600215_ตอบปัญหาสมาธิพุทธให้สุดโลกุตระ ปฐมอโศก ตอน 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600215_ตอบปัญหาสมาธิพุทธให้สุดโลกุตระ ปฐมอโศก ตอน 1

พ่อครูว่า….วันนี้เป็นวันตอบปัญหาของงาน พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 41 ทุกครั้งที่มีงานพุทธาภิเษกฯ หรือปลุกเสกฯ จะต้องมีการตอบปัญหา สองวัน สองคาบ วันนี้เป็นคาบแรก ครั้งนี้เราจะมาตอบปัญหา สมาธิพุทธให้สุดโลกุตระ ตอบปัญหากันเลย ปัญหาก็มีอยู่ตราบโลกแตก คนตอบก็ต้องระวังนะ ตอบถูกก็ดี แต่ตอบไม่ถูกก็เป็นวิบากได้นะ ตอนนี้อาตมาได้พยายาม อธิบายโลกุตระ โลกุตระสุดๆนี้ ไม่มีอะไร นอกจากนิพพาน กับบุญ โลกุตระสุด คือนิพพานหรือบุญ นิโรธหรือนิพพาน ที่จริงใช้คำว่านิพพาน เป็นสุดยอดอุภโตภาควิมุติ แล้วจบเป็น “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง - อวิปริณามธัมมัง - อสังหิรัง - อสังกุปปัง”

อยากทราบภาวะที่ตนตายไปแล้ว _อยากทราบภาวะที่ตนตายไปแล้ว พ่อครูเคยบอกว่า เหมือนความฝัน ตอบ...จะโกหกคุณก็ได้ แต่มันเป็นวิบาก ตอบไม่ได้ก็ไม่ได้ ตายไปแล้วอะไรพอรู้พอเข้าใจตอบ อันไหนตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ ใครจะว่าไม่เก่งก็ช่างหัว แต่เคยบอกว่า เหมือนความฝันนั้น แน่นอน โดยเฉพาะปุถุชน มีนรกสวรรค์ ทรมานทรกรรมจริงๆ ตกนรกอยู่ในกระทะทองแดงร้อน 50000 องศา ก็เป็นจริง กระทะทองแดงนี้ถ้าตกไปแล้ว ไม่ละลายด้วยนะ มีแต่เจ็บกับปวด ทั้งที่มันน่าจะหายวับเลย แต่ตายแล้วเหมือนฝัน อันนี้จริง ตอบได้มั่นใจเลย นรกสวรรค์มีแต่เป็นของปลอมทั้งนั้นแต่มันมีในอุปาทาน ไม่ใช่ว่า ใครจะล้างอุปาทานได้ง่ายๆตื้นๆ คนไม่เชื่อคำสอน ไม่เชื่อความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า ก็ซวย ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อวิบาก ไม่เชื่อกรรมเป็นของๆตน ตนเองต้องรับไปเต็มๆ และ พระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ตรัสรู้เรื่องนี้ พูดไปไม่ได้ยกตนข่มใคร แต่เราพูดความจริง เหมือนความฝันแต่มันเป็นความจริง ทุกข์ป็นอาริยสัจะ เป็นความจริงเป็นนรก ความสุขนั้นเป็นคว

อ่านต่อ

ามเท็จเป็นอัลลิกะ เป็นความฉาบฉวย มีในปัจจุบันเท่านั้น หลังตายแล้ว สุขแว๊บเดียว เหมือนตอนเป็นที่เราสุขทุกวันนี้ เราสุขเราก็ดึงมันไม่ได้หรอก เรายังหาเหตุปัจจัยแวดล้อม ให้สุขมันอยู่ต่อไปไม่ได้เลย แต่คุณตายไปแล้วหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่กับสัจจะอย่างเดียว อยู่กับวิบากกรรมอย่างเดียวไม่มีตัวช่วยใดๆเลยเพราะฉะนั้นรับเต็มๆ ไม่มีความฝันไม่มีอายตนะ ไม่มีธรรมะสองอายตนะเกิดไม่ได้ อายตนะเกิดปุ๊บต่อเมื่อกระทบกันของอายตนะ 2 ให้เกิดงาน พอเสร็จอายตนะก็หายไป เป็นเพียงสะพานของรูปนาม เมื่อไม่มีอายตนะมารองรับก็จะทรมานตามวิบากกรรมของตน เมื่อจิตดับทุกอย่างจะดับไม่รับรู้อะไรในโลกมนุษย์ใช่หรือไม่...ไม่ใช่ เมื่อจิตนิโรธแล้วนิโรธพุทธ ยิ่งมีจิตตื่นเต็ม มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีมุทุภูตธาตุ ยิ่งรู้คล่องแคล่วใสสะอาดไม่มีอะไรพรางเลย จิตจะดับ ไม่รู้อะไรเลย ก็ต่อเมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสานเท่านั้น ตราบใดที่ยังมีธาตุจิตเหลืออยู่ ธาตุจิตปุถุชนก็เลอะเทอะ แต่ธาตุจิตอรหันต์ ตายแล้วท่านจะอยู่ที่ดุสิต สงบ พักอยู่ จนกว่าจะมีวิบาก ที่จะต่อภพภูมิ ถ้าไม่ต่อก็หายไปเลย ปรินิพพานไปได้ ถ้าดับจิตเป็น ทุกอย่างก็ดับ ไม่ว่าจะมนุษย์ ในหรือนอกโลกก็ไม่รู้ จิตที่ออกจากร่าง มีสัญญาจำได้ ถ้ายังไม่ปรินิพพาน มีสภาพสำหรับอรหันต์แล้ว จะรู้ว่าตายไปแล้ว ไม่มีอะไรเป็นสูญ ท่านก็สงบในดุสิต ตามวิบาก อยู่เพื่อต่อภพภูมิ หรือหายไปได้เลย จิตดับจากร่างนี้แล้ว แล้วจะเกิดต่ออีกทันที แล้วแต่วิบาก จะพาไปเกิดเป็นอะไร ช่วงนี้เป็นอย่างไร นานยาวแค่ไหน ก็ตามวิบาก ตามบารมี จิตของคนๆนั้น จะรู้ตัวเองหรือไม่ ...เป็นอรหันต์ขึ้นไป จะรู้ตัวเอง ตามบารมีไปตามลำดับ หากยังไม่มีบารมีมาก ก็จะไม่รู้มาก แต่พอรู้ได้ พระอนาคามีจะรู้ตัวเอง เมื่อจิตออกจากร่างแล้วอย่างไร….ก็อย่างที่ว่า ตามบารมี จะเป็นเจโตหรือปัญญา ถ้าเจโตจะรู้น้อย ถ้าปัญญาจะรู้มากหน่อย เจโตนี้เอาแต่ดับ ดับมาก มันรู้ตัวน้อย ธาตุรู้ทำงานน้อย ธาตุดับมันทำงานมาก สายเจโตหรือศรัทธา อจินไตยหลายอย่าง ตอบไม่ได้ ตอบได้เท่าที่ได้

_กระผมเป็นผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ได้ 2 ปีแล้วครับ มาอยู่อาวาสถาน แก่นอโศก และได้สร้างกุฏิ ให้พ่อครูอยู่ (พ่อครูว่ามีเยอะแบบนี้ บางแห่ง อาตมาได้ไปนอนพักให้ แค่ครั้งหรือสองครั้งเอง) กระผมได้มางานที่สนามหลวง และต่อมาที่พุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ผมชื่อนายเสถียร วรรณโชติ อยากมากราบ ขอชื่อพ่อครูครับ กระผมกราบขออภัย ที่ไม่กล้ามากราบด้วยตัวเองครับ รู้สึกว่าดีใจ ที่พ่อครูว่าได้ทำงานสำเร็จ คือเกิดสังคมสาธารณโภคี ตามที่หวังไว้ ตอบ...คนให้มีเหตุปัจจัยให้ไป ก็ทำขึ้นมา แต่ไม่มาด้วยตัวเอง อาตมาไม่ตั้งชื่อให้นะ ถ้าตั้งชื่อว่าขาวผ่อง แต่ตัวดำก็ไม่ตรง ที่จริงอาตมาไม่ได้หวังว่า จะเกิดสาธารณโภคี แต่พอทำได้แล้ว อาตมาก็มาพบว่า เราทำได้ถึงขนาดนี้หรือ ในฆราวาสก็เป็นได้ ระบบสาธารณโภคี ยังไม่เกิดกับสังคมฆราวาส ในสมัยพุทธกาล เพราะ... 1. ยุคสมัยนั้น ยังเป็นยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2. ยุคสมัยนั้น ประชาชนยังจำนน ในยุคของสังคมทาส 3. คนยุคสมัยนั้น ยังไม่มีความรู้เรื่อง“สิทธิ”ต่างๆ ที่มนุษย์พึงมี ตามธรรมชาติ ตามกฎหมาย ตามวัฒนธรรม และพึงมีตามสัจธรรมกันอย่างดีพอ 4. ยุคสมัยนั้น สังคมยังไม่เลวร้ายหนักหนาสาหัส เท่ากับสังคมยุคนี้ ยุคนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้อง มีกลุ่มสังคมที่ไม่เลวร้าย เพราะยุคนั้น มีสังคมคนดี มีวัฒนธรรม คนดีที่ดีอย่างเข้มข้นที่ดี อย่างเป็นตัวอย่างได้จริงชัดเจน ยังไม่ต้องยืนยัน ความเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ ถึงขั้นเป็น “สาธารณโภคี” กันได้ในสังคมฆราวาส เพื่อถ่วงดุลหรือจูงนำสังคม ที่ยังไม่ดีส่วนใหญ่ นั้นเลย 5. ทรัพยากรของโลกในยุคโน้น ยังไม่อัตคัดขาดแคลน เท่ายุคสมัยนี้ 6. สิทธิในทรัพยากรในยุคโน้น ยังไม่เคร่งครัดแย่งชิง เท่ากับสมัยนี้ 8. ทรัพยากรสาธารณะในยุคโน้น ยังมีมากมายเหลือเฟือ มีมากกว่า ยุคสมัยนี้หลายเท่า ๘. ความมีอิสรเสรีภาพ ของคนยุคโน้น ยังไม่รุ่งเรืองเท่า ในยุคสมัยนี้ 9. และในยุคโน้น ยังไม่ถึงขั้นเปิดโลก หรือยังไม่ถึงยุค โลกาภิวัตน์ (Globalization) อย่างสมัยนี้.

จิตเรามีเจตนาแต่อย่าหวัง หวังกับอยาก ใกล้กันมาก มีเจตนาแต่อย่าอยากอย่าหวัง ให้ทำเหตุให้ครบ เมื่อเหตุครบ แล้วผลจะได้ตามเหตุ

_อยากทราบว่า มีเรื่องอะไรอีก ที่พ่อครูจะให้เกิดให้ทำอีก ตอบ...ก็แค่นี้ก็มากแล้ว ก็ไม่มีเรี่ยวแรงทำเพิ่มแล้ว _อะไรที่เป็นอุปสรรค ที่ทำให้พ่อครูทำงานช้าลง ตอบ...เพราะว่า 1. ยังไม่เก่งเท่าไหร่ นี่ต้องจำนนความจริง 2. เหตุปัจจัยเพิ่มขึ้นๆ นอกนั้นก็มีถ่วงดุล หลายคนก็ถ่วงๆนะ ก็เป็นวิบากกันเอง คนนี้ก็เหล่กัน เอาอีกแล้ว ต้องใช้เวลามาก มันก็เป็นไปเอง เลยปฏิเสธหรือแข็งเกินไม่ได้ ปฏิเสธในสิ่งควร ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่พอเป็นไป ก็เลยช้าบ้าง แต่ก็พอเป็นไป

_ที่ลูกๆทำให้พ่อครูช้าลงอย่างไร ตอบ...ดื้อ และประชด ย้อนแย้ง แต่อาตมารู้จักตัด อันนี้ไม่ใช่ธุระ ก็ปล่อยวางตามวิบาก

_ทำอย่างไร คนที่ทำงานเก่งๆ รับผิดชอบเยอะๆ มีอัตตามานะมากๆ จะลดอัตตาลงได้ ตอบ...ก็เรียนรู้อัตตา และไล่อัตตา ไปตามลำดับ อันนี้มหัศจรรย์ ลำดับของพระพุทธเจ้า ถ้าเรามั่วๆ เป็นวิตักกจริตก็ช้า พยายามเรียงลำดับให้ดี อย่าตะกละ เพราะจะทำให้ข้ามขั้น อย่าไปคิดว่า เราต้องอยากได้เร็ว ไว สูง จบเร็วๆไม่ได้ อภิชัปปาไม่ได้ พยายามทำซ้ำซากไปเรื่อยๆ มันแน่นแล้วดันไปเอง เหมือนคนพาสชั้น อย่าไปอยากเร็ว ทำไป แต่อย่าไปติด จนไม่รู้ว่าซ้ำซาก ไม่พยายามพัฒนาเพิ่ม อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา

_ทำอย่างไร จะไม่เป็นคนติดสบายติดภพ ตอบ...คำตอบกำปั้นทุบดิน ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง ยถาทุกขังโขเมวิหรติ ติดภพก็เรียนรู้ ไปตามลำดับ

_อยากปฏิบัติธรรมอยู่ไปนานๆ ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ทำอย่างไรดี จะมีฉันทะในการออกกำลังกาย ตอบ...เราต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า เป็นประโยชน์คุณค่า มันต้องพากเพียรอุตสาหะจริงๆ อาตมาก็ไม่รู้ จะว่าอย่างไร อาตมาอายุ 80 กว่าแล้ว ก็ยังต้องออกกำลังกาย อายุ 100 ก็ต้องออกกำลังกาย เพราะมันเบื่อไม่ได้ อายุมาก เราก็ต้องออกกำลังกาย เหมือนตอนหิว ท้องไม่มีอาหาร ก็ต้องกิน ฉันเดียวกัน คุณต้องวางใจและทำ ไม่ทำมันเป็นไปไม่ได้ ให้คนอื่นออกกำลังกาย แล้วคุณจะได้แข็งแรงได้ไหม ไม่ได้ แล้วไปซื้อตามร้านขายยาได้ไหม ไม่ได้

_ชาวอโศกต่างมีการงานเยอะ จะประมาณตนอย่างไร จึงจะไม่ทำงานจนป่วย ตอบ...ให้ประมาณด้วยตน รู้พักรู้เพียร มันป่วยก็เป็นภาระผู้อื่น

_ความมี (โลกสมุทัย) และความไม่มี (โลกนิโรธ) หากเข้าใจอย่างนี้ จะถูกต้องหรือไม่ ความเป็นกลาง คือความไม่มีกิเลส กิเลสเป็น 0 ความมีโลกสมุทัยย่อมไม่มี ความไม่มี(โลกนิโรธ) ย่อมไม่มีเช่นกัน

ตอบ...ถูกต้อง จริงๆมันมีความไม่มีแล้ว(นิโรธ) จะไปบอกว่า ความมี(โลกสมุทัย)ย่อมไม่มี ความไม่มี(โลกนิโรธ)ย่อมไม่มีเหมือนกัน จะบอกว่าไม่มีก็ได้เพราะสุดท้าย จบแล้วก็คือ ไม่มีอะไรเทียบได้ จะหมุนวนไปวนมาได้ เพราะเป็นสิ่งที่ นัตถิอุปมา เทียบเป็นเหตุเป็นผล กับอันใด ไม่ได้อีกแล้ว _ท่านสมณะรูปหนึ่ง แสดงความอ่อนน้อม โดยเล่าในที่ประชุมฆราวาสว่า ได้ขอให้ท่านสิกขมาตุ เป็นอาจารย์ของท่านสอน อย่างนี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะสิกขมาตุนั้น มีความคล้ายภิกษุณี ในพุทธกาล ตอบ...พวกเรามีความลักลั่น จะเป็นภิกษุณียังไม่ได้ เป็นได้แค่สิกขมาตุ ถือศีล 10 บางทีเราจะเอากฏเกณฑ์ภิกษุณีไม่ได้ หลายอย่างจะต้องเทียบๆ เคียงๆ จะเอาเป๊ะๆๆไม่ได้ เป็นยุคสมัย ก็ต้องอนุโลมไปก่อน

_พ่อท่านเคยพูดถึง วิบากทางธรรม ทำให้เกิดคดี ขอเรียนถามว่า วิบากกรรมนี้ เป็นวิบากของใคร ของตัวพ่อท่าน และหรือของประชาชนไทย ที่ถูกปิดกันความจริง หลายคนไม่เปิดรับอโศกเลย ทำให้พลาดโอกาสทางธรรม ตอบ..เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง คือวิบากของอาตมาด้วย ของคนอื่นด้วย เพราะมันขาดสภาพที่เป็นวิบาก ที่จะดำเนินต่อไป ถ้าเผื่อว่าตนเอง คำว่าวิบากนี่อย่าลืมว่า วิบากมีไปตลอด จนกว่าปรินิพพาน เป็นปริโยสาน แม้จะเป็นพระพุทธเจ้า วิบากอกุศล ก็ยังตามมาได้นะ มันไม่ได้หมดง่ายๆนะ เพราะว่า มันอยู่ที่การสร้างกุศล เป็นกำแพงกั้น แล้วทำให้ วิบากอกุศล มาถึงเราไม่ทัน มันจะเลิกวิบาก กุศลอกุศลต่อเมื่อ เราปรินิพพาน เป็นปริโยสาน เราไม่มีตัวตนแล้ว เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น จึงอย่าเล่นกับกรรม แม้นิดแม้น้อย มันเป็นวิบาก สะสมทั้งนั้น เป็นโลกียะ อย่าเล่นกับกรรม

_เวลาให้ทานไม่หวังผล แต่บางครั้งเมื่ออ่านจิตดีๆ จะมีแอบเสียดายบ้าง แย่มากหรือไม่ แล้วแก้ไขอย่างไร ตอบ...ความเสียดาย ยังยึดว่า เป็นเราเป็นของเรา ยังไม่ได้ให้แท้ อย่าไปพูดเลยว่า คุณได้ทำทาน คุณยังไม่ได้ทาน ยังยักไว้อยู่ คุณไปคิดหวังอะไร จากทานคือไม่ได้ทำทาน คุณให้แล้วยังไม่ให้เขาเลย ยังหวังเอา ยิ่งหวังเอามากกว่าให้ ก็เวรเลย แต่หวังเอาน้อยกว่าให้ ก็ให้ไม่สุด ในทานสูตรว่าไว้ยอดเยี่ยม แต่อย่าไปเกร็งมาก หลายคนบารมีไม่ถึง ก็ต้องมีไม่บริสุทธิ์บ้าง อย่าไปเกร็ง ก็ค่อยเป็นไป อย่าไปอยากเจริญบรรลุเร็วเกิน เป็นอภิชัปปา เราต้องรักษาหลายคน ที่ spasm ไป เกร็งไปหลายคน

_รายงานสภาวธรรมของตนเองค่ะ มางานพุทธาคราวนี้ ตั้งใจบำเพ็ญมากค่ะ ผลสรุปได้ว่า มีความพัฒนาขึ้นมา จากใจที่ไม่ค่อยปล่อยวางยึดถือ โทสะเสมอ แต่มางานนี้ สงบสติอารมณ์ได้ดีมาก ต่อไปจะพัฒนา ให้มากขึ้นค่ะ ตอบ...เราต้องอ่านใจ จึงต้องตรวจทาน เหมือนกับการลงบัญชี เตวิชโช ระลึกย้อนอดีตว่าเราทำไปแล้ว ผลได้เป็นแค่ไหน อย่างไร ต้องซับซาบอารมณ์ ถ้าคนเข้าใจแล้วว่าอารมณ์ว่าง มันเหนือชั้นกว่าอารมณ์สุข สุขมีสองแนว สุขหรือโสมนัสเป็นโลกีย์ แต่ก็เป็นสุข โสมนัสคือภายใน มันยังเป็นอุปกิเลส ต้องให้หมดสุขหมดทุกข์ อทุกขมสุข อุเบกขา ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ยืนยันในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 คนที่อ่านอาการของจิตไม่ได้ ก็ยากมาก ไปเอาแต่ดับจิต อย่างอาการ ลหุตานี้เบามาก ถ้าไปดับยิ่งไม่รู้ คนมีบารมีสูง อาการต่างกัน ละเอียดก็รู้ได้ กว่าจะรู้ว่าเบาสุดอย่างนี้นะ คุณยังไม่รู้เบา ก็รู้หยาบก่อน จะรู้ละเอียดไม่ได้มาก เล็กน้อยก็ต้องตามรู้ อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส คนจะมีบารมี รู้ละเอียดลึกซึ้ง สันตา ปณีตา มันสงบอย่าง ละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่สงบ อย่างกายนิ่ง สงบอย่างนั้นไม่ยาก รู้ง่าย แต่สงบที่มีอาการ เพราะกิเลสมันมีพลัง กิเลสมันเบา มันขาดมันน้อยลง จึงต้องดูหน้าตาตัวตน ของกิเลสให้ชัด สำคัญมาก ถ้าดูอาการของกิเลสไม่ได้ ตั้งแต่หยาบก่อน แต่ไปเรียนละเอียด จะไปรู้ได้อย่างไง คุณฝึกแต่มีดโกน แต่ยังมีหยาบจะไปทำอะไรมันได้ มันต้องใช้อีโต้ก่อน มีมีด หยาบ กลาง จนถึงละเอียดยิ่งกว่ามีดโกน ยิ่งกว่ายิลเล็ต ในรูปที่เป็นมุทุตา ลหุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ต้องรู้อาการของมุทุตา ของลหุตา ของกัมมัญญตา ของกายวิญญัติ ของวจีวิญญัติ ตั้งแต่มันอยู่ภายใน เป็นวจีสังขาร จิตสังขาร เป็นวิญญัติในวิการรูป ออกมากเป็นกายกรรม วจีกรรม ไม่ออกมาก็เป็นภายใน แต่ข้างนอกแล้ว มันเป็นกรรม ถ้าอยู่ภายในก็แค่สังขาร คนกว่าจะเข้าใจวจีสังขาร ต่างกับวจีกรรม จึงไม่ใช่ง่ายๆ ต้องเข้าใจสังกัปปะ 7 บางทียังไม่มีคำพูดวจีสังขาร แต่อาการนี้เป็นวจีสังขาร ไม่ถึงอธิวจนสัมผัสโส แต่เป็นแค่ ปฏิฆสัมผัสโส ยังไม่ได้ตั้งชื่อเรียก แต่ไม่จำเป็นต้องตั้งเอง ในปรมัตถธรรม พระพุทธเจ้ามีพอ ถ้าหาภาษาเอง ก็ซ้ำซ้อน และทำให้งง

_ผมได้มีโอกาสเยี่ยมท่านฉัน ก็ได้สัมผัสอากาศ ว่ามีกลิ่นปุ๋ยแรง อากาศไม่ดี อยากให้ย้ายหาที่อยู่ใหม่ ให้อากาศดีๆ ครับผม ตอบ...จะว่าไปรายละเอียด เราไม่รู้ว่ากลิ่นอย่างนี้ จะมีประโยชน์หรือโทษ เราเอาแค่ความรู้สึกเรา ว่าเหม็นหรือหอม บางทีสิ่งที่เหม็น สิ่งที่เผ็ด สิ่งที่ขื่นขม เป็นประโยชน์ แต่บางที อะไรหวานหอม ก็เป็นโทษได้ ถามเจ้าตัวว่า จะรู้สึกสบายหรือไม่ แล้วต้องอ่าน ว่าสบายเพราะอุปาทาน ว่าติดชอบรึเปล่า บางคนชอบเหม็น หรือบางคนชอบหอม ต้องอ่านอาการให้ดี ทั้งอากาศ ดินน้ำลมไฟ เป็นเหตุปัจจัย ให้องคาพยพเป็นไปได้ดี

_กรรมฐานของพุทธคือเวทนา แต่ในคำแปลเวทนา คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วนิยามของเวทนา มีอะไรบ้างครับ ตอบ...กรรมฐานของชาวพุทธ คือเวทนา ต้องอ่านเวทนาให้รู้ เป็นความรู้สึก จะรู้สึกสุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส หรือเฉยๆ ก็มีห้าอย่างนี้ แล้วคำแปลเวทนา ยังมีอุเบกขาอีก ตกลงนิยามของเวทนา ไม่ได้มีแค่สุข ทุกข์ แต่มีโสมนัส โทมนัส ไม่สุขไม่ทุกข์หรือ อุเบกขาก็เป็นเวทนา คนที่ศึกษาสุขทุกข์เป็นของหยาบ คนไม่สุขทุกข์ในของหยาบแล้ว ก็เหลือโสมนัส โทมนัสภายใน และมีอุเบกขา ต้องรู้อุเบกขา ที่เลื่อนระดับจากสุขทุกข์ แล้วเลื่อนมาอุเบกขา จากโสมนัส โทมนัส อีกชั้นหนึ่ง แต่ท่านไม่ได้ตั้งชื่อเรียกอุเบกขาอีกอัน ต้องค่อยศึกษาอาการแล้วจะไม่งง ไม่หลง

_ปัญหามีอยู่ว่า เวลาเรา จัดโรงบุญแจกอาหาร ใจก็มีความสุข วันที่มีคนมารับประทาน แต่ความสุขก็พลันหายไป เมื่อเจอผู้รับขี้โลภ เอามากๆ รับแล้วก็วนมารับอีก ขนกลับบ้านมากๆ ใจไม่ชอบไม่พอใจ อาการของเขา คิดว่าเขาในใจ หน้าที่บานๆ ก็หักงอขึ้น จะแก้จิตอย่างนี้อย่างไร ตอบ...1. ทำทั้งที่จิตใจเราเอง 2. เราก็หาศิลปะที่จะบอก หรือว่า บางคนหน้าด้านเกิน ก็ต้องว่าแรง ต้องหาคนมีฝีมือ มีศิลปะหน่อย ถ้าแน่ใจว่า ตนว่าได้ก็เอา มันจะเป็นธรรมชาติธรรมดา ทำให้เราเอง ต้องได้ฝึกฝน ทั้งศิลปะ และสิ่งที่เราจะต้อง ทำใจเราเองด้วย ทำไม่ได้ก็จำนนเขา ถือว่าเขามาทวงหนี้ ก็แล้วกัน

_ดญ.ข้าวฟ่าง (ดาวเพชรพุทธ)... รักชาติ หมายความว่าอะไรคะ ทำอย่างไร ตอบ...ชาติหมายความว่าประเทศ รักชาติคือรักประเทศของเรา รักพลเมืองในประเทศของเรา เรียกว่าประชาชนของชาติ เราก็รักประชาชน รักแผ่นดิน รักสิ่งที่มีในประเทศเราหมด ก็เอาแค่นั้นก่อน ถ้าจะขยายชาติ 5 อีกก็ไปยาว ถ้าคนรัก ชาติ สัญชาติ คนนี้ก็จมในโลกีย์อยู่ พระพุทธเจ้าสอนชาติ 5 ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติปิทุกขา การเกิดทุกอย่างเป็นทุกข์ แม้ชาติสัญชาติก็คุณเคยเกิดมา ก็มาเลิกที่เป็นสันดานโลกีย์ โอกกันติ คือจิตเริ่มผนึกหยั่งลง คุณไม่รู้ โลกียะก็หยั่งลง หากรู้ ทำกิเลสออก มันก็หยั่งลง เป็นการเกิดการดับ ก็สะสมเป็นของตน สั่งสมเป็นนิพพัตติ หากเป็นโลกุตระ ก็เป็นนิพพัตติ เจริญไปเรื่อยๆ คือหมดไปๆ กิเลสลดลงนะ อภินิพพัตติคือเป็นนิพพานจบ การเกิดสูงสุด คือชาติ 5 ก็ค่อยๆศึกษา

_หลวงปู่ คำถามคืออะไรครับ ตอบ...สิ่งที่เธอไม่รู้นั่นแหละ ที่มาถามหลวงปู่หรือถามคนอื่น หรืออย่างไรหรือเรารู้แล้วเราแกล้งถาม หรือถามเพื่อให้เขาตอบ ว่าถูกหรือไม่ก็ได้ คำถามคือสิ่งที่เราอยากรู้จากคนอื่น แม้เราจะรู้แล้วหรือไม่ก็ได้ เรารู้แล้วรู้จบก็ได้

_ที่ว่าบุญนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับการล้างมือด้วยสบู่ บุญหมายถึงสบู่ หรือกระบวนการล้างมือทั้งหมด หรือทั้งสองอย่าง ตอบ...บุญคือเครื่องชำระ เหมือนเรากำลังชำระ สิ่งสกปรกด้วยสบู่ ก็สงสัยว่าบุญเปรียบกับอะไร ตอบ...บุญคือกระบวนการล้างมือ ไม่ใช่สบู่ สบู่เป็นสิ่งอาศัย จะมีสบู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ มีอย่างอื่นก็ได้

_หลวงปู่ว่าเด็กศีรษะฯใส่โสร่งแล้วหล่อไหมครับ ตอบ..อย่าไปหลงใหลกับหล่อเลย หล่อไม่หล่อก็สมมุติเอา เขานุ่งห่ม เพื่อกันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด โสร่งเป็นวัฒนธรรมอีสาน ศีรษะอโศก กำหนดให้ทุกวันพุธ เด็กนุ่งโสร่ง

_หนูอยู่วัดมาก็นาน มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือเรื่องการเงินการเรียนการศึกษา การเป็นอยู่อย่างนี้ เรียกว่าหนู เป็นหนี้บุญคุณไหม ตอบ...เป็น เราต้องรู้จักบุญคุณคน หากเราต้องการใช้อยู่ เราก็ต้องรับ แต่ถ้าไม่จำเป็นแล้ว ก็ไม่ต้องรับ แต่หลวงปู่นี่ มีคนเอาเงินมาให้ แต่หลวงปู่ก็เอามาทำประโยชน์ หลวงปู่มีหลักว่า เงินที่เขาเอามาให้ จะไม่ใช้เพื่อตัวเอง แม้จะไม่มีกินก็ขอตาย จะป่วยจนตาย ก็ขอตาย โดยตัวเองเป็นคนใช้ ไม่ใช้เงินที่บริจาค แต่เงินเข้ากองกลาง เขาจะใช้อย่างไร ก็ไม่วุ่นวาย แต่โดยตัวเองจะต้องสั่งว่า ต้องใช้เงินตรงๆนี้ ก็ไม่ทำ ตั้งปณิธานไว้แล้ว ก็ทำได้มาตลอด เงินที่เอามาทำทาน บริจาค อาตมาจะไม่ใช้ เพื่อตัวเองเลย ใช้เพื่อส่วนรวมเท่านั้น

_งานพุทธาฯ จัดขึ้นเพื่ออะไร ตอบ...จัดขึ้นเพื่อให้มีการศึกษา ฝึกฝนอบรม ชำระกิเลสเป็นหลัก คนจะเจริญ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนไป จึงจำเป็นต้องทำ และยิ่งทำอย่าง เป็นโลกุตรธรรม อาริยธรรม อย่างชาวอโศกเรา อย่างที่ทำพุทธาฯปลุกเสกฯ เราจะต้องถือศีล 8 เป็นหลักอย่างต่ำ แล้วเราก็จะไม่มีอบายมุข รับประทานอาหาร มื้อเดียวต่อวัน ส่วนคนจะถือศีล 10 หรือถือวินัย ถือจุลศีล 26 หรือมัชฌิมศีลด้วย ก็แล้วแต่ แต่อย่างต่ำถือศีล 8 กินมื้อเดียว ไม่ซุกอาหารไว้กิน ไม่ใส่รองเท้า ไม่นอนกลางวัน เป็นต้น เรามาฝึกฝนไป มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แต่ทำมา ก็ไม่มีเรื่องเลวร้ายอะไร ไม่มีว่าเป็นตำรวจไปจับผิดอะไร ไม่ใช่กลายเป็นนักเลง ประจำถิ่น จับผิดจนรุนแรงก็ไม่มี

_ในมรรค 8 ถ้าจะเปรียบเทียบ สาสวะ มีลักษณะปฏิบัติแบบ เจโต ส่วน อนาสวะ มีลักษณะปัญญาได้หรือไม่ หรือต้องทำพร้อมกัน ตอบ...จะบอกว่าเจโต อนาสวะก็เป็นได้ด้วย บางทีรู้ว่า อนาสวะแล้ว แต่ไม่รู้ตัว พระพุทธเจ้าเลย ต้องให้สัมผัสนอกและใน มีกายสักขี เป็นต้น ตนเองรู้องค์ประชุม รูปนามตัวเอง แต่ไม่มีวิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 ต้องมีรูปนาม มีสัมผัสนอกและใน 1.รูปี รูปานิ ปัสสติ 2.อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ ต้องรู้ตั้งแต่ ภายนอกถึงภายใน กำหนดรู้ถึงอรูป จนถึงกายภายนอก ดับรูป อรูป เอโกคือของเราเอง ทั้งนอกหรือใน ข้อ 2 ในวิโมกข์ 8 จึงรวมไว้หมด ต้องมีสัมผัสนอกใน ครบหมด หยาบ กลาง ละเอียด โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ต้องทำให้หมด แล้วสามข้อแรก ของวิโมกข์ 8 คือรูปฌาน ข้อ 4 5 6 7 คือ อรูปฌาน แล้ว ข้อ 8 คือสัญญาเวทยิตนิโรธ จะเอาฌานมาจับไม่ได้ อรูปฌานก็ต้องลืมตา ในวิโมกข์ 8 ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีกายสักขี แม้สายเจโต มีองค์รวมรูปนามแล้ว แต่ไม่เข้าใจกายอย่างชัด อาสวะบางอย่าง ของกายสักขีดับ แต่ยังไม่หมด ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะหมดเกลี้ยง สัมผัสนอก ใน ครบหมด หยาบ กลาง ละเอียด สายเจโต รู้วิโมกข์ 8 ได้ยาก เขาถือว่าเป็นสมาบัติ ก็คือไปทำให้เกิดสงบ จึงเป็นสมถะ ในองค์ที่บอกว่า ตัองสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เป็นปรมัตถ์ เป็นอจินไตย อาสวะกับอนุสัย ก็ต่างกันไปอีก คนที่จับอ่านอาการไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ในอรหันต์ยังมีทรถะ ที่ไม่ใช่กิลมถะ ที่เป็นอาการของอนาคามี แต่อรหันต์มีแค่ทรถะ อาการ หรือสภาวธรรม มันละเอียดเล็กน้อย ถ้าคนสิ้นอาสวะแล้ว จะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกก็ได้ ถ้าอยากสิ้นอนุสัย ก็บำเพ็ญโพธิสัตว์ต่อ แม้ดับอาสวะแล้ว คุณตายไปแล้ว อรหัตตมรรค คุณตายไป ก็คล้ายกับอนาคามี 5 แต่อรหัตตมรรค ละเอียดกว่าอนาคามี แต่อย่างอนาคามี นี้มี5 แบบ ส่วนที่คุณตายไปแล้ว ไม่มีขันธ์ 5 องคาพยพก็เป็นไปตามบารมี ถ้าคุณได้เพียร เป็นอุปหัจจะก็ได้มาก แต่ถ้าไม่ได้เพียรไว้มาก ก็เป็นอันตราปรินิพพายี นานนับเวลาไม่ได้ จนกว่าจะปรินิพพาน ถ้าฝึกบ้าง เป็นอุปหัจจะก็ตามสามารถ หรือซับซัอน ฝึกได้ดีหรือไม่ดีก็ อสังขาร หรือสสังขาร หรือทำได้ดีมาก ไม่มีดีกว่านี้อีก เป็น อกนิฏฐคามี เหลือนิดน้อยจริงไม่เป็นน้องใคร ในอรหัตตมรรค ก็ซ้อนละเอียดกว่านี้เอง ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้

กินมื้อเดียวตอนเย็นถือว่ามื้อเดียวไหม _ว่าด้วยเรื่องกินมื้อเดียว แต่ถ้าไม่กินมื้อเช้า แต่ไปกินมื้อเย็น ถือว่ากินมื้อเดียวหรือไม่ ตอบ...ได้ พระพุทธเจ้ากำหนดสองอย่าง คือวิกาลโภชนา กับ ในที่นั่งแห่งเดียว หรือ วิกาลโภชนา หมายความว่า คุณจะกำหนดเวลากินสองมื้อ ก็ได้ นอกมื้อไม่กิน แต่ในที่นั่งแห่งเดียว คือจะกินตอนเช้า หรือเย็นก็ได้ แต่นอกมื้อไม่เอา ไม่กินจุบจิบ กินสิ่งไม่เป็นพิษภัยเป็นโทษ แม้จะติดอะไรไม่ติดอะไร ก็กินในที่นั่งแห่งเดียว แต่เพียงแต่ว่า ถ้ากินเย็นนี้สุขภาพไม่ดี สู้กินตอนสายๆไม่ได้ เช้าเกินไปก็ไม่ดี หลังจากสายจากเพลแล้วไม่ดี ยิ่งตอนเย็นไม่ดี เพราะว่าต้องใช้พลังงาน ในการย่อย านอนแล้วก็จะย่อยได้ไม่ดี

_คำว่าหมอที่ดีที่สุดในโลก คือตัวคุณเอง พ่อครูว่า มีความเห็นอย่างไร ทั้งที่ตนเอง ก็ไม่ได้เรียนหมอโดยตรง ตอบ…ตนเองดูแลสุขภาพตัวเอง ก็เป็นหมอตัวเองแล้ว อย่างการดูแลสุขภาพแบบ 8 อ.เป็นต้น 1.อิทธิบาท 2.อารมณ์ 3.อาหาร 4.อากาศ 5.ออกกำลังกาย 6.เอนกาย 7.เอาพิษออก 8.อาชีพ อาตมาเป็นคนขยาย 8 อ. คิดว่าครบแล้วนะ สรุปแล้ว เราเองเท่านั้น เป็นคนดูและเอาใจใส่ตัวเอง หากทำได้ดีก็ดี หากเจ็บป่วย บางทีต้องใช้หมอช่วย อย่าอวดเก่งหรือถือดี หรือจะตายก็ตายก็ได้ ถ้าเราเข้าใจความตาย หากเราให้หมอช่วย ก็เป็นหนี้เหมือนกัน เป็นบุญคุณ กุศล แก่กันและกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ มนุษยชาติต้องเกื้อกูลกัน เราเองขาดทุน ก็ต้องตอบแทนเป็นกตัญญูกตเวที ก็ดีทั้งนั้น เราได้พัฒนาตัวเอง จนกว่าเราจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ไม่ต้องใช้หนี้กันแล้ว เลิกไปแล้วก็จบ หนี้บุญคุณ นอกจาก จะเอาคุณงามความดี ของผู้นี้ที่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ยิ่งเป็นผู้มีจริยวัตรที่ดี เราก็ต้องยิ่งเอามาเป็นตัวอย่าง มาศึกษากล่าวถึง ปฏิบัติตาม อย่างที่เรามี

สู่แดนธรรมว่า….ที่ว่า 0หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง หมายถึง หมอที่ดีที่สุด คือหมอ ต้องพ้นโรคได้ทุกโรคแล้ว ตั้งแต่กาม อย่างชาวบ้าน มีกามเป็นรากเหง้า รักษาโรคด้วยเนกขัมมะ แต่ก็ยังป่วยด้วยโรควิตกวิจารฯ อยู่ จนกว่าจะพ้นเชื้อโรค เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่เป็นตัวปลายสุดท้าย (ตปุตสูตร พระไตรฯล.23 ข้อ 245) เป็นพระสูตร ทำลายความป่วยจิตไปตามลำดับ

พ่อครูว่า อย่างหยาบ จะต้องดูแลตัวเอง เป็นวัตถุดินน้ำไฟลมได้ จนกระทั่งมาเป็นหมอ ทางนามธรรม

_ดิฉันติดไอศกรีม ทุกครั้งที่กิน ก็บอกตนเองว่า เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่กินอีก แต่ห่างไปสองสามเดือนก็กินอีก จะเรียกว่า อวิมุติได้ไหม ถ้าไม่ใช่อวิมุติ จะเรียกว่า การกินนานๆครั้งว่าอย่างไร ตอบ...ใช่ มันจะมีรูปก็เป็นอรูป จะเป็นวิมุติหรืออวิมุติก็ได้ ก็คือย่ามา อย่าให้อวิมุติมันสั้นลง จนมัน 0 ให้ได้สิ ต้องพัฒนาพากเพียรไป ทำซ้ำๆๆๆ อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำ เกิดจากการทำซ้ำ ถ้ามันถูกต้องดีแล้ว ก็ซ้ำจนเป็น “นิจจัง -ธุวัง -สัสสตัง -อวิปริณามธัมมัง -อสังหิรัง -อสังกุปปัง”

ฆราวาสบรรลุอรหันต์แล้วต้องบวชหรือไม่ _ฆราวาสสามารถบรรลุอรหัตตผล แล้วดำรงตนในสภาพเดิมหรือไม่ (จำเป็นต้องบวชหรือไม่) ตอบ...ได้ ฆราวาสบรรลุอรหันต์ได้ โดยไม่ต้องมาเข้าพิธีบวช แต่อรหันต์ฆราวาส ก็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน