600216_ตอบปัญหาสมาธิพุทธให้สุดโลกุตระ ปฐมอโศก ตอน 2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600216_ตอบปัญหาสมาธิพุทธให้สุดโลกุตระ ปฐมอโศก ตอน 2

พ่อครูว่า...วาระนี้ก็เป็นรายการของการตอบปัญหา ในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ คาบที่ 2 เมื่อวานนี้คาบที่ 1 วันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว เป็นวันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 คงเป็นวันที่ 6 ของงานแล้ว แรม 5 ค่ำเดือน 3 บางคนก็บอกว่าปีระกา บางคนก็บอกว่าปีวอก อาตมาตอบปัญหานี้ เป็นการแสดงธรรมชนิดหนึ่ง สาธยายอธิบายธรรมะไปตรงๆ หรือเรียกกันว่าเทศน์ ก็เป็นการแสดงธรรมชนิดหนึ่ง ท่านเรียกการแสดงธรรมอย่างนี้ว่า สากัจฉา เป็นการถามคำตอบ มีการปุจฉาวิสัชนา มีการถามการตอบ ซึ่งจะได้รับความเข้าใจ โดยเฉพาะมันจะได้ขยายความเข้าใจ ของผู้ที่ศึกษา ผู้ที่ฟังธรรมโดยตรง การสาธยายธรรมมะคนเดียว บรรยายไปเทศนาไปคนเดียว มันก็เป็นการแสดงธรรมะ ขยายธรรมะออกไปเท่านั้น คนที่ฟังจะเข้าใจ จะข้องใจสงสัยอย่างไร ก็ไม่ได้ถาม จึงได้มีรายการที่เปิดโอกาสให้ถาม จะค้างคาสงสัยข้องใจ มาแต่เมื่อใดก็แล้วแต่ ก็งัดขึ้นมาถามได้ทั้งนั้น พรุ่งนี้ก็จะจบงานแล้ว มีคนมาแล้วก็กลับไป ปีนี้ มีการลงทะเบียน 1000 กว่าคน บางคนก็ไม่ลงทะเบียน ถ้าลงทะเบียนจะได้รู้สถิติกัน ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ลง ถ้าลงเสีย จะได้รู้ชัดเจน งานนี้ไม่ว่าใคร ที่จริง คนที่มาศึกษานั่งฟังธรรมในนี้ ในงานนี้ จะเป็นคนในปฐมอโศก ก็มานั่งฟังธรรมในที่นี้ ก็ต้องลงทะเบียน แม้แต่คนทำงานไปด้วย ก็ฟังธรรมไปด้วย หรือว่ามาในงานนี้ ก็ได้รับธรรมะในงานนี้ไปด้วย จะถือว่าผู้ฟังมีกี่คน ก็อยู่นี่ไง ดีไม่ดี คนที่ทำงานไป ก็ใส่ใจฟังธรรมไปด้วย เป็น Concentration ดีไม่ดีปฏิบัติธรรมไปด้วย จิตมีมุทุภูตธาตุ รับรู้ได้เร็ว พิจารณาได้เร็ว ทั้งเชิงปัญญา เชิงเจโต ไวทั้งคู่ ก็ได้ประโยชน์จากการฟังธรรม ในงานนี้พาทั้งปฏิบัติ พาทั้งฟัง มีทั้งกายกรรม ว

อ่านต่อ

จีกรรม มโนกรรม มีทั้งอาชีพ คนทำอาชีพอยู่ในปฐมอโศก ก็เป็นนักปฏิบัติธรรม นี่ก็เป็นงาน เป็นประเพณีเป็นการอบรมธรรม มารวมตัวกัน ก็เป็นงานประจำ เราก็ทำ ก็เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ ปฏิบัติธรรมไปด้วย อยู่ในมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ออกนอกมรรคมีองค์แปดเลย ถ้าเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่ในการทำอาชีพ อยู่ในกัมมันตะ การกระทำทุกอย่าง อยู่ในการพูด การคิด นั่นคือ การสร้างสัมมาสมาธิ ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต การนั่งหลับตาสะกดจิต เป็นการทำสมาธิแบบโลกีย์ ศาสนาไหนๆเขาก็ทำ สมาธิของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาชีวะ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ มีสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ รู้สภาพองค์รวมที่มีรูปนาม มีกาย ก็พิจารณากาย พิจารณากายจากข้างนอก เข้าไปหาข้างใน ก็จะไปเจอเวทนา ก็พิจารณาเวทนา ถ้าเข้าใจลึกในเวทนา ที่เป็นกรรมฐานแท้ ก็พิจารณาเรียนรู้ ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า จะต้องทำเวทนา 108 ให้สมบูรณ์ ทำให้เป็น เนกขัมมสิตะ 18 ทำในทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ก็จะเจริญมีผลต่อเนื่องไปถึงอนาคต ปัจจุบัน 36 อดีต 36 อนาคต 36 คำว่าสมาธิ ในวงการศาสนาพุทธนั้น มิจฉาทิฐิไปหมดแล้ว ไปเชื่อและศรัทธาว่า การทำสมาธิ คือการนั่งหลับตาสะกดจิตเลย นั่นคือการทำสมาธิ แล้วยืนยันว่า เป็นของศาสนาพุทธ อาตมา ก็ขอให้คะแนนเป็น 0 มันไม่ใช่เลย พระพุทธเจ้าประสูติมาแล้ว เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ออกบวชอีก 6 ปี กว่าจะรู้แล้วเกิดสมาธิ ที่เกิดสัมมาสมาธิของศาสนา ก็ต่อเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านจึงได้ตรัสรู้ว่า ของพุทธเป็นอย่างนี้ ท่านก็ไปนั่งหลับตาสมาธิ ตอนที่นั่งระลึกถึง ความเป็นศาสนาพุทธ ท่านก็นั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วระลึกชาติ ก็ดึงความรู้เก่าขึ้นมา ความรู้เก่าท่านมี ก็ระลึกชาติ ท่านก็ไม่ได้ ปฏิบัติธรรมะของพุทธหรอก ท่านมีของเก่าของท่านแล้ว ท่านถึงได้ประกาศตนว่า ศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ ประกาศศาสนาพุทธ ท่านก็ไปเปิดเผย ไปพบปัญจวัคคีย์ แล้วก็เทศนาบรรยาย เริ่มต้นบรรยายธรรมะพระพุทธเจ้าเลย ก็เทศนามรรคมีองค์ 8 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กับ อริยสัจ 4 โกณฑัญญะ ก็เกิด อัญญะ เกิดธาตุรู้ ที่เป็นธาตุรู้อีกอันอื่น ไปจากปุถุชนโลกียธรรม โลกียะทั้งหลายแหล่ แต่อันนี้เป็นโลกุตระธรรมของพุทธ เช่น อาตมาบรรยายธรรมว่า โลกุตระหรือว่าศาสนาพุทธ ไม่ใช่ ศาสนาที่มาแย่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เพราะการหลงใหลได้ปลื้ม กับการตั้งหน้าตั้งตาสะสม รวยลาภยศสรรเสริญสุข บำเรอกิเลส ๆ มันเป็นโลกียะ ถ้าโลกุตระแล้ว ต้องชัดเจนเลยว่า มีอัญญะ หรือปัญญา ความเฉลียวฉลาดความรู้ที่เป็นโลกุตระ โลกุตรศาสตร์ ไม่ใช่โลกียศาสตร์ จะเข้าใจว่า มันต้องหันหลังกลับ ทวนกระแส เรียกว่า ปฏิโสตัง มันต้องทำให้ตรงกันข้ามกับ ที่เราตั้งหน้าตั้งตา สะสมยินดี ในลาภยศ ยินดีชื่นใจในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่ใช่เลย จะเข้าใจชัดว่า พุทธศาสนาคือโลกุตระ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ชัดเจนแล้ว ไม่สงสัย และไม่ลำเอียง ทำงานอยู่เราก็สังวรว่า เราจะหลงในลาภยศ สรรเสริญโลกียสุข โลกียธรรมหรือไม่ จะทำกรรมกิริยาอะไร สัมผัสกับอะไร ในขณะมีชีวิตประจำวัน ทุกกรรม อาชีวะ วาจา กัมมันติ สังกัปปะ ทุกกรรมเราจะสังวร รู้ชัดในอัญญะ ว่าเราต้องพยายามทำกิเลสออก คือเนกขัมมะ ผู้เข้าใจชัดก็สังวร มีวิธีการเปิดรับทุกทวาร ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่ใช่ไปทำสมาธิ ขณะนั่งหลับตาสะกดจิต เท่านั้น อันนั้นมันไม่ใช่ พระพุทธเจ้าถูกหลอกมาจนถึงวันนั่งหลับตาสมาธิ ครั้งสุดท้าย แล้วท่านก็ไม่เคยสอน ให้มานั่งหลับตาปฏิบัติเป็นเรื่องหลัก แต่ท่านก็ต้องจำยอมอนุโลม อย่างในอานาปานสติ หรือ สติปัฏฐาน ก็เป็นการอนุโลม มันจะเหลือกาย ที่เป็นลมหายใจเข้าออก รับรู้ภายนอกเพียงเท่านั้น ถ้าขาดจากลมหายใจ ก็จะสูญ ไม่มีโลกุตระ โลกุตระไม่ขาดจากภายนอก มีภายในด้วย เป็นกาย แต่แม้เกี่ยวกับภายนอกมีนอกแต่เน้นให้ดูที่จิต ท่านตรัส ไว้ใน ล.16 ข.230 ตถาคตเรียกกายว่า คือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง คำสอนของท่านเน้นที่จิต มโน วิญญาณ ปุถุชนที่ไม่ได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้า จะไม่คลายกำหนัดในจิต ไม่หลุดพ้น ไม่เบื่อหนายในจิตได้เลย ถ้าไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีศาสนาไหนสอน มีแต่ศาสนาพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สอน พาละหน่ายคลายกำหนัด คือ มันจะเห็นการเจริญของ ดินน้ำไฟลม หรือแม้แต่เจริญ ในลาภยศภายนอก ซึ่งสิ่งนั้นไม่ใช่ คุณจะดีใจเพราะได้มา หรือไม่ก็เสียใจ เพราะว่าของสิ่งเหล่านั้นเสื่อม อย่างนี้เป็นสิ่งปรากฏ ใครๆเขาก็เข้าใจและเห็น อย่างนั้น ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่ของเรา แม้แต่ร่างกาย ก็ไม่ใช่ของเรา

แต่จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง คนไม่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถพิจารณา จนเกิด พลังของอัญญะ อัญญา ปัญญา เป็นความรู้ โลกุตรศาสตร์ ถ้าไม่มีพลังงานนี้ ไม่สามารถกำจัด ความยึดถืออุปาทาน ว่าเป็นเราเป็นของเรา ไม่สามารถจะยึดถือจิตวิญญาณ สำหรับภายนอก ก็จะรู้ได้ง่าย ว่าไม่เป็นเราเป็นของเรา เพราะว่าคุณจะต้องตายจากไป มันไม่ใช่ของเขา แต่นามธรรมนั้น มันไม่มีรูปร่างตัวตน ต้องรู้อาการ อาการที่อยากได้ อยากมีอยากเป็น ไม่ยอมเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยอมจืดจาง มีแต่ดูดดึงไว้ ไปถึงเวทนา ถึงอารมณ์สุขทุกข์ อารมณ์สุข มันจะเอา สุขเกิดจากเหตุ คือโง่และทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ถ้าไม่เข้าใจอาการของจิต มโน วิญญาณ ที่มีอาการนี้ แล้วอย่าให้มันมีลีลาอาการอย่างนี้ อาการอยากได้ พอได้สมใจก็เป็นสุข ไม่ได้สมใจก็เป็นทุกข์ หรือว่าแย่งชิง ทำร้ายเอาจากเขามาให้ได้ มันก็เลวร้าย ชีวิตเราไม่ต้องมีอาการ ไปแย่งชิงทำร้าย ให้เอาของคนอื่น หยุดได้เลย ไม่อยากได้ของคนอื่น มีแต่จะสร้างให้คนอื่น คนที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า จึงได้มีชีวิตสร้างสรรค์ เพื่อให้ ไม่ใช่เพื่อเอา แจกจ่าย เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น เราก็กินใช้แรงงาน ในผลผลิตที่เราทำ ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร เมื่อเราสร้างไป ก็ไม่ได้เอาไปเอาเปรียบเอารัด ในวิธีการทุนนิยม ทุนนิยมนั้น โลภโมโทสัน เอาเปรียบเห็นแก่ได้ แต่บุญนิยมนั้นคือ ลดละหน่ายคลาย ยศลาภไปจนถึง ไม่ต้องมีมาก เป็นคนอัปปิจฉะ มีแต่น้อย ไม่ต้องสะสมมากมาย เชื่อมั่นในสมรรถนะกับความขยัน มีอาชีพ เราก็ได้กินได้ใช้ ผลงานของเรา หลายคนเมื่อมาร่วมกัน เมื่อมาลดละอย่างนี้ ก็จะกินน้อยใช้น้อย แต่สร้างสรรค์ได้มาก คนนี้ก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง 1. กินน้อยใช้น้อย อย่างไม่ได้ทำลายสุขภาพตัวเอง ส่วนที่สร้างได้ เกินกินเกินใช้ ก็สะพัด ออกไป แจกจ่ายเกื้อกูลคนอื่น แทนที่จะเอาไปโก่งราคา เอากลับคืนมาให้มาก ก็ไม่ใช่ ต้องสามารถแจกจ่ายเจือจาน เอื้อเฟื้อผู้อื่นได้ หากจะต้องแลกเปลี่ยนกลับมา ก็ต้องเอาแต่น้อย เป็นเศรษฐศาสตร์แนวคิดของบุญนิยม ถ้าเข้าใจศาสนาพระพุทธเจ้าแล้ว เศรษฐกิจโลก จะไม่เป็นอย่างเช่นนี้ โลกที่เป็นโลกทุนนิยม แต่ถ้าเป็นโลกบุญนิยม เป็นโลกที่รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้จักโลกุตระ รู้จักความไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มีแต่การสร้างสรรค์เกื้อกูล มีก็ใช้หมุนเวียน ไม่หวงแหน ชาวอโศกเราพิสูจน์แล้ว ไม่ต้องกักตุน อย่างทุนนิยม แต่บุญนิยม สร้างสรร เกื้อกูล แจกจ่าย ช่วยเหลือ แม้เราจะค้าขายจำหน่าย อย่างน้อยอย่างเลว คือต้องต่ำกว่า ราคาตลาด ต้องให้เท่าทุน ขาดทุนให้ได้ ที่เรียกว่าขาดทุน คิดง่ายๆ เขาได้คิดค่าแรงงาน บวกไปด้วย แต่พวกเรา ไม่ได้คิดละเอียดอย่างนั้น จะมีความยืดหยุ่น ตรงที่ค่าแรงงาน ต้นทุนก็มีแค่วัตถุดิบ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโสหุ้ย คุณก็คิดทุนได้แค่นี้ แต่ความจริงค่าแรงงาน ค่าตัวเราในทางโลก จะต้องบวกเข้าไปด้วย มันจะต่ำกว่าทุน ก็ตรงแรงงานเรา สมมุติว่า เรามีค่าแรงงาน 1,000 บาท เราขาย ก็ขายได้ไม่เท่าทุน ลดต่ำกว่าทุน 100 ถ้าเราขายต่ำกว่าทุน 100 เราก็ยังได้คืนมาตั้ง 900 นี่คือ ลักษณะการขายต่ำกว่าทุน ต่ำว่าค่าแรงงาน 1 บาท ทุกวันนี้ ค่าแรงงานวันละ 300 เราก็คิดค่าแรงแค่ 299 ก็ต่างกว่าทุน 1 บาท ชัดเจน นี่คือรายละเอียดของความชัดเจน แต่ก็อยู่ได้ เพราะคิดค่าแรงงานต่ำกว่า บุญนิยมมี 1.ต่ำว่าตลาด 2.เท่าทุน 3.ต่ำกว่าทุน 4.แจกฟรี เราขายต่ำกว่าทุนก็ขาดทุน ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ค่าตัวของเรา 1,000 เราก็ลดค่าตัวลง 1 บาท ก็กำไร 1 บาท บางคนต้องการอยู่ในชาวอโศก ไม่เอาค่าแรง ก็ได้กำไร 100% ขาดทุนหมดตัว แต่ก็อาจจะซ้อน เราอาศัยกินใช้ในนี้ แต่ทุนมักคิดค่าแรงงาน เราไม่ต้องถือว่า เราเก่งหรือดี คิดแค่ 300 บาทต่อวัน ถ้าใครทำงานอยู่ในนี้ อย่างเป็นปกติสามัญ เหมือนกับได้ค่าแรงงาน วันละ 300 แต่คุณมีชีวิตอยู่ ไม่ได้กินค่าแรง คุณเองกินใช้ ไม่เกิน 300 บาท ไม่เป็นหนี้ ไม่ขาดทุน คุณก็จะมีส่วนเหลือส่วนเกิน ก็จะได้จริง ที่นี่พาทำกุศล อยู่ตลอดเวลา คนไม่ตะกละ อยู่ในนี้ ค่าแรง 300 บาท แต่คุณกินเกิน 300 อยู่นี่ก็ขาดทุน จะอยู่ที่ไหนก็ขาดทุน แต่ถ้าเรากินใช้แค่ 100 บาทต่อวัน คุณก็จะยังเหลือ ให้กับส่วนกลางอีก 200 ศาสนาพุทธ มีเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุด เป็นเศรษฐศาสตร์ระดับที่ ไม่ทำให้คนอื่น หรือสังคมเดือดร้อน มีคนศึกษาและประพฤติได้ ชาวอโศกปฏิบัติได้จริง ช่วยเศรษฐกิจและสังคม อยู่ตลอดเวลา เพราะพวกเรา ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตา แย่งชิงเอามาให้แก่ตน แต่สังวรระวังลดละด้วย ศาสนาพุทธทำงานอยู่เป็นปกติ สร้างสรรค์ทำอาชีพปกติ จึงมีผลผลิตผลงาน ต่างกันกับ ศาสนาหลับตา หนีออกป่า ไม่ได้ทำอาชีพ ไม่ได้ทำกัมมันตะ นั่งหลับตาไม่ได้ทำอาชีพ เศรษฐกิจก็เสีย ดีไม่ดี ออกบิณฑบาต เอาของชาวบ้านมากินอีก ไม่ได้คิดจะสะพัดสู่สังคม มีแต่นั่งหลับตา เดินจงกรม อย่างนี้เป็นหนี้ อาตมาพาทำ สมณะ สิกขมาตุ ทำงาน แบบไม่ผิดพระวินัย ขุดดิน ท่านไม่ให้ทำ ก็ไม่ทำ การสื่อสารทำได้ ก็ทำ นอกจากสมณะองค์ไหน ขี้เกียจก็เป็นบาป เป็นหนี้ ไม่คุ้ม พระองค์ไหนสมณะองค์ไหน มาทำงานการ ก็ขอบคุณ ทำสัมมาอาชีพสัมมาวาจา สอนบรรยายให้ทั้งนักเรียน ประชาชน เป็นแรงงานการผลิต ที่เป็นการสร้างสรรค์เป็นคุณค่า ถ้าเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อย่างอาตมาพาทำ ตามคําสอนพระพุทธเจ้า เศรษฐกิจในเมืองไทย ไม่เป็นอย่างนี้หรอก อาตมาพาทำถึงสาธารณโภคี เป็นเศรษฐกิจสุดยอดแล้ว ทำให้เกิดการเสียภาษี 100% เข้าศูนย์กลาง เหมือนกับคอมมิวนิสต์ เขาตั้งใจจะให้เกิด การเสียภาษีมากที่สุด เข้ากองกลาง คอมมิวนิสต์ คอมมูนสู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะเสียภาษี ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทำอย่างเข้าใจด้วย อาศัยกินใช้กับสาธารณโภคี กินใช้อยู่ในนี้ นี่คือสุดยอดของ ศาสนาพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ เขาจะตั้งระบอบประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ แต่ของพระพุทธเจ้านั้น จบทุกอย่าง ก็สูงสุดในประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ ถ้าทำได้ถึงสาธารณโภคี ไม่ต้องตั้งชื่อระบอบก็ได้ มันเป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุข ของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) หรือจะอยู่อย่าง พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 สุดยอดศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้ เราจะอยู่อย่าง มีเมตตากัน อย่างในหลวงตรัส เราจะอยู่กันอย่าง อลุ่มอล่วยสามัคคี ออกจากอรรถะของท่านเอง เหมือนกับที่อาตมา เอาของพระพุทธเจ้า มาบอกนี่แหละ คืออยู่กันอย่าง สามัคคียะ เอกีภาวะ มีสาราณียะ มีความรัก เคารพกัน มีการสังคหะ ไม่ต้องวิวาทอะไรกัน ชาวอโศกไม่วิวาท เรื่องกินใช้กันเลย เป็นเศรษฐกิจที่สวยงาม ไม่ต้องมีความวิวาท เรื่องอุปโภคบริโภค สะสมกอบโกย ใครยังมีเล็กน้อย ก็ติติงกันอยู่ โดยองค์รวมของพฤติกรรมชาวอโศกนั้น ไม่มีใครหรอก จะมานั่งสะสมเข้าตัว ส่วนใหญ่แล้ว ก็เอาเข้ากองกลาง กินใช้ร่วมกัน อาตมาพาทำได้สี่สิบกว่าปี แล้วมีคนมาร่วมทำ เป็นชาวอโศก จนมีชีวิตปกติ อยู่มา 30-40 ปี ก็มีชีวิตปกติ ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ไม่เห็นมีอะไรพิลึก หรือยาก ต้องฝืนอะไร อยู่ไปแต่ละวันแต่ละวัน ก็เจริญ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ในวงการศาสนาพุทธ เถรสมาคม ถ้าเข้าใจทฤษฎีพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างที่อาตมานำพาทำ แล้วทำแบบนี้ สังคมพวกเราไม่ต้องขอร้องกัน เป็นอันรู้กันเลยว่า ต้องมีศีล เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านชาวอโศก จะต้องมีศีล 5 เป็นอย่างต่ำ แต่ก่อนนี้ อ่านกฏระเบียบชาวอโศกนะ แต่เราก็ปฏิบัติได้แล้ว มีวัฒนธรรมจารีตประเพณี ของชาวอโศกแล้ว นี่คือความสำเร็จ ที่อาตมาพาทำได้สำเร็จ ไม่มีอบายมุข มีศีล 5 ได้แถมมา คือไม่กินเนื้อสัตว์ เคร่งขึ้นอีกอัน เป็นอธิศีล อย่าว่าแต่ฆ่าสัตว์ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่เบียดเบียนชีวิตใคร อาตมาพาทำมา ตั้งแต่ตั้งอโศก ทำได้เป็นผลสำเร็จ ประชาสังคมกลุ่มใด ในศาสนิกชน ทำได้อย่างนี้ ประเทศไทย จะเปลี่ยนเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์จะเป็นอย่างที่พวกเราทำ ถ้าทำได้ ประเทศไทยเป็นสาธารณโภคี เป็นบิดาของคอมมูนเลย ประเทศนี้เสียภาษี 100% ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ impossible แต่ก็พูดอย่างอุดมคติ ได้แต่มันได้ส่วนมาก ได้เปอร์เซ็นต์ส่วนมาก แต่ทุกวันนี้ พลเมืองอโศก กับพลเมือง 67 ล้าน รวมเป็นชาวอโศก จะถึงหมื่นคนไหมนี่ น่าจะถึงนะ คนที่เข้าใจ มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นความรู้ แล้วอยู่ในกฎอย่างนี้ ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา มีสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา เกิดผลเป็น ลาภธัมมิกา หมู่หรือคน ที่เกิดสาธารณโภคีได้ก็ทำ หรือทำไม่ได้ ก็มาทำทาน มาช่วยแรงงาน เวลามี event เช่นที่สนามหลวง ก็มาสละแรงงานแรงกาย บางคนก็เอาวัตถุดิบมา มีผลหมากรากไม้ มีข้าวก็เอามา คือสาธารณโภคีทั้งนั้น สิ่งที่เกิดอยู่ที่สนามหลวง คือสาธารณโภคี เป็นพฤติกรรมสาธารณโภคี ทุกคนมีแต่จะให้ จะมาเป็นส่วนกลาง แต่มันยังแยกว่า ร้านกู เต็นท์กู ก็ไม่แบ่งก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ จะเผื่อแผ่กันนะ แต่ค่ารวม เป็นพฤติกรรมสาธารณโภคี เกิดมา 100 กว่าวันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่พูดอ้างอิง พฤติกรรมจริง ของสังคมมายืนยัน อาตมาเห็นพลังงาน Bomb of love ที่สนามหลวง ตีความขยายความ วิจัยได้ว่า เป็นพฤติกรรม ค่ารวมของคนไทย ที่แสดงออกถึง ลักษณะของสาธารณโภคี เป็นการสังคหะ เกื้อกูลช่วยเหลืออนุเคราะห์เผื่อแผ่ ด้วยจิตใจเต็มใจทำ แม้จะอ้างว่า เราทำเพื่อในหลวง เหมือนศาสนาเทวนิยม ทำเพื่อพระเจ้า แต่ของเรา ทำถวายในหลวง เพื่อในหลวง ก็อันเดียวกัน ในหลวงเป็นจุดศูนย์กลาง ทุกคนมาแจกกัน ก็เพื่อให้ประชาชน ในหลวงท่านสวรรคตแล้ว ก็ไม่ได้มาอยู่ด้วย ถ้าสังคมไหน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม นั้นคือสังคมเจริญ สังคมศิวิไลซ์ สังคมประเสริฐ พฤติกรรมที่เกิดที่สนามหลวง คือพฤติกรรมเจริญ ของมนุษยชาติ ไม่มีร้านค้าขาย มีแต่ร้านแจกเลยนะ สุดยอดแห่งศิวิไลเซชั่น ของโลก ของมนุษยชาติ พวกเรามีพฤติกรรม จะไปออกงาน เพื่อที่จะไปเสียสละ แจกจ่าย เจือจานอยู่บ่อย แม้ออกไปประท้วงการเมือง แต่ก็มีนัยยะสาธารณโภคี ถ้าเข้าใจได้ชัดเจน ที่อาตมาพูดมา ขยายความเท่านี้ ก็จะรู้เนื้อแท้เป้าหมายหลัก จุดสำคัญของศาสนาพุทธ เป็นอย่างไร คืออย่างไร

ตอบคำถาม _หนูยังทำงานข้างนอก ลางานได้สองวัน ได้มีโอกาสร่วมงาน พุทธาภิเษก 5 วัน แต่ก็ตั้งใจบำเพ็ญต่อ จนจบงาน ตื่นมาก็ทำวัตรเช้าต่อพร้อมหมู่ ผ่านจอ ติดตามรายการ ผ่านอินเทอร์เน็ต กราบนมัสการพ่อท่าน ด้วยความเคารพ ศรัทธายิ่งค่ะ รายงานผลค่ะ...หนูยังทำงานข้างนอก ลางานได้แค่ 2วัน ได้มีโอกาส ร่วมงานพุทธาฯ 5 วัน คือ11-15 ตอนนี้กลับแล้ว แต่ก็ตั้งใจบำเพ็ญต่อ จนจบงาน ตื่นมาทำวัตรเช้า พร้อมหมู่ผ่านจอ และติดตามรายการต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ตลอดนะคะ อยากขอเป็นกำลังใจให้พ่อท่าน ว่าคำสอนของท่าน มีค่ามากมายมหาศาล หนูติดตามฟังตลอด และปฏิบัติตามคำสอน ของพ่อท่านต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มเข้าอโศก ได้ประมาณ 10 ปีผ่านมา เรื่องมังสวิรัติมั่นคงค่ะ และสามารถ อ่านจิตอ่านใจเป็น พอสมควร เห็นอาการกิเลสต่างๆ และเห็นกิเลสลดลง ได้ตามลำดับมาเรื่อยๆ แล้วก็ไม่เคยท้อเลยค่ะ ตั้งจิตจะลดกิเลส ให้มากที่สุด เพื่อจะช่วยงานพ่อท่าน และหมู่กลุ่มตามกำลัง ฐานะที่ทำได้ไปตลอดค่ะ บางทีก็อยากส่งคำถาม แต่ก็ไม่รู้จะถามอะไรค่ะ เพราะส่วนใหญ่ ถ้าสงสัยก็จะได้รับคำตอบ จากการฟังธรรมตลอดค่ะ ขอให้พ่อท่านรับทราบว่า ลูกคนนี้จะพยายามไม่ดื้อค่ะ (สมาชิกกลุ่มอุโบสถศีล สันติอโศกค่ะ)

ทำใจอย่างไรเมื่อไม่สบายใจ _ทำไมถึงเกิดความรู้สึกไม่สบายใจเสมอๆ อาการที่ผุดขึ้น เมื่อรู้สึกตัวตื่นกลางดึก บางทีก็มีอาการกลางวัน และตอนเย็น เป็นได้ทุกเวลา เป็นความรู้สึก ไม่สบายใจเสมอๆ ทำไมถึงเกิด ดิฉันต้องปรับอารมณ์อยู่เสมอ เป็นประจำ ถ้าดิฉันจะทำความเบิกบาน และทำใจเป็นกุศลอยู่เสมอๆ จะสามารถแก้ถูกจุดหรือไม่ ตอบ...ถูกจุด อ่านอารมณ์ตัวเองนั่นแหละ ดีแล้ว ถ้าได้อ่าน โศลกอาตมา ตรวจจิตของเรา หากเกิดอารมณ์เศร้าหมอง ก็เอามันออกทันที ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ถ้าอาการตระกูลโทสะ จะมีความอึดอัดไม่สบายใจ ให้รู้อาการนี้ ก็เอาออกจากจิต ให้จิตใจแจ่มใสเบิกบาน แม้จะมีอาการโลภ ราคะ ไม่ใช่เชิงโทสะ ไม่ใช่โทสะโคตร ไม่ใช่โทสะมูล เป็นตระกูลราคะโลภะ เพราะอาการโทสะโคตร มันเป็นความสุขแท้ๆ นี่คือทุกข์อริยสัจ ในอารมณ์เวทนา ถ้ารู้สึกตัวเมื่อไหร่ เอาออกเลยให้จิตใจ เบิกบานร่าเริง แต่คนนี้บอกว่า เกิดอารมณ์ไม่สบาย แสดงว่าวิจิกิจฉา ก็ควรทำอารมณ์เบิกบาน ในอานาปานสติ สอนว่า ต้องรู้ใจในใจ ทำอภิปโมทยังจิตตัง ทำจิตใจให้เบิกบาน ร่าเริงอยู่เสมอ นอกจาก จะทำกายสังขารให้สงบ ทำจิตสังขารให้สงบ ก็ทำอภิปโมทยังจิตตัง อยู่เสมอ อ่านดีๆ ในอานาปานสติ ใครทำจิตใจเบิกบานเสมอ ไม่มีมัวหมอง ไม่มีขุ่นมัว อาตมาเอง ปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมแล้ว ตลอดมา ไม่มีจิตขุ่นมัว กระทบสัมผัสอะไรแค่ไหน บางทีเขาเอาเรื่องเรารุนแรง ก็ไม่มีจิตขุ่นมัว หรือเศร้าหมอง มีแต่จิตใจเบิกบานร่าเริง สำเหนียกอยู่ว่า เราจะเป็นผู้กำหนดจิต ให้ร่าเริงเบิกบาน ถ้าเราทำได้ ไม่ใช่ว่า จะต้องไปนั่งหลับตา ทำจิตให้เบิกบานตอนหลับตา แต่ตื่นมาก็กระทบอะไร ก็ขุ่นมัว จะไปนั่งหลับตาทำได้ แต่ไปมีตากระทบ หูกระทบเสียง บางอย่างทำจิตเราขุ่นมัว หรือบางที ทำให้อารมณ์ร่าซ่า ขิฑฑาปโทสิกะ ไปหลงอย่างนั้นได้ คำสอนพระพุทธเจ้า ว่าทำจิตให้เป็นโทษ คือ มโนปโทสิกะ หรือทำจิต ให้ร่าซ่าไปกับกาม คือ ขิฑฑาปโทสิกะ มีอัตตาเป็นโทษ เรียกว่าอัตตา หรือ มโนปโทสิกะ ส่วนหลงบันเทิงรื่นเริงในโลก เรียกว่า ขิฑฑาปโทสิกะ คือกาม

ทำไมคนต้องทำงาน _เด็กหญิงหยุดตะวัน ทัศโน (หน้าต่าง) หลวงปู่คะ ทำไมคนต้องทำงานคะ ตอบ...เพราะคนไม่ใช่ลิง ไม่ใช่เดรัจฉานหมูหมากาไก่ คนรู้จักว่า ชีวิตต้องทำงาน มีประโยชน์คุณค่า ทำงานที่ดี ทำงานที่เกิดประโยชน์ เกิดสิ่งที่เอามากินใช้อาศัย ต้องทำงาน คนไม่ได้ไปเบียดเบียนคนอื่น สิงสาราสัตว์ มันไม่สร้างหรือปลูกพืชผัก เช่นช้างก็ออกมากินผลไม้รากไม้ของคน มาบุกรุก มันเป็นสิงสาราสัตว์ไม่ใช่คน เป็นคนควรจะต้องมีปัญญาฉลาด บางคนต้องทำงาน เพื่ออยู่เพื่อกิน ถ้าเราอยู่กิน แต่ไม่ทำงาน ก็เป็นหนี้ ไปเบียดเบียนคน เดี๋ยวเป็นหนี้

_ดิฉันไปดูนิทรรศการ เย็นศิระเพราะพระบริบาล สรุปว่า เป็นนิทรรศการ ที่เป็นโลกุตระ มีพระจริยวัตร โพธิกิจ 70 ปี ของพระองค์ท่านเป็นหลัก ควรให้พี่น้องญาติธรรม นักเรียนสัมมาสิกขา ไปชม ฝากกราบผ่านพ่อครู เชิญชวนไปดูกันด้วยค่ะ

ถึงพร้อมในแสงอรุณ 7 _แสงอรุณไม่มาสุริยาไม่มี ...มี 7 ข้อ ต้องให้ถึงพร้อมนั้น จะมีความถึงพร้อมในระดับหนึ่งหรือไม่ เพื่อให้ถึงจุดหนึ่ง ก่อนเข้าสู่การปฏิบัติมรรค 8 จนถึงพร้อมซึ่งอริโยสัมมาสมาธิ ตอบ...พระพุทธเจ้าตรัสว่า คุณจะต้องมีความเข้าใจมีสมาธิ ในแสงอรุณทั้ง 7 ถึงจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 ได้ นอกศาสนาพุทธ หรือคนในศาสนาพุทธ หากไม่มีแสงอรุณก่อน จะไปปฏิบัติมรรคมีองค์8 ก็ออกนอกรีตหมด มันต้องมีอันนี้ก่อน ทุกคนก่อนจะเห็นพระอาทิตย์ได้ จะต้องเห็นแสงอรุณก่อน พระอาทิตย์จะมาก่อนแสงอรุณไม่ได้ [130] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มากซึ่ง อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างไรเล่า ? ดูกรภิกษุท. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ เจริญสังกัปปะ ฯลฯ .... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุท. ภิกษุมีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรค อันประกอบ ด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างนี้แล. (สุริยเปยยาล ล.19/130)

พ่อครูว่า วิเวก วิราคะ นิโรธ ในการสละ มันจะน้อมไป คืออธิมุติ หรืออธิโมกข์ จิตจะโน้มไปหาการเสียสละ จิตจะน้อมไปในการเสียสละ มันจะค่อยๆลดลง วิเวกแปลว่าสงบ ไม่ใช่นั่งอยู่เงียบๆไม่กระดุกกระดิก แต่วิเวก ฝึกการที่มีกิเลสลดลง กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก มันจะเจริญ จิตเราองค์รวมเราคือกาย แล้วตัวจิตมีกิเลสลดลง จึงสงบ ไม่ใช่สงบเพราะอยู่คนเดียวปลีกวิเวก คำว่าปลีกวิเวก ไม่มีในศาสนาพุทธ วิเวกของพระพุทธเจ้า มีกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ไม่มีการปลีกเดี่ยว หนีเข้าป่า จะเกิดวิเวก ต้องอาศัยวิราคะ นิโรธ จิตวิราคะ คือจางคลายของกิเลส กิเลสจางคลายลง และกิเลสดับ จิตก็จะหมดความเห็นแก่ตัว หมดเห็นแก่ได้ จะน้อมไปในการสละ คือคำสรุปสั้นๆ ของพระพุทธเจ้า มิตรดี ผู้ที่เป็นสัตบุรุษ ช่วยบอกช่วยสอน เป็นกัลยาณมิตร หรือมิตรดี หมายความว่า จะพาให้เกิด ศีล กัลยาณมิตร จะทำให้เกิด สัมปรายิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ภายหน้า-โลกหน้า) 1. สัทธาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศรัทธา) 2. สีลสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศีล) 3. จาคสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ) 4. ปัญญาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยปัญญา) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 145) นี่คือผลที่จะได้จาก การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ที่สัมมาทิฎฐิ จะเกิดประโยชน์ คือ สัมปรายิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ภายหน้า-โลกหน้า) ยิ่งใช้โลกหน้าคือโลกุตระ ผู้ได้ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกต้อง ก็จะเกิดสภาพจริงๆอย่างนี้เลย จะเกิด สัมปรายิกัตถประโยชน์ 4 เราจะเกิดความเข้าใจ มีศรัทธาเชื่อมั่น เชื่อในกรรมวิบากเป็นต้น แล้วจะเป็นคนมีศีลเป็นคนปกติ อย่างน้อยศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใครไม่พูดปด ไม่มีอบายมุข อย่างเป็นปกติ จาคสัมปทา คือมีนิสัยมีความประพฤติดี ความเต็มใจเสียสละ ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ มีปัญญา (พ่อครูไอ ตัดออก) มีความรู้มีปัญญา ที่มาจากอัญญา ไม่ใช่เฉกา เพราะเฉกาหรือเฉโก เป็นความฉลาดแบบโลกียะ ส่วนปัญญา เป็นความฉลาดแบบโลกุตระ จะมีประโยชน์ต่อคนอื่นได้ ไม่ใช่เกิดจากนั่งหลับตา แล้วปัญญาจะโผล่ แต่ปัญญาจะเกิดได้ เพราะปฏิบัติมรรคองค์ 8 และโพชฌงค์ 7 ที่มีธัมมวิจัย แล้วมีสัมมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน