน สวดสังคีติ คือ สวดเป็นหมู่ คือสวดเพื่อให้ พร้อมกัน เหมือนท่องสูตรคูณ สวดในหมู่ แต่ไม่ให้ฆราวาสได้ยิน ให้จำได้ง่าย ให้สนุก แต่ทุกวันนี้สวดกันหลายคน แล้วให้คนหลงติดในทำนอง สำเนียงภาษาลากยาว เพื่อทำมาหากิน ศาสนาจะเสื่อม เพราะไปหลงสวดแบบนี้ ที่ๆสวดเก่งที่สุดคือ ทิเบต รักษาธรรมบทไว้ การสวดนี้คือ จับกังแบกลังทอง ได้ค่าจ้าง แต่ไม่ได้ทองคำ ก็ขอบคุณที่แบกมาให้ ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีช่วยจำแล้ว ไม่ต้องจำแบบโบราณ แต่อาตมาก็อาศัยพวกนี้ คนบอกว่าเก่งจริงอย่าขึ้นรถสิ แต่ว่าอาตมาไม่ได้ยึดแบบนั้น ก็เป็นไปตามยุคสมัยที่ต้องทำตาม
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน รับและต้องการ แต่ของที่เขาให้ อาตมายังภาคภูมิใจว่า คนที่มาทำทานกับอาตมา มาทำกุศล มาให้เงิน อาตมาก็ตั้งปณิธานว่า ที่เขาเอาเงินมาบริจาคนี้ เงินเหล่านี้อาตมาจะใช้เพื่อทำงานศาสนา ไม่เอามาใช้เพื่อตนเอง เช่น อาตมากำลังขาดใจตาย ไม่ได้กินข้าวจะตาย ก็ไม่ใช้เงินนี้ซื้ออาหาร หรือไม่ใช้เพื่อรักษาตนเองแม้ป่วยจะตาย แต่เอามาทำงานศาสนา ไม่เพื่อตนเอง ไม่เรี่ยไรด้วย ก็ได้ตามธรรมพอเป็นพอไปได้ อาตมาก็ยิ่งศรัทธาว่า ยิ่งไม่เอายิ่งได้ ต้องอ่านใจเราจริง เรารับแต่ของที่เขาให้ เราต้องการแต่ของที่เขาให้ ถ้าเรารับของเขา เราก็ไม่ต้องมีจิตต้องการหรือไม่ แต่ถ้าเราต้องการในจิต เช่น ต้องการอาหารเลี้ยงชีพจะต้องตาย แต่ไม่มีใครมาให้ล่ะ น้ำสักหยดหรืออาหารสักคำนี้ ถ้าไม่มีใครให้ก็ตายก็ตายเลย แค่สองวลีนี้สุดยอดแล้ว เรารับแต่ของที่เขาให้ เราต้องการแต่ของที่เขาให้ ทำงานมา 45 ปีแล้วไม่ได้เรี่ยไรเลย อาตมาสร้างแม่น้ำตั้งแต่ที่นี่เป็นที่แรก ปรับดิน สร้างภูเขา แม่น้ำ ลำธาร ครื้นเครงตามประสาเรา เราปลูกต้นไม้ แล้วชุมชนอโศกทุกแห่งทำตามหมด แม้ทำในกรุงเทพก็ทำได้ คนเข้าไปก็ทึ่งว่าในกรุงเทพมีแบบนี้ด้วยหรือ? ก็ทำไปตามประสา แม้ตอนนี้ก็กำลังทำโรงเรือนการศึกษา การศึกษาเขาไม่เชื่อน้ำมนต์อาตมา อาตมาทำ การศึกษาบุญนิยม แบบ บ้านวัดโรงเรียน บ้านคือสังคม วัดคือธรรมะ โรงเรียนคือความรู้ ซ้อนในนั้น อาตมาจะทำสถานศึกษา หรือโรงเรียนให้เกิดความเป็นจริง อาตมาตั้งชื่อว่า phenomenology มีปรากฏการณ์ประกอบ ไม่ใช่แค่ตรรกะ เรียกบูรณาการซ้อนหลายชั้นก็ได้ … จบ