600219_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
600219_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า
สมณะเดินดินว่า… ทุกๆวันอาทิตย์ พ่อครูก็จะได้มาพบพวกเรา วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 พวกเราก็กำลังกลับมาจาก งานพุทธาภิเษกฯ ช่วงนี้ ถ้าพวกเราติดตามข่าวทางศาสนา ก็ดูเหมือนมีเรื่องราว ที่ต้องติดตาม เป็นเรื่องที่น่าติดตาม และเรื่องดังกล่าว ก็มักจะโยงใยมาถึงเราเหมือนกัน กำลังจะดูว่า จุดจบของธรรมกาย จะจบที่ตรงไหน มีคนบอกว่า จะจบแบบสันติอโศกหรือเปล่า คือออกจาก เถรสมาคม แล้วก็มาอยู่อย่างนี้ แต่ตอนนี้ ยังจับตัวเป้าหมายไม่ได้ นักวิชาการมองว่า ทำแบบสันติอโศกได้ อีกหน่อยคนอื่นก็จะทำตาม ก็กำลังดูว่า มันเป็นจริงอย่างนั้นไหม เราก็รู้อยู่ว่า ออกมาแบบสันติอโศก พวกเราออกมาก็ไม่มีใบสุทธิ ไม่มีเครื่องรับรองอะไร แต่เขาก็ยังบอกว่าเราเส้นใหญ่ เราก็ยังหาเส้นไม่ได้ (พ่อครูว่า วันนี้มีก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ) เส้นใหญ่จริงๆคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เน้นให้พระภิกษุมีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้ว พ่อครู ก็ได้พาให้พวกเรา มาสร้างจนเป็นชุมชนคนมีศีล เป็นชุมชนสาธารณโภคี การศึกษาบุญนิยม การค้าบุญนิยม กสิกรรมไร้สารพิษ เกิดสิ่งต่างๆขึ้นมา ในสังคมในประเทศไทย แต่สิ่งที่เกิดกับคดีสันติอโศก ตอนนั้นพรรคพลังธรรม กำลังเฟื่องฟู แล้วก็พรรคนี้กับอโศก ก็ไปด้วยกัน เขาเลยหาทางจัดการเรา จนมาถึงทุกวันนี้ พวกเราอยู่ได้เพราะ ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าสำนักทั้งหลาย ต่างก็ยืนยันว่า ธรรมะของตัวเองถูก สิ่งที่ตัวเองบอกสอน เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า มีคนบอกว่า จริงๆแล้ว ตอนที่พูดนี่ พูดธรรมะพระพุทธเจ้า แต่หลังจากพูดเสร็จแล้ว เขาทำอะไร ทุกวันนี้มันมีกล้องติด น่าจะติดไปที่เจ้าสำ
อ่านต่อ
นัก ทุกสำนักให้ดู 24 ชั่วโมง แต่ถ้ารู้ตัวก่อน คงไม่กล้าไปทำอะไร แต่ของพ่อครูนี่ ติดเครื่องอัดเสียงไว้ตลอด แม้แต่ตอนนอนก็รู้หมด สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ที่ไปชุมนุม ตำรวจเขาเอาไปถอดเทป ก็มีแต่พูดเรื่องธรรมะ เขาจะเอาไปฟ้องได้อย่างไร (พ่อครูว่า เขาเอาไปถอดเทป ท่านผู้บัญชาการคเรื่องของฟังแล้ว ก็อ่านแล้วก็บอกว่า ไม่อ่านต่อแล้ว ) ชีวิตพ่อครู ที่ได้พาพวกเราปฏิบัติมา และชีวิตของตัวท่านเอง ตั้งแต่เช้าวันนี้ก็เขียนธรรมะ ในกระดาษปฏิทิน เมื่อคืน พ่อครูเอาแว่นตาไว้นอกมุ้ง ปัจฉาแซวว่าไม่เอาไว้เขียนตอนดึกๆหรือ ชีวิตพ่อครูอยู่กับธรรมะตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ธรรมจะคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าศักดิ์สิทธิ์และคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม เราจะได้เห็นผลของธรรมะพระพุทธเจ้า ที่พ่อครูได้เอามาขยายให้พวกเราฟัง วันนี้พ่อครูจะมาเพิ่มเติม โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า เป็นอย่างไร
พ่อครู...ต่อจากท่านเดินดินว่า อยู่กับธรรมะอย่างไร ทางกายกรรมวจีกรรม อาตมาก็ไม่เห็นว่า จะไปอยู่กับอย่างอื่น นอกจากธรรมะ กายกรรมก็อยู่กับธรรมะ มโนกรรมก็อยู่กับธรรมะ ตื่นลืมตาขึ้นมาจากเวลาไหน ก็มีแต่ธรรมะ ปรุง พิจารณาว่าใช้ภาษานี้ กับสภาวะนี้อย่างนี้ เป็นบัญญัติอย่างนี้ นอนก็ดี ตื่นก็ดี เป็นอันเดียวกัน นอนไปก็เรื่องราวอะไรต่างๆ เขาไม่เรียกว่าฝัน เป็นนิมิตธรรมะ มันก็เป็นเรื่องเหมือนกับตอนตื่น ตอนตื่นหรือหลับก็อันเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ใครถึงอย่างที่อาตมาเป็น ก็จะรู้ได้เอง เป็นปัจจัตตัง ใครไม่ถึงก็เดาเอาไม่ได้ ก่อนจะได้พูดถึง โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า ก็จะได้โฆษณา ที่สันติอโศก จัดงานอบรมธรรมะมาเป็นประจำ ครั้งนี้ครั้งที่ 143 ชื่อ วิริยะอุตสาหะชนะทุกสิ่ง ณ พุทธสถานสันติอโศก วันศุกร์ที่ 17 ถึงวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 ผู้ที่สนใจติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02 374 5230 หรือเบอร์ 081 584 6334 เฟสบุค ค่ายอุโบสถศีล สันติอโศก เชิญ
ชีวิตของคน อาตมาเองมาถึงทุกวันนี้ ใครจะหาว่าอาตมาหลงธรรมะ หลงใหลธรรมะ อาตมาก็ยอมรับทั้งนั้น เพราะอาตมาเห็นว่า ชีวิตคนเกิดมานี้ ถ้าไม่ศึกษาธรรมะ จะศึกษาธรรมะในศาสนาไหน อาตมาก็ว่าเป็นกุศลเป็นคุณค่า ที่ประเสริฐ ที่ดีของชีวิตคน ถ้าคุณไม่ศึกษาธรรมะ คุณก็จะไปวนอยู่ในโลก ในโลกนี้ แล้วโลกที่เขาทำอะไร เขามุ่งมั่นแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขกัน ล่า แย่งให้ได้มากๆมากๆ ไม่มีถดถอย แม้แต่เทวนิยม ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เขาก็ยังมีแนวคิดเหมือนกัน คือต้องหยุด มาลด คนลดได้เจริญ อย่าไปแย่ง ให้มีน้อยลงๆ ตรงกันกับของพระพุทธเจ้า มักน้อยสันโดษ ตรงกันหมดเลย อย่าไปแย่งกันต่อ มามักน้อยนี้เท่ห์กว่าเยอะ โก้กว่า สวยกว่าเยอะ ตรงกันกับของพระพุทธเจ้า ต่างกันตรงไหน ของศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นอเทวนิยม ก็คือไม่ได้ลาภยศสรรเสริญ พยายามมักน้อยสันโดษ น้อยจนกระทั่งของศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ ศาสนาบางเจ้า เช่นศาสนาเชน มักน้อยจนกระทั่ง ไม่เอาอะไรเลยไม่มีอะไร ผ้ายังไม่นุ่ง มีภาชนะสำหรับใส่อาหารกินแค่นั้น ก็เป็นการมักน้อย ทุกคนก็ยินดีว่า การมักน้อย ไม่เบียดเบียน ไม่แย่งชิงใคร มีชีวิตไม่เป็นคู่ต่อสู้ของทั้งโลก อย่างพวกเชนนี้ พวกที่เป็นทุนนิยม เขาก็บอกว่าดี ไม่ได้ขัดแย้งกับของเขา แต่ศาสนาพุทธ ไม่สุดโต่งขนาดนั้น นอกจากไม่สุดโต่งแล้ว จริงๆแล้วศาสนาพุทธมีเงินมีทอง มีทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์ อย่างเช่นชาวอโศก แต่ไม่ยึดถือเป็นของตัวเรา ไม่วุ่นวายไม่หนักหนาเลย ศาสนาพุทธท่านเข้าใจได้ยาก ทุกคนเอามารวมกับของส่วนกลาง แล้วแบ่งกินแบ่งใช้ ผู้ที่บรรลุสูงสุดก็คือ ผู้ที่มักน้อยสูงสุดก็คือผู้ที่ หมดตัวตน ตัวเองอยู่กับส่วนกลาง ไม่มีเงินสักบาท เลยสบาย ไม่ต้องเป็นภาระดูแล ไม่ต้องห่วงหาไม่ต้องลำบาก ศาสนาพุทธนี้ ส่วนกลางอุดมสมบูรณ์ มีเหลือเฟือ แจกจ่ายเกื้อกูลผู้อื่น ส่วนของแต่ละคนที่อยู่กับหมู่กลุ่มเป็นศูนย์ ไม่สะสมของตัวเองเลย ไม่มี จะเข้าส่วนกลางหมด “พุทธ” อุดมสมบูรณ์ จนที่สุดในส่วนตัว แต่รวยที่สุดในส่วนรวม ...พ่อครู 19 กพ. 2560 อโศก เกิดมาแค่ 40 ถึง 50 ปี ทุกวันนี้ อโศก มีแผ่นดิน ที่ดินไม่ใช่น้อย แล้วที่ดินที่มี ไม่เป็นคดีความเหมือนธรรมกาย ของอโศกรับรองได้ เพราะว่าบริสุทธิ์ ไม่ไปเอาของใคร และต่อไปอีก จะมีทั้งของกินของใช้ อุปกรณ์ วัตถุปกรณ์ในระดับของแนวหน้า เครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้ จะไม่มีรถถังหรือปืนหรือระเบิด ไม่มีอาวุธที่จะไปทำร้ายใคร เครื่องมือเทคโนโลยีใช้สอย อโศกจะมีเท่าเทียมกับ พวกนายทุน แต่ไม่เป็นของตน ไม่เอาไปทำเพื่อตัวเอง ยกตัวอย่างขณะนี้ อย่างแบคโฮ อโศกมีหมด แบคโฮ 800 400 มีหมด ในประเทศไทยมี black hoe 800 อยู่ 2 คัน อยู่กับอโศก 1 คัน เครื่องมือเครื่องอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคต อโศกจะมีครบครัน ตอนนี้ เรายังไม่มีเงินทองพอจะซื้อ แต่จะไม่ให้มี Hyperbaric Chamber อย่างที่ธรรมกายเขามี สรุปว่า ถ้าคนไม่ศึกษาธรรมะ แม้แต่ศาสนาใดๆ ก็เป็นคนล้มเหลว อาตมายังชมเชยศาสนาอิสลาม แม้เขาจะบังคับ มันก็จำเป็นที่ต้องบังคับ แล้วก็อยู่ในกรอบ คนอิสลาม ตั้งแต่เกิดมา จนแก่จนตาย เขาจะอยู่ในกรอบของเขา เพราะเขามีเชิงบังคับปลูกฝัง แต่ศาสนาพุทธทางอิสระเสรี ใครจะศึกษาหรือไม่ศึกษา ก็แล้วแต่ แต่ทุกวันนี้อิสระเสรี กิเลสเอาไปกินหมด อิสลามเขาจึงทันสมัย เพราะทุกวันนี้สนามแม่เหล็กแห่งกิเลส มันแรงมาก อิสลามมีการบังคับ จึงพอไปได้ ส่วนพุทธมีอิสระมากตามใจ จึงถูกแรงแม่เหล็กแห่งกิเลสโลกีย์ ดึงดูดเอาไปหมด พวกคุณนี่นะ มาปฏิบัติธรรม ที่อาตมาพามาปฏิบัติ จนเป็นโลกุตรธรรมได้ โอ้โห! เก่งมากเลย ไม่ใช่อาตมาเก่งนะ พวกคุณเก่งที่ดีดตัวเอง ออกจากโลกที่เขาดูดได้ ดูสิ หน้าตาเปียกๆโปๆ พวกนี้มาได้ สนามแม่เหล็กโลกกียะมันแรง ดูดดึงแรง แต่พวกคุณก็ยังอุตส่าห์ หลุดออกมาได้ หลุดออกมาจากวงจร มาเป็นคนโลกุตระ มามักน้อยสันโดษ ไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วฝึกฝนไป จิตสงบลงก็สบาย ขออนุโมทนา ที่เราได้รับ รสความสุขอันสงบ สงบจากรสโลกียะ มีมากสุขใจ แต่พวกเรานี้มีน้อย หรือไม่มีก็สบายใจสุขใจ ไม่มีเงินสักบาทก็สบายใจได้ เขาจะรู้รส ความสุขที่สงบ อย่างไม่ใช่สงบนิ่งๆ ไม่กระดุกกระดิก อันนั้นท่านพุทธทาสเรียกว่า ความสงบแบบอันธพาล เป็นความสงบแบบมิจฉาทิฐิ ความสงบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อยู่นิ่งๆเฉยๆเฉื่อยชา แต่ความสงบของพระพุทธเจ้าจะแคล่วคล่องว่องไว ทำงานได้ดี ได้สามารถมีประโยชน์มาก มีคุณค่ามาก แต่ไม่ติดไม่ยึด เผื่อแผ่แก่คนอื่น ตนเองใช้สอยน้อย แต่ก็แข็งแรงและสุขสบาย มีพลังงานสร้างสรรค์ และทำงานขยันหมั่นเพียรด้วย จึงเป็นศาสนาที่รวย ศาสนาที่อุดมสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ตัวเองรวย ตัวเองจน จนกระทั่ง 0 เป็นภาวะซับซ้อนย้อนแย้ง คนของศาสนาพุทธ เป็นคนขยัน สร้างสรรหมั่นเพียร มีสมรรถนะในสิ่งที่เป็นกุศล ไม่ทำในสิ่งที่เป็นอกุศล ขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภะ แล้วไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา แต่เอาออกไปช่วยสังคหะเพื่อคนอื่น ช่วยเหลือเฟือฟาย ผู้ที่ควรจะเป็นจะมี จึงเป็นศาสนาที่ถูกต้อง ตามเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ของโลก สูงสุดเลย โลกต้องการอย่างนี้ มันเกิดที่คน ระบบการบังคับนั้น กิเลสจะไม่ยอม มันหาทางเลี่ยง หาทางหลบ ยิ่งกว่าจับปูใส่กระด้ง ไม่มีหยุดและยาก ไม่เสร็จ แต่ของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเสร็จจบ ปูไม่ออกจากกระด้ง ปูออกเองได้แต่ไม่ออก รู้ว่าควรไปหรือไม่ควรไป ปัญญาเป็นตัวสูงสุด นำพาให้เป็นไป นี่คือศาสนาพุทธ วิชาการของพระพุทธเจ้านี้ เป็นทฤษฎีเป็นวิชาการ ที่ทุกศาสนาทุกสังคมมนุษย์ ทุกประเทศ ควรเอาไปใช้ - 1. เพราะจะไปตรงตามที่เขาต้องการ อันนี้อันเดียวเลย แต่เขาไม่เชื่อ- 2. เขามีอัตตา เขามีทฤษฎีของเขาที่ยังติดยึด หรือเรียกว่าทิฏฐิ ที่เขามีอย่างนั้น แล้วเขามีระบบวิธี ที่ได้ทำมาแล้ว ศีลพรตแบบเขา ที่เขาไม่รู้ ว่า ศาสนาพุทธคือศีลพรต ที่เขาต้องการ จะนำพาไปสู่จุดหมายปลายทาง ที่คุณต้องการ จุดหมายปลายทาง เป็นแต่เพียงว่า ความเห็นของคุณ เรียกว่ากระบวนทัศน์ paradigm ของคุณนั้นมันไม่ตรงเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อคุณเข้าใจตาม paradigm ก็จะมี Process กระบวนการ การประพฤติของคุณ จึงเป็นไปตามที่ติดตามทฤษฎี ตามกระบวนทัศน์ที่คุณเข้าใจ แต่ถ้ามาเข้าใจ ตามกระบวนทัศน์ทฤษฎี ของพระพุทธเจ้า อย่างถูกต้อง ก็จะมี process กระบวนการ การปฏิบัติ จะเป็นไปตามกระบวนทัศน์ ผลก็จะออกมา impact ที่จะได้จะเป็นอย่างที่พวกเราเป็น เพราะพวกเรามีกระบวนทัศน์ แบบสัมมาทิฏฐิ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน อาตมาพูดสัจจะเหมือนอวดดี เหมือนเชิงข่มเขา แต่ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเป็นการพูดเพื่อให้เกิด การศึกษาวิชาการ ไม่ใช่การโชว์ตัวอวดเบ่ง หรือเอาชนะคะคาน ไม่ใช่อย่างนั้นเลย
โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า วันนี้ว่าจะขยายความเรื่อง โรงเรียนสัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า สัมมาสิกขา สื่อการศึกษา ภาษาบาลีเรียกว่าสิกขา การศึกษา เป็นภาษาไทยกลางๆ ของพุทธคือ สิกขา โรงเรียนที่ถูกต้อง การศึกษาหรือสิกขา ของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องคือ ใครก็เรียนมา คือศีล สมาธิ ปัญญา คือการศึกษา 3 ขยายความเป็น อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ศาสนาพุทธยาวนานมา ตั้ง 2560 ปีผ่านไป นานมาถึงวันนี้ ชาวพุทธก็ดี โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ ในศาสนาพุทธก็ดี ได้มิจฉาทิฏฐิ และพากันทำวิชาปฏิบัติ และเข้าใจ กระบวนการปฏิบัติผิด มันได้ออกไปนอกทาง ของพระพุทธเจ้า อย่าง บริบูรณ์แล้ว กระทั่งทุกวันนี้ ชาวพุทธไทยแล้วประดาครูบาอาจารย์ชาวพุทธไทยก็ได้ประพฤติ ตามเหตุที่มิจฉาทิฐิ มิจฉาปฏิบัติ จนเป็นจารีตประเพณี เป็นวัฒนธรรม ของชาวพุทธไทยกัน ตามที่ปรากฏให้เห็นและเป็นอยู่ ในสังคมไทยทุกวันนี้ ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา จึงไม่ต้องพูดไปถึงวิมุติ นั่นคือพระหรือภิกษุชาวพุทธไทยทั้งหลาย ไม่ถือศีล(จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล) กันแล้ว ถือแต่วินัย 227 พุทธศาสนิกชนคนไทย จึงเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา เพราะพระหรือภิกษุ ทำเดรัจฉานวิชากันนั่นเอง สมณะ ชาวอโศก ที่มาบวชนี้ บวชก็ต้องให้ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ส่วนวินัยก็ต้องให้อยู่แล้ว เป็นกฎหมายลูกหรือกฎหมายอาญา ส่วนศีลเป็นธรรมนูญของพุทธ ไม่มีบทลงโทษ เป็นกฎหมายหลัก พระพุทธเจ้าก็ทำมาก่อนแล้ว โลกก็ทำตามมาความถูกต้องเป็นอันเดียวกัน ที่อาตมากล่าว เหมือนลงโทษ ไปดูแคลน ภิกษุ หรือ พระในสมัยนี้ ก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้มีเจตนา ลบหลู่หรือเจตนาร้าย แต่เป็นเจตนาบอกแจ้ง เจตนาให้ไปแก้ไข ถ้าอาตมาพูดถูกต้องเป็นจริง ว่าท่านได้ถือผิด ก็แก้ไขเสีย หากไม่แก้ไข ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หากท่านจะยืนยันว่าจะทำอย่างนั้น ก็ทำมาตั้งแต่ ปู่ย่าตาทวด จะไปแก้อะไรได้ ถ้าจำนน แก้ไม่ได้ก็จบ อาตมาก็มาพาผู้ที่แก้ไขได้ ที่เขาเห็นว่าไม่จำนน จะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ก็มาทำสิ่งที่ถูกกัน ใครที่แก้ไม่ได้ก็ทำไป พระทุกวันนี้ ที่อาตมาได้กล่าว ทั้งพระและภิกษุของศาสนาในหมู่ใหญ่ ได้พากันทำเดรัจฉานวิชากัน แล้วก็พัฒนาก้าวหน้า ในเดรัจฉานวิชากันไป อย่างสุดเหวี่ยง ชนิดที่งมงายกันสุดๆ ไม่สะดุดใจ ไม่ฉุกคิดได้เลยว่า ได้พากันขบถต่อศีลของพระพุทธเจ้ากันสำเร็จผล เพราะฉะนั้นหมู่ใหญ่ การประพฤติสิ่งที่เป็นอยู่ มันล้มล้าง หักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้าไปยังบริบูรณ์สัมบูรณ์ เรียบร้อยแล้ว อ่านตามหลักฐานยืนยัน จากพระไตรปิฎก ที่เป็นหลักฐานยืนยัน ยกตัวอย่าง ไม่อ่านหมดจะยาว มหาศีล 7. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา แล้วยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย (พ่อครูว่า อาตมายังนึกว่า ธัมมชโยเป็นกระเทยหรือไม่นะ ถ้าไม่เป็นกระเทย จะปาราชิกเรื่องเมถุนแน่นอน เพราะผู้หญิง วิ่งเข้าหาคนรวยนะ แล้วธัมมชโยรวยเท่าไหร่ หรือจะปาราชิกแล้วปกปิดก็ไม่รู้ แล้วเรื่องอวดอุตริมนุสธรรม เรื่องฉ้อโกง ก็ปาราชิกแน่ ส่วนข้อฆ่าคนยังไม่มีข่าว แต่ถ้าเป็นกระเทย ก็จะออกทางนั้น แล้วออกทางกามชัด มีเครื่องทำเบบี้เฟส ชัดมากเรื่องกาม แล้วเป็นผู้ชายนะจ๊ะๆ คือผู้ชายอะไร? อาตมาว่าที่พูดนี้ มีเหตุผลนะ ไม่ได้ใส่ความ) ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พระพุทธเจ้าตรัสรายละเอียดเลยว่า การรักษาคน อย่างนี้ล่อแหลมกับการตาย หมอรักษาคนก็มีตายคามือกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่เอา ไปรับผิดชอบเป็นเรื่องของวิบาก เป็นเรื่องวิชาการหมอหรือการค้าขาย พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริม แต่ไม่ได้ห้าม เพราะว่าคนเรา ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ห้ามไม่อยู่หรอก แต่ผู้จะมาศึกษาธรรมะแล้ว ต้องเข้าใจลึกซึ้ง ส่วนสงฆ์ก็รักษากันพอเป็นไป สงฆ์ก็จะรักษากันเพราะเป็นไปช่วยกันตามสมควร และศาสนาพุทธก็ไม่กลัวการตาย จะป่วยจะตายก็เป็นเรื่องสามัญ ตายแล้วถ้ายังไม่ปรินิพพาน ก็กลับมาเกิดอีกแน่นอน แต่ถือว่าได้ใช้หนี้วิบากด้วย การเจ็บป่วย เป็นการใช้หนี้วิบาก คุณจะไปหาความเจ็บป่วยปัจจุบัน มาให้แก่ตัวเอง ก็เป็นการสร้างวิบากปัจจุบน หรือวิบากแต่ชาติก่อน ก็เป็นเพราะคุณสะสมมาเอง เพราะฉะนั้น หากเจ็บป่วยก็ยิ้มรับไปเถอะ คุณทำไว้เอง โทษใครไม่ได้หรอก อยากไปเที่ยวได้ อย่างโน้นอย่างนี้ ฮึดฮัด โทษอันนั้นอันนี้โทษใครไม่ได้หรอก คุณทำเองทั้งนั้นแหละ ที่อาตมาย้ำนักหนาว่า วันนี้ศีลก็ไม่เหลือแล้ว เหลือแต่วินัย 227 ทิ้งศีลแล้ว ถึงไม่เหลือ ความเป็นศาสนาพุทธ เพราะท่านไม่ได้บอกว่า เอาวินัยมาแทนศีล วินัยเป็นเรื่องการเกิดในภายหลัง ไม่ใช่เรื่องของความเป็นศาสนา จุลศีล เป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติ เพื่อจะขัดเกลากิเลส ของแต่ละบุคคล มัชฌิมศีล เป็นหลักเกณฑ์ที่ละเอียดขึ้น ต่อจากจุลศีล เพื่อกำจัดกิเลส ส่วนมหาศีล เป็นข้อกำหนดชี้บ่งว่า ไม่ทำอย่างนี้แหละ นี่คือศาสนาพุทธ ถ้าไปละเมิดอยู่ก็คือ เป็นเรื่องนอกศาสนาพุทธ เอามาใส่ไว้ในศาสนาพุทธ เป็นเครื่องชี้บ่ง ความเป็นศาสนาพุทธ ที่ไม่เหมือนกับศาสนาอื่น ของศาสนาอื่นมี ก็แล้วแต่เขา แต่ของศาสนาพุทธเว้นขาด แต่ทุกวันนี้ไม่มีศีล ก็เลยเลอะเทอะ กลายเป็นเดรัจฉานวิชา ที่ท่านห้ามไว้ในมหาศีล แต่ทุกวันนี้ไม่ถือศีลกัน มีหมด แม้เดรัจฉานวิชชา แม้เป็นหมอเป็นผู้รักษา ก็ออกนอกคำสอนพระพุทธเจ้าไปหมด เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซับซ้อน
อันหนึ่งคือศีล ในการศึกษา 3 ของพระพุทธเจ้า
สอง สมาธิ ที่ทำกันนี้ ก็เป็นมิจฉาสมาธิกันอย่างปักใจมั่น ปักใจมั่นว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นอย่างนี้แหละ แต่เป็นมิจฉาทิฐิ อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้พูดผิด แต่พูดถูกหลัก อย่างนั้นไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า ที่ทำกันส่วนใหญ่เลย ปักใจมั่นกันอย่าง เจตโส อภินิโรปนาเลย อาตมาก็พูดแล้วว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สมาธินั่งหลับตา นั่งหลับตาปฏิบัตินั้น ผิดเลยตั้งแต่ต้น เพราะการนั่งหลับตานั้น เป็นการทิ้งกามภพ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ รับสัมผัสปฏิบัติ แล้วก็ไปปฏิบัติอยู่ในภพ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนั้น คำสอนพระพุทธเจ้า กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ดับในขณะลืมตา ทั้งนั้นเลย ดับกามภพได้ ก็อยู่เหนือ มีโลกุตระ แล้วก็ปฏิบัติในรูปภพ อรูปภพอีก ในขณะลืมตา ไม่ใช่ว่า จะเกิดในขณะหลับตา รูปภพ อรูปภพ ข้อปฏิบัติในขณะลืมตา พระอนาคามีท่านไม่ติดยึด ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขแล้ว แต่เหลือรูปภพ อรูปภพในใจ ท่านก็จะล้างของท่านเองอย่างไม่ต้องไปหลับตาปฏิบัติ จะลืมตา แล้วจะอยู่เหนือไม่ใช่อยู่หนี ศาสนาพุทธไม่ได้มีในลาภยศสรรเสริญโลกึสุข แต่จิตเป็นโลกุตระจิต อยู่เหนืออย่างมีปัญญา มีสติ มีอธิปไตยมีอุตระอยู่เหนือ มีพลังงานที่สามารถต้านทานแรงของโลกียะ แรงของลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข แรงของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อยู่เหนือ ทนได้อย่างสบาย มันจะมาแสดง มีอำนาจบาตรใหญ่ จะมาหลอกว่า มีรสอร่อย เสียงไพเราะ มีกลิ่นที่หอม รูปที่สวยอะไรต่างๆ ก็ไม่ได้กินเราหรอก ซึ่งเป็นเรื่องสุดยอด สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น จึงมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ปฏิบัติไปตั้งแต่ กามภพ อยู่เหนือ บรรลุแล้วก็เหลือเศษเป็น รูปภพ อรูปภพ ก็ล้างต่อไป โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา หรือวิ่งหนี ไม่ต้องไปหาสถานที่หรือเสียเวลา ปฏิบัติอยู่ในการทำงานอาชีพ อาชีวะ กัมมันตะ การกระทำ วาจา สร้างสมาธิอยู่ในการกระทำ การพูด ตาเปิดพูดจานึกคิด ร่วมรู้ร่วมนึกคิด ร่วมสร้างสรรค์ ไม่ได้เสียแรงงาน ไม่ได้เสียพฤติกรรม ไม่ได้เสียสภาพอะไรไปเลย ยังอยู่อย่างมีประโยชน์คุณค่า กับสังคมเขาเต็มๆ บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เสียหาย ไม่ได้สูญเสีย ไม่ได้ขาดจากสังคม สังคมไม่ได้ขาดทุน สังคมกับจะยิ่งกำไร มากยิ่งขึ้น สัมมาทิฏฐิให้ดีๆ สัมมาปฏิบัติจะได้ผลสัมมาปฏิเวธ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ปัญญา ทุกวันนี้ได้แค่ตรรกะ หรือไม่ก็เฉกะ ตรรกะ ขบคิดด้วยเหตุผล ด้วยการคาดคะเน มันไม่ครบบริบูรณ์ด้วยทุกอย่าง ทั้งนอกและใน กามภพ รูปภพ อรูปภพ มีทั้งวัตถุและนามธรรม ลงตัวกันหมด มันไม่เป็นอย่างที่ว่า มันก็กลับไปเป็น เฉกา ฉลาดแบบแกมโกง ฉลาดเต็มไปด้วยเหลี่ยม เหลี่ยมๆๆๆๆ เขาร้องเพลง คนหน้าเหลี่ยมกัน ลึกลับซับซ้อนของ เฉโก อย่างยากที่จะจับได้ไล่ทัน ฉลาดนะ ฉลาดเฉโก คนโง่ที่เขาพูดด้วยภาษาไทยนั้น แท้จริงเขาฉลาดด้วย เฉโก แต่เขาโง่ทางโลกุตระ เขาไม่มีปัญญา เขามีแต่เฉกา บาลีพูดชัด แต่ภาษาไทยปนเปแล้ว ปัญญาเป็นโลกุตระล้วนๆ แต่เฉกานั้นโลกียะล้วนๆ แต่ปนเปกันไปหมดแล้ว ถ้าไปหลงว่าปัญญา คนนี้มีปัญญา 1. ปัญญาของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นโลกุตระ 2. ต้องเกิดขณะลืมตา นั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่เรียกว่าปัญญา จะได้เป็นเพียงสัญญา ปัญญาชนรู้ร่วมกันหมด ไม่ใช่รู้คนเดียว ตนเองนึกคิดฝันเธออยู่คนเดียว หลับตาแล้วจะเกิดปัญญา ไม่มีหรอก หลับตาปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็เกิดแต่สัญญา ปัญญาจะต้องเข้าใจจริงๆเลยว่า เกิดจาก องค์ 6 … ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ ตัวที่ลืมตาทั้งหมดคือ มัคคังคะ มีทั้งอาชีพ การกระทำวาจาความคิด ต้องลืมตาปฏิบัติ มีการกระทำการงานอาชีพ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ร่วมอยู่กับโลก ไม่ได้หนีหลบไปนิ่ง หลับตาคนเดียว ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ปัญญา ทุกวันนี้เข้าใจปัญญาก็ไม่ได้ คำว่า ปัญญาเป็นความฉลาดนี้ ต้องมีครบ 6 ทวาร ฉลาดมาจากคำว่า ฉฬายตนะ มีหกทวาร สัมผัสแล้วทางอายตนะ ต้องรู้ว่าคือความฉลาด ที่ไม่เอาเปรียบโลก ไม่ฉลาดอย่างมีกิเลสแฝง จึงเรียกว่ามีปัญญา หรือ ฉลาดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่ปราศจากกิเลส ถ้าไปหลับตา แล้วก็ฉลาด ยืนยันไม่ได้ว่า ถ้าสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ลาภยศสรรเสริญ เกี่ยวข้องกับตาหูจมูกลิ้นกาย กิเลสคุณเกิดหรือเปล่า ตอบไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ฉลาด อย่างนั้นเป็นแค่ เฉโก คำว่าฉลาด เอาไปใช้ในเฉโก มันเป็นความหลักแหลมรอบรู้ ของจิตเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่โลกุตระ มันเป็นความฉลาดหลักแหลมรอบรู้ ที่จริงไม่ใช่คำว่าฉลาด ก็ไม่ใช่เรื่องของ 6 ทวาร คุณเปิดตาหูจมูกลิ้นกายใจ หกทวาร กลับกลายเป็นการเห็นแก่ตัว แย่งชิงเอาเปรียบ ไม่ใช่การยินดีที่จะเสียสละ เกื้อกูล ไม่แย่งชิง ไม่เป็นพิษภัยกับใคร ตนเองมีแต่สมรรถนะ ทำแล้วก็แบ่งแจกผู้อื่น คนที่ฉลาดแบบไม่เอาเปรียบใคร มีแต่เสียสละ มีแต่ให้ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา มีแต่ผู้ยืนอยู่ในฐานของความขาดทุน นี่คือฉลาด ในหลวงได้สอนหลักในเรื่องโลกุตระ ตลอดเวลา ทรงพระจริยวัตรเป็นโลกุตระ ให้ เดี๋ยวนี้คนก็รู้ต่อเมื่อท่านสิ้นพระชนม์ เมื่อท่านยังทรงพระชนม์อยู่ ก็ไม่รู้ ไม่เอา ตอนนี้ค่อยมาตื่นตัว รู้ตัวก็สายเสียแล้ว ก็มาร้องร่ำรำพันพิรี้พิไร ก็ยังดีที่เข้าใจว่าต้องอย่างนี้ เป็นอย่างในหลวงนี่แหละ ก็ยังดียังสำนึกอย่างเข้าใจ ไม่โง่ต่อ กลับมาฉลาดได้ ให้กลับตัวและประพฤติอย่างในหลวง เสียสละสร้างสรรค์ มีแต่เป็นผู้ให้ ไม่เป็นผู้เอา นี่เป็น เป็นเรื่องจริงและประเสริฐ ผู้ที่มีความจริงฉลาด ไม่เป็นปัญญา เป็นตรรกะเฉกะ เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน ฉลาดอย่างยากที่จะจับได้ไล่ทัน ศาสนาพุทธขณะนี้ จึงเป็นบัลลังก์แห่งโลกธรรม ที่รุ่งเรืองไปด้วย ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เสพเสวยกันอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ทั้งกามสุขขัลลิกะ อัตตกิลมถานุโยค โดยไม่รู้สึกรู้สา innocent ไม่เดียงสา ในการจมและงมงาย อยู่กับโลกธรรม อยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้ตัวแต่เขาก็จม ในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในยุคนี้ ประเทศไทยกระเตื้องขึ้น มีสมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันนี้ขึ้นมา ท่านเป็นผู้สมถะ มักน้อยสันโดษ ก็ยินดีปรีดา อาตมาก็ชื่นใจ ไม่เป็นแบบ ที่จะเป็นสังฆราช แล้วยังยินดีในรถเบนซ์ ไหวทัน ประชาชนคนไทย กลับตัวทัน หวิดไป เฉียดไป มายินดีในสังฆราชรูปนี้ ก็อนุโมทนาสาธุ
คือโลกยุคนี้ ต้องมีสังฆราช ต้องเป็นไปตาม ยุคกาล ให้อาตมาไปเป็น อาตมาไม่เป็นหรอก เพราะผิดจากที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ ท่านไม่ให้ตั้งใครเป็นใหญ่ในศาสนา จะยิ่งใหญ่ก็ยิ่งใหญ่โดยธรรมะ จะตั้งใครเป็นใหญ่ไม่ได้ อาตมาให้ตายยังไงก็ไม่เป็น ถ้าจะมาตั้งเพราะมันผิดหลักพระพุทธเจ้า แต่เอาเถอะ อาตมาเข้าใจว่าในยุคกาลนี้ จะต้องเป็นไป อาตมารู้ว่า ท่านเอง ขออภัย พูดแล้วเหมือนข่มท่าน ท่านไม่สามารถปฏิบัติโดยไม่แคร์ส่วนกลาง เหมือนโพธิรักษ์ ท่านจำนน ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ประเทศไทยยังดี สุดท้าย ประเทศไทยก็ยังเห็นว่า ท่านนี่แหละเหมาะที่จะเป็นตัวอย่าง เป็นสิ่งที่น่าเคารพบูชาสูงสุด ในผู้ปฏิบัติ ก็ดีแล้ว เข้าใจได้ขนาดนี้ อาตมาก็อนุโมทนาสาธุแล้ว นั่นคือเชิงรู้หรือปัญญา มวลประชาชนคนไทยตื่นขึ้น มีชาคริยา เข้าใจว่า อ๋อ.. ผู้ที่ควรเคารพ คือผู้ที่มักน้อยสันโดษสมถะ ไม่ใช่ผู้ที่หลงไหลได้ปลื้มกับ ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข องค์นี้ท่านยืนยันว่า อาตมาไม่เคยมีเงินทองสักบาท รถราก็ไม่เคยมีรถหรูส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ ประกาศไปเลย ยืนยันไปเลย ลูกศิษย์ลูกหา จะมาขบถก็เอาเลย ทีนี้ ถ้าผู้ใหญ่หรือผู้นำตัวอย่างนำพา เป็นไปด้วยดี สิ่งที่จะพัฒนาตามมาก็ต้องดีแต่ แต่ถ้าผู้ใหญ่พาเละพาเทะ มันก็เละเทะกันใหญ่ ตอนนี้ก็ฟื้นตัวขึ้นมา รู้สึกขึ้นมาอย่างนี้ อาตมาก็ว่า เป็นกาลยุคที่ดีมากแล้ว
เวทนาเป็นกรรมฐานให้เกิดนิโรธพุทธ ทีนี้เรื่องของวิมุติ หรือ นิโรธนิพพาน ก็ลงได้แต่มิจฉาวิมุติ มิจฉานิโรธ เป็นอรหันต์เก๊กัน อาตมาพูดโดยไม่เกรงใจ แต่พูดอย่างหลักวิชาการ เป็นการศึกษ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive