600215_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
600215_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 4
พ่อครูว่า.. วันนี้เป็นวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นปีระกาหรือปีวอก ก็ยึดถือต่างกันไป เหมือนกับคนที่เป็นชาวพุทธเหมือนกัน ก็ยึดถือต่างกัน ศาสนาพุทธอยู่ในเมืองไทย ที่ยึดถือ อย่างทางเถรสมาคม ก็พากันทำ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ๆ เขาก็เชื่อแล้วก็มั่นใจ ยึดถือแล้วก็ปฏิบัติตามที่เขาเชื่อถือ อย่างที่เป็นกันอยู่ แม้แต่ในเถรสมาคมเอง ซึ่งเป็นคณะใหญ่ของประเทศไทย บอกว่าอยู่ในเถรสมาคมเหมือนกัน แต่ก็ยังต่างกัน มีที่ยึดถือต่างกัน เพราะความต่างกัน เข้าใจต่างกันในทิฏฐิ ต่างกันและก็ปฏิบัติกับชีวิตไปในแต่ละวัน เริ่มมีจารีตประเพณี มีวิธีการปฏิบัติ ก็ต่างกันไปหลากหลาย ก็ดี สังคมก็ต้องมีอะไรหลากหลาย เพราะฉะนั้น ความเห็นต่างนี่แหละ เมื่อมันต่างกันถึงขีดหนึ่ง มันตรงกันข้ามกัน เมื่อถึงขีดหนึ่งมันต่างกัน จนกระทั่งตรงข้ามกัน มันก็เห็นขัดกันไปคนละอย่าง ไปคนละเรื่อง ต่างกันมากเข้าๆ ก็ห่างกันมากองศา ก็ห่างกันแยกกันมาก จนกระทั่งถึง 180 องศา ในความลึกในศรัทธา ในทิฏฐิ ในความเห็นความเชื่อ ลึก ซึ่งเห็นตรงกันข้ามกัน 180 องศา ก็จะมีตัวเห็นตัวปัญญา ตัวเข้าใจ ตัวรู้ที่ลึก ของความเชื่อ ความเห็นความรู้ของคน พระพุทธเจ้าท่านเห็นตรงกันข้ามกับมนุษยโลกเขา มันมีรอยแยกกันชัดเจน ชาวโลกเขาก็ยังเห็นว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือ โลกธรรม เป็นสิ่งที่คนต้องได้ ต้องมีต้องต้องเป็น ต้องแสวงหาต้องสะสม กอบโกย ชีวิตต้องมีอันนี้แหละ ถึงจะมีความสุข เป็นชีวิตที่จะต้องมีความสุข แล้วสุขที่ได้ลาภมากๆ ได้ยศสูงๆ มีอำนาจบาตรใหญ่ ได้รับการสรรเสริญเยินยอ ยกย่องบูชา ก็ถือว่าทุกอย่างเป็นความสุข เป็นชีวิตที่เกิดมาควรได้ แสวงหาสะสมไปหรือแย่งชิง แย่งอย่างแรง แย่งอย่างเบาๆ หรือแย่
อ่านต่อ
งอย่างกลางๆ ใช้เลศเล่ห์ ใช้อะไรก็แล้วแต่ ที่เขาคิดว่าควรทำ จะได้มาเขาก็เอา น่าเกลียดน่าชังโหดร้ายรุนแรงเขาก็ทำ มนุษย์ที่มีศรัทธา มีทิฏฐิ มีความเห็น อย่างที่ตนเองเชื่อว่า อย่างนี้แหละดี เขาก็ทำกันไป ก็มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป ในโลกมนุษย์ ถ้าเป็น ลาภธัมมิกา มันจะได้ก็ได้โดยธรรม ด้วยเรี่ยวด้วยแรง ด้วยความรู้ความขยันความสามารถ ลงมือกระทำเรียกว่ากรรม ใครกระทำก็ย่อมเกิดลาภนั้น ใครไม่ได้กระทำก็ไม่ใช่ลาภ ไม่ใช่ของควรได้ ถ้าเราทำอย่างสุจริต ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น ทำในองค์ประกอบที่เราทำ อย่างสุจริตสะอาด คนที่กระทำที่เกิดจากแรงงาน จนกระทั่งถึงผลผลิตเกิดขึ้นมา มันก็เป็นลาภโดยธรรม อย่างนี้ชีวิตก็ปลอดภัย ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราผลิตอะไรขึ้นมา ได้มามากมายแล้ว เสร็จแล้วเราก็เอาสิ่งเหล่านี้ เผื่อแผ่กัน แบ่งแจกกัน เกื้อกูล กินใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณโภคี ไม่ต้องยึดถือเป็นเราเป็นของเรา มีชีวิตอยู่ในสังคม ร่วมกันสร้างร่วมกันผลิต ทำในสิ่งที่ควรทำ สร้างในสิ่งที่ควรสร้าง ให้แก่ชีวิต ให้แก่สังคม แม้แต่ไม่เฉพาะพวกเราเท่านั้น ให้คนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิต อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค หรือบริขารต่างๆ เราก็เป็นผู้ที่มีสมรรถนะ สร้างให้สังคม โดยมีจิตใจระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน แจกจ่ายเจือจาน เกื้อหนุนกัน อยู่กันอย่างมีสามัคคี ไม่ทะเลาะวิวาทกัน ในการอยู่กันอย่างสาราณียธรรม 6 แล้วเกิดผลเป็นพุทธพจน์ 7 เป็นสิ่งที่ดีเลิศที่ประเสริฐ อาตมาในชาตินี้ ก็มาทำงานด้านนี้ ไปหลงลิงลมอมข้าวพองอยู่ 36 ปี เป็นงานที่ อาตมาได้ตั้งปณิธาน ปรารถนาพุทธภูมิ ในชาตินี้ก็ได้ทำสำเร็จ ในระดับที่ทำให้สังคมฆราวาส มีสาธารณโภคี ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา อยู่กันอย่างเกื้อกูลกัน มีชีวิตอยู่กันอย่างพี่น้อง มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในยุคนี้ อาตมาถือว่า เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ อาตมาภาคภูมิใจ ที่ได้ทำตามคำสอน ของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จ จนกระทั่ง กลายเป็นกลุ่มหมู่สังคม ที่ชื่อว่าชาวอโศก อยู่ในพุทธศาสนิกชน คนไทยทั้งประเทศ แล้วก็มีคนไทยที่เป็นพุทธ ได้มาศึกษาพากเพียรปฏิบัติ จนกระทั่ง มาเห็นดีเห็นงาม มาเชื่อถือประพฤติปฏิบัติตน ตามที่อาตมาพาทำในชาวอโศก อย่างที่เป็น อาตมาถือว่า อาตมาทำงานประสบความสำเร็จ สำเร็จอย่างน่าพอใจ เพราะว่ามันยืนยันชัด ยิ่งเอาพระไตรปิฎกต่างๆ มายืนยัน อ้างอิง ตรวจสอบ เอามาอธิบาย ก็ยิ่งสอดคล้องเห็นได้ชัด ก็ยิ่งสงสารชาวพุทธในเมืองไทย ที่ได้ไปยึดถือ ไปได้หลงยึดถือในแบบผิดๆ มันไม่สัมมาทิฏฐิ มันมิจฉาทิฏฐิออกไปจาก ศาสนาพระพุทธเจ้า น่าสงสาร ที่น่าสงสารเอามากๆก็คือ ผู้ที่ท่านมาศึกษาพุทธศาสนา มาปฏิบัติประพฤติ ที่มีอำนาจยศศักดิ์ตำแหน่ง ในการบริหารองค์การพุทธศาสนา ก็มีศรัทธา มีทิฏฐิอย่างที่ท่านเป็น เปลี่ยนมาเห็นอย่างที่อาตมาพาทำ ว่าถูกต้องนะ อาตมามั่นใจว่า ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง หลงตัวเองว่า ตนเองถูก อาตมาว่า มันถูกต้องจริงๆ ไม่ใช่ว่าหลงละเมอเพ้อพก ไปตามประสา เพราะว่ายิ่งตรวจในพระไตรปิฎก เอาพระไตรปิฎกมาอ่าน มายืนยัน มาอธิบาย มันยิ่งชัดเจน ในมหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 ที่อาตมาได้นำมาอธิบาย มานานแล้ว คราวนี้นำมาทวนอธิบาย ก็ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น มีประเด็นหลักชัดเจน ก็ตรงที่ว่าสมาธิ ความเป็นสมาธิของศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสชัดเจน ในคำในภาษายืนยัน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สมาธิพุทธกิเลสหมด แต่จิตยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งทำงานมากยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงสัมมาสมาธิ ที่ท่านตรัสคำว่าสัมมา มันเป็นคำที่ยืนยันความถูกต้อง มิจฉามันไม่ถูกต้อง ถ้ามิจฉามันไม่ควร มันไม่ดี มันไม่ถูกต้อง แล้วสัมมามันเป็นเช่นนี้ แล้วท่านก็กลับไปทางพระสูตร ว่าสมาธิของท่านนั้น จะต้องปฏิบัติให้เกิด องค์ประกอบของการประพฤติ ประพฤติโดย องค์ 7 ไม่ใช่ว่าองค์ประกอบของการปฏิบัติคือ ไม่มีองค์ 7 ไม่มีขณะในการทำอาชีพ ทำกัมมันตะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในขณะที่พูด ในขณะที่คิดอยู่ ไม่ปฏิบัติ ปิดกรรมทุกอย่างเลย เสร็จแล้วก็หลับตา หลับตาเข้าไป ก็สะกดจิตเข้าไป สะกดจิตให้นิ่ง โดยหลงความเป็นหนึ่งของจิต เอกัคคตา จิตก็เป็นหนึ่ง นั่งสะกดจิตเข้าไป จิตก็เป็นหนึ่ง จิตก็หยุด มันหยุดจนเลยเถิด คือมันหยุดคิด หยุดอะไรต่ออะไรไปเลย ทำให้ตัวเอง เหมือนคนตาย หายใจระรวย นิ่งเลย หรือหยุดนิ่ง มันเป็นการทำอย่างพาซื่อ เข้าใจง่ายๆว่า การสงบคือหยุดนิ่ง ไม่ทำอะไร พระพุทธเจ้า สงบคือหยุดอาการกิเลสในใจ สงบเพราะว่า ในใจไม่มีอาการของ ความเป็นกิเลสตัณหาอุปาทาน ก็สงบ แต่ใจที่ปราศจากกิเลส ตัณหา อุปาทานนั้น จะเป็นจิตใจที่คล่องแคล่ว มุภูตธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร ก็คล่องแคล่ว เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิกของจิต ยิ่งคล่องแคล่ว เป็นองค์รวมของจิต เรียกว่า กายปาคุญญตา หรือกายกัมมัญญตา เป็นความคล่องแคล่วของกาย กายคือ เวทนาสัญญาสังขาร แล้วก็เกิดความแคล่วคล่อง เรียกว่า ปาคุญญตา หรือกัมมัญญตา มีหลักฐานในพระบาลีไว้ชัดเจน สมาธิพุทธกิเลสหมด แต่จิตยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งทำงานมากยิ่ง เพราะกาย คือองค์รวม เวทนาสัญญาสังขาร ยิ่งคล่องแคล่ว ทำให้เกิดกายวิญญัติ ความเคลื่อนไหว ขององค์รวมของรูปนาม ยิ่งมีสมรรถนะความรู้ปัญญา ทำอย่างกัมมัญญตา เป็นการงานที่เหมาะควร ที่ดีที่สุด ผู้ใดทำให้จิตเป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน มีเอกัคคตา มีอุเบกขาเป็นตัวตั้ง เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีกระแสบวก แล้วมีกรรมกิริยาร่วมทำ เป็นพลังงานบวก เป็นองค์รวมของนิวเคลียส เป็นองค์รวมของพลังงาน ที่เป็นจุดศูนย์กลางของพลังงาน ทำงานอยู่ ส่วนในตัวเคลื่อนที่เป็นพลังลบ จึงคือสติสัมปชัญญะปัญญา ร่วมกับจิตที่เป็นแกน แข็งแรงตั้งมั่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เรียกว่าสมาธิ ทำงานด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ความตื่น ความรู้ รู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จัดการกับ กาม พยาบาทให้ออกไป จิตก็มีฝ่ายปัญญา เป็น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ส่วนอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นฝ่ายเจโต มีสมาธิกับปัญญา 2 อันนี้ เป็นปัญญาที่ปราศจากกิเลส ทำงานร่วมกัน เป็นองค์รวม ของนิวเคลียส มีพลังงานบวกพลังงานลบ ที่มีพลังสูงและมีความดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาด มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษภัย ก็เป็นคนหรือแม้แต่เป็นสังคม ก็ไม่มีโทษภัย เช่น สังคมชาวอโศก อย่างอาตมาบอกพวกเรา อย่างควรจะไป ออกไปช่วยประท้วงการเมือง พวกเราเข้าใจก็ไป ซึ่งเขาไม่มีใครจะไปทำ เขาไม่มีมหาปเทส พระพุทธเจ้า ก็เคยพาพระภิกษุไปประท้วง เรื่องที่พระญาติของท่าน แย่งน้ำกัน เราก็ไม่ได้ทำ ในสิ่งที่ไม่ควรที่จะไปทะเลาะเบาะแว้ง ไปรบรากัน ไปประท้วงก็เหมือนกับ การไปห้ามทัพ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าไป ห้ามทัพที่เขาจะแย่งน้ำกัน นี่ก็เป็นการแย่งอำนาจทางการเมือง ตามทิฏฐิความเห็นของเขา เราก็ไประงับสิ่งที่เขาทำ ตามที่เห็น พวกเขาไม่เข้าใจ ก็หาว่าทำนอกเรื่องนอกราว ทำในสิ่งที่ไม่ควร ไม่ใช่เรื่อง อาตมาไม่มีปัญหา ก็ให้เขาเข้าใจไปตามภูมิของเขา เขามีภูมิแค่นั้น ก็เข้าใจว่าศาสนาคืออย่างไร อาตมามั่นใจว่า ไม่ได้พาทำในสิ่งที่ผิดพลาด เพราะศาสนาพุทธ เป็นไปเพื่อสังคม ไม่ใช่ศาสนาที่ปลีกเดี่ยว เอาตัวรอดหลุดพ้น แบบเอาตัวเองเข้าป่าเขาถ้ำ มีชีวิตอยู่กับตัวคนเดียว อย่างศาสนาเชน ศาสนาพระมหาวีระ ไม่สุดโต่งเช่นนั้น แล้วขอยืนยันด้วยว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งสังคม มีคำยืนยันคือ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก)
ทุกวันนี้อาตมาถือว่า พวกเราทำได้อย่างเข้าใจ ถือว่าบรรลุธรรม ทำอยู่ในสังคม เป็นผลแห่งการศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา เพราะพวกเราเข้าใจตั้งแต่ มหาศีล เป็นศีลที่ยืนยันความเป็นศาสนาพุทธ ว่าสิ่งที่ท่านตรัสไว้ ในมหาศีล ท่านให้เว้นขาด ไม่ประพฤติ อาตมาก็พาทำสำเร็จ มหาศีลข้อที่ 1 ที่ท่านว่า 1. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา แล้วยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ (อันนี้ทำเพื่อต้องการให้มีควัน แต่ศาสนาพุทธไม่มีแบบนี้) ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ (อย่างนี้ต้องการเปลวไฟ ในศาสนาพุทธไม่มี) ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มครองบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า...ศาสนาพุทธต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้ อยู่ในความประพฤติของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะพระภิกษุ ยิ่งพระภิกษุต้องนำพา จะต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้ อย่างที่เขาทำพิธีปลุกเสก อะไรต่ออะไรกัน แต่ในศาสนาพุทธให้เว้นขาด จะไม่มีในวงการศาสนาพุทธ ถ้ามีก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ต้องเว้นขาดในมหาศีลทุกข้อ พระภิกษุ ที่นำพาศาสนาไม่ประพฤติ อาตมาขอขอบคุณภิกษุ ที่มาร่วมกับสมณะชาวอโศก ที่ไม่ประพฤติละเมิดในมหาศีล ใครยังประพฤติอยู่ ก็ให้เว้นขาด
7. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา แล้วยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. สมัยโบราณ เขาพึ่งพาพระในการรักษา พระพุทธเจ้าห้าม เพราะมันล่อแหลมต่อการตาย เพราะหมอรักษาไปรักษามา มันก็ตาย มันเจ็บมันป่วย พระพุทธเจ้าถึงห้าม ไม่ให้ทำ ชาวบ้านเขาจะมาว่าพระทำให้คนตาย ต้องปาราชิกได้ หมอที่รักษาผิดพลาด คนก็จะตายได้ ซึ่งมันไม่ควร ที่อาตมาเอามาอ่าน ยืนยันได้ว่า ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไป จนศีลไม่มี ไม่มีจุลศีล มัชฌิมศีล ที่เป็นหลักเกณฑ์ ในการประพฤติปฏิบัติเลย เป็นการปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส มหาศีลเป็นศีลที่ห้ามว่า ภิกษุอย่าประพฤติ ในวงการของศาสนาพุทธ ไม่ให้มีสิ่งเหล่านี้ เป็นเดรัจฉานวิชา เดียรถีร์เขาทำกันเยอะแยะ แต่ในยุคนี้ในวงการศาสนา เลอะเทอะไปหมด อาตมามาพาคนไทย จำนวนหนึ่ง มาประพฤติปฏิบัติ ชาวอโศกเราไม่ปฏิบัติ เรื่องนอกรีตเช่นนั้น ที่เขาพาทำกัน เรามามีศีล เพื่อจะให้เกิดอานิสงส์ 10 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ในจุลศีล มัชฌิมศีล ก็เป็นข้อศีลที่เป็นการประพฤติปฏิบัติ ตั้งแต่มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และอื่นๆ แต่ทุกวันนี้ทำนอกรีต ทำเป็นเรื่องพิลึก เอาดอกไม้ ไปโปรยบนถนน แล้วให้พระเดินเหยียบ แล้วบอกว่าน่าศรัทธามาก อย่างนี้เป็นเรื่องนอกรีต เป็นสิ่งที่เดียรถีย์ทำ ก็ไม่เข้าใจ และยกย่องเชิดชูกัน ถึงขนาดคนที่ เป็นว่าที่พระสังฆราช บอกว่า เกิดมาชาตินี้ ไม่เคยเดินบนดอกไม้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ชื่นชมยินดี นี่หรือผู้ที่จะไปเป็นสังฆราช ในศาสนาพุทธ เขามีคอนเซ็ปท์ มีทิฏฐิเช่นนี้ มันน่าสังเวชใจ อาตมาบรรยายธรรมะ มีท่าทีลีลา สีหน้าท่าทางตามนี้ คนก็เข้าใจว่า อาตมามีอารมณ์ อาตมาก็ไม่มีอารมณ์อย่างนั้นหรอก จะบอกว่ามีอารมณ์ก็ได้ เป็นอารมณ์สังเวช นี่คือผู้ที่จะได้รับการเชิด ให้เป็นสังฆราช ดีว่าเมืองไทย รู้ทันไหวทัน ก็เลยหาทางระงับ ในเรื่องอย่างที่เขาทำ อย่างเช่น ยินดีในรถเบนซ์หรู ถ้าได้คนอย่างนี้มาเป็นสังฆราชก็ยุ่ง ตอนนี้ได้สังฆราชก็อบอุ่น ค่อยยังชั่ว เป็นผู้ที่สมถะ อยู่ในศีลในวินัย อยู่ในกรอบ ในสิ่งที่น่าเคารพ นับถือบูชาได้ ก็ดียังกลับตัวทัน ยังมาได้สิ่งที่ควร น่ายินดีประเทศไทย ที่ไหวตัวทัน ไม่เช่นนั้นล่ะ เจ้าประคุณเอ๋ย ไปได้ ลูกช่วง มาเป็นสังฆราช นี่เป็นเรื่องเบื้องต้นก็ผิดกัน ไม่เข้าใจศีล แต่ทุกวันนี้พูดกันว่า ศีลมี 227 ข้อ แต่จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่ได้พูดกัน อาตมานำมาฟื้นคืน ถ้าในมหาเถรสมาคม เอา จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มาพูดกันฟื้นขึ้นมา ศาสนาจะรุ่งเรือง เอา จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มาตรวจสอบปรับปรุงกัน นี่คือการปฏิรูป ศาสนาพุทธเลย จะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเลย สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ ช่วยหน่อยเถิด
สมาธิพุทธจิตสุดคล่องแคล่ว ศีลก็อย่างนี้ สมาธิ อาตมาก็ยืนยันว่า ไม่ใช่การปฏิบัติแบบหลับตา อย่างนั้นไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า ตื่นเสียที.. ตื่นเสียที.. ตื่นเสียที.. ชาคริยานุโยคะ แต่ไม่ตื่นเสียที เพราะฉะนั้น เมื่อศีลสมาธิ ไม่ได้เข้าร่องเข้ารอยแล้ว ปัญญา ก็กลายเป็นมิจฉาปัญญาไปหมดแล้ว ไปไกลมาก ปัญญามันนอกอัญญะ อัญญะ คือ ความรู้เริ่มต้น เป็นพลังงานจุดแรกของจิต ที่มันเป็นความเห็น ที่ทวนกระแส ปฏิโสตัง ทวนกระแสกับสิ่งที่เรา หลงใหลอยากได้ คือจะต้องได้ลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข ความรู้อัญญะ เป็นจุดแรกที่รู้ว่า ชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ เราต้องลดตัว หลงใหล ได้ปลื้ม ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มันเป็นความเห็นความรู้ที่ทวนกระแส ปฏิโสตัง จากความตั้งเป้า และประพฤติล่า ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ก็จะมาลดความคิดความเห็นเก่า พยายามลบล้างออกไป อัญญาก็เจริญเป็นปัญญา มีสัญญา มีปัญญาไปตามลำดับ ปฏิบัติทุกเวลา การประกอบอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ก็อ่านจิต ที่ไปหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็หยุดออกมา ในขณะที่มีชีวิตอยู่ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หยุดเวทนาในโลกีย์ ที่ไปยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีสัญญากำหนดหมายเลือกเฟ้น เอาสิ่งที่จะให้จิตยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่าให้ยินดีในโลกีย์ ฆ่ากิเลส ตัวยินดีในโลกธรรม แต่ไม่ใช่ไม่ทำงาน แต่ทำงานอยู่ทั้งอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ แต่อ่าน มีจิตที่มีความแววไว มุทุภูตธาตุ ให้รู้ตัวในกรรมกิริยา ที่จะพูดจะคิดจะทำ ว่ามีกิเลสที่เข้าไปร่วม จะต้องแยกตัวทุจริต ที่ไปหลงอยากได้ อยากมีอยากเป็น ไม่ต้องไปหลงอยากได้ อยากมี อยากเป็น ปลูกมะเขือเทศก็เกิดมะเขือเทศ การทำไมโครโฟน ก็เกิดไมโครโฟน ทำด้วยเหตุอันนี้ ก็เกิดผลอันนี้ ถ้าทำแล้วได้ลาภโดยธรรม มันก็เป็นของมันเอง ไม่ต้องไปอยากได้ ไม่ใช่ว่าทำอันนี้ เพื่อจะได้ไปขายแพงๆ ทำอย่างนี้แล้ว จะได้สรรเสริญเยินยอ ทำดีแล้วจะได้เป็นความสุข มันก็เหนื่อยก็ยาก แต่จะเป็นสุขจากการทำงาน ก็ยังไม่ขัดแย้งอะไรมากมาย คือเข้าใจว่า อยู่กับกรรมกิริยา การงานอาชีพในชีวิต จิตไม่มีกิเลสเข้าไปร่วม สรุปว่า ไม่มีกิเลสนั่นแหละคือสมาธิ ไม่ใช่ทำให้จิตหยุดคิด ไม่พูดจา ไม่กระดุกกระดิก แล้วบอกว่า นั่นคือผลของสมาธิ ทำให้คนกลายเป็น พรหมลูกฟัก มันตรงกันข้ามกับ ของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้น คล่องแคล่วในการงาน เรียกว่า กัมมัญญตา กายปาคุญญตา เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ข้นธ์ 5 เราคล่องแคล่ว รู้เร็วไว จิตผู้ใดมีอุเบกขา มีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คือ บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ แม้จะประกอบกรรมการงาน มีกรรมกิริยาทุกอย่าง สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่ จิตใจก็ยังบริสุทธิ์ ปริโยธาตา ยังขาวรอบ ยังผ่องใสอยู่ตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความบริสุทธิ์นั้นได้ ทำการงานอะไรอยู่ ก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ มุทุ คล่องแคล่วว่องไว แต่ท่านที่แปลมุทุว่า จิตอ่อน ก็เลยไม่ดูเหมาะสม แต่แปลว่า จิตหัวอ่อน คือ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความประเสริฐ ความดีที่เหมาะสม ได้เร็ว ได้ไว ได้คล่องแคล่ว
กัมมัญญา เมื่อจิตมุทุแล้ว ก็จะสุดยอด ถ้ามีวิการรูปถึงมุทุ ในวิการรูป 5 มี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา และกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ทุกวันนี้อาตมาแสดงธรรม ประกอบด้วยท่าทีลีลา นัจจะ มีออกไม้ออกมือ แต่ไม่ใช่ร่ายรำนะ แต่มีท่าทีประกอบความหมายของคำ มือไม้ท่าที เพื่อแสดงออกสื่อให้ตรงความหมายที่จะให้รู้ ประกอบท่าทีลีลา น้ำเสียงสำเนียง มีนัจจะคีตะวาทิตะ เพื่อสื่อให้เข้าใจว่า หมายถึงอะไร ทุกวันนี้คนเข้าใจยาก ก็เลยต้องสื่อด้วยท่าทีลีลามาก มีสีหน้าท่าทาง สุ้มเสียงสำเนียง ก็เลือกมาใช้ เพื่อสื่อสารให้ชัด ซึ่งหนักหนาสาหัสยากมาก แต่คนไม่เข้าใจศิลปินโพธิรักษ์ หาว่าแสดงธรรมอะไร ไม่สงบ แต่อาตมากำลังแสดงสื่อ เพื่อให้เกิดความสงบ ไม่เข้าใจสัจจะ ของความสงบคือ กิเลสนั้นเลิก ละ หยุด แต่กายมีความคล่องแคล่ว สื่อให้แรงสื่อให้ชัด ยุคนี้ยุคฮาร์ดร็อค ก็ต้องแสดงขนาดนี้ อาตมาเป็นศิลปิน ต้องแสดงฮาร์ดร็อค ถึงไม่หลับ แต่ขนาดนี้ ยังหลับอยู่เลย นี่ถ้าหลับตาแสดงธรรม ก็หลับกันหมดเลย แม้จะยากอาตมาก็ไม่ท้อ
[261] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง 1 สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ ซึ่งเป็นสาสวะ คือ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ได้เป็นส่วนๆ แต่ในข้อ 262 เป็นสัมมาทิฏฐิในส่วนอนาสวะ [262] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะ ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ ให้เอากาม เอาพยาบาทออกก่อน แล้วจะเหลือ จิตที่ยังเบียดเบียนตนท่าน ก็เอาวิหิงสาออกอีก ก็เป็น อนาสวะ
[263] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะ ของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก ความวิตกความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะ ของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายาม เพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติ บรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม 3 ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ
สัมมาสังกัปปะของพระอาริยะ ก็ปฏิบัติถึงอนาสวะได้ ถ้ายังเป็นข้อต้น ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ที่ต้องย้ำเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ไปทั่วประเทศ เข้าใจส่วนแห่งบุญผิด ส่วนแห่งบุญ คือส่วนที่ทำให้สูญไปได้ หมดไปได้ หายไปได้ ไม่ได้แปลว่าส่วนที่มี คนมีบุญ บอกว่าสะสมบุญ แต่บุญสะสมไม่ได้ ส่วนแห่งบุญ คือส่วนฉิบหาย หรือวิบัติ บุญเป็นเรื่องน่ากลัว ในวงการศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ เมื่อบอกคำว่าบุญ กลับเป็นสิ่งที่ น่าได้น่ามีน่าเป็น สิ่งที่น่าเกลียด กลับเห็นเป็นสิ่งที่น่าได้ บุญเป็นสิ่งที่น่าเกลียด คนที่เข้าใจศาสนาพุทธกลับตาลปัตร ไปดูที่ธรรมกาย หลงบุญบ้าบุญ หลงว่าเป็นสิ่งที่ น่าได้น่ามีนะ แล้วสั่งสมบุญกัน ศานาพุทธ เป็นศาสนาที่ต้องเอาออกให้หมด จึงจำเป็นต้องมีอาวุธ คือบุญ ไว้สำหรับฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสเสร็จแล้ว ก็โยนทิ้ง ไม่สะสมอาวุธ ผู้ใดไม่มีบุญแล้ว ปุญปาปริกขีโณ สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว คนไม่มีบุญ คือคนเจริญสุดยอด แต่นี่งมงาย จะต้องสะสมบุญมีบุญ ความรู้ของศาสนาพุทธนี่จะอย่างไรหนอ นี่อาตมากำลังแสดงธรรมฮาร์ดร็อคนะ ส่วนแห่งบุญ นั้นคือสิ่งที่กิเลส ลดลงไปได้ทีสะส่วน บุญก็หมดบาปก็หมด ไปตามลำดับ อย่าเข้าใจบุญคือสมบัติ บุญคือวิบัติ
สังกัปปะ 7 สำเร็จถึงอรหันต์ มาถึงคำว่าสังกัปปะ 7 (263) สังกัปปะ 7 มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร 7 คำนี้ท่านแปลว่า ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ และวจีสังขาร อาตมาก็ขยายความเป็นตัวพยัญชนะ เอามาขยายเป็นตัวๆ และก็เห็นความสัมพันธ์ขององค์ 7 ของการปฏิบัติ สังกับปะเป็นองค์ประกอบของการปฏิบัติธรรม ที่คุณจะต้องประพฤติให้เป็นด้วยนะ ถ้าประพฤติสัมมาสังกัปปะไม่ได้ ยังมิจฉาสังกัปปะอยู่ ผู้นั้นยังปฏิบัติธรรมยังไม่เข้าถึงขั้นโลกุตระ ยังไม่เข้าถึงขั้นปฏิบัติธรรมเป็นอาริยมรรค แล้วจะเกิดอาริยผล จะปฏิบัติจนเกิดอาริยมรรคแล้วจะเกิดอาริยผลเป็นโลกุตระนั้น คุณจะต้องรู้จักตัวจิตที่ดำริ เรียกว่าตักกะ หรือคุณแปลว่าความตรึก มันเริ่มดำริมา คุณจะต้องมีมุทุธาตุ มุทุภูตธาตุจิตแววไว แล้วก็จับอาการของจิตที่เริ่มตรึก แล้วก็ตามมันมาเลย จิตกำลังทำงาน กำลังเป็นตัวเป็นตน แล้วก็วิจัย มีสติสัมปชัญญะ มีธัมมวิจัย เพียร วิริยะ ใช้โพชฌงค์ 3 วิจัยธรรมวิจัยจิตที่ตรึกมานี่ มีกามผสมมาไหม มีพยาบาทผสมมาไหม มันมีตัวอาการกาม อาการพยาบาทผสมมาจัดการตัวมันให้ได้ เรียกว่าเห็นสักกายะ พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 จับให้แม่นจับให้ถูก อย่าไปจับผิดตัว อย่าไปจับแพะอย่าไปจับแกะ ต้องใช้ภาษาให้ทันสมัย อย่าจับผิดตัว เอาให้ตรงตัว พ้นวิจิกิจฉา ใช่แน่นะ ตัวจำเลยชัดนะ ไม่ใช่แกะไม่ใช่แพะนะ อาการอย่างนี้วิจัยออกมาให้ชัดเจน ว่านี่มันเป็นกาม นี่มันเป็นพยาบาท ไม่ใช่ไปเอาจิต ฆ่าจิตทั้งหมด หรือว่าไปนั่งสะกดจิตดับไปหมดเลย โดยที่ไม่แยกไม่เยอะ ไฟดับผิดตัว นอกจากดับผิดตัวแล้วไปดับ อาตมาเคยยกตัวอย่าง โจรอยู่บ้านหลังนี้ เผามันทั้งบ้านเลย ไม่ใช่ เข้าไปจับตัวโจรอย่าเผาบ้าน เสียของ โธ่เอ๋ย บางทีบ้านหลังใหญ่เบ้อเร่อบ้าร่าราคาแพงกว่าโจรอีก โจรจะมีราคาอะไร จะเผา เผาตัวมันสิ จะเผาบ้านทำไม ของมีราคา โจรมันของเสียของเน่าเผาแต่โจรจับแต่โจรสิ นี่คือความหมายวิจิกิจฉาสังโยชน์ ต้องจับตัวโจร เป็นสักกายะ ตัวตนของโจรชัดๆ แล้วประหารด้วยศีลพรต อย่าไปจับโจรได้แล้วก็ลูบหัวลูบหางโจรอยู่ นี่ก็ยังเลี้ยงโจรกันอยู่นี่ ไม่เอาทำจริงกันเสียเลยจะประหารเมื่อไหร่ก็ไม่ประหาร จะจัดการเมื่อไหร่ก็ไม่จัดการ ผิดหน้าที่เสียนี่ เดี๋ยวจับ 157 เสียเลย ทำงานลูบๆ คลำๆ เล่นๆหัวๆเหยาะๆแหยะๆ ก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive