600221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ลึกถึงสังกัปปะ 7.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข1 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ลึกถึงสังกัปปะ 7

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันที่ พ่อครู เดินทางกลับมาชุมชนราชธานีอโศก หลังจากจากไปเกือบ 1 เดือน มีพืชผักผลไม้ วางหน้าโต๊ะ พ่อครูว่า...มีบอกน้ำหนักไว้ด้วย มีแตงโม บีทรูท มีแต่ลูกและหัวที่โตทั้งนั้น สมณะเดินดินว่า...ที่บ้านราชนี้เหมือนทางเมืองนอก เพราะว่าเมืองนอก ที่ชอบอากาศหนาว ดูเหมือนว่าจะงอกงามมาก ตรงกับชื่อปุ๋ยงอกงาม วันนี้เป็นวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 พ่อครูเน้นที่ปัญญาของพุทธ ซึ่งปัญญาต้องเป็นเรื่องของโลกุตระ ปัญญาของพุทธ จะเกิดได้ในขณะลืมตา การศึกษาที่โลกเขามี หรือการศึกษากับผู้ที่ผิดก็มี มีอยู่ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการศึกษาที่เลว แต่การศึกษาที่เป็นไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา พอมาเป็นภาษาไทย ก็ออกนอกความหมายเดิมไป คำว่าศีล ก็กลายเป็นวินัย 227 ไปเสีย แต่ถ้าแปล ไตรสิกขาว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็จะทำให้ตรงความหมายกว่า การปฏิบัติ ที่จะทำให้เจริญในศีล จิต ปัญญา อย่างไร ก็จะใกล้เคียงกับโลกุตระ ขึ้นมาหน่อย พระพุทธเจ้าสรุปว่า ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ย่อมศึกษาใน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นการศึกษา ที่ยอดเยี่ยมกว่าการศึกษาทั้งหลาย คือการศึกษาที่อนุตตริยะ ที่ผ่านมา พ่อครูก็ได้ประกาศการศึกษา สัมมาสิกขาของพระพุทธเจ้า วันนี้ก็ขออาราธนาพ่อครูต่อครับ

วัดคือวัตร พ่อครูว่า...อาตมามาทำงานทางศาสนา ก็นึกถึงพระภิกษุ ที่ทำงานศาสนา ทำไมอาตมาจึงไม่เหมือนเขา ที่พระส่วนใหญ่เขาเป็นอยู่ก็ตาม สอนบรรยายอยู่ก็ตาม แม้แต่ในความหมาย ของภาษา เนื้อหาสภาวะ ธรรมะ ทำไมถึงไม่เหมือนเขา ตั้งแต่การเป็นอยู่ เริ่มต้น ตั้งแต่ความเป็นวัด พวกเราก็มีวัด ที่จริง วัด ในภาษาไทย เป็นสำเนียงพูด แต่ตัวอักษรพยัญชนะคือ วัตต

อ่านต่อ

หรือวัตร มาออกเสียงเป็นไทย ก็เอาดอเด็กสะกดให้ แต่ที่จริง ความหมายคือ การประพฤติหรือวัตร วัตรไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่เมื่อกลายเป็นภาษาไทย วัดก็เลยกลายเป็นเหมือนสถานที่ ที่มีพระเป็นเจ้าของ มีอาณาบริเวณ มีการสร้างอะไรสารพัด ใส่เข้าไป คนก็เข้าใจอย่างนั้น ว่าวัดในองค์รวมของความคิด concept นี้ คนไทยบอกว่าไปวัด คือเป็นสถานที่ ที่มีพระอยู่ เป็นเจ้าของประจำ มีอาณาบริเวณขอบเขต มีโบสถ์วิหารต่างๆอยู่ สืบทอดกัน จนทุกวันนี้ มีเจ้าอาวาส เจ้าวัดเลย ของชาวอโศกเรา ไม่มีสถานที่แบบนั้น บางคนมาดูที่ราชธานีอโศก นี้ก็เป็นวัด เขาก็บอกว่ามีแต่บ้าน หมู่บ้านนั้นแหละคือวัด แถมมีโรงเรียนด้วย เป็นบ้านวัดโรงเรียน คือ วัตร เป็นที่ประพฤติของมนุษย์ บ้าน วัด โรงเรียน มีครบสังคม ครบความเป็นหมู่บ้าน สังคมมนุษยชาติ บ้านก็คือสถานที่พัก ฆราวาสก็มีสถานที่พัก ภิกษุก็มีบ้างไม่มีบ้าง ไม่เป็นไร พระภิกษุไม่ได้ยึดถือ บ้านช่องเรือนชานเป็นของเรา ให้อยู่รุกขมูลโคนไม้ จะนอนจะพัก อยู่กลางแจ้ง อยู่พื้นดิน อยู่ในเรือนว่าง ที่ไม่ใช่เรือนของตนก็ได้ ภิกษุชาวอโศก ก็ยึดถือเช่นนั้น ก็มีคนมา จี้ มาชี้เหมือนกันว่า พูดไป ตนเองก็มีเพียงวัง เป็นวัดของตัวเองอยู่ อาตมาก็มีคนทำให้อาตมาไปพัก หลายแห่งสร้างไว้ อยากให้อาตมาไปพัก ก็ยังไม่เคยไปก็มี ก็ตามที่เขาอยากให้พัก โดยจิตอาตมา ไม่ได้ยึดถือเป็นที่พักเป็นบ้านของเรา คำว่าบ้าน วัด โรงเรียน หรือ วัตร หรือวัด มันหมายถึง สถานที่ประพฤติ และต้องรวมทั้ง บ้านวัดโรงเรียน หมายความว่า สังคมมนุษย์ที่อยู่รวมกัน โดยมีผู้นำทางธรรมะ ทางศาสนาก็อยู่ร่วมด้วยในนี้ และมีการศึกษา สังคมนั้นมีการศึกษา ที่มีภิกษุ มีตัวแทนของศาสนา ตัวแทนของพระพุทธเจ้า นำพาการศึกษา ชีวิต วัตร ความประพฤติปฏิบัติ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประพฤติปฏิบัติไป และการประพฤตินั้น ก็อยู่ในหลักเกณฑ์ของธรรมะ ที่มีภิกษุอยู่ร่วม เป็นผู้แนะนำชี้ทาง และสอนบอก อธิบาย พาให้ดำเนินไป สังคมที่มีบ้านวัดโรงเรียน หรือรวมเรียก วัตร สังคมนั้นคือ สังคมพุทธ สังคมศาสนาพุทธ ไม่ได้แยกสัดส่วน ของพวกเราเป็นจริงเลย โรงเรียนเข้าอยู่ในนี้ เรียนกันไป แม้จะมีโรงเรียนตามนิตินัย ที่เขาระบุว่า ต้องมีอาคารของโรงเรียน ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวง ก็เป็นนักเรียนที่เราเอาเด็กมา พยายามที่จะให้สืบทอดศึกษา ถ่ายทอดให้ มีความรู้ขึ้นไป ผู้ใหญ่ก็เป็นหมู่มวลสังคม ในสมาชิกหมู่บ้าน ชุมชน ก็เป็นสังคม บ้าน วัดโรงเรียนอยู่แล้ว เด็กก็มาเพิ่มเท่านั้น เพื่อเติมไม่ให้ขาด จะได้ต่อเชื้อ สืบสานต่อไป อย่างนี้เป็นต้น ในความหมายลึกซึ้ง ของสิ่งที่สังคมมนุษย์เข้าใจ แล้วจะเอามาปฏิบัติ ประพฤติให้เป็นจริง อาตมาว่า ได้พาทำได้ตามที่พูด ส่วนผู้ที่ไม่ได้ เข้าใจว่า วัดคืออย่างที่อาตมาพูด ก็ทำสร้างเรือนไฟ มีพระพุทธรูป จุดธูปเทียนบูชา เห็นแล้วน่าสังเวชใจออกนอก ธรรมะพระพุทธเจ้า ไปไกลเหลือเกิน ที่พระพุทธเจ้าตรัสในศีลว่า ต้องเว้นขาด ละเลิก แต่นี่มามีกันอย่างจริงจัง หากไม่มีเขาก็หาว่า ไม่ใช่วัด ถ้าไม่มี เดินไปก็ไม่มีที่จะจุด ธูปเทียนบูชา มีน้ำมนต์ ถ้าไม่มีสิ่งนั้น เขาก็บอกว่าไม่ใช่วัด นี่คือสิ่งที่ผิดเพี้ยนไป ที่พูดวนเวียนกับเรื่องเหล่านี้ เพราะที่เขาทำกัน มันไม่ใช่ พูดไปเพื่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงประเทศไทย อาตมาก็ไม่ได้ไปคิด ไม่เกิดความหวัง แม้สักนิดเดียว แต่อยากจะให้รู้สำนึกว่า มันไม่ใช่ อย่างน้อยที่สุด ก็หวังได้ว่า อย่างไรๆก็เข้าใจ ว่าอย่าไปยึดถือ อย่างเทวนิยมอย่างนั้น ที่เป็นอัตภาพ เป็นตัวตน เป็นวิญญาณต่างๆ จะต้องติดต่อกับวิญญาณต่างๆ วิญญาณเทวดา วิญญาณผี คนที่ตายไปแล้ว ก็จะต้องเชื่อมโยงกับวิญญาณ ที่ตายไปแล้ว ต่างๆนานาอยู่ อาตมาว่ามันงมงาย ใช้ไม่ได้ เพราะคนที่ตายไปแล้ว ถ้าอัตภาพเขาจะเหลืออยู่ ก็ไม่มีวิญญาณให้คุณเห็น ก็ต้องไปตามวิบากของเขา คุณต้องทำกรรมในโลกมนุษย์นี้ แต่วิญญาณที่ไปรับวิบาก เขาไม่ได้รับรู้ด้วยหรอก แต่คนที่เป็นๆก็ยังเข้าใจว่า ไปติดต่อกับคนตายได้ เป็นความขี้โม้แหลกราญ พูดง่ายๆสามัญสำนึก ถ้าวิญญาณเหล่านั้น มีเรื่องราวเชื่อมโยง ติดต่อกับคนเป็นเป็นได้ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50% ก็จะมีการติดต่อกันมากมาย ระลึกถึง สวดมนต์ถึง ส่งอะไรไปให้ วัตถุ ข้าวของ ยิ่งคนจีน ไม่กล้าส่งรถเบนซ์จริง ก็เผารถกงเต๊ก หรือเผาแบงค์ไปให้ ยิ่งกว่าเด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ทำเสียเวลาเสียแรงงาน ทุนรอนไปต่างหาก ถ้าเลิกได้ ก็จะเป็นปาฏิหาริย์ อันยิ่งใหญ่ พูดให้เลิกได้สำเร็จ จะได้ลดหย่อนกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็จะสืบทอดกันไป จนกว่าจะเสื่อมไปเรื่อยๆ

ไม่ติดยึดในสุขหรือทุกข์จึงถึงสาราณียธรรม ทีนี้ ผู้ที่ตั้งใจศึกษา ธรรมะพระพุทธเจ้า คำสอนคน มีเจตนารมย์ ให้คนมีชีวิต ที่ดี ที่ประเสริฐ ไม่ต้องติดยึดในความหมาย พยัญชนะว่าทุกข์ แม้แต่ไปติดกับสุขก็ไม่มี นี่เป็นศาสนาพุทธ สุขก็ดีทุกข์ก็ดี เป็นอุปาทาน เป็นภพชาติ อารมณ์เวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา ทำให้อารมณ์เช่นนั้น หมดไปจากจิต ตาเราจะเห็นของ หูจะได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นจะรับสัมผัสรส กายได้สัมผัส ก็จะไม่เกิดอารมณ์สุขหรือทุกข์ ไม่มีอาการชอบใจ หรือไม่ชอบใจในจิต ถ้าคนมีคุณธรรมเป็นสมบัติ บรรลุธรรม จะไม่มีความสุขหรือทุกข์ ไม่มีชอบหรือความชัง ก็จะมีแต่ปัญญา มีธาตุรู้ ที่จะรู้ว่า อันนี้คืออันนี้ มันจะต้องทำอะไร เกี่ยวข้องอะไร อะไรมีประโยชน์คุณค่า หรืออะไรไม่มีประโยชน์ จะจัดการอย่างไร ก็จะมีปัญญารู้ ในสิ่งที่ควรเป็นประโยชน์ ไม่มีความโลภ ไม่มีเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว รู้ว่าเราควรมีพฤติกรรมอะไรในชีวิต ชีวิตก็จะอุดมสมบูรณ์ อยู่กันอย่างสุขสบาย ขออภัย ที่ต้องยกตัวอย่าง ชาวอโศก หมู่บ้านของชาวอโศก วันๆหนึ่งตื่นเช้าขึ้นมา ก็รู้หน้าที่ว่าจะไปทำอะไร อาจจะบอกกันเล็กๆน้อยๆ งานที่จะทำ รู้ประจำ ก็มีปฏิภาณรู้เอง ว่าควรจะทำอะไร ควรช่วยส่วนไหน ต่างๆนานา โดยไม่ต้องมีการสั่งการ ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ อาตมาทำงานศาสนา อาตมาได้พาพวกเรา มามีชีวิตแบบนี้ อาตมาประสบความสำเร็จ ที่สมาชิกชาวอโศกอยู่ ในแต่ละสังคม ที่เราเรียกว่าหมู่บ้าน ชุมชน จนถึงขั้นสาธารณโภคี อยู่กันมาหลายสิบปีแล้ว อยู่อย่างพี่อย่างน้อง อย่างที่มีคุณสมบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ตามที่พระพุทธเจ้าตั้งทฤษฎีไว้ บัญญัติไว้ มันใช้ได้ อย่างมีจริง เกิดจริง เป็นจริง ไม่ได้พูดเล่น ไม่โมเม ขี้ตู่ อาตมาว่ามันเป็นจริง คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นอนุศาสนี ทำแล้วก็เกิดผล อย่างศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีของที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อย่างคำว่า สาธารณโภคี ข้อที่สี่ ในสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างมี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ก็จะเกิดลาภโดยธรรม คือลาภธัมมิกา เพราะเราอยู่แล้วทำงาน ได้ผลผลิต ก็เอามารวมกัน ร่วมกินร่วมใช้ เรียกว่า สาธารณโภคี (ลาภธัมมิกา) แล้วเราก็มีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญตา มีหลักเกณชีวิต เข้าใจตรงกัน เสมอสมานกัน คนนี้อยู่ระดับนี้ คนนี้อยู่ระดับนี้ ก็ต้องเข้าใจ คนนี้ต้องอนุโลม เพราะเขาเป็นขนาดนี้ ก็เข้าใจ แม้ทิฏฐิ ความเข้าใจ ก็มีภูมิปัญญารู้ความหมาย มีองค์รวมความเข้าใจ ที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีความไม่ขัดแย้ง มีความเสมอสมาน ไม่เหมือนกับอย่างชาวโลก ที่เขาต้องขัดแย้งมาก จนต้องทะเลาะกัน ฟ้องร้องกัน

พูดไปก็ต้องพูดถึงธรรมกาย การประพฤติของ เจ้าสำนักธรรมกาย ขณะนี้ธรรมกาย หัวหน้าลัทธิ หัวหน้าสำนักใหญ่ เขาไม่ได้อยากทำ มันดูน่าเกลียด แต่นี้ต้องถึงขั้นทำ แล้วก็ยังดื้อด้าน ไม่ยอม จะดึงดันดื้อด้านต่อกฎหมาย ต่อคำสั่งของผู้บริหารดูแล ที่เราเข้าใจกันแล้วว่า สังคมประเทศทุกวันนี้ คณะบริหาร เขาก็มี แต่นี้ก็ไม่แคร์ เหมือนเขาไม่มีตัวตน จะทำอะไรก็ทำไป แต่ข้าจะไม่ทำตามเลย มันเป็นพฤติกรรม ที่เห็นชัดที่สุดว่า สมมุติ อาตมาว่า ถ้าธัมมชโยเป็นงูเงี้ยว สิงสาราสัตว์ แล้วมีพฤติกรรมอยู่ในป่า คนก็ตีเกราะเคาะไม้ มันจะหนีไหม มันก็ต้องหนี แต่นี่ มันไม่สะดุ้งสะเทือน มันเหลือเกินเลย ดื้อด้าน ไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนทุกกฎเกณฑ์ เขาไม่มีอะไรเลย ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย เขามีประสาทหรือเปล่าไม่รู้ อาตมาว่า ประสาทมีแน่ แต่เป็นคนประสาท ไม่เหมือนมนุษย์มนา ประสาทเสีย ประสาทที่คนพิการ กว่ามนุษย์สามัญทั้งหลาย เมื่อไหร่ไม่มีความสำนึกเข้าใจ ในยุคของพระพุทธเจ้า มีพระเทวทัต แต่ในยุคนี้ ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่มีศาสนาของพระพุทธเจ้า แล้วคนนี้อุบัติขึ้นมา เป็นคนของศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นพระ ใครจะบอกว่าปาราชิก ขนาดสมเด็จพระสังฆราช ผู้เป็นใหญ่ในศาสนาพุทธ บอกว่าปาราชิก เขาก็ไม่รู้ไม่ชี้ (พ่อครูไอ) สมณะเดินดินว่า...ถือว่ามีภาพเปรียบเทียบ สำหรับผู้นำ หัวข้อข่าว ของไทยรัฐบอกว่า บิ๊กตู่ ทุบโต๊ะเปรี้ยง เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่พอประชาชน มาค้านเยอะ ก็บอกว่า รัฐบาลถอย คือเมื่อมีคนทักท้วงมากก็ถอย แต่นี่หัวหน้า บางหัวหน้า อยู่ที่ไหน ลูกน้องตายหมด เห็นถึงความแตกต่างตรงที่ว่า อยู่ที่ไหน ลูกน้องไปหมด ผิดไม่ยอม แพ้ไม่ได้ นี่ขนาดนี้ ก็ยังปลุกระดมว่า เราต้องชนะอย่างเดียว เสมอไม่มี ชิตังเม โป้งรวย แต่ว่าดูคำที่เขาใช้ ส่งให้ลูกศิษย์ ว่าของเราก็ไม่มีเสมอ มีแต่ชนะลูกเดียว ก็เลยเห็นว่า เขาประสาทรับรู้ เสียแน่เลย พ่อครูว่า...พูดให้เห็นว่า เป็นปรากฏการณ์จริง ในสังคมไทยเกิดผลกระทบ โดยเฉพาะ เป็นผลกระทบทางจิตวิญญาณ ที่ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะไปเกี่ยวกับคำว่า พุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาของประชาชน คนไทยทั้งชาติ 95% มานับถือเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ แล้วก็มาเป็นแบบนี้ ทำให้เห็นว่า ไม่รู้เขาจะทำเลยที่มาเป็นศาสนาพุทธอย่างไร เพราะเขาไม่เข้าใจถึงกรรม คือการกระทำ ที่เขากระทำได้ประพฤตินั้น เป็นกุศลหรืออกุศล เป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควร เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แล้วเขาก็ประพฤติจริง กรรมเป็นของจริง ทำเป็นอันทำ ทำแล้วก็เป็นวิบากของตนๆ เขาจะต้องมีตำแหน่งมีศักดิ์ศรี จนกระทั่งมีชื่อชั้น เป็นชั้นเทพ ไม่เข้าใจเลยหรือไม่รู้เรื่องความรู้ของศาสนาพุทธ อาตมาว่า เขาไม่เชื่อกรรมวิบาก ไม่รู้จัก เขาเข้าใจกรรมอย่างไรไม่รู้ แล้วเขาเชื่อวิบากอย่างไรไม่รู้ อาตมาก็พยายามคิดตาม ลองเดาความคิดของเขา ของมีชีวิตและทำอย่างนั้น อาตมาว่า อย่าว่าแต่อาตมาจะทำเลย อาตมายังนึกไม่ออกว่า ทำได้อย่างไร อาตมาทำไม่เป็น ให้อาตมาทำก็ทำไม่เป็น มันทำได้อย่างไรอย่างนั้น ไม่รู้จะใช้ภาษาไทยว่าอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่กระโดดตีลังกา ขึ้นไปบนอากาศ สามตลบ ห้าตลบ อาตมานึกไม่ออก ว่าทำได้อย่างไร เขาลงมายืนเท่เลยนะ หรือให้ขึ้นไปตีลังกา หกคะเมนบนโน้น ดีไม่ดีฟ้อนรำก่อน ค่อยลง คนทำได้ขนาดนี้ นึกไม่ออกเลย อาตมาไม่มีปัญญาทำได้อย่างนั้นเลย เขาเก่งวิเศษจริงๆ (นี่ไม่ใช่คำชม) เกิดมาในชาตินี้ ก็ไม่คิดว่าจะได้พบ เรื่องราวอย่างนี้ แต่ในสังคมประเทศไทยตอนนี้ อาตมาก็อบอุ่นขึ้น ในเรื่องของทางศาสนา เช่น มีสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นมา จริงๆแล้ว ในศาสนาพุทธ เขาไม่ตั้ง พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ตั้งใคร เป็นใหญ่ขึ้นมาในศาสนา แต่ให้เคารพกันด้วยพรรษา อายุพรรษา กับผู้ที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด เช่น อยู่ในวัดๆหนึ่ง มีภิกษุอยู่ 20 รูป 50 รูป 100 รูปก็ตาม ก็อยู่กันด้วยเคารพ ตามพรรษา หรือ จะเคารพด้วยคุณธรรมส่วนตัว รู้ว่าคนนี้มีคุณธรรมก็เคารพ คนนี้ไม่เชื่อว่ามีคุณธรรม ก็ไม่เคารพ ก็เป็นสัจจะ นอกนั้นก็อยู่กันด้วย กฏวินัย หรืออยู่ในศีล วินัยของพระพุทธเจ้า เช่น เมื่อจะทำสังฆกรรม เมื่อพระอันดับมารวมกันครบ ท่านก็ให้เลือก ผู้ใดผู้หนึ่งที่มีปัญญา เหมาะสมจะขึ้นเป็นผู้นำ ทำเรื่องสังฆกรรมนั้นให้สำเร็จ จะเป็นพิธีใด ก็แล้วแต่ เลือกในขณะทำนั้นทำหน้าที่ จะมีพิธีกรรมใหม่ก็เลือกใหม่ ไม่มีการตั้งให้ใครเป็นใหญ่ตลอดไป จะอยู่กันกี่รูปก็ตาม แต่เมื่อต้องทำกิจ ในสิ่งที่ควรทำ จะเป็นอะไรบ้าง มีเรื่องประชุมสังฆกรรมต่างๆ อธิกรณ์ 4 1. ความเถียงกันว่า สิ่งนั้นเป็นธรรม สิ่งนี้เป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรม-ไม่ใช่วินัย เรียก วิวาทาธิกรณ์ 2. ความโจทกันด้วยอาบัตินั้น ๆ เรียก อนุวาทาธิกรณ์ 3. จัดการอาบัติทั้งปวง เรียก อาปัตตาธิกรณ์ 4. กิจที่สงฆ์จะพึงทำ เรียก กิจจาธิกรณ์ แต่เดี๋ยวนี้ตั้งขึ้นมาเป็นใหญ่ อย่างถาวรเลย ไม่ได้เป็นไป ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ของพวกเรา ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาสงฆ์จะประชุมกัน ทำกิจเป็นครั้งคราว จะทำสังฆกรรม ก็ดูว่าใครเหมาะสม เช่นสวดปาติโมกข์ คนนี้เหมาะ คนนี้ไม่เหมาะ ไม่ได้ผูกมัดไว้ ใครพอเหมาะควร ก็ว่ากันไป อย่างนี้เป็นต้น นอกจากว่า ผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ ไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าพิธี แต่เป็นผู้นำสัทธิวิหาริกเข้าหมู่ หมู่ก็เรียกกันว่า ใครจะเป็นผู้มาพานำทำ อุปัชฌาย์ไม่ได้เป็นใหญ่ในหมู่ แต่อุปัชฌาย์ เป็นผู้รับผิดชอบถ้าผู้ที่จะบวช มาเสนอกับหมู่ หมู่ก็จะซักไซ้ไล่เลียงถามไถ่ มีสิทธิ์ถามได้ทุกองค์ เรียกว่า พระกรรมวาจาจารย์ อย่างชาวอโศกเรานี่ ก็นำเข้าหมู่ เมื่อเข้าหมู่แล้ว สมณะทุกองค์ ก็ซักถาม บางทีอุปัชฌาย์ก็ว่า ใครจะซักไซ้ไล่เรียง ว่า เหมาะสมจะรับเข้าหมู่ไหม มีความไม่เหมาะ ตามที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ เรียกว่า อันตรายิกธรรมมีไหม เสร็จแล้วก็บวช วิธีบวชของท่านก็คือ ใครเห็นสมควรรับองค์นี้ เข้าหมู่ไหม ถ้าใครเห็นสมควร ก็ให้นิ่ง ไม่ต้องกดหรือยกมือ ใครไม่เห็นสมควรก็ยกมือขึ้น คนละเรื่องกันเลยกับอันอื่น แล้วก็ถามซักไซ้ หรือประนีประนอมกัน ถ้าผู้ไม่เห็นสมควร มีมากเกินกว่าครึ่ง ก็ไม่ต้องถาม ถ้าเห็นไม่สมควรมีเล็กน้อย ก็ซักถามกันดู ว่าพอเป็นไปไหม แต่ที่จริงพระพุทธเจ้าว่า ถ้าเห็นไม่สมควร มีการแย้งแค่หนึ่งเสียง ก็ไม่ต้องบวช องค์พระพุทธเจ้าต้องเป็นเอกฉันท์ แต่ของพวกเราสมัยนี้ อาตมาอนุโลม เพราะว่า หาคนที่จะบวชเป็นภิกษุ ไม่ได้ง่าย กว่าจะมาบวชได้ ต้องฝึกปฏิบัติตั้ง 2 ปี แต่ถ้ามีค้านแค่หนึ่งเสียง ก็ล้มเลย ก็ไม่ควร แต่ถ้ายืนยันค้านแม้หนึ่งเสียง ก็ต้องยอม ไม่รับเข้าหมู่ แต่ทุกวันนี้เหมือนกับ การบวชเล่นลิเกไป ยกตัวอย่างเช่น ถามว่าเป็นข้าราชการอยู่ไหม เรียกว่า ราชปัตโต มีเงินเดือนอยู่ไหม ก็บอกว่าไม่เป็น นัตถิ ภันเต ถามว่ามีเงินไหมก็ไม่มี มีหนี้ไหมก็ไม่มี เป็นคำซักที่ไม่ใช่ตามรูปแบบ นัตถิ 5 อามะ 8 ไม่ใช่เลย ก็ถามกันตรงๆ ว่าผู้นี้ไม่เหมาะสมอย่างไร นี่เป็นเรื่องตามธรรมะ ตามความเป็นจริง แต่ทุกวันนี้ กลายเป็นรูปแบบ ตามจารีตประเพณี ปั๊มออกมาเลย เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็น การบวชเล่นบวชหัว เกณฑ์กันมาบวช 7 วันบ้าง 3 เดือนบ้าง เอาลิง เอาผีกระสือ อะไรไม่รู้มาบวช มันไม่ใช่เรื่องจริง คนจะมาบวช ก็ต้องมีความประสงค์ จะมาปฏิบัติประพฤติจริงๆ แล้วก็ต้องมาอยู่ในศีลธรรม เป็นเรื่องสามัญ ที่จะต้องลำบาก พอได้ทีเดียว ไม่ใช่ธรรมดา จริงๆ นักบวชของพระพุทธเจ้า คือบวชพระ มุ่งพระนิพพาน แต่ทุกวันนี้ บวชเพื่อจะได้สวรรค์วิมาน แต่ความเป็นสิริมงคล แล้วก็ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ได้บัลลังก์ การมาบวชทุกวันนี้ เลยเป็นอาชีพ แต่มีอยู่บ้าง ที่มีผู้มาบวช เพื่อที่จะแสวงหา ออกไปประพฤติปฏิบัติ สมณะเดินดินว่า...ปัญหาของศาสนาทุกวันนี้คือ ไม่มีการคัดเลือกคนมาบวช ก็บวชกันทีละล้านองค์ แสนองค์ ศาสนาก็เลยเละตุ้มเป๊ะ พ่อครูว่า...มันต้องคัดเลือก ต้องศรัทธา แต่แล้วเอาทฤษฎีที่ผิด ไปนั่งเป็นฤาษีชีไพร ออกนอกแนวปฏิบัติพระพุทธเจ้า ที่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ เลย ศีลก็ไม่รู้เรื่อง กลายเป็นวินัย 227 สมาธิก็ไปนั่งหลับตา ปัญญาก็ไปเรียนในตำรา บอกว่าปัญญาจะเกิด เมื่อไปนั่งสมาธิให้จิตใจเป็นสมาธิ แล้วความรู้จะเกิด ปุ๊งขึ้นมาตาม มีสองนัยยะ ว่าปัญญาในศาสนาพุทธ จะเกิดเช่นนี้ ซึ่งเป็นความผิดทั้งคู่ สายมหายาน ก็บอกว่า ขบคิดไปต่างๆ จะเกิดปัญญา แต่ของเถรวาท ก็บอกว่า นั่งสมาธิหลับตา แล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมา ซึ่งแท้จริงมันเป็นสัญญา สัญญาคือปรากฏความจำ เกิดตัวเองระลึกรู้ได้ สัญญาไม่ใช่ปัญญาเลย ปัญญาของพระพุทธเจ้าจะเกิด เมื่อปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 กับโพชฌงค์ 7 ในองค์ธรรม 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ปัญญา จะเกิดจาก สามองค์หลัง เป็นการปฏิบัติ คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วมีความเห็นชอบ คือสัมมาทิฏฐิ แล้วจึงจะปฏิบัติ มัคคังคะ คือองค์แห่งมรรคทั้งหมด การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าทั้งหมด โดยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้เกิด อธิจิต เรียกว่าสมาธิ จิตได้ขัดเกลากิเลส เจริญขึ้น ไปตามลำดับ ตกผลึกตั้งมั่น เรียกว่าเป็นสมาธิ แล้วการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ (พ่อครูไอ ตัดออก) สมณะเดินดิน ว่า...ปัญญาคือการไปนั่งหลับตา จะเกิดปัญญาทะลุทะลวง เห็นไตรลักษณ์อย่างนั้นเลย แต่พ่อครูย้ำตลอดว่า ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 พ่อครูว่า...ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 (พ่อครูไอ ตัดออก)

ใน 6 องค์แบ่งเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ คือจิตใจจะเกิดความรู้รอบจึงรู้ยิ่งขึ้นมา จะเกิดได้ต้องมีอีก 3 องค์ คือปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 กับ โพชฌงค์ 7 ท่าน เอา โพชฌงค์ 7 มาแค่ข้อเดียว คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ กับ สัมมาทิฏฐิอีกข้อ อันนี้เป็นภาษา ที่จะต้องรู้ แล้วจะเกิดการประพฤติปฏิบัติ สังเคราะห์สังขารกันขึ้นมา ให้เกิดผล ว่าเป็นความรู้ ในสูตรในหลักในรูปแบบ เรียกว่า เป็นกระบวนทัศน์ จากกระบวนทัศน์พวกนี้ มาปฏิบัติขึ้น ก็จะเกิดกระบวนการ จาก paradigm มาเป็น process สังเคราะห์กันขึ้นมา ก็จะเกิดผล อย่างวิธีการของทางโลก เขาเรียกว่า system analysis มี input process output outcome impact ของพระพุทธเจ้าก็จะมี เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย (พ่อครูไอ) สมณะเดินดิน ว่า...ตัว static คือปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ส่วน ตัว dynamic คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ พ่อครูว่า...กระบวนการที่จะเกิดการสังเคราะห์ ผู้ที่รู้จักสภาวะ ขออภัยที่ต้องบอกว่า อาตมามีสภาวะ แต่ไม่เก่งที่จะบอกในรายละเอียด แต่ก็พยายามพูดให้ฟัง เช่น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาคือธาตุรู้ มันเป็นความรู้อีกอันหนึ่ง ที่เป็นโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้ของโลกียะ มันเป็นอัญญะ ปัญญะ มันเป็นความรู้ชนิดใหม่ ที่แตกต่างจากปุถุชนคนโลกๆ สายของพระพุทธเจ้า สัมมาสัมพุทโธ ที่ตรัสรู้ความรู้นี้ ซึ่งเป็นความรู้ต่างจาก ปุถุชนสามัญ ที่เขาจะมี เฉกา เฉโก เท่านั้นวนในโลกีย์ แต่อันนี้เป็นความรู้โลกุตระ เป็นอันอื่น ต่างกันเลยแยกกันไป ทวนกระแส คนละเรื่องเลยกับโลกียะ แล้วจะเจริญขึ้นไป ปัญญินทรีย์ มีพลังงาน มีความเจริญเติบโตขึ้นมา จะเกิดได้เพราะปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 ปัญญาต้องมีธาตุจิต ที่เราได้ปฏิบัติ ด้วยหลักมรรคมีองค์ 8 ของพระพุทธเจ้า ในขณะที่ทำงานทำอาชีพอยู่ ทำกรรมกิริยาอะไรอยู่ก็ตาม ด้วยกัมมันตะ พูดอยู่ก็ตาม คิดอยู่ก็ตาม ทำอาชีพก็ตาม อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ผู้ปฏิบัติก็สามารถปรับ ให้เป็นอาชีพที่สัมมา ที่เป็นกุหนา มันเลวร้ายมาก เราก็รู้เราจะปฏิบัติธรรม เราก็ต้องเลิก ถ้าทำต่อไป มันเป็นกรรมวิบาก สั่งสมในเรา แม้มันจะได้เงินทองก็ไม่คุ้ม ที่จะให้เกิดกรรมวิบาก ให้ชีวิตเราซวย อัตภาพเราจะสั่งสม สิ่งเลวลงไป ก็เลิกกุหนา สอง ลปนา คือทำผิดทางวาจาคำพูด เป็นการโกหก ตอแหล หลอกลวง ก็เลิก ก็มาปฏิบัติธรรม แล้วก็เริ่มมี เนมิตกตา ปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ ยังเสี่ยงอยู่ คือ ตั้งใจปฏิบัติให้ตัวเองเจริญ แต่ได้บ้างไม่ได้บ้าง จะได้มรรคผลหรือไม่ ถ้ามีความพากเพียรก็จะบรรลุไปได้เรื่อยๆ ก็จะไม่เอาตนเองไปเปื้อนอีก คือจะไม่มอบตนในทางที่ผิด เช่น เราสะอาดจากศีล 5 ก็ไม่ต้องไปร่วมมือร่วมงาน กับคนที่ผิดศีล 5 เราบรรลุในศีล 8 ก็อย่าไปร่วมมือร่วมงาน กับคนที่ละเมิดในศีล 8 คนที่ประพฤติละเมิดศีล 10 หรือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็อย่าไปร่วมกับคนละเมิด สุดท้าย ไม่มอบตนในทางที่ผิด ก็ไม่อยู่กับหมู่กลุ่ม แล้วทำงาน อย่างไม่เอาลาภแลกลาภ ไม่เอาลาภแลกความรู้ ไม่เอาลาภแลกวัตถุข้าวของเงินทอง ทำงานร่วมกับส่วนกลาง อยู่ในส่วนกลาง พ้น ลาเภน ลาภัง นิชิงคิงสนตา อาตมาภาคภูมิใจ ที่เกิดมาในชาตินี้ ได้พาคนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จนพ้นมิจฉาชีพ ไปตามลำดับ ไม่เป็นอาชีพที่หลอกลวง ขี้โกง ที่เป็นความทุจริตชัดๆ อาตมาได้พาทำ จนสำเร็จผล ส่วนตัวใครจะไปแอบ ก็ของใครของมัน แต่ส่วนรวมชัดเจนแล้วว่า จะต้องมีศีล ในกัมมันตะ มีมิจฉา3 1.ไม่ฆ่าสัตว์ 2. ไม่เอาทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของเรา 3. ละเมิดในกามที่หยาบคาย ที่วัฒนธรรมเห็นว่าไม่ควร อย่างเรื่องเพศก็มีผัวเดียวเมียเดียว อย่าไปสำส่อน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็อย่าจัดจ้าน วาจาก็ไม่โกหก อบายมุขไม่มี ทุกหมู่บ้านชุมชน ของชาวอโศก อย่างน้อยเป็นคนมีศีล 5 เป็นเรื่องจริง ที่ไม่ได้พูดคุยอวดเลย ทำมาได้ 30 ถึง 40 ปีแล้ว หมู่บ้านชาวอโศก พาทำอย่างจริงจัง สังคมศาสนาพุทธ ก็พยายามที่จะให้มีหมู่บ้านศีล 5 ทั้งๆที่ศาสนาหมู่ใหญ่ ที่เป็นใหญ่เป็นโตกันทั้งนั้น ก็ไม่เห็นจะพาทำ ในสังคมหมู่มาก ที่เป็นประชาชนด้วย ถ้าจะทำในวัดได้ ก็แล้วไปเถิด แต่คนที่เอาไปประพฤติปฏิบัติ ประจำชีวิตเลย อย่างชาวอโศกเรามีได้จริง ไม่ต้องไปรับศีลห้า ตามภาษาเขาพูดเลย แต่เอาศีล ไปปฏิบัติเป็นชีวิตเลย อาตมาว่า ได้ทำสำเร็จ ตามคำสอนพระพุทธเจ้า มิจฉา 4 ของวาจา ก็เห็นว่าพวกเราเป็นไปได้ ให้พูดโกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ที่รุนแรง แต่ที่ไม่เต็มเต็ง ก็พอมีบ้าง แต่องค์รวมเราทำได้ ในมิจฉาของมรรค เราก็เลิกละเว้นมาได้

สังกัปปะ7 ถึงเวทนา 2 ในสังกัปปะมี 7 อย่าง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา จะเกิดการสังเคราะห์สังขาร เป็นอย่างไร จะจัดการกันอย่างไร มันมีแกนเจโต ที่สั่งสมลงเป็น static energy เป็นพลังงานนิ่ง และอีกอันเป็นตัวแปร เป็นตัววิ่ง dynamic เป็นพลังงานลบ คู่กัน สังเคราะห์สังขารร่วมกันเป็น co efficience มีตัวสัมประสิทธิ์ มีตัวคงที่ และมีตัวเคลื่อนไหว เป็นตัวแปร ผู้ที่สามารถรู้ลักษณะของอาการพวกนี้ ตัวแปรคือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นฐานคงที่ คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา สองแกนนี้ สังเคราะห์สังขารเป็นองค์รวม ปรุงแต่งกันเสร็จ ก็เป็นสังขาร ออกมาอภิสังขารเสร็จ ผู้ที่รู้กระบวนทัศน์ แล้วจัดการกระบวนการทั้ง 7 นี้ได้ อย่างเข้าใจ อย่างทำจิตในจิต มนสิการ ได้ผลออกมา เรียกว่าวจีสังขาร วจีสังขาร ยังไม่ใช่วจีกรรม แต่จะเป็นคำพูดในจิต ได้ผลในจิต ปรุงแต่งกันมา วจีสังขาร คือสภาวะธรรม ที่ได้บวกลบคูณหารในจิตแล้ว ออกมาก็จะได้ผล เรียกว่า ยอด ภาษาวิชาการเรียก ปฏิฆสัมผัสโส เป็นนามธรรมก้อนหนึ่ง ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อ ก็เรียกอธิวจนสัมผัสโส แต่พยัญชนะของพระพุทธเจ้า ตั้งไว้ครบ แล้ว คนจะเป็นกุศลหรืออกุศล จะเป็นการบรรลุธรรม หรือไม่บรรลุธรรม เป็นโลกียะ หรือเป็นโลกุตระ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน