600309_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อย่าสร้างภพเป็นตัวช้างติดในกา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600309_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อย่าสร้างภพเป็นตัวช้างติดในกา

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ วันนี้มีนักเรียนสัมมาสิกขาฯ มานั่งฟังธรรมด้วย พูดถึงเลข 9 ก็มีเรื่องรัชกาลที่ 9 มาเกี่ยวข้อง มีข่าวว่าจะได้ถวายพระเพลิงพระศพ ปลายเดือนธันวาคม มีข่าว ที่บอกว่า กำหนดหมายที่ถูกต้อง คือปลายเดือนตุลาคม เมื่อวานนี้ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด ก็ออกมาชี้แจงว่า ที่ประชุมตกลงกัน ให้เป็นปลายเดือนตุลาคม แสดงให้เห็นว่า ข่าวจริงหรือข่าวโคมลอย เป็นไปได้เยอะเลย เมื่อสื่อสารออกไปในทุกวันนี้ เหมือนคำทางศาสนา เช่นคำว่า ธุดงค์ คำว่า กาย ความหมายที่เข้าใจ ก็คนละทิศทาง คำว่ากาย ไม่สามารถแยกกายแยกจิต หรือทำความหลุดพ้นได้ ยิ่งคำว่าบุญ กลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องสะสม มีให้มาก มนุษย์สมบัติ เทวดาสมบัติ จักรวาลสมบัติ อยากจะได้บุญ จะต้องผ่านตัวกลางคือพระ คนก็เลยตกเป็นเหยื่อ ให้พระหลอก เขาอ้างในพระไตรปิฎกด้วยนะ ถ้าไม่รู้นัยยะสำคัญ ก็จะตกเป็นเหยื่อได้ มีตัวอย่างหนึ่งในพระไตรปิฎก ที่มีคนถวายดอกไม้ ให้พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเห็นพระพุทธเจ้ามา ก็ไม่มีอะไรถวาย นอกจากดอกไม้ ที่จะมอบให้พระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีอย่างอื่น แต่ก็คิดว่า ถ้าเราถวายพระพุทธเจ้า ก็จะไม่มีอะไรถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพราะอาจจะถูกลงโทษถึงตาย แต่ก็ยอมเอาชีวิตเข้าแลก ถวายดอกไม้แก่พระพุทธเจ้าไป เขาก็เอามาพูดกัน ว่านายมาลาการ ทำเช่นนี้ ถึงได้มีทรัพย์สมบัติมากมาย ส่วนของบุญทำให้ร่ำรวยขึ้นมาฉับพลัน พระเจ้าแผ่นดินก็อนุโมทนา แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดว่า นายมาลาการ ทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน มันคนละเรื่องกับที่ธรรมกายสอนเลย ว่าจะได้บุญในชาติหน้าชาตินี้ ทำบุญด้วยความโลภเต็มบ้อง จิตที่ตายเป็นตาย เอาชีวิตเข้าแลก แต่เขาจะต้องให้ โดยไม่หวังอะไรตอบ

อ่านต่อ

แทน แต่เขาก็ตอกย้ำว่า จะได้ร่ำรวยทันตา คนก็เลยเอาเป็นตัวอย่าง ว่าจะต้องทำอย่างนี้ โดยไม่ได้รู้รายละเอียด ว่าจะทำใจในใจอย่างไร เป็นรายละเอียดที่คลาดเคลื่อน พ่อครูมาอธิบายกลับหลังหันเลย ว่าทำอย่างนั้น มันผิดทิศทาง ก็คลาดเคลื่อน ในความเข้าใจ การปฏิบัติและการยึดถือ อุปาทานมานาน แบบนี้มีอีกหลายเรื่อง เรื่องทาน เรื่องบุญ เรื่องกาย จนถึงเรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ พ่อครูว่า…มาดูคำถาม

_หลวงปู่คะ หนูมีเพื่อนคนหนึ่งค่ะ หนูอยากจะช่วยเขา จะทำยังไงดีค่ะ คือเพื่อนหนูจะมีอาการแปลกๆ เวลากินอาหารก็กินเยอะ แต่พอกินเข้าไปเสร็จ ก็จะอ้วกออกมาหมด แล้วก็จะมีอาการแบบว่า ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ค่อยได้ พอเข้าไปใกล้ทีไร ก็จะมีอาการแปลกๆ คือร่างกายเขาจะอยู่ไม่ได้ จะต้องมีปวดท้องบ้าง ปวดหัวบ้าง เดินสะดุดหกล้มบ้าง ทางญาติก็พาไปรักษามา ทุกอย่างแล้ว ทั้งหมอปัจจุบัน หมอทางเลือก แผนไทย แม้แต่ไสยศาสตร์ ก็ไปรักษามาแล้ว ก็ยังไม่หาย หลวงปู่ว่า ไสยศาสตร์มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หนูก็ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะช่วยเขา แต่ก็ไม่รู้จักช่วยได้ยังไง หรือต้องปล่อยให้เป็นวิบากกรรมของเขาค่ะ แล้วไสยศาสตร์ มันมีอยู่จริงไหมคะ ถ้าคนทำใส่แล้ว ไปแก้ครั้งเดียว มันจะหายไหมคะ อยากรู้เลยถามมาค่ะ ในฐานะที่หลวงปู่เคยศึกษาเรื่องนี้มาก่อน

รสอร่อย อุปาทานไม่มีจริง พ่อครูว่า...แม้แต่สิ่งที่ไม่จริงมันก็มีได้ เป็นอุปาทาน มีอยู่ในโลกเช่น คำโกหกมีอยู่จริง แต่คำโกหกไม่ใช่ของจริง หรือรสอร่อย ยินดีปรีดา คนที่ยังอวิชชาอยู่ ก็มีจริงๆ เป็นรสชาติ เป็นสุขเป็นอร่อยจริงๆ แต่ผู้ที่บรรลุแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติจริงแล้ว มันไม่จริงมันไม่มี มันหายไปได้จริงๆ ในจิต ผู้ที่พิสูจน์ได้ จึงจะยอมรับว่า มันใช่ มันเป็นของหลอกจริงๆ เป็นอุปาทาน อย่างนี้เป็นต้น ไสยศาสตร์ สำหรับผู้ที่ยึดถืออยู่ก็เป็นจริง เหมือนคำโกหก มันมีจริง เหมือนกับรสชาติ มันมีจริง คุณก็เคยมีมา ผ่านมาทั้งนั้น แล้วถ้าคุณสามารถจะทำให้รสชาตินั้น หายไปได้เลย คุณก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตัง ของมันเคยมีจริงๆในใจตอนสัมผัสเหตุปัจจัย แต่ตอนนี้พิสูจน์เลยว่า มันไม่เกิด มันก็จะเห็นของจริงได้ สิ่งเหล่านี้ ถ้ามันจริงก็มีจริง สำหรับคนที่ยังไม่จริง คนที่จริงแล้ว ก็ไม่มีจริงๆมันก็จริง ต้องมาพิสูจน์จริงๆ คนที่พิสูจน์ได้ก็ไม่ใช่ง่าย มันมีน้อย แต่มันไม่โดดเดี่ยวหรอก มีคนที่ทำได้จริงๆอย่างพวกเรา เป็นสิ่งลึกซึ้ง เราเคยถูกหลอกมา เราก็เคยมี แล้วเราหลุดพ้นแล้วก็มี หลุดพ้นไม่ถาวรก็เคยมี หลุดพ้นแล้วอย่างถาวร และยั่งยืนก็มี มันก็เลยชัดทุกอย่าง ไม่มีใครโกหกหรือหลอกเราได้ มันมีได้อย่างที่ว่าสุดยอด คือมีตรงกัน แม้จะยากที่จะมีได้ แต่ก็มีได้ จนสุดท้ายแล้ว มันไม่เที่ยง แต่พอทำได้แล้วมันเที่ยง ก็จะรู้ว่า ความเที่ยงหรือความไม่เที่ยง คืออย่างไร ลองถามพวกเรา ตกลงความเที่ยงหรือไม่เที่ยง อะไรสูงกว่ากัน แม้แต่คนอวิชชาเขาเที่ยง เขายังไม่ทุกข์เลย เขานั่งสะกดจิตได้อย่างแข็งแรง ก็ไม่ทุกข์ แม้คนปฏิบัติลืมตา อันนี้ไม่เอาไม่เกี่ยวไม่ยุ่ง เขาปฏิเสธ ก็ยังสบายเลย จิตใจไม่เกี่ยว ก็ยังสบาย แต่พวกนี้ยังไม่แน่นอน เป็นความไม่เที่ยง พิสูจน์ให้จริง เรื่องพวกนี้มันเยอะ ต้องให้เกิดจริงเป็นปัจจัตตลักษณ์ คนไหนเข้าถึงได้ จึงจะชัดเจนเป็นที่สุด สมณะเดินดินว่า...ผมมีคนที่รู้จัก มีพฤติกรรมใกล้เคียง คนใกล้ชิด มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ แต่ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่า เขาเป็นคนรุ่นใหม่ ที่อ่อนไหวง่าย มีพฤติกรรมที่ต้องเก็บกด เลยออกไปทางกิน กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ จะแก้ปัญหาเรื่องจิตเขาอย่างไร พ่อครูว่า มันบำเรออีกอย่าง ไม่เที่ยง มันต้องไม่หลบทั้งคู่ ต้องเผชิญทุกอย่าง ให้สูญไม่กลับกลอก ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็จะยาก จนเจอกับความไม่เที่ยงที่สูงสุด สุดท้ายจริงๆสูงสุด ที่ว่าเที่ยง คือนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ยืนยันพิสูจน์ถึงที่สุดจริงๆ ใครไม่ถึงสุดยอดอย่างนั้น ก็ยังลังเลไม่สนิทใจ แต่ถ้าถึงสุดยอดจริงๆ มันไม่กระดิก ไม่มีอะไรระแวงเลย ไม่มีอะไรสงสัยเลย

SMS วันที่ 8 มีนาคม 2560 0831819xxxปอบหรือกระสือที่เชื่อกัน ทางอิสานกับความหลงของธรรมกลาย พ่อครูว่าทางพระคืออะไรครับ ทำไมพิสูจน์ความจริงแบบพุทธ ว่ามีหรือไม่มีจริง แต่ศักดิ์สิทธิ์ เช่นพุทธคุณครูหมอพระเจมีจริง ส่วนหลักพุทธของจานบินชัดขัดหลอกหลงสวรรค์ตกนรก พ่อครูว่า...เป็นของหลอกลวง ของไม่จริงของเท็จ 0859856xxxถ้าไชโยหายตัวได้จริง จะหนีไปให้ลูกศิษย์ลูกหา เดือดร้อนทำไม ก็ปล่อยไห้เขาจับไปสี ไปติดคุกแล้วก็หายตัวออกมา ทำให้คนทั้งโลกงึด แล้วคนเขาจะได้แห่เอาเงินไปให้เยอะๆเลย มันจะดีเสียอีกนะ

0818557xxxกราบนมก.พ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง..ท่านดูหนุ่มขี้นจริงๆเจ้าค่ะ พร้อมทั้งท่าทาง acting เหมือนการถ่ายรูปของวัยสะรุ่น ที่นิยมกัน..ทันสมัยนะเจ้าคะ..อิอิ

0893867xxxทำทุกกิจกรรมการงานเกินกาละเทศะด้วยทุจริตอกุศลจิตทุกแห่งหนพาเคราะห์กรรมแผ้วพานตัวตน! ทำทุกกิจกรรมการงานเหมาะกาละเทศะด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจทุกถิ่นที่เป็นเกราะคุ้มกันภัยดียิ่งกว่าสวดมนต์คาถาใด พ่อครูว่า...ขอไขความว่า สวดมนต์คาถา สำหรับผู้ที่หลงอุปาทานยังมีอยู่ คนที่พ้นกิเลสตัณหาอุปาทาน เสร็จสิ้นหมดแล้ว สวดมนต์ให้ตายอย่างไร ก็คอแตกเปล่า สำหรับคนที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง แต่คนที่อุปาทานในการสวดมนต์ ก็ยังมีอยู่มาก ถ้าจะไปสวดมนต์สู้กับคนที่เหนือชั้นกว่า คุณสวดไปก็คอแตกเปล่า อย่างเช่นอาตมา คนสวดมนต์เก่งๆ มาจัดการอาตมาก็เชิญ คอแตกเปล่า ไม่ได้ท้าทาย แต่สำหรับผู้ที่มีอุปทานยังเหลือก็เป็นจริง เป็นความลมๆแล้งๆ ยิ่งสวดไป เล่นลีลาร้องเพลง เคาะจังหวะ ก็ยิ่งเป็นโลกๆ ผู้ที่มีอุปาทานก็จะมี ผู้ที่หมดอุปาทานแล้ว ก็ไม่มีผลอะไรกับการสวดมนต์ อย่าว่าแต่การสวดมนต์ ผลกระทบ ที่หยาบกว่าพลังงานสวดมนต์ ยังไม่ระคาย ผู้ที่ทำหลุดพ้นเลย แค่การสวดมนต์ แค่น้ำมนต์ไม่มีผลหรอก เป็นความซับซ้อนมาก

0893867xxxรู้แจ้งธรรมแท้ต้องรู้ถึงกิเลสของกามในกาย! ของอัตตาในจิตว่าเป็นอนัตตา! แล้วล้างกามละอัตตาให้หมดตัวตน! จึงจะรู้แจ้งธรรม พ่อครูว่า...อันนี้ถูกต้อง พยัญชนะไม่ผิด ทำให้ถูกต้องก็แล้วกัน

0893867xxxคนอยู่กับขันธ์5 มันหนัก ยิ่งแบกมันก็ยิ่งทุกข์หนัก! ก็จงอยู่กับขันธ์ 5 ด้วยสติที่มีศีลสมาธิปัญญา! ทุกข์มันจะเบาบางจางลงเอง! ธ.โบราณว่าไว้เน้อ ท่านมนุษย์ต่างดาวเชื่อเต๊อะ พ่อครูว่า...ทักษิณไม่มีผลให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็ไม่มีผลถูกต้อง

0893867xxxขอน้อมถวายกำลังใจแด่คณะพระคุณเจ้าฯ ในมส.2แผ่นดิน ปฏิรูปพุทธศ.เข้าถึงธ.นามของวิญญาณอันบริสุทธิ์สว่างใสเป็นธรรมชาติในสภาวะแท้สัพพโตปภัง ส่องสว่างทั้งแผ่นดินสาธุเจ้า พ่อครูว่า...ในประเทศไทย ต้องมีมหาเถรสมาคม ต้องมีคณะทำงาน ให้แก่สังคมประเทศชาติ ต้องอาศัย เพราะในสังคมยุคนี้ กาละนี้ แม้แต่กฏหมายก็ต้องอาศัย ไม่มีกฎหมายไม่ได้ จะต้องมีถึงขั้นมาตรา 44 แต่ขนาดนี้ก็ยังไม่ง่าย ยาก เราเข้าใจแล้วก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนที่ไม่เข้าใจ ก็จะฟังเหมือนไปบังคับ ขนาดนี้ยังดึงดันดื้อด้าน ขนาดมีอำนาจม.44 นะ จะไม่ยอม แล้วบุกรุกต่อ ถ้าไม่มีก็เจ๊ง โลกทั้งโลกก็เช่นนี้ ยิ่งที่อื่นก็มีกฎหมายเยอะกว่าพวกเราอีก ในสัจจะพวกนี้ คนที่บริสุทธิ์ใจ สะอาดบริสุทธิ์ คนนั้นจะยอมแพ้ได้ แต่รู้ว่า ควรหรือไม่ควร ไม่ให้เสียธรรม แต่อาจเสียโลกธรรม ทางโลกจะข่มก็แล้วไป แต่เราไม่เสียธรรม อย่างอาตมาไม่มีปัญหา ไม่ยอมเสียธรรม แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง เพลงของอาตมาสองเพลง เพลงผู้แพ้ กับเพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เพลงผู้แพ้เป็นเพลงโลกุตระ เพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เป็นเพลงโลกียะ (หัวใจมันกล้า แดนฟ้าต่ำดินสูงได้ ไม่นึกกลัว) ดึงให้ฟ้าต่ำให้ดินสูง อย่างไม่กลัว ทำไม่ตรงก็ไม่กลัว มันไม่ลงตัวนะ ฟ้าจะมาต่ำได้อย่างไร แต่นี่กูจะเอาฟ้าต่ำ จะให้ดินสูง จะพลิกโลกก็ไม่กลัว แต่จริงๆแล้วคือคนขี้กลัว นี่คือโลก เข้าใจยาก แต่พวกเราไม่งง ชัดเจน เพราะมันดื้อดึงดื้อด้าน เอาอสัจจะมาชนะสัจจะ ดึงดันดื้อด้าน แต่ไม่กล้าสู้ หนีอีก คนๆนี้ไม่ใช่หน้าตัวเมีย แต่หน้ากระเทย

มาตอบปัญหาต่อ

โรคอุปาทานมีจริงไหม _หลวงปู่คะ หนูมีเพื่อนคนหนึ่งค่ะ หนูอยากจะช่วยเขาจะทำยังไงดีค่ะ คือเพื่อนหนูจะมีอาการแปลกๆเวลากินอาหารก็กินเยอะ แต่พอกินเข้าไปเสร็จก็จะอ้วกออกมาหมด แล้วก็จะมีอาการแบบว่าใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ค่อยได้ พอเข้าไปใกล้ทีไรก็จะมีอาการแปลกๆ คือร่างกายเขาจะอยู่ไม่ได้ จะต้องมีปวดท้องบ้าง ปวดหัวบ้าง เดินสะดุดหกล้มบ้าง ทางญาติก็พาไปรักษามาทุกอย่างแล้ว ทั้งหมอปัจจุบัน หมอทางเลือก แผนไทย แม้แต่ไสยศาสตร์ก็ไปรักษามาแล้ว ก็ยังไม่หาย หลวงปู่ว่า ไสยศาสตร์มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หนูก็ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะช่วยเขา แต่ก็ไม่รู้จักช่วยได้ยังไง หรือต้องปล่อยให้เป็นวิบากกรรมของเขาค่ะ แล้วไสยศาสตร์มันมีอยู่จริงไหมคะ ถ้าคนทำใส่แล้ว ไปแก้ครั้งเดียว มันจะหายไหมคะ อยากรู้เลยถามมาค่ะ ในฐานะที่หลวงปู่เคยศึกษาเรื่องนี้มาก่อน พ่อครูว่า...อันนี้ก็สุดท้ายจริงๆ อาตมาจำนนอยู่อย่าง แม้อาตมาเอง ก็จำนนต่อวิบากของตน ขณะนี้ไอ ก็ต้องจำนนต่อวิบาก คนใดก็แล้วแต่ สุดท้ายต้องยกให้เป็นวิบากของใครของมัน แก้ไม่ได้ เราไม่สามารถหยั่งรู้วิบาก แล้วบอกให้แก้ได้ หมด ไปได้ประมาณหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็เช่นกัน สุดท้ายอยู่ที่วิบาก วัฏฏสงสารยาวไกล สุดท้ายโยนให้วิบาก ไสยศาสตร์มีจริง สำหรับคนมีอุปาทาน คนที่หลงยึดด้วยกัน แต่ไม่ถาวร วนเวียนกลับ แล้วไม่เที่ยง อาจนานหรือเร็วก็เวียนกลับ ไม่เที่ยง มันหมดพลังงานที่ไปช่วย หมดฤทธิ์ของพลังงานก็จบ ก็เวียนกลับมาเช่นเดิม อาคามี ไม่จบ คนนี้ต้องแก้ที่จิตเรา ต้องแก้ที่เรา อันอื่นไม่มีทาง แก้ที่เรา จบแล้วเราจะจำนนเอง วิบากเราเองก็จำนน ของเราเองแท้ๆ เราจะละลาบละล้วง แก้วิบากคนอื่นไม่ง่าย ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแล้ว จะแก้ได้ จริงๆแล้ว วิบากทำให้มันหายไปไม่ได้ ทั้งกุศล อกุศล ถ้าวิบากกุศลมาก จะเป็นกำแพงยาวไกล กั้นไม่ให้อกุศลทะลุมาถึง ถ้าคุณหยุดอกุศล ทำแต่กุศล กำแพงจะยาวไกล สูงมากไปเรื่อย อกุศลก็มาได้ยาก หนึ่ง.หยุดอกุศล สอง.ทำแต่กุศล ก็ทำให้วิบากไม่เพิ่ม ทำแต่กุศลเดินหน้าๆ ได้สองต่อ ก็เป็นความหลุดพ้น แต่ไม่ใช่สูญนะ กุศล อกุศล จะหมดต่อเมื่อ คุณสลายตัวตนปรินิพพาน เช่นเดียวกับ H 2 O ไม่มีแล้ว กลายเป็น hydrogen oxygen ไปแล้ว ก็ไม่เหลืออัตภาพแล้ว ถ้ายังอยู่ มีอกุศลมากั้นอกุศลไว้ ไม่ให้ออกผล แต่ไม่ได้หายไปนะ นอกจากจะสลายตัวตน เป็นปรินิพพานไป พลังงานอุตุนิยาม พีชนิยาม เป็นพลังงานอย่างไร ต่อเนื่องอย่างไร เรารู้แล้ว แม้แต่ดินน้ำไฟลม มันก็มีน้ำหนักของมัน มีเหตุปัจจัยลงตัวของมัน ลักษณะไหนเป็นดิน ลักษณะไหนเป็นน้ำ ลักษณะลมกับไฟ ละเอียดกว่าน้ำกับดิน จับตัวตนไม่ได้ ยิ่งกว่าดินกับน้ำ แม้ไฟ กับลม ไปเป็นธาตุกลาง เรียกว่าอากาศ ก็ไม่ออกฤทธิ์ของไฟ ลม แต่บางเบาเหมือนอากาศ อากาศเป็นธาตุรวม ที่ละเอียดกว่าไฟลม ถ้าเราคุมอากาศได้ จะให้เป็นไฟหรือลมก็ได้ จบ ตัวเราไม่มีตัวตน คือธาตุอากาศ ธาตุว่าง เป็นพลังงานสูงสุด แล้วสามารถควบคุมพลังงานที่สอง เป็น ISH ลมกับไฟเป็น she he เราสามารถเลือกใช้ได้ตามเหมาะสม เราจะใช้พลังงานนี้ เหมือนหยินหยาง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า… เราต้องมาเรียนรู้ ลดความติดยึด ในดินน้ำไฟลมอากาศ และจิต ซึ่งการรู้ความยึดถือในจิตนั้น ยากกว่า พ่อครูว่า… เมื่อเรามีความเห็นความรู้ แล้วมีความต้องการ ที่จะมาบำเรอ เพื่ออยากจะเอาชนะ เพื่ออยากจะได้สิ่งตอบแทน คุณก็ทำด้วยความอยาก แต่ถ้าคุณ ไม่มีความอยาก ตัณหา ก็มีแต่ทิฏฐิที่มีความเห็น ที่จะนำมาเพื่อใช้ประโยชน์ มีแต่ความรู้ นี่คือสุดท้ายของพลังงาน ที่ทุกคนสามารถรู้แล้วใช้ คนที่รู้แล้วมีจริง ก็มีสัจจะ ที่ตัวเองทำอยู่จริง ถ้าคุณทำไม่จริงอย่างที่พูด ก็เป็นวิบากของคุณ มีกรรมเป็นอันทำ แล้วเป็นกรรมอุตริมนุสธรรม ที่หลอกคนได้ง่าย ยิ่งบาป ถ้าคนเราไม่ต้องการให้มีวิบาก เราไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แล้วเราจะไปหลอกทำไม เป็นสัจจะแล้วมันไม่ทำ นอกจากมันยังโง่ มันไม่รู้ เรานึกว่าเราไม่มี กิเลสพวกอยาก แต่มันอยากทำ ก็แล้วแต่ เป็นวิบากซับซ้อน คุณทำก็เป็นวิบากของคุณ รายละเอียดปฏิบัติไปแล้วจะรู้ นอกจากคุณจะรู้แล้ว คุณจะเห็นจริงว่า ที่อาตมาพูดนี้ จริงหรือไม่จริง ถ้าคุณเจริญไปตามลำดับ บางอย่างคุณจะยังสงสัย ว่าจริงหรือเปล่า หรือบางคนก็จะเชื่อ แม้คุณจะเชื่อ ยิ่งคนไปปฏิบัติได้แล้วเป็นจริง ความเชื่อก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องห่วงเลย ถ้ามันตรงกับสัจจะที่มีหนึ่งเดียว มันไม่มีสองหรอก เอกังสัจจะ นทุติยัมปิ สัจจะนั้น มีหนึ่งไม่มีสอง เป็นเด็ดขาดเลย

วนไปหาคำว่าบุญ กำลังพูดย้ำละเอียดซ้ำ ความพิเศษของ“บุญ” ในศาสนาพุทธว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธทั้งหลาย เข้าใจคำว่า“บุญ” หรือเข้าใจความเป็น“บุญ” เพี้ยนผิดออกไปจากสัจจะ ผิดอย่างตรงกันข้าม หน้ามือเป็นหลังมือกัน ปานนั้นทีเดียว นั่นคือ หลงผิดว่า การ“ทำบุญ”แล้วจะ“มี”ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,เป็น“ผล”ของ“บุญ” พอเหตุการนั้นเกิด ในการทำทาน ทำศีล เพื่อลดกิเลส แต่คุณยังมีภพต่อ คือการเกิด การเกิดปุ๊บเป็นอดีตเป็นภพทันที ถ้าคุณสามารถอ่านพลังงาน มีลักษณะสี่ตัวสุดท้าย อุปจยะ (คือชาติ) หรือแม้แต่“มี”โลกียสุข เกิดในจิตใจของผู้“ทำบุญ” ผู้เข้าใจอย่างนี้ ผิดทั้งนั้น เพราะเชื่ออย่างนั้น ทำใจอย่างนั้น ล้วนเป็น“ภพ” เป็น“ชาติ”ทั้งสิ้น จิตใจยังไม่ตัด“ความต่อ” คือ“สันตติ” แต่ยัง“ต่อ”สันตติ”ไปอีก จึงมี“อุปจยะ”(เริ่มมีความเกิด) ยังไม่จบที่“สันตติ” เป็นที่สุดเด็ดขาด ยังมี“ลักษณะของ“ความเกิด”(ชาติ)อยู่ จึงต้องมี“ชรตา” และ“อนิจจตา”อยู่ “ทุกข์”ก็ยังไม่สิ้นเศษ สมณะเดินดินว่า… อย่างพวกเราทำงาน แล้วนึกว่า จะมีหมู่มาช่วย แต่ไม่มีคนมาช่วย ก็ว่าไม่เอาแล้ว เลิก ชรตาแล้วอย่างนี้ไหมมันหนัก พ่อครูว่า...มันมีความเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ แต่ถ้ามันหนักก็ต้องจำนน มันเสียสุขภาพ ก็ต้องจำนน ถ้าคุณอยากจะทำ แม้เสียสุขภาพ ตายก็ตาย ก็จะกลัวทำไม คุณจะยอมตายหรือไม่ ถ้ายอมตาย เสียสุขภาพก็ไม่เป็นไร ผู้ที่สามารถ นิยาม(define)ความหมายคำว่า“บุญ”ที่เสร็จสัมบูรณ์สุดจริง จะไม่เหลือแม้แต่“ชรตา-อนิจจตา” เพราะไม่มี“อุปจยะ”ใดอีกแล้ว จะยุติเด็ดขาด จบที่“สันตติ” แม้ชรตาก็อย่าประมาท ถ้าไปแถมแวบต่อทศนิยมให้มัน ก็ไม่อนิจจตาได้ ต้องไม่ให้มี อุปจยะหรือสันตติ ให้มันเสื่อม สันตติไม่เกิดเด็ดขาด ก็ต้องชรตาแน่ นิจจังแน่ ก็จบที่สันตติ เป็นตัวสำคัญที่สุด ต้องรู้จักอุปจยะ แล้วตัด ถ้าแม้นผู้ใด เข้าใจไม่ครบอย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่า ยังมีส่วน“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ คือยังเหลือส่วนที่ยังเข้าใจผิด เชื่อผิด จากความหมายของคำว่า“บุญ” ที่สัมบูรณ์สุด ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งในทิฏฐิว่า “บุญ”คือ ต้องเป็น“การชำระกิเลส” ออกไปจากจิตใจ เมื่อทำได้แล้วเสร็จ ก็จะไม่มีอะไร“เกิดต่อ”เลย เป็นอันขาด “บุญ”จะหายไป สิ้นไปทันที ไม่มีอะไร“ก่อการเกิด”(อุปจยะ)ต่อเลย กล่าวคือ ผู้ใดทำ“กรรม”ใด “กรรม”นั้นทำให้จิตเกิด“บุญ” ผู้นั้น“มีผลบุญ” “ผลบุญ”คือ กิเลสจะ“ถูกชำระ” จะเรียกว่า “เกิดผลบุญหรือมีผลบุญ”ก็ได้ แต่ไม่ใช่ “ได้”อะไร ที่เป็น“ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกียสุข” ไม่มีทั้ง“รูป” ทั้ง“นาม”ใดๆ เกิดต่อเลย จิตว่างเปล่า “ผลบุญ”นั้นคือ กิเลส“เสื่อม” ถึงที่สุดก็..“กิเลสสิ้นสูญ”ไปจากจิต เท่านี้เท่านั้นคือ“บุญ” แล้วก็“จบกิจ-จบเรื่อง” ของ“บุญ” หากปฏิบัติ มี“ผลบุญ”สำเร็จ เสร็จลงแล้ว จากนั้นไม่มีอะไรเกิดต่อ ไม่มี“ภาวะ”ใดเหลือ ต่อจากการปฏิบัติ ที่สำเร็จ“การทำบุญ”มีผล ไม่ว่า“วัตถุธรรม” หรือ “นามธรรม”ใดๆ “อุปจยะ”(เริ่มมีความเกิด)ต่อจากเมื่อทำ “บุญ”เสร็จสิ้นหน้าที่จบเรียบร้อยบริบูรณ์ โดยเฉพาะ ไม่มี“ภพ-ชาติ”ใดๆในจิตนั่นคือ ไม่มี“การได้อะไร” จาก“การทำบุญ” หากสัมมาทิฏฐิ ที่มีผลสำเร็จเต็มบุญ แต่จะ“เสียกิเลสไปจากจิตตน” เท่านั้นถ่ายเดียว ในจิตจะเป็น“สูญ” คือว่างเปล่า ดังนั้น ผู้ยังเข้าใจผิดไปจากที่ว่านี้ ก็คือผู้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ” ตามส่วนผิด ที่เหลือนั้นๆอยู่ เพราะผู้นั้นปฏิบัติธรรมของพุทธแล้ว ประโยชน์ที่เกิดไม่เป็น“พุทธ”ก็ดี เพราะปฏิบัติไม่ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี คือประพฤติ“กรรม”ไม่เป็น“บุญ” ตาม “สัมมาทิฏฐิ”ของพระพุทธเจ้า ทำ“บุญ”ผิด “บุญ”จึงต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ และต้อง “กระทำใจตน”ให้ตรง ตามสัมมาทิฏฐิให้ได้ นอกจาก“บุญ”แล้ว ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในความเป็น“ชาติ” และความเป็น“ภพ” อีก “ชาติ”และ“ภพ”ในที่นี้คือ “การเกิดของจิตใจ มิใช่“การเกิดของสัตว์ที่ประกอบไปด้วย ดินน้ำไฟลมที่ก่อตัวในมดลูก” (ชลาพุชะ) ไม่ใช่“การเกิดของสัตว์ที่เกิดเป็นไข่ก่อน แล้วค่อยเกิดเป็นตัวอีกที” (อัณฑชะ) มิใช่“การเกิดของสัตว์เล็กที่ตัวเอง แตกตัวเกิดได้เลย แบบจุลินทรีย์”(สังเสทชะ) แต่คือ “การเกิดของสัตว์โอปปาติกะ คือ สัตว์ทางวิญญาณ” “ชาติ“หรือ“การเกิด”ที่ว่านี้ จึงหมายถึง“การเกิดของวิญญาณหรือจิต” โดยเฉพาะ ไม่ใช่สัตว์ที่มีตัวตน“ร่างกาย” คลอดออกจากท้องแม่ ที่หมายถึง “ชลาพุชโยนิ” หรือสัตว์ที่“เกิด 2 ครั้ง”(ทวิชาติ) เป็นไข่”ก่อน แล้วค่อยมาฟักตัวตน เป็นรูปร่างอีกที ที่หมายถึง “อัณฑชโยนิ” แม้แต่การเกิดของสัตว์เล็ก จุลินทรีย์แบ่งตัวแตกตัวเกิด ที่หมายถึง “สังเสทชโยนิ” แต่เป็น“การเกิดของนามธรรม” คือจิตคือ“วิญญาณ” ที่หมายถึง “โอปปาติกโยนิ” ซึ่งเกิดในตัวเอง โดยมีเหตุมีปัจจัย มีที่ไปที่มา เหตุ-ปัจจัยนั้น สามารถสืบสาว ที่ไปที่มาได้ ต้องชัดเจน ใน“การเกิด 4”ชนิดนี้ อย่างสัมมาทิฏฐิ ว่า การเกิดใด คือ อย่างไรกันแท้ เพราะความไม่รู้จัก “การเกิด”คือชาติ และไม่รู้ในความเป็น“ภพ”ของจิต นั่นเพราะไม่มีความรู้ ใน“กรรมนิยาม” ไม่มีความรู้ใน “กรรม”ทั้งหลาย ที่สั่งสมทั้งเป็น “อดีต” ทั้งเป็น“อนาคต” โดยเฉพาะ “มโนกรรมปัจจุบัน” พระพุทธเจ้าจึงทรงสอน ให้คนเรียนรู้ความเป็นมโน หรือจิต หรือวิญญาณให้ได้ การจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในความเป็น“จิต” เป็น“มโน” เป็น“วิญญาณ” จึงเป็นจุดแท้ ของการศึกษาพุทธศาสนา เพื่อบรรลุนิพพาน “จิต,มโน,วิญญาณ” ศึกษาได้ที่ไหนล่ะ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรียนรู้ได้ที่“กาย” เพราะ“กาย”นั้นแหละ มีความเป็น“จิต-มโน-วิญญาณ” อยู่ประชุมพร้อมที่จะให้เรียน และให้ปฏิบัติจัดการกัน ตรง“จิต,มโน,วิญญาณ”นี้เองเป็นสำคัญ เป็น“แดนเกิด”(สัมภวะ) ให้มี“การทำกันที่ใจที่จิต”นี้ เรียกว่า“มนสิการ” ซึ่งมีทั้ง“ร่างกายและจิตใจ” รวมอยู่ทั้ง 2 จึงต้องเรียนแล้วทำให้“ถ่องแท้” ภาษาบาลีว่า โยนิโส คือ ถ่องแท้ “การทำใจในใจให้ถ่องแท้” จึงเรียกเต็มๆว่า “โยนิโสมนสิการ” และ“กาย”ก็หมายถึง “ธรรมะ 2” ซึ่ง“ต้องมีภายนอก”ด้วยเสมอ ขาดไม่ได้ แต่ไม่ใช่ไปจัดการอยู่แค่“ภายนอก” ที่มีเฉพาะ“ร่าง” อันคือดิน-น้ำ-ไฟ-ลม กันเท่านั้น แม้อนาคามี 5 (พตปฎ. ล.19/381 ล24/64) 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพาน โดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบ ปุญญาภิสังขาร ในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพาน โดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่ง อภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) แม้เป็นอนาคามี ถ้าหากมีการสัมผัสกับกาย มีภายนอกและภายใน จึงจะสามารถ บรรลุได้เร็วไวกว่าไม่มีภายนอก มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่จะร่วมด้วย แต่อยู่เหนือแล้ว ไม่ใช่หนี ทำงานกับสังคม อย่างมีประโยชน์คุณค่า ชาวพุทธ ทุกวันนี้ ศึกษาคำสอน คำตรัสของพระพุทธเจ้า จากพระไตรปิฎก ไม่แตก หมายความว่าไม่แตกฉาน

ปฏิบัติสุดโต่งไม่มีทางบรรลุจริง (ตัวช้างในพวยกา) ผู้ที่ปฏิบัติ สุดโต่ง โดยนึกว่าจะดีจะเร็ว ถ้ามุ่งแต่จิตมโนวิญญาณ ทิ้งภายนอก แต่ไม่ได้ลำดับภายนอก ยังคายังหยาบอยู่เลย คุณยังทำไม่ได้เลย อาตมาไปนึกตัวอย่าง หางช้างติดพวยกา มันไม่ได้ต้องกลับลำ เพราะหางช้างนี้เอาใหญ่ออกได้แล้ว แต่เหลือเล็ก แต่นี่คุณเอาหางออกได้ แต่ตัวหมดเลยอยู่ในกา คนที่หลงทิศทาง นึกว่าตนเองออก ไปเอาจิต มโนออกก่อน คือหาง แต่ตัวเองทั้งตัว ยังติดในพวยกา ซวยหนักไหม คนที่ทำหยาบมาก่อน จนหมดแล้ว จะติ่งเหลือหางช้าง ก็ยังยึดมั่นถือมั่น ว่าทำหยาบใหญ่ ออกได้แล้ว เหลือน้อยนี่จะเอาไว้ทำไม หางช้างนิดเดียว แต่อันใหญ่เบ้อเร่อ ตัวช้างหัวช้าง ออกได้หมดแล้ว ยังมาหลงยึดแค่หาง คนที่ยังหลงทิศทาง เอาแต่ใจ อย่าให้ออกนอกตัวแล้วไม่ทำเป็นลำดับ จะเห็นว่า แม้แต่เชิงอย่างท่านมหาบัว ไม่รู้จักแม้กระทั่ง อบายมุขสิ่งเสพติด ท่านพยายามเลิกหมาก แต่สุดทน ก็เลยกลบเกลื่อนไป สุดท้ายติดจนตาย หรือแม้ทรัพย์ศฤงคาร คนมาทำทาน ก็เอาไป ทำทาน ต่ออีก ท่านก็บอกว่าไม่มีใครทำได้อย่างเรา ก็เป็นอัตตา ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทั้งโลกธรรม ก็อัตตาที่ทำอย่างมโหฬารพันลึก ถ้าจะยกตัวอย่าง หลวงพ่อคูณ ติดยา อีกองค์หนึ่งติดหมาก หลวงพ่อคูณ หยุดยาได้สุดท้าย หลวงพ่อคูณก็ทำกุศลทำทาน แต่ไม่ได้ทำใหญ่ อย่างมหาบัว ที่ทำอย่างระดับชาติ ระดับใหญ่ ก็ดูท่าทีลีลาที่ท่านเทศน์ ว่าท่านทำทานอันนี้สิ สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ขออภัยที่ต้องพูด ขอคารวะ เอามาใช้เป็นตัวอย่าง เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ที่ไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ ไม่ต้องไปพูดเลย เทียบมหาบัวกับธัมมชโย คนละเรื่องเลย ธัมมชโยนี่ ทั้งหยาบใหญ่ เก่ง ไม่กลัวไม่ละอาย ไม่กระมิดกระเมี้ยน ประกาศแล้วประกาศอีก ส่งเสริมตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วคนเห็นง่ายอย่างธัมมชโย คนที่มีเลือดตระกูลโลกียะจัดจ้านเหมือนกัน คนในโลกนี้ ยังโง่อีกเยอะ ที่หลงในลาภยศสรรเสริญโลกีย จึงได้พวกมาก ถามอีกที พวกของธัมมชโย กับพวกของมหาบัว พวกธัมมชโยมากกว่า ธัมมชโยมีมากกว่า เพราะหยาบกว่า ในยุคนี้ จึงช้านานกว่า ลำบากลำบนต่อรัฐบาลอีก แต่มหาบัวไม่ทำลำบาก ธัมมชโยไม่ติดหมากพลู เก๋ไหม? แต่มหาบัวมีติดหมากอบายมุข แต่อบายมุข ของธัมมชโย คือมหัปปิจฉะ สวยก็สวยเกินเวอร์ ใหญ่ก็ใหญ่เกินเวอร์ มากก็มากเกินเวอร์ มันเวอร์ทั้งนั้นหนัก (ภาพธุดงค์ธรรมชัย ...เทียบกับการเดิน ของชาวอโศก ) ของเราจะไม่จัดอย่าง เวอร์ แข็งเป๊กอย่างเขา ไม่เปรี๊ยะๆๆอย่างเขา ขนาดบาตร ยังไม่เท่ากันเลย สีจรวรก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็คล้ายกัน ส่วนใหญ่องค์รวมพร้อมแต่ไม่แข็ง ดูใช้ได้ในขนาดหนึ่ง ไม่สุดโต่ง มีสิ่งเปรียบเทียบ มีหลักฐานยืน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน