600213_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
600213_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 2
ตำนานสัมมาสมาธิ พ่อครูว่า...มนุษย์ผู้ที่ยังมีภูมิปัญญา ยังฉลาดเข้าใจว่าชีวิตนี้ควรจะต้องไปหาอะไรชีวิตนี้ควรจะต้องอะไรทำอะไรเพื่ออะไร ให้เกิดอะไร ในแต่ละเวลาแต่ละวินาที ในภาวะแห่งการมีชีวิตอยู่ แต่ละคน วันควรจะถามตัวเองเสมอๆ ว่า จะให้ชีวิตตนเองเป็นเช่นใด ทุกเวลาแห่งความมีชีวิตอยู่ พอจะมีทางปฏิบัติ หรือว่าจะดำเนินชีวิต มีทฤษฎีที่จะให้ชีวิตของตนเจริญ ตามที่เราจะให้เป็น แล้วหรือยัง แล้วก็ได้ทำตนให้มีชีวิตเป็นไปได้ ตามที่ตนเองเข้าใจ แล้วก็ต้องการไหม แล้วบรรลุผลสำเร็จบ้างหรือไม่ แค่ไหนแล้ว หรือว่าชีวิตตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยคิดเลยว่า เกิดมาทำไม เกิดมาแล้ว จะทำชีวิตให้เจริญ มีผลได้ควรจะเป็นจะมีหรือไม่ ไม่ได้คิดอะไรเลย คนผู้นั้นก็คือ ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม ปล่อยชีวิตให้ ร่องแร่งไป ไม่มีเจตนารมณ์ ไม่มีความคิด ไม่มีที่หมาย เกิดมากินแล้วก็ขี้ แล้วก็เยี่ยว เดินยืนนั่งนอนไป เสร็จแล้ววันหนึ่งก็ตาย มันก็เหมือนเดรัจฉาน ตัวใดตัวหนึ่ง อาตมาก็ไม่รู้นะว่า เดรัจฉานมันอาจจะมีความคิดของมัน ว่าเราน่าจะ บำเพ็ญตนอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น กบมันจำศีล เราจะทำอย่างนี้เป็นชีวิตที่ดีขึ้น ก็ไม่รู้นะว่า สัตว์เดรัจฉานตัวไหน มันจะคิดบ้าง ทีนี้เราเป็นคนแท้ๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย มันก็รู้สึกว่าชีวิตนี้เกิดมาแล้ว มันไม่ได้รู้สึกว่า ความเป็นชีวิต โดยเฉพาะความเป็นจิตวิญญาณ มันน่าจะได้พัฒนาได้ หรือว่าพัฒนาไม่ได้ หรือจะเป็นยังงี้แหละคนเรา โดยเฉพาะในสังคมโลกทั้งหมด แม้แต่ในคนที่อยู่ริมป่า ถ้าคนป่า ก็คงไม่ได้คิดอย่างคนในเมือง คนป่าก็คงจะคิดว่า วันๆหนึ่งจะไปล่าสัตว์ หรือไปหาผลไม้ที่ไหน แต่คนในเมืองก็มุ่งจะหาลาภยศ ในสังคม ใฝ่หาความสรรเสริญ ล่าความสุขท
อ่านต่อ
างตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล่าความสุขในเรื่องความหลง ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขไป ชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้ จนกระทั่ง มีมหาบุรุษ คือพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ว่า ชีวิตแค่นี้ ที่จริงก็มีแนวคิด ก่อนพระพุทธเจ้า เขาก็คิดว่า มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ในการล่าลาภยศ ก็หนีออกไปป่า เข้าป่า แล้วจะไปทำอย่างไร ไม่ได้ไปแย่งชิง ทรมานมากมาย พืชพรรณธัญญาหาร กับสัตว์เดรัจฉานในป่า กินไปแล้วก็ตาย มันก็ไม่ใช่เท่านั้น เขาก็หาวิธีที่ว่า น่าจะบรรลุเจริญแบบไหน ก็ได้คิดว่า นั่งหลับตาสะกดจิตนี่แหละ จะต้องให้กิเลสมันลดลง ก็สะกดจิตเอา นั่งหลับตาด้วยวิธีสะกดจิตไป นี่ก็เป็นแนวคิด ที่มีมาเก่าแก่ จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ได้ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ธรรมดา ไม่ต้องออกป่า ออกเขาถ้ำอะไร แล้วทีนี้คนในยุคพระพุทธเจ้ายัง ไม่เป็นเมืองเหมือนทุกวันนี้ มันก็เลยไม่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าก็ต้องออกป่า แด่พระพุทธเจ้าได้คิดแล้ว ก็บอกว่าไม่จำเป็นจะต้องอยู่ป่า แต่แท้จริงแล้ว ท่านทิ้งบ้านแล้ว ก็เลยต้องอาศัย ต้นไม้รุกขมูลโคนไม้อยู่ ไม่ไปบุกรุก หาบ้านช่องอีกแล้ว เพราะตอนท่านออกบวช ก็ทิ้งทุกอย่าง ก็ไปเป็นพระป่า เพราะสังคมโลก เขาครอบงำไว้ว่า บวชแล้ว ต้องออกมานั่งสมาธิ เดินลุยกันในป่าในเขา ไม่ต้องมีเหย้าเรือนอะไร จนตอนหลัง ถึงมีโรงเรือน เรียกว่าเรือนว่าง คือไม่มีเจ้าของ เป็นของที่ พุทธศาสนิกชน เขาสร้างให้ เรียกว่า กุฏิที่พัก จนกระทั่งมีสถานที่ ที่มีพระหลายรูป ก็อยู่รวมกันเป็นอาราม ไปตามลำดับ จนสุดท้าย ก็ไม่ต้องไปออกป่าหรอก สร้างอาราม ในเมืองนี่แหละ สร้างวัดในเมืองนี่แหละ ไม่ต้องไปออกป่าหรอก จึงค่อยๆรู้ว่า ทางปฏิบัติของ ศาสนาพุทธนั้น ไม่ต้องออกป่า แต่คนก็ยังฝังใจว่าอยู่ในเมืองแล้ว จะปฏิบัติอะไร คนที่ไม่ได้บวชก็ไม่รู้ แต่คนที่ได้ศึกษา ตามพระพุทธเจ้า ก็รู้ว่าปฏิบัติตามมรรค มีองค์แปดไง ตามพระพุทธเจ้าพาทำ ทางปฏิบัติ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่มีคำสอน ในพระไตรปิฎกหมดเลย ฟังคำสอนที่ประมวลมา ในแต่ละเล่ม 45 เล่ม ทางปฏิบัติ ไม่ใช่การไปนั่งหลับตา ทางปฏิบัติคือ ปฏิปทา หรือมรรค ก็มรรคมีองค์ 8 ไม่ใช่ไปหลับตา ทุกวันนี้ ก็ผิดเพี้ยนไปอีก ไปเป็นอย่างเดิม ไปเป็นแบบฤาษี ออกมานั่งหลับตา บอกว่านั้นคือ พระที่มุ่งนิพพาน ต้องออกป่า นั่งหลับตา เดี๋ยวนี้ ก็ผิดเพี้ยนไปอีกแล้ว อาตมาก็ต้อง นำยืนยันพระไตรปิฎก เอามายืนยัน ว่าทางปฏิบัตินั้น พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ไม่ได้ไปนั่งหลับตา การปฏิบัตินั้น ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้เกิดสมาธิ ไปปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์แล้ว จะเกิดเป็นสัมมาสมาธิ ตามที่มีใน มหาจัตตารีสกสูตร
มรรค 7องค์สู่สัมมาสมาธิ ที่อาตมาได้บรรยายกันมา จนเรียบเรียง เป็นหนังสือสมาธิพุทธ ยืนยันว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า หรือสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่การนั่งหลับตา แต่เป็นการปฏิบัติ ทางประกอบสัมมาอาชีพ ทั้งการกระทำทุกอย่าง เรียกว่า กัมมันตะ ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็ให้ปฏิบัติเป็น สัมมากัมมันตะ วาจาก็ปฏิบัติพูดอยู่ได้ ไม่ต้องหุบปาก พูดได้ให้เป็นสัมมาวาจาทั้ง 4 อาชีวะ ก็อย่าไปทำ มิจฉาอาชีวะ 5 อย่าง ก็อย่าไปทำ มิจฉากัมมันตะ 3 อย่าไปทำอย่าง มิจฉาวาจา 4 สังกัปปะ อยู่ในความนึกคิด ก็อย่าไปคิด ในทางที่เป็น มิจฉาสังกัปปะ 3 อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้า ตรัสเอาไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร แยกแยะเอาไว้ละเอียด วันนี้ปีนี้ พุทธาภิเษกครั้งที่ 41 อาตมาก็นำมา ทบทวน นำมาอธิบาย ในวาระฟังธรรมกัน ต่อเนื่อง 7 วัน เราได้อ่านมาแล้วถึง ข้อ 256 องค์ประกอบของ สัมมาสมาธิ คือการปฏิบัติ มรรคทั้ง 7 องค์ คือ ปฏิบัติ 7 ข้อนี้แหละ จะมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 ท่านก็ตรัสไว้ชัด ปฏิบัติ มรรคทั้ง 7 องค์ จะเกิดสมาธิ คือจิตเป็นหนึ่ง เรียกโดยภาษาบาลีว่า เอกัคคตา นี่แหละคือ สมาธิของศาสนาพุทธ เป็นอาริยะ ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิต แต่ทุกวันนี้ พูดถึงสมาธิก็ไปนั่ง เมื่อไปพูดที่ไหน ไปถามที่ไหน ไปคุยที่ไหนก็ได้ ในวงการศาสนาพุทธ เขาก็จะบอกว่า ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่ในมหาจัตตารีสกสูตรบอกไว้ว่า ข้อปฏิบัติ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นประธาน แล้วปฏิบัติอยู่ในกรรม การงานอาชีพ อย่าให้เป็นอาชีพ ที่ 1. กุหนา 2.ลปนา 3.เนมิตกตา 4.นิปเปสิกตา 5.ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา เป็นประเด็นที่ อาตมาได้ย้ำแล้วย้ำอีก เตือนชาวพุทธว่า สมาธิของศาสนาพุทธนั้น ไม่ใช่สมาธิ ที่นั่งหลับตา สมาธินั่งหลับตา เป็นมิจฉาสมาธิของพุทธ ถ้าสมาธิของพุทธแล้ว เป็น concentration ไม่ใช่ meditation การนั่งหลับตา ทำสมาธินั้น เป็น concentration แต่ของพระพุทธเจ้า เป็น concentration แต่เป็นแบบของพระพุทธเจ้า เรียกว่า supra concentration เป็น concentration ที่เฉพาะพิเศษ เป็นการทำสมาธิ ในการทำการงาน ทำอาชีพเลี้ยงตน ในสามัญปัจจุบัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า การทำสมาธินั้น จะต้องปฏิบัติ มรรค 7องค์ แล้วจะสั่งสมเป็น สมาธิ เมื่อมี มรรค 7องค์ ในประดานี้ สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน แล้วต่อมา ท่านก็บอกว่า ในบรรดาองค์ทั้ง 7 สัมมาทิฐิ ย่อมเป็นประธาน แล้วสัมมาทิฏฐิ เป็นประธานอย่างไร ก็ต้องรู้องค์ประกอบของประธาน ต้องรู้สัมมาทิฏฐิ คืออย่างไร มิจฉาทิฏฐิ คืออย่างไร แล้วมิจฉาทิฏฐิ คืออย่างไร ก็คือที่ไม่ใช่การปฏิบัติ 7 ข้อนี้ แล้วสัมมาทิฏฐิคืออยางไร ก็คือ การปฏิบัติ 7 ข้อนี้ แล้วจะเกิด สัมมาสมาธิ ของศาสนาพุทธ นี่คือคำสอนของ พระพุทธเจ้าแท้ๆ แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ ไม่ได้เข้าใจเช่นนี้ เมื่อพูดถึงสมาธิ ก็จะไปเข้าใจถึง การนั่งหลับตา แล้วสะกดจิตเข้าไป ว่าคือสมาธิ แล้วก็บอกว่า ในศาสนาพุทธนี่คือ สมาธิ ไม่ได้ตรงกับ พระพุทธวจนะเลย น่าสังเวชใจ ศาสนาพุทธ จึงเพี้ยนมาแล้ว จนถึงวันนี้ มาถึง 2560 ปี ศาสนาพุทธ จึงกลายเป็นศาสนาเทวนิยม ศาสนาฤาษีดาบส แม้จะอยู่ในเมือง ก็แปลงตามความเห็นของหมู่ เป็นอย่างนั้นไป จนกระทั่งทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ การทำงานของพระ คืออะไร การทำงานอันเด่นชัด ของพระ คือสวดมนต์ กิจของพระ ที่นิมนต์ไป ก็คือการสวดมนต์ เป็นสิริมงคลสูงสุด ของงานพระ แทนที่จะอธิบาย มรรคมีองค์ 8 อธิบายสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สัมมาทิฏฐิสู่สัมมาสมาธิ ใน อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ใน 4 อย่างนี้ เป็นกรรม อาชีวะก็เป็นการทำงานปกติ ของชีวิตคน ใครมีอาชีพ ที่ทำเป็นประจำ เพื่อเลี้ยงชีพ ในทั้ง 4 กรรมนี้แหละ ให้มีสติ แล้วก็พยายาม พยายามที่จะทำอะไร ก็แล้วแต่ 1. ถ้าเราจะเป็นคนดี เราทำการให้ เรียกว่า ทาน เป็นคนดี คือคนทำให้ ถ้าคนทำแล้ว ทำเอามา ยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา นี่คือคนชั่ว ถ้าทำงานอาชีพเพื่อให้ ทำกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เพื่อที่จะให้ มีวาจาพูด ก็พูดเพื่อให้ มีการนึกคิด ก็คิดเพื่อให้ ไม่ใช่คิดเพื่อ เอามาเป็นเรา เป็นของเรา แต่คิดเพื่อให้ คิดเพื่อให้เกิดเป็น สาธารณโภคี พูดขึ้นมาก็เพื่อ ให้เกิดสาธารณโภคี การกระทำทุกอย่าง ก็กระทำเพื่อ ให้เกิดสาธารณโภคี ทำงานอาชีพ ใครมีหน้าที่ทำสวน ก็ทำ คนมีหน้าที่ทำครัวก็ทำ คนมีหน้าที่ทำยา ก็ทำ ใครมีหน้าที่ทำปุ๋ยก็ทำ ใครมีหน้าที่ คั่วงาก็ทำ พูดถึงปฐมอโศกนะ ใครมีหน้าที่ ตรงนั้นตรงนี้ก็ทำ แม้แต่มีหน้าที่ล้างส้วม ก่อนล้างไป ปัดกวาดเช็ดถู ทำหน้าที่ อันเป็นงานที่ควรพึงกระทำ เป็นกัมมันตะ สัมมากัมมันตะ ไม่ใช่มิจฉา ในขณะที่ทำทุกอย่าง ก็เพื่อให้เพื่อการทาน ผู้ที่ทำแล้วสำเร็จผลตรงนี้ ทุกคนในชาวอโศก ในชุมชนชาวอโศก ทุกคนทำแล้ว ปลูกผักก็ไม่ได้ชื่อว่า ไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋าเรา ทำยา ทำเสร็จแล้วได้เงิน แล้วก็เอาเงิน มาเข้ากระเป๋าเรา ก็ไม่ใช่ ทำปุ๋ย ทำเสร็จแล้ว ได้เอาไปขาย ขายแล้ว เอาก็มาเข้ากระเป๋าเรา ก็ไม่ใช่ ในสังคมชาวอโศกไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรือว่าจะเป็น นาแรงรักแรงฝัน มีทั้งนาทั้งสวน ปลูกแล้วเสร็จสรรพ มีผลหมากรากไม้ เกิดมาแล้ว ก็เอาไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋า ก็ไม่ใช่ มีแต่เอาเข้าส่วนกลางทั้งหมด เป็นสาธารณโภคี ทำเพื่อให้ทุกคน ได้กินได้ใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพื่อ เข้ากระเป๋าเรา ชาวอโศกได้ปฏิบัติ ตามพระพุทธเจ้า สำเร็จแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ทำสำเร็จเป็นทาน ข้อที่ 2 ยิฏฐัง คือหลักเกณฑ์ หรือศีลพรต ทำแล้วเพื่อ ให้เกิดผลเป็นผู้ให้ ในการปฏิบัติธรรมทั้งหมด หรือเรียกว่า พระบารมี 10 ทัศ เพราะฉะนั้น ผู้สามารถเข้าใจองค์รวมจุดหมาย จุดสำคัญ จุดสูงสุด ของการปฏิบัติธรรม เข้าใจชัดเจนได้แล้วว่า ปฏิบัติเป็นไปเพื่อให้ อย่างเดียว ให้แล้วก็อุเบกขา ในบารมี 10 ทัศ ข้อหนึ่งก็คือ การทำทาน ข้อที่ 10 ก็คืออุเบกขา ผู้ที่บรรลุบารมี 10 ทัศ ก็มีชีวิตเพื่อให้ ให้อะไร ให้การช่วยเหลือผู้อื่น เรียกว่า พรหมวิหาร 4 คือปรารถนา ให้คนพ้นทุกข์ มีความสุข แล้วลงมืออย่างมี อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เพื่อให้คนพ้นทุกข์ และมีความสุข เรียกรวมว่า เป็นคนมีจิตเมตตา ในบารมี 10 ทัศ เมตตาและอุเบกขา เป็นผลของการบำเพ็ญบารมี ผู้ที่สูงสุดแล้ว ก็มีชีวิตอยู่ด้วย เมตตา และอุเบกขา เมตตาและอุเบกขา คืออะไร คือชีวิตที่ให้ เพราะฉะนั้น เมื่อยังไม่สำเร็จบรรลุ ดังกล่าว เป็นชีวิตที่มี ทานเมตตาบารมี ก็ต้องฝึก ด้วย 1. ศีลพรต วิธีปฏิบัติหรือยิฏฐัง 2. ปฏิบัติโดย มีจิตที่เอากิเลสออก เรียกว่าเนกขัมมะ ชีวิตคนบรรลุสูงสุด ก็เพื่อให้ อาตมานึกถึง อาจารย์กฤษดา แกมีแซ่ให้ เลยตั้งนามสกุล ตระกูลว่า ให้วัฒนานุกูล สรุปแล้ว คนเราเกิดมา มีชีวิตเพื่อให้ คนที่ทำให้เสร็จ คนนั้น วัฒนานุกูล มีสกุลที่เจริญแล้ว วัฒนานุกูล คือเป็นผู้ที่ให้ วัฒนานุกูล สรุปแล้ว ชีวิตนี้จะต้องเป็นผู้ให้ ให้แล้ว กฤษดาไปทั่วโลก คือให้กึกก้องเลื่องลือ กระจายไปทั่วโลก นี่เป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะ เมื่อฝึกผลได้ก็ หุตัง ทานก็ดี ยิฏฐัง ทฤษฎีวิธีการ ปฏิบัติต่างๆก็ดี ก็เพื่อปฏิบัติให้จิตของตนเป็นผู้ให้ ให้สำเร็จ ปฏิบัติตามหลัก บารมี 10 ทัศ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ทาน ศีลคือยิฏฐัง แนวปฏิบัติให้เกิด เนกขัมมะ มีความรู้ตลอดว่า ต้องปฏิบัติอย่างนี้ รวมแล้ว ศีล เนกขัมมะ ปัญญา คือไตรสิกขา ให้ผลอะไร ก็คือ ผลให้เกิดจิตให้ จิตใจเป็นทานเอาออก ไม่ใช่ทำเพื่อเอา หรือสะสมเป็นเรา เป็นของเรา จะทำเพื่อให้ ยอดสูงสุด ของพระพุทธเจ้า คือสาธารณโภคี ทำแล้วมีอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ คือ สุกฏทุกตานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ทำแล้ว เอามารวมส่วนกลาง เป็นการให้ ชาวอโศกมีพลเมือง มีนักเรียน มาศึกษา มาเรียน ก็เรียนตามที่อาตมา ได้พาศึกษา พาประพฤติ ในอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ แล้วมามีกรรมกริยา ทั้ง 4 อย่างนี้เพื่อให้ จึงเกิดคนเช่นนี้ อยู่รวมกัน เป็นชาวอโศก มารวมกันทำเพื่อให้ มารวมกัน เป็นสาธารณโภคี เป็นส่วนกลาง นี่คือผลสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ของ สังคมมนุษยชาติ ทำงานก็มีลาภ เป็นลาภธัมมิกา เราไม่ทำมิจฉาอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เราจะทำกรรมกริยา ทำอาชีพต่างๆ แม้แต่แค่วาจาก็ตาม หรือแม้แต่ความนึกคิด ก็ไม่ได้นึกคิด เพื่อจะเอามาเป็นของตน หรือทำร้ายใคร เป็นพยาบาท หรือเบียดเบียน ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นวิหิงสา เป็นมิจฉา 3 ในสังกัปปะ ไม่พูดให้เป็นมิจฉาวาจา 4 พูดปด พูดเสียดสี พูดเพ้อเจ้อ พูดหยาบอะไร มีกรรมกริยาต่างๆ ไม่เป็นไปเพื่อ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ในมิจฉา กัมมันตะ 3 ไม่อยู่อย่าง มิจฉาอาชีวะ 5 ไม่กุหนา คือทุจริตหยาบ ลปนา ไม่พูดเพื่อทุจริตวาจา ปฏิบัติต้องฝึกฝน เรียกว่า เนมิตกตา สร้างทำตนเองให้เจริญ ทำตนเอง ให้อยู่ในกรอบ ของสุจริตธรรม อยู่ในสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ โดยเฉพาะ สัมมาสังกัปปะ จะต้องรู้ถึงวิธีของจิต แล้วก็จัดการ วิธีของจิตเป็น
วิธีฝึกจิตในสังกัปปะ 7 วิธีของจิต ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในสังกัปปะ 7 คือ จิตเริ่มดำริ เรียกว่า ตักกะ ต้องมีสติสัมปชัญญะ ปัญญา มีจิตมุทุภูตธาตุ เป็นจิตที่แววไว มีจิตนึกคิดได้เร็วไว แล้วใช้สัญญา กำหนดรู้ได้เร็ว ได้ไวได้ทันสำรวจอาการของจิต เมื่อเคลื่อนที่ดำริขึ้นมา ก็ให้วิจัย ทุกสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เสมอ วิจัยธรรมเสมอ มีอะไรเกิดขึ้นทรงขึ้น ในจิตใจเรา ก็อย่าให้เกิดกาม เข้ามาประกอบร่วมในจิต อย่าให้เกิดพยาบาท มาประกอบร่วมในจิต อย่าให้เกิดโมหะ มาประกอบร่วมในจิต อ่านอาการมัน อย่างชัดเจน ถ้ามันมีก็เอาออก เอากามออกจากจิต อย่าให้มีฤทธิ์เดชในจิต มีปหาน 5 อย่าให้เกิดกาม พยาบาท อย่างชัดเจน อย่างไม่โมหะในจิต จิตก็สะอาด ผู้มีจิตสะอาด วาจาก็สะอาด กัมมันตะก็สะอาด อาชีพก็สะอาด นี่คือ เป้าหมายของ การปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้า จบแล้ว อธิบายจบแล้ว ตามนี้
ปฏิบัติได้ตามนี้ก็จบสำเร็จบรรลุ สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สามารถมีชีวิตอยู่ ในทุกอิริยาบถ สามารถเข้าไปจัดแจง ในสังกัปปะ 7 แล้วก็เกิดจิต ไม่มีกิเลส กาม พยาบาท วิหิงสา ไม่มีเลยหมด ก็เป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตในองค์ประกอบของ สังกัปปะ 7 ฐานปฏิบัติ ที่เราจะรู้ ในแนวความคิด ในวาระที่กำลังคิด ในขณะใด ที่มีความคิด มันจะเป็นตัว มโนปุพพัง มันจะเป็นตัวประทาน ให้เกิด ว่าจะให้เกิดกัมมันตะ อาชีวะ การกระทำในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีวิธีปฏิบัติ คือจะต้องรู้ให้ได้ว่า จะต้องคำนึงถึง องค์เช่นนี้ ปฏิบัติในองค์ 7 เมื่อจิตดำริ ก็ต้องให้รู้ว่า เมื่อมี กามมาร่วม เป็นกามวิตก กามสังกัปปะ ตัวนี้เป็นตัวที่ต้องจัดการกำจัดเรียกว่าบุญ บุญ คือ การจัดการกำจัดกิเลส บุญ คือการกำจัดกิเลส ออกจากจิตสันดาน สันตานังปุนาติวิโสเทติ บุญ คือการจัดการ ทำให้เกิดการชำระจิต เอาสิ่งที่ควรจะชำระ คือสิ่งสกปรก สิ่งที่เป็นอกุศลจิต ทั้งหมด ออกให้เกลี้ยง วิโสเทติ ให้สะอาดบริสุทธิ์ การกำจัดกิเลสคือการทำบุญ บุญคือวิบัติ คือการทำลายกิเลสออก ไม่ใช่สมบัติ ไม่มีการสะสม มีแต่การทำกิเลสออก แต่เมื่อความหมายของบุญ ได้ผิดเพี้ยนไป ศาสนาก็ล้มละลาย เพราะคำว่าบุญนี้ ยิ่งใหญ่ในศาสนา ใหญ่กว่ากุศล ก็รู้ดีแต่ทำไม่ถูก ปฏิบัติศาสนา ก็เพื่อให้เกิดบุญ บุญคือการเอาออก ถ้าเอากิเลสออก หมดแล้ว คนที่ไม่มีกิเลส คนคนนั้น จึงเป็นคนที่มีแต่ให้ บุญบริบูรณ์ด้วยการ ให้วัฒนานุกูล เป็นคนที่มีสกุลของการเจริญพัฒนา วัฒนา มี DNA ของการเจริญ มีการให้ พระอรหันต์ทุกองค์ คือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้เอา มีชีวิตอยู่ทำงานอาชีพ ทำงานอะไรก็แล้วแต่ ก็เพื่อให้ ไม่ใช่เพื่อเอา เพราะฉะนั้น ชาวอโศก ที่อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ โดยเฉพาะ อยู่ในชุมชนชาวอโศก ไม่ได้มาหาเงินหาทอง สร้างสมบัติพัสถานอะไร แต่มาทำงานเท่านั้นแหละ ทำงานแล้ว ก็สร้างให้กองกลาง เพื่อให้ เพื่อแจกจ่าย เผื่อแผ่ แก่คนอื่น แต่สิ่งตอบแทนกลับมา ก็เอามาบริหาร ให้เกิดประโยชน์ ไม่มีใครมาสะสม สมบัติอะไร ในชุมชนชาวอโศกเลย
ปฐมอโศก ตั้งมาตั้งแต่พ. ศ. 2527 ปีนี้ 2560 เป็นเวลา 33 ปีแล้ว ก็อยู่กัน ทุกคนก็มีแต่สร้างขึ้นมา เพื่อให้ ไม่ได้ไปสร้างเพื่อจะเอา อาตมาพาผู้คน ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อให้คน มาเป็นคนอย่างนี้แหละ มาถึงวันนี้แล้ว มาตรวจผลดู ก็สำเร็จนะ อาตมาประสบผลสำเร็จ ถ้าสังคมของประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองพุทธ มีประชากร นับถือศาสนาพุทธอยู่ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ได้เรียนรู้ปฏิบัติธรรม และเกิดผล เป็นประเทศสาธารณโภคี โอ้โห จะยิ่งใหญ่ ที่สุดในโลกเลย
การให้อย่างวัฒนานุกูล มันมีเหตุการณ์ อันยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นในประเทศไทย มีพฤติการณ์ตอนนี้ ก็เกิดอยู่ที่ กลางกรุงเทพฯ ก็คือที่สนามหลวง เกิดพฤติกรรม สาธารณโภคี คนที่ไปสนามหลวงทุกวันนี้ ก็มีคนที่ไปเอา คือไปกิน บางคนเอาของไปแจก เอาของส่วนเล็กส่วนน้อย แต่ตั้งร้านแจกจริงๆเลย มีหรือไม่ ก็ไม่รู้ ในการแจกข้าวของต่างๆ มีแต่แจกในส่วนย่อย เอากระดาษทิชชู จะเอาไปทำอย่างนั้น โดยเฉพาะ ใครมาก็เลี้ยงอาหาร กินกันไป ไปสนามหลวง ก็เป็นแหล่งกลาง มันเกิดเหตุการณ์ที่ พระเจ้าอยู่หัวของไทย สวรรคต ก็ถือว่าที่นั่น เป็นที่ตั้งพระบรมศพ เป็นอาณาบริเวณ ก็เหมือนบ้านใดบ้านหนึ่ง มีพ่อบ้านเสียชีวิต คนก็ไปบ้านนั้น ก็ไปแสดงน้ำใจ อันนี้ก็เหมือนกัน ไปแสดงน้ำใจ เมื่อในหลวงท่านสิ้นพระชนม์ เอาสนามหลวง เป็นส่วนกลาง ประเพณีของไทย บ้านไหน ที่มีพ่อบ้านเสียชีวิต หรือแม้แต่ที่สุดคนอื่นๆ คนก็จะต้องไปแสดงน้ำใจ นั่นแหละเหมือนกัน ระลึกถึงคุณงามความดี จะคล้ายๆอย่างนั้น แต่อันนี้มันยิ่งใหญ่ ผ่านไป 100 วันกว่าแล้ว เพราะพ่อบ้านผู้นี้ ได้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ ต่อประเทศชาติ คนก็จะมากัน เพื่อมางานศพ ก็เป็นงานพระบรมศพ ของพ่อของประเทศ และมีคุณธรรม ที่แท้จริงของพระองค์ ทำให้คนต้องมาจริงๆ ฉันเดียวกัน บ้านใด ที่มีพ่อบ้าน ที่คนเคารพนับถือบูชากัน เขาก็จะไปงานศพกันมากอย่างนี้เหมือนกัน ถ้าพ่อบ้านคนนั้น เป็นคนมีคุณงามความดี แล้วเสียชีวิตลง คนที่เคารพนับถือบูชาระลึกถึง ก็จะมาเคารพศพ มาแสดงความระลึกถึง มันเป็นความอาลัยอาวรณ์ ถึงผู้ที่สิ้นชีพไป เป็นคนที่ไม่ควรตาย เป็นคนควรอยู่ เพราะท่านเป็นคนดี เป็นคนไม่ควรตาย จะเห็นได้ว่า เมื่อท่านตายลงไปแล้ว คลื่นของความระลึกถึง ของมนุษย์ มันก็จะเกิดขึ้น ขึ้นอย่างนี้ จึงเป็น Bomb of love ที่ยิ่งใหญ่ ระเบิดเถิดเทิง เป็นอาการของ การระลึกถึง คุณประโยชน์ คุณค่ายิ่งใหญ่ ที่มีในพระองค์ ที่มีพระจริยวัตรอยู่ ตั้งแต่มีพระชนชีพ เมื่อสิ้นพระชนม์ลงไป ก็เกิดความอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากให้สูญสิ้นไปชอบเป็นสิ่งที่ดีที่ประเสริฐ มีคุณค่า มีประโยชน์ อันยิ่งใหญ่ นี่แหละ มนุษย์เราก็มีชีวิต ที่ประพฤติตน ทำตนมีกรรมกิริยา อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ในขณะที่เรายังไม่ตาย ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ได้ช่วยเหลือสร้างสรรค์ ทำประโยชน์ อาตมาก็มาระลึกถึงตนเอง อาตมาเกิดมาในชีวิตนี้ ได้บำเพ็ญตน แต่ก่อนนี้เกิดมาแล้ว จนกระทั่งอายุ 36 ปี เราก็ทำเพื่อตัวเอง เป็นฆราวาส ทำเพื่อตัวเอง หาเงินหาทอง ลาภยศสรรเสริญ มา ให้แก่ตนเอง ที่จริง มันแปลว่าเอา ไม่ใช่ให้แก่ตัวเอง ที่จริงพูดเท่ ว่าให้ แต่ที่จริง เอาวัฒนานุกูล ต่างหาก ชีวิตเอามาตลอด 36 ปี พอถึงเวลา ก็ระลึกได้ แล้วก็จะไม่เอา มีสมบัติข้าวของอะไร ก็แบ่งแจกให้น้องๆหมด บอกว่าพี่ไปแล้วนะ ออกมาตอนแรก ยังไม่ได้บวชนะ ไปวัดอโศการาม ไปสร้างกุฏิอยู่ที่นั่น ออกมา แต่อยู่ไม่นาน ก็มาบวช ถ้ายังไม่ออกมา ก็เป็นพวกที่ เอาวัฒนานุกูล แต่ออกมา ก็เป็นพวกที่ ให้วัฒนานุกูล แต่ในหลวง ท่านเป็นผู้ให้ ในทุกที่เลย เพราะท่านมีพระหน้าที่ ที่จะต้อง ออกไปบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชากร ส่วนอาตมานั้น มาให้ทางจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมอาตมา จึงเป็นพฤติกรรม ทางนามธรรม เป็นงานทางนามธรรม ส่วนในหลวงนั้น ครบพร้อม ทั้งนามธรรมและวัตถุธรรม ท่านต้องไปทรงงาน บริหารกว้างใหญ่ เป็นหน้าที่ที่เต็มที่ อาตมานั้น เป็นหน้าที่เจาะลึก ทางจิตวิญญาณ ให้ทางจิตวิญญาณ เป็นประธาน มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ให้จิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณเป็นผู้ให้ ผู้เกื้อกูล ถ้าอาตมา ทำให้ประชาชนคนไทย เป็นผู้ที่ ไปประกอบงาน เป็นสาธารณโภคีได้หมดทั้งประเทศเลย นี่จบเลย ยิ่งใหญ่เลย เป็นผู้ที่จะทำเป็นส่วนกลาง นี่คือเนื้อแท้ของ ธรรมะพระพุทธเจ้า ให้เป็นคน ไม่ถือตัวถือตน เป็นคนทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ เกิดโภคทรัพย์ทั้งหลาย ตั้งแต่เมล็ดข้าว จนกระทั่งถึงเพชร ทอง คือสิ่งที่จะผลิต สร้างสรรค์ เพื่อกินใช้ แจกจ่ายกัน เป็นสาธารณะ ยิ่งใหญ่กว่าคอมมิวนิสต์ ยิ่งใหญ่กว่าประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยแบ่งเศษได้ เป็นสาธารณะ เข้าส่วนกลาง แค่ภาษี เท่านั้นเอง แต่ของเราชาวอโศก ทำแล้วเข้ากองกลาง เรียกว่า เสียภาษี ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้สำเร็จแล้ว อาตมาออกมา ทำงานทางนามธรรม เพื่อให้ประเทศ เพื่อให้สังคมมนุษย์ เกิดสาธารณโภคี สำเร็จมานานพอสมควร ก็ได้อย่างนี้แหละ เกิดเป็นมนุษยชาติแบบนี้ แล้วก็อบรมบรรยาย เพื่อจะให้เกิดจิต เป็นผู้ให้ ให้มี DNA ให้ จนกลายเป็น วัฒนานุกูล หยั่งลงเป็น DNA วัฒนานุกูล พอพูดถึงตรงนี้ ทำให้เห็นว่า นามสกุล ของอาจารย์ กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล เป็นนามสกุล ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มนุษย์พัฒนาเจริญขึ้นไปเป็นผู้ให้อย่างนี้ มันก็จะมีกฤดาภินิหาร ไปทั่วโลก ถ้าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แล้วก็พัฒนาศาสนา พัฒนาคุณธรรม ให้เกิด ให้วัฒนานุกูลได้สำเร็จ เมืองไทยก็เกิด กฤดาภินิหาร แน่นอน เป็น Bomb of love แน่นอน พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ในสนามหลวง นั่นแหละคือ พฤติกรรมการให้ ทุกคนไปให้ทางนั้น แต่แน่นอน เมื่อมีผู้ให้ ก็ต้องมีผู้รับ เท่านั้นเอง ผู้รับก็คือคนไทย ต่างคน ต่างแสดงออกถึง การเป็นผู้ให้ และก็ต้องมีผู้รับ มีทายกและปฏิคาหก ทำให้เกิดพฤติกรรม ทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ คนที่ไปที่นั่น ก็จะถูกสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดจิตวิญญาณเป็นผู้ให้ นอกจากคนไม่ดี จะเห็นเป็นช่องทาง แสดงความโลภ จะเอา คนนั้น ก็เป็นหน่วยโมเลกุล ที่ตกเข้าไปสนามแม่เหล็ก ที่เป็นตัวขบถ ตัวบาป เพราะเข้าไปในที่นั้น ต้องเป็นผู้ให้ ไม่ใช่ไปแอบเป็นผู้เอา มันเป็นสนามแม่เหล็กแห่งการให้
อาตมาขยายความถึงจิตมนุษย์ พฤติกรรมมนุษย์ ก็เป็นเช่นนี้แหละ ไม่รู้ว่าที่ประเทศอื่น จะมีพฤติกรรมอย่างนี้ เกิดหรือไม่ เป็นพฤติกรรมแห่งการให้ ไม่ใช่แค่ วัฒนธรรมการแสดง แต่เขาเรียกว่า เป็นมหกรรมระดับโลก เป็นงานอะไร เป็นงานแสดงการให้ งานโอลิมปิก มีแต่งานแสดงความเห็นแก่ตัว มีแต่จะไปเอาชนะ ประเทศไหน ส่งคนไปแข่งโอลิมปิค คือประเทศฉัน จะเอา ได้เหรียญทองให้มาก ให้ชนะ เป็นพฤติกรรมกิจกรรม ที่สะสมความเห็นแก่ตัว ความเอาชนะ การกีฬานี่เป็นงานมหกรรม แห่งการสร้างสม ความเห็นแก่ตัว ความเอาชนะ จะไปสะสมเหรียญทอง ให้ได้มากๆ เป็นกิจกรรมที่ สะสมจิตใจชั่วเลว ขออภัยนะ อาตมาพูดแรง อาตมาต้าน การกีฬาเยอะ เพราะการกีฬา แปลว่า การละเล่น แปลอย่างงาม แปลอย่างสวยและเบา กีฬาเป็นการเห็นแก่ตัว เอาชนะ เป็นการเห็นแก่ตัว
ผู้แพ้ผู้ให้ผู้เสียสละ เป็นผู้เจริญ ผู้มุ่งเอาชนะผู้อื่น เป็นผู้เสื่อม...พ่อครู ๑๓ กพ. ๒๕๖๐
เป็นผู้ที่ไปยอมเสียสละ อย่าไปเอาชนะ เป็นผู้ไปยอมเสียสละได้ เป็นผู้แพ้ได้ เป็นผู้ให้ นี่คือผู้เจริญ แต่เป็นผู้ไปเอาชนะคนอื่น เป็นผู้เสื่อม คนที่จะไปเอาแต่ชนะ เป็นคนทราม ให้เฉลียวฉลาดขึ้นบ้าง อย่าไปเห็นแก่ สิ่งที่ไม่ควรส่งเสริม อาตมาเคยพูดว่า propaganda กีฬางานโอลิมปิก จะเป็นงานใหญ่ ที่จะทำลายโลก เดี๋ยวนี้ก็แตกแขนง เป็นงานอื่นอีกเยอะแยะ ต่างๆนานา อาตมาต้านเรื่องการกีฬา ส่วนเรื่อง การหาเงินหาทองทำอาชีพ งานอาชีพคือ การสร้างสรรค์ พัฒนา ปลูกฝังอะไรขึ้นมา เพื่อจะทำงานขึ้นมาเลี้ยงชีวิตอย่างดี
มิจฉาอาชีวะ 5 ก็พูดไปแล้ว ทวนอีกนิดหน่อย กุหนา ลปนา เนมิตกตา ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา นี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ในข้อที่ 5 ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา แปลว่า ทำงานแล้วยังเอาสิ่งอะไร แรงงานอะไร เป็นการแล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive