600216_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
600216_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 5
พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ใครสังเกตการณ์ความจริงจากปรากฏการณ์ของสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะในเมืองไทยกันไหม เราดูเมืองไทย อเมริกาและเกาหลีเหนือ ดูแค่ 3 เมืองนี้ ก็เกิดจากมโนปุพพังคมาธัมมามโนเสฏฐามโนมยา จากหัวหน้าของประชาชนในแต่ละประเทศ ก็แสดงออกชัดเจนว่าใครเป็นอย่างไร ผู้ที่มีภูมิปัญญา โดยเฉพาะ ปัญญา ไม่ใช่เฉกา จะเห็นจะเข้าใจชัดเจน ลักษณะของสิ่งที่มันแตกต่าง มีนัยยะซับซ้อน เหมือนกันบ้างแตกต่างกันบ้างจะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเช่นนี้เอง ทางด้านอเมริกา เขาก็ใหญ่อย่างหนึ่ง ทางด้านเกาหลีเหนือก็ใหญ่อย่างหนึ่ง เมืองไทยก็ใหญ่อย่างหนึ่ง เหมือนเขาเหมือนกัน ไม่ได้ใหญ่อย่างเขาเท่าไหร่ จะอ่านออก ว่ากันจริงๆแล้ว เกาหลีเหนือมีพลเมือง 24.9 ล้านคน อเมริกานั้นรวมเอาความหลากหลายมาก ไทยเราก็ 68 ล้านคน คือมันมีทั้งมวล มีทั้งคุณภาพ ทั้ง Quality and Quantity สิ่งที่เป็นเนื้อแก่นพลังกับปริมาณ ของจิตวิญญาณมนุษย์ ของความเฉลียวฉลาดความรู้ ความรู้ที่อาตมาพยายามจะแนะนำ พยายามอธิบายให้เห็นถึงพลังงานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตั้งแต่อุตุนิยาม แล้วมาเปลี่ยน DNA เปลี่ยนตระกูล มาจากอุตุมาเป็นพีชะ เป็นชีวะ จากพีชะก็เปลี่ยนตระกูลมาเป็นจิตนิยาม แล้วมาเปลี่ยนเป็นโลกุตระ อีกที ก็สูงสุดแล้ว ในความที่จะเป็นพลังงานชีวะในมหาจักรวาลเอกภพนี้ เพราะโลกุตระนั้นเปลี่ยนกลับมาสู่ความสมบูรณ์ เป็นผู้สร้างประโยชน์ ไม่มีโทษเลย เป็นผู้ที่เลี้ยงโลก เกื้อกูล เอื้อเฟื้อช่วยเหลือ เพราะว่าเป็นพืชก็เป็นประโยชน์แก่สิ่งนั้นแล้ว แต่สัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดต่ำกว่ามนุษย์ แต่มนุษย์นั้นเอาเปรียบคนอื่นหมด มันก็ยังไม่สูง แต่มนุษย์ที่สูงส่งแล้ว ก็มีแต่จะช่วยเหลือเข
อ่านต่อ
าอย่างเดียว เกื้อกูล ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อคนอื่น เราก็ไม่ได้ด้อยไม่ได้ลำบากอะไร แล้วมนุษย์สามารถมีอายุยืนได้หลายหมื่นปีหลายแสนปี สัตว์โลกที่เป็นมนุษย์นี่ แต่ในยุคกาลนี้ก็แค่ 100 ปี ถ้าเก่งก็มากกว่า ในการเจริญของพลังงานต่างๆ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้มาพูดคุยโม้ แต่พูดอย่างเป็นสัจจะของ นิยามชีวิต 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม พยัญชนะที่บอกว่า อัญญะ คือการเปลี่ยนตะกูลจากอีกอันหนึ่งต่างหาก เป็นพลังงานความรู้ของพลังงานระดับชีวะ ที่เป็นตระกูล DNA เป็นตระกูลใหม่ อัญญะ มีธาตุรู้ตัวนี้หยั่งลง มีแต่จะเจริญสู่สัมโพธิปรายนะ ส่วนรายละเอียดของ อัญญะ จะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีก อาจช้าได้ถ้าเหลาะแหละ สรุปแล้วพลังงานที่เป็นต้นรากของการพัฒนา หรือเสื่อม จะพัฒนาหรือปหาน ก็โดยความจริงของธาตุพลังงานด้านนั้นๆ ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ เป็นธรรมะสอง จึงจะเกิดปฏิกิริยา ถ้ามีอันเดียวไม่เกิดปฏิกิริยาอันใดไม่มีเสื่อมไม่มีเจริญ หรือ static อยู่เช่นนั้น อาตมาได้เอามหาจัตตารีสกสูตร ให้เห็นว่าสูตรที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าคือมรรคมีองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทฤษฎีของศาสดาอื่นใด ถ้าไม่มีมรรคมีองค์ 8 ลัทธินั้นจะทำให้คนเป็นโลกุตระชน เป็นอาริยบุคคลในขั้นอัญญะ อัญญา ปัญญาไม่ได้ ไม่มี ท่านยืนยันว่า ไม่มีสมณะที่ 1 2 3 4 ไม่มีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไม่ได้ เจริญเป็นอาริยะ 4 นี้ไม่ได้ อาริยะ 4 นี้ เป็นความจริง ที่ว่าชีวิตจะต้องรู้ภพชาติ พระโสดาบันก็พ้นอบายภพ สกิทาคามีก็เรียนรู้ในกามภพ พระอนาคามีพ้นกามภพ เป็นสัตว์โอปปาติกะ มีแต่ความทุกข์ในเหตุตัวเอง ไม่เป็นพิษภัยต่อข้างนอกแล้ว มันเหมือนพลังงาน พีชะ ยังติดยึดก็แค่ รูปราคะ อรูปราคะหรือภวตัณหาของตน ก็ลดไปจนเป็นอรหันต์ ซึ่งเป็นรายละเอียดของสัจธรรมความจริง ที่อาตมาขนาดนี้ ระดับ 7 ระดับ 8 กำลังเป็นอยู่ ก็รู้ได้พอประมาณนี้ มาสืบเชื้อ เผยแพร่ประกาศความเป็นจริงอันนี้ ในฐานะเป็นผู้สืบเชื้อสาย ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลา พิสูจน์คน อาตมาถึงต้องใช้ความพยายามต่ออายุสังขารจะอยู่ให้ถึง 151 ปี ไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตา จะเป็นอย่างสมเด็จปู่ สมานัตโตหรือเปล่า นี่คือพระพุทธรูปปางปรองดอง สังคมประเทศไทยตอนนี้ อยู่ในภาวะที่ต้องการการปรองดอง การปรองดองเป็นความลึกซึ้งมาก ถ้าเอาเชื้อร้ายมาปรองดองด้วย มันจะแตกตัวระเบิดเถิดเทิง ต้องเอาปรองดองแต่ผู้จะปรองดองในวงเดียวกัน อย่าเอาเชื้อโรคตัวร้าย ที่ร้ายแรง มากเกิน ในระบอบของพระพุทธเจ้า สังฆาทิเสส ข้อที่13 เป็นผู้ที่ว่ายากสอนยาก ดื้อดึงดัน เอาเข้ามาเป็นเชื้อไม่ได้ ว่ายากสอนยากมีอัตตาแรง เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้สูงเอาเชื้อนี้มาร่วมไม่ได้เข้ามาร่วม ก็พัง สังฆาทิเสสข้อ 13 ดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่รองจากปาราชิกเลยนะ เป็นความร้ายแรงของคนอย่างหนึ่ง ก็แค่ว่ายากสอนยาก เหมือนไม่ร้ายแรง แต่ร้ายแรงซับซ้อน แม้อยู่ในยุคที่ดีแล้ว ก็ร้ายแรงที่สุดแล้ว สังฆาทิเสสก็มีระดับมา ถึง 1-13 ก็ร้ายแรงที่สุดแล้ว ถ้ารู้แล้วจะต้องกันออก หากมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี จะมาอยู่ในร่วมวงได้ จะต้องมีสันตติวง เราจะต้องรู้ว่าควรรับขนาดไหน ไม่ควรรับขนาดไหน ศึกษาไปด้วย ความจริงก็จะเกิดให้เห็นให้มีอยู่ เป็นปัจจุบันธรรมที่ชัดเจน อาตมาก็ขอขยายความวิจัยสรุปในมหาจัตตารีสกสูตร คือสูตรยิ่งใหญ่ที่ขยายความ สมาธิของศาสนาพุทธ เป็นองค์รวมพฤติกรรมหลักทฤษฎีของสมาธิของศาสนาพุทธ ซึ่งเรียกอย่างเต็มรูปว่า อริโยสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่สัมมาของคนประเสริฐสุด ยืนยันความเจริญสูงสุดของพลังงานจิตที่ยิ่งใหญ่ จะมีแกนหลัก เรียกว่าแกนบวก มีทั้งแกนลบ เมื่อรวมตัวกันเข้า ก็เป็นสังกัปปะ เป็นกระบวนการ process จะต้องเรียนรู้ว่ามี อะไรบ้าง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร ต้องรู้กระบวนทัศน์ paradigm ที่เป็นพยัญชนะเป็นหลักอย่างไรบ้าง เมื่อมาถึงกระบวนการ process ทำงานบวกลบคูณหารสังเคราะห์กัน ออกมาเป็นผล Impact output outcome มีเหตุ นิทาน process ก็มาเป็นผล output outcome เป็นสมุทัยปัจจัย เหตุก็คือพัฒนาเป็นสมุทัย ก็คือเหตุที่ละเอียดลงไปอีกนั้นเอง
สัมประสิทธิ์ของสังกัปปะ 7 ผู้ที่เข้าใจสังกัปปะ 7 ที่เป็นอาการพลังงานในจิตชัดเจน ว่าตักกะคืออะไร แล้วเอามาจัดการสังเคราะห์ มีวิตกวิจาร วิจัยต่างๆ แล้วทำให้เกิดสมบูรณ์เป็นสัมมาสังกัปปะ เป็นองค์รวมของสัมมาสังกัปปะ สังกัปปะ 7 ทำให้เกิดผลเป็นองค์รวม รวมตัวได้ทั้งแกนบวกและแกนลบ ทำงานอย่างกลมกลืนปรองดอง harmony อย่างผสมผสานกันได้อย่างดี แล้วร่วมกันทำงาน เพื่อที่จะรังสรรค์สร้างสรรค์สังเคราะห์พลังงานต่อเป็นสังขาร อภิสังขาร ออกไปทำงานเกิดเป็นวจีสังขาร พร้อมจะออกไปเป็น วิญญัติ เป็นกายวิญญัติเต็มรูป หรือออกไปส่วนหนึ่งเป็นวจีวิญญัติ จากวจีสังขาร ออกไปเป็นกายกรรม วจีกรรม ถ้าวจีสังขารที่เป็นแค่ ปฏิฆสัมผัสโส ถ้ายังไม่มีชื่อ ยังไม่มีภาษา ก็เป็นนามธรรม เรียกว่าวัจจะหรือวจี ยังไม่มีชื่อ ต้องตั้งพยัญชนะ วจีสังขารเป็นสภาวะ เป็นตัวจิตแท้ๆ ต้องมาตั้งชื่อเรียกว่า อธิวจนะ ต้องมาทำให้เป็นภาษาคำพูด ถ้ายังไม่ตั้งชื่อเฉพาะ ก็พูดเป็นองค์รวมเป็นภาษาไป วจีสังขารเป็น common noun แต่ถ้ามาเป็นอธิวจนสัมผัสโสจึงจะเป็น ชื่อเฉพาะ proper noun เช่น มะนาวอันนี้ (มะนาวทองธรรมดา) มันก็มีชื่อมีนามของมัน มีสมมติที่เรียกของมันไป เนื้อแท้ตัวตนมันก็อย่างนี้ มีชื่อเรียกไปตามสมมุติ คนที่มีความรู้ก็จะรู้นะ อรรถะ (เนื้อแท้) และพยัญชนะ คนก็ใช้ธรรมะ 2 นี้ เป็นความรู้อาศัยไปตลอดกาลนาน สรุปผลของสังกัปปะ 7 ที่มีความรู้สามารถรู้ตั้งแต่จิตเริ่มดำริ ที่มันมีตัวไม่ดีได้แก่ กาม หรือพยาบาท หรือวิหิงสา คือ กาม พยาบาทที่เหลือเป็นตัวเล็กๆ ก็จัดการตัวพลังงานที่เป็นเชื้ออกุศล เป็นเชื้อบาป ได้ไปเรื่อยๆ พลังงานไม่หายไปเปลี่ยนพลังงานจากไม่ดีกลายเป็นพลังงานดี มาใช้เพิ่มอีก การทำสำเร็จก็เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ โดยการมาวิเคราะห์วิจัย จนกระทั่งถึงขั้นวิจาร จาร คืออาการกิริยา พฤติกรรม วิจัยคือแยกแยะ จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงได้เรียบร้อย เปลี่ยนแปลงได้ดี ทำสำเร็จ เรียกว่า วิการ คำว่าวิคือเยี่ยมยอดแล้ว ที่ต่ำสุดเอาออก เอาสูงไว้จนสำเร็จเรียบร้อย ก็กลายเป็นสูงสุดก็คือ วิ จะเป็น วิสุทธิ์ วิเศษ วิสิทธิ์ เป็นต้น สัมประสิทธิ์ co-efficiency ก็คือธาตุ 2 มีธาตุหนึ่งเป็นธาตุแกน คือธาตุบวก และมีอีกธาตุเป็นธาตุลบ เป็นตัวเคลื่อนที่ที่ทำให้เปลี่ยนแปลง ตัวที่เคลื่อนที่ทำให้มีตัวแปร ผู้ใดมีความรู้จัดการตัว แปร ให้แปรมาเป็นโลกุตระ หรือว่าแปรอย่างโง่ๆกลายเป็นโลกียะอีก นึกว่าฉลาดแต่ได้โลกียะ ถ้าสามารถทำให้เป็นโลกุตระจริง ก็เป็นตัวแปรที่จริง พัฒนาขึ้นสั่งสมเป็นตัว แกนหลัก สัมประสิทธิ์ต้องมีสองอย่างทำงานคู่กันเสมอ เมื่อเรารู้เป็นภาษา แล้วทำได้เป็นสภาวะ จึงจะเห็นผลพลังงานโลกุตระจริง อย่างพวกเราทำได้ ก็กินใช้มีการช่วยเหลือกันอย่างไร ต่างคนรับภาระหนักก็ต้องหนักอยู่ บางคนก็เบาแล้ว แต่ทำอะไรได้มากขึ้น เจริญขึ้นก็เบาขึ้น ซ้อนจนสูงสุดก็เจริญอย่างเบาอย่างหนึ่งหนักอย่างหนึ่ง อย่างอาตมานี่ เบาอย่างหนึ่งหนักอย่างหนึ่ง มันก็ยังไม่เก่ง ยังเรียบเรียงตกหล่น มันยังไม่เสถียรไม่เข้ารูปเข้ารอย ไม่ลงตัวดี ก็ต้องทำไปฝึกไป เหมือนจับปูใส่กระด้ง เลยทำให้เสียพลังงาน พวกเราก็เหมือนปู ไม่ได้ไปลงโทษนะมันเป็นจริง มันก็จะต้องช่วยกัน ต่างคนต่างช่วย ต่างคนต่างสำนึกแล้ว ไม่อยากจะให้มันเสีย ต่างคนก็ต่างสำนึก ต่างคนต่างพากเพียรมันก็มาสู่แกนสู่แก่นเรื่อยๆ
มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 (ต่อ) [264] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจาความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [265] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ มิจฉาวาจา ฯ
บรรณาธิการคือนักหาเรื่อง พวกกองบรรณาธิการ ทุกวันนี้กองนักสื่อสารเป็นพวกหาเรื่องมาก จะทำให้เกิดการขัดแย้งทะเลาะกัน เพราะการกระทำที่ส่อเสียด ต้องระมัดระวัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากเลยไม่ใช่ง่ายๆ จะประมาณให้พอเหมาะ ต้องใช้ศิลปะอย่างสูงมาก ว่าจะใช้คำนี้เหมาะ เป็นคำไวพจน์ เป็นคำ synonym ที่ใช้แทนกันได้มีน้ำหนักต่างๆ ต้องเลือกให้พอเหมาะ ถ้ามากไปแรงไปก็กระทบกระแทกกระทั้น ก็เกิดความสะเทือน แล้วก็สะท้าน มันก็จะตอบโต้อะไรต่ออะไรกันหนัก กองบรรณาธิการ ซึ่งเป็นกองที่ต้องมีศิลปะอย่างสูง ต้องมีความสามารถรู้ในรายละเอียด ต้องผสมส่วนให้ได้อย่างดีชัดเจน ใช้นัจจะคีตะวาทิตะที่ผสมผสาน สามเส้า ให้มีความกลมกลืน อย่าให้มีตัวที่เป็นหนามแหลมคม หลุดออกไปเป็นความหยาบหรือไม่ได้ผลเลย เพ้อเจ้อ ไม่ได้เรื่อง พูดเลอะเทอะ หรือเป็นคำหยาบแรงอีก เท็จคือไม่จริง หยาบคือมีส่วนแรง ส่อเสียดคือมีส่วนทิ่มแทง ส่วนเพ้อเจ้อ คือจับเอาเนื้อไม่ได้ อย่าให้เท็จหรือเพ้อเจ้อที่เสียหาย ไม่ได้เรื่อง แต่ได้เรื่องแล้วเอามาเจียนให้พอดี อย่าให้ส่อเสียดกับหยาบ ต้องระมัดระวังไม่ให้บาดหรือเสียด จะหยาบแรงไปก็ไม่ดี ถ้าเข้าใจความหมายของภาษาไทยแต่ละคำ เอามารวบรวม อย่างพจนานุกรม ที่สื่อความหมาย เข้าหาแก่น มนุษย์ใช้การสื่อสารภาษาสื่อสารกัน แต่ละชนชาติก็ต่างกันไป
ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ [266] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวสัมมาวาจาเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง 1 สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ พ่อครูว่า เมื่อหมดเกลี้ยงเป็นอนาสวะแล้วก็สมบูรณ์ ส่วนที่เป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ หากเข้าใจผิด ไม่เข้าใจส่วนแห่งบุญว่าเป็นความมี แต่บุญ มันเป็นความไม่มี เป็นความเอาออก สูญ แต่เข้าใจผิดเป็นความมี ก็เลยกลับตาลปัตร มันคนละขั้ว บุญคือจัดการกิเลสออกไป เป็นส่วนๆ แล้วที่จะมีคือมีสิ่งที่จะต้องกำจัดมันอีก ให้มันหมด เป็นอนาสวะจึงหมดเกลี้ยง ส่วนที่ได้ สาสวะ เรียกว่าได้ผล ได้ผลคือได้สิ่งที่ไม่ได้ ได้สิ่งที่เอาออกได้ สูญได้หมดไปได้ ต้องคมแม่นชัดแน่แน่ว ว่าสิ่งที่มีคือสิ่งที่ไม่มี ยังไม่จบก็ต้องทำซ้ำ เมื่อชัดเจนว่าอันนี้ถูกต้องแล้ว ก็ต้องทำให้มาก อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ก็ต้องทำอย่างที่ได้ผลนี้แหละ ทำอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปซ้ำมา ให้มันเกิดผลอย่างที่มันสำเร็จนี่แหละ ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ให้เกิดผลสูญๆๆ มากเข้าไว้ แน่นยิ่งขึ้น ยิ่งทำอีกก็แน่นอีก เพราะมันถูกต้อง มันเด็ดขาดแล้วสูญจริงแล้ว ทำเข้าไปๆ จบในคำสอนของพระพุทธเจ้า อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นตัว อนุรักขนาปธาน เป็นการรักษาผลสร้างให้เกิดอเนญชา สร้างเกิดความไม่หวั่นไหว ความไม่เคลื่อนที่ ความไม่กระดุกกระดิก ความจบ อเนญชาภิสังขารเป็นตัวสุดท้ายของอภิสังขาร 3 ถ้าจัดการด้วยอวิชชาคือสังขาร แต่ถ้ามีความรู้ยิ่ง คือ อภิสังขาร เป็นการปรับปรุง ปรับแต่ง ปรับแก้ ถ้าปรุงธรรมดา ก็เป็นการปรุงอย่างมีพิษภัย มีอวิชชา ใครคนมาหลงใหลติดยึด แต่ของพุทธนั้นให้คนเป็นอิสระ ให้คุณช่วยตัวเองได้ ให้คุณแข็งแรง คุณจะได้ไปช่วยคนอื่นต่อ มันสร้างคน คนละลักษณะ คนละพันธุ์ คนละตระกูล พันธุ์โลกียะกับพันธุ์โลกุตระ
พวกเราเป็นนักสร้างสรรค์นักครีเอทีฟของโลก แต่ถ้าสร้างอย่างไม่รู้ก็ไปเป็นการสร้างไปทำร้ายทำลายเขา แต่ถ้านักสร้างสรรค์อย่างนักโลกุตระ ก็สร้างสรรค์อย่างบริสุทธิ์สะอาดมีประโยชน์คุณค่า แต่ละคนมีภูมิปัญญาของตัวเองมายอมเชื่ออาตมาเอง แล้วมาเป็นคนแบบนี้กัน จึงมีรูปธรรมของสังคมสาธารณโภคี ต่อมาเกิดผลจากการฝึกฝนจิตที่เป็น พุทธพจน์ 7 ได้จริง ๆ เกิดสาราณียธรรม 6 สามารถอยู่กันอย่างเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีลาภธัมมิกา กินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี มันพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าได้แม้จะเข้าใกล้กลียุคแล้ว เข้าหาสองพันปีสุดท้าย จริงๆ พวกเราก็ยังจะเจริญไปอยู่ เพราะคนรุ่นนี้จะยังเป็นเชื้อที่จะพัฒนาต่อ อาตมาตายไปแล้ว ก็ยังต้องเกิดมาพัฒนาอันนี้ แล้วก็ต้องทำต่อไปอีก ประมาณ400 กว่าปี อันนี้จะเจริญต่อไปสร้างอันนี้ ในมวลมนุษย์ 7 พันล้านคน จะมีมวลของโลกุตรชนไม่เท่าไหร่หรอก มันมีมวลของโลกียะชนมากมาย คนจะเดือดร้อน พลังงานของพวกเรามีน้อย แต่มันมีผลสูง มันเหมือนปรอท แต่พลังงานคนส่วนรวมโลกียะมันเหมือนโฟม ปรอทมีน้ำหนักแม้มีน้อยก็ถ่วงโฟมที่เบาได้ จนกว่าสุดท้ายโฟมจะชนะ ถึงจะเป็นกลียุค เราก็ได้มาชลอๆไป มันก็ต้องหนักเพราะว่าเป็นยุคที่รุนแรง มันก็ต้องมีเหตุการณ์สภาพจริง ที่เราต้องมาประจัน อย่างดีก็ตาย ถ้าอย่างไม่ดีก็ต้องทรมาน แต่ไม่ต้องฆ่าตัวตายนะ อยู่กับสถานการณ์ให้สถานการณ์มันฆ่า ถ้าจะต้องถึงตายก็ตาย ถ้ามีบารมีไม่ตายมันก็ไม่ตาย อันนี้เป็นความซับซ้อนลึกซึ้ง แม้เราไม่มีบารมี แต่มีเจตนาจะทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวตน แต่ทำเพื่อส่วนรวมมันก็เป็นกุศล ถ้ามีโค้งงอ เป็น boomerang โค้งออกมาหาตัว ก็เป็นส่วนมีตัวตน ถ้าตรงๆ 180 องศาเลยก็ไม่ จะไม่ทำให้มีพลังงานโค้งหาตัวเองเลย ถ้าองศาโค้งน้อย ก็นึกว่าตรง แต่ที่ไหนได้อ้อมจักรวาลกว่าจะมาหาตัว คนก็ตามไม่ทันสิ เพราะตาเราไม่เก่ง ดูไม่ออกว่าโค้ง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) นักแทงบิลเลียด นักเตะบอล มันตีไปเหมือนตรงแต่โค้งเข้าหลุม มีแทคติกยอดเยี่ยมเลย พวกตีกอล์ฟ ตีไปโค้งลงหลุมด้วย คนนั้นต้องไปสำรวจพื้นที่แล้ว ว่าพื้นที่ลาดลงได้ หรือถ้าพื้นที่ไม่ลาดลงต้องตรง นั่นเป็นเพียงภายนอก แต่เราต้องทำพลังงานจิตให้ตรงให้ดีแล้วจะสำเร็จ
สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะให้ถึงอนาสวะ [267] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ งด(อารติ คำว่าอา นี่กึ่งๆ) เว้น (วีรติ) จากการพูดส่อเสียด เว้นขาด(ปฏิวีรติ สามารถอนุโลมได้เก่งกว่าวีรติ) จากการพูดคำหยาบงดเว้น(เวรมณี)จากการเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ อารติที่แปลว่าความงด คือทำได้ วีรติ ทำได้เด็ดขาดยิ่งขึ้น ไม่ก็ไม่ยิ่งขึ้น ยิ่งก็ยิ่งขึ้น ปฏิวีรติ เริ่มอนุโลมได้บ้างจนอนุโลมได้เร็วขึ้นมากขึ้น จนเด็ดขาด เป็นมุทุภูตธาตุที่เก่งเรียบร้อย จิตแววไว เจโตปัญญาดีขึ้น คล่องแคล่วว่องไวเป็นปาคุญญตา เป็นความคล่องแคล่ว ของเวทนาสัญญาสังขาร กำหนดรู้ให้เกิดประมาณนี้นะ จัดการเลย จัดการได้เหมาะสม ปรุงแต่ง เวทนา สัญญา สังขารเป็นอภิสังขาร ถ้าทำได้ครบหมดเกลี้ยงกับเป็น อนาสวะ ก็จบสุด โลกุตระมีทั้งสาสวะ เริ่มต้นมีกายในกาย ในโพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มที่ธรรมะสอง กายนอกกาย ก็มีภายนอกเนื่องต่อมาๆ ก็เน้นเข้าหาใจ ใจก็ดูอารมณ์ ในอารมณ์มีเหตุคืออกุศลจิต สราคะ สโทสะ ก็จับตัวแกนจิตที่ทำให้เกิดอกุศล เกิดเวทนาก็จัดการสราคะสโทสะ ทำได้ก็สั่งสมไว้ ทรงไว้ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นพลังงาน 4 ลักษณะ ทำงานผสมผสานสังเคราะห์สังขารกันตลอดเวลา มันเป็นตัวพลังงานที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาเลย ถ้ารู้ทัน จัดการมันได้ มันก็มีผลสำเร็จ แต่ถ้าไม่เรียนรู้จัดการ จัดการมันไม่เป็น ก็ถูกพลังงานที่คุณไม่รู้ทันมาตีกินไปหมด เราต้องมีจิตที่เป็นประธาน i เป็นตัวเราเข้าไปจัดการ she he ตัวอิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ให้เป็นลำดับ จัดการ อิตถีภาวะ ให้เป็นปุริสภาวะ แล้วจากปุริสภาวะเป็นนปุงสกิลิงค์ ก็สามารถจัดการว่าอะไรเกิดหรืออะไรไม่เกิดนะ มีประสิทธิภาพของประธาน ที่ใช้อย่างอื่นด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีอคติ ด้วยความเมตตาปราณี มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นๆ มันเป็นสัจจะความจริงอย่างนั้น เป็นพลังงานที่สูงสุด เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)
อาตมาไม่ได้หวั่นไหวกลัวเกรงว่าทำงานแล้ว คนจะรู้จะเห็นไหม ถ้าเขามีดวงตา พลังงานอัญญะ หรือพลังงานที่ไม่เกิดอัญญะ อาตมาก็พยายามสอนจากฉลาดเฉโก โลกีย์มาเปลี่ยนตระกูลเป็นอัญญะ หลายคนก็ช่วยกัน รู้ตัวอย่างของตัวเอง ว่าอะไรที่ต้องมาเรียนรู้ โดยไม่ต้องเอามาก จะเอาแค่ไม่ฆ่าสัตว์อย่างเดียว ไม่เอาของเขา หนึ่งทำร้ายชีวะชีวิตอื่นสัตว์อื่น กับไปแย่งของๆเขา ชีวะคือตัวเรา ตัวเราคืออัตตา ของๆเรา คืออัตตนียา ของๆเราคืออีกสิ่งหนึ่ง ตัวเราคือเนื้อในรวมอยู่ในตัวเรา เราจะชัดเจนว่าของๆเรานี่ง่ายมากที่จะไม่ใช่ของๆเรา แต่เนื้อในนี้ต้องล้างออก วัตถุเอาออกง่าย แต่นามธรรม ตั้งแต่กายวิญญัติภายนอก ลีลาขององคาพยพ ของธาตุดินน้ำไฟลม หรือว่าเป็นแค่วาจา กัมมันตะ รวมหมดทั้งนัจจะ องค์ประกอบครบเครื่อง ขา เนื้อ ตัว กระดุกกระดิก ทั้งกรรมกริยา หน้าตา มือไม้ คือความเคลื่อนไหวขององค์ประชุม ร่างทั้งหมด หรือกระดุกกระดิกแต่เสียง เป็นภาษา ก็ใช้อวัยวะ องคาพยพ ข้างใน คุณเองก็ใช้ ตามที่มันละเอียดลออ เป็นภาษาจะใช้อวัยวะส่วนไหนมากกว่า คุณก็ทำเป็นทำได้แต่ละเชื้อชาติภาษา ก็ใช้ กายกรรมวจีกรรมที่มาจาก มโนกรรมเป็นประธาน มาจากใจเป็นประธาน เราจะต้องจัดการกับมโน แต่ก็ต้องมีองค์ประกอบข้างนอกเป็นเหตุปัจจัยเสมอ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่จริงมันไม่ครบ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยองค์ประชุมทั้งหมดคือกาย จึงต้องมีข้างนอกด้วย ถ้าภายนอก รูปกายคือ มีทั้ง 5 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าขยับเข้าไปข้างในมีแต่ นามรูป เฉพาะเรื่องของจิตนะ เรื่องนามนะ ก็ขยับเข้าไปอีก แล้วก็มีนามรูป แล้วหมดนามรูปก็มีอรูปของนามอีก ถ้าหมดแล้วก็ไม่ต้องมี เหนืออบายแล้วไม่ต้องหนีจากอบาย อบายทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ต้องหนี ของศาสนาพระพุทธเจ้าถึงเรียกว่าโลกุตระ เหนือ มีพลังงานอุตระ ก็ต้องใช้ปัญญา ต้องรู้จักวิธี รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางชัดเจน แต่ถ้าสติ เป็นพลังงานที่แรงเป็นอธิปไตย ส่วนปัญญานั้นเป็นอุตตระ ถ้าเจโตก็ใช้สติกับแรง ปัญญาก็ใช้ความฉลาดที่รู้ช่อง ไม่ต้องใช้แรง จะรู้ทุกเหลี่ยมมุม อยู่เหนือแต่ไม่ต้องใช้แรง
มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ ในมูลสูตร 10 ชัดเจน ถ้าเราแยกชัดว่าสติคืออะไร ปัญญาคืออะไร แล้วจะมาเป็น สัมปาเทติ สัมปชาโน สัมปัชชลิตะ จะละเอียดกว่านี้ก็ได้ จนถึงสัมปัตตะ ลงตัวเข้าถึงบรรลุ สัมปันนะถือว่าสูงกว่าสัมปัตตะ แล้วทบทวนปัจเวกขณ์ แล้วทบทวนตรวจสอบอีก สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สัมปัชชลิตะ = สะอาด สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก
พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 ได้อย่างไร [275] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภนี้มิจฉาอาชีวะ ฯ กุหนา คือทุจริตพร้อมเลวร้าย ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อำหมิตโหด ชั่วเลวร้ายมาก ตะกละตะกราม โลภโมโทสัน พยาบาท อำมหิต แรงที่สุด ไม่แรงหยาบอย่างนั้น ก็เหลือแต่คำพูด คือลปนา แปลว่าภาษาพูด ไม่ทำกายกรรมที่ชั่วหยาบ แต่ยังมีปากหลอกลวง เหลี่ยมคูมากมาย ไม่หยาบใหญ่ ลักษณะนี้ คือลักษณะของธัมมชโย หลอกลวงเล่ห์ลิ้น รูปร่างพฤติกรรมทางกาย สุภาพเรียบร้อย เป็นระบบระเบียบ เป๊ะ แต่คารม ภาษา โอ้โห อาตมาสู้ไม่ได้ เก่งชิบหาย หลอกลวงเลียบเคียง และเล็ม หว่านล้อม อาตมานี่พูดหยาบ ธัมมชโยนี่ พูดสุภาพเรียบร้อย หลงคารมคำคม แต่คำคมอาตมานี้บาด ของเขาคำคมงามงอนอ่อนช้อย ไม่บาด เปรี้ยงๆๆ เนมิตกตา แปลว่าเสี่ยงโชค เราจะต้องทำงานอย่างที่จะได้หรือไม่ได้ จะดีหรือไม่ดี จะต้องทำให้ดีให้ได้นะ เนมิตกตา ท่านแปลว่าเสี่ยงโชค ถ้าทำไม่ได้ผล ก็เสี่ยงเสีย ถ้าทำได้ผลก็ดี จะต้องอุตสาหะวิริยะพากเพียรปฏิบัติให้สำเร็จ ไปตามลำดับ ถือศีล 5 ละอบายมุข ทำให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็จม ถ้าสำเร็จก็เป็นโชค เป็นสิ่งที่เจริญพัฒนา ก็ทำให้เจริญเนมิตกตา ทำให้สำเร็จถาวรยั่งยืนก็ได้เรื่อยๆ ได้สำเร็จเป็นตัวเองแล้วก็อิสระ ทีนี้คุณได้แล้วเป็นอิสระแล้ว จะไปช่วยใคร หากสำเร็จแล้วไม่ช่วยอะไรใครเลย ตายไปเลยก็ได้ แต่แหม... ความรู้ก็ได้มาจากพระพุทธเจ้า ได้ดิบดีแล้วจะเป็นสมสีสี บรรลุปุ๊บตายปั๊บ เป็นอรหันต์สมสีสี อาตมาไม่เอา มันอกตัญญู เราได้แล้ว จบแล้วมี 100 ก็มาทำงานอย่างไม่ประมาท ทำไม่เก่งทำได้แค่ 50-60 คุณหมดตัวหมดตนแล้ว คุณไม่ตะกละไม่อยากดีอยากเด่นหรอก คุณจะประมาณเป็น คุณทำแล้วพลาดก็สมน้ำหน้าตัวเอง อย่าอวดดิบอวดดีอย่าประมาท คนไม่ประมาทไม่พลาดง่ายหรอก มันไม่เต็มที่ ไม่ได้ผลเต็มที่ก็ให้ได้ผลเต็มที่ จึงต้องใช้ ครน. หรม. จะให้เกิดผลมากที่สุด แต่เอาไว้น้อยๆ ครน. แต่จะให้เอาออกมากที่สุด ให้เหลือน้อยที่สุดก็ หรม.นะ จะเอาไปใช้กับสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ก็ทำได้ อยู่ในสัปปุริสธรรม 7 ประการ เอาเหตุปัจจัยต่างๆ มาประมวลมารวมกัน แล้วจับมาให้ได้ ทั้งหมดธัมมัญญุตา อัตถัญญุตาคือ เป้าหมายที่ต้องการ interest point มัตตัญญุตา คือการประมาณเหตุปัจจัย แล้วต้องดูตัวเราด้วย อัตตัญญุตา ตัวเราก็เท่านี้ อาตมาต้องเจียมตัวมากนะ ทั้งๆที่อาตมาว่า อาตมาเหนือกว่าอันนี้ แต่ต้องเจียมตัว อาตมาไม่อวดดี เจียมตัว เรามีดีมากกว่านี้ แต่ว่าเราใช้แค่นี้ใครจะว่าเราไม่เก่งไม่มีมาก ก็ไม่เป็นไร เราต้องรู้ตัวเราและประมาณให้พอเหมาะ แม้ในกาละ กาลัญญุตา หรือในหมู่ชนก็ประมาณต่างกันในหมู่เรา ระมัดระวังไม่มาก ออกไปข้างนอกก็ระมัดระวังมากขึ้นอีก หมู่กันเองหมู่ใน มวลชาวอโศก ข้างนอก ทั้งประเทศ ยิ่งไปนอกประเทศ อาตมาไม่อาจเอื้อมเอาข้างนอกประเทศ แค่ในประเทศยังจัดกรอบที่อาตมาจะทำแค่นี้ ทำให้มันดี ไม่อยากอวดดี เจตนาทำให้ดี ให้พอเหมาะ พอควร พอเพียง มันจึงเป็นขนาดที่ต้องจัดสรรให้ได้ แค่นี้พอนะ แค่นี้เพียงนี้ พอดีนะ การจัดขนาดให้พอเพียง พอดี พอเหมาะ มันจึงต้องระมัดระวัง ต้องให้พอดี ตัวเองน้อยไม่เป็นไร คนอื่นถือว่าเราไม่เก่ง ไม่ดี ไม่สามารถ ไม่เป็นไร แต่น้อยไว้ก่อน อย่าอวดใหญ่อวดโต ตอนนี้เราก็ดูคนที่มักน้อย มีน้อยแล้วก็พอจะเยอะ แต่ข้างนอก เห็นเลยว่าเขามักมาก มักใหญ่ อย่างอเมริกาหรือเกาหลีเหนือจะทำให้เห็นเลย พระพุทธเจ้าก็ว่า อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ แต่เขาจะไม่เข้าใจเลย จะไม่ได้เรียนรู้ทฤษฎีนี้ เขาก็ซื่อทำแบบเขา ตามกิเลสเขาบงการ ประเทศไทยจะเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive