600316_พ่อครูพบคณะครูจากประเทศภูฏาน ที่สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600316_พ่อครูพบคณะครูจากประเทศภูฏาน
พ่อครูทักทายเจริญธรรมกับคณะครูจากประเทศภูฏาน ประมาณ 30ท่าน ที่ชุมชนบุญนิยมสันติอโศก กรุงเทพมหานคร
คณะครูถามว่า...อยากจะถามปรัชญาและอุดมการณ์ในการก่อสร้างสถานที่แห่งวิเศษแห่งนี้ท่ามกลางสังคมทุนนิยม
พ่อครูว่า...สังคมของชาวอโศกรวมตัวกันมีอยู่ 3 อย่าง บ้าน วัด โรงเรียน สังคม วัด และการศึกษา 3 อย่างนี้เราอยู่กันอย่าง mixture harmony อยู่กันอย่างไม่แยกส่วน เพราะฉะนั้นจึงสัมผัส กันทั้ง ธรรมะ 2 ทั้งกายและใจ จะเกิดการ osmosis ตลอดเวลา นี่คือสัจจะที่เราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนเรา นอกจากจะมีหลักฐานเป็นคำสอนแล้ว เราก็เอามาปฏิบัติ จนเกิดผล เป็นผลที่เกิดจากการสังเคราะห์ของ 3 อย่างนี้ 3 อย่างนี้แหละ เป็นหน่วยของ พลังงาน ที่สมบูรณ์แบบของความเป็น falcum หรือ nucleus ในทางฟิสิกส์มีพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นกับพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน แต่ของ ลักษณะจิตวิญญาณนี้มีธาตุรู้ เป็นตัวรวมเป็นประธานเป็น subject รวมกับนิวเคลียส 2 อันนี้ จึงครบ 3 พลังงาน 3 อย่างนี้เป็นพลังงานที่แม้แต่ทางฟิสิกส์ ทางสามัญสังคม ทางจิตวิญญาณรู้กัน อย่างทางภาษาสากลเขาก็รู้ว่ามันมี ISH I คือ subject S คือลักษณะของอิตถีภาวะ H คือลักษณะของปุริสภาวะ
แต่นี่คือลักษณะของพลังงานไม่ใช่รูปธรรมที่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ ว่างงาน 3 อย่างนี้จึงเกิดพลังงานที่อยู่กันอย่างกลมกลืน ทำงานอยู่เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านแบ่งเป็น พีชนิยาม สร้างตัวเองอยู่อย่างไม่รบกวนใคร เป็นอัตโนมัติ สร้างชีวะ ชีวิตอยู่ คนนี้สามารถทำพลังงานตัวเองให้เป็นพีชนิยาม แล้วใช้พลังงานนี้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ให้แก่สังคม ที่ทำได้มากกว่าพลังงานพีชนิยาม(พืช)
นี่คือความรู้ในพลังงานทั้งหลายประดามีในอุตุนิยาม
อ่านต่อ
พีชนิยาม จิตนิยาม จึงสามารถเอาพลังงาน 3 ชนิดนี้มาทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติอย่างไม่เป็นโทษเลย เป็นความรู้ที่อาตมาเข้าใจแล้วก็เอามาทำให้พวกเราเป็นอย่างนี้
คณะครูถามว่าทำไมท่านถึงได้มาทำแบบนี้
ก็อาตมารู้ว่า โลกมนุษย์สังคมนี้มันเดือดร้อน อาตมาไม่ใช่คนใจดำ ซึ่งต้องช่วย แม้จะตายก็ต้องช่วย
คณะครูถามว่า...ที่รร.นี้ใช้หลัก บวร.เป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากเทียบกับโรงเรียนคนอื่นในประเทศไทย อยากจะถามว่าคนข้างนอก วิธีไม่มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของที่นี่ จะมีความเข้าใจได้อย่างไร
พ่อครูว่า...ก็คาดคะเนว่า เขาจะมองเราอย่างไรเพราะเราไม่รู้จริงๆ เขาก็คงจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ผู้ที่มีน้ำหนักของความเข้าใจมาก ก็อยากจะเป็นเช่นนี้อยากจะได้เช่นนี้ เขาก็จะมา ส่วนคนที่เข้าใจอย่างไม่มีพลังพอ เข้าใจบ้างแต่ก็ยัง พากเศษ ยังไม่เต็มที่เขาก็ไม่กล้า wait and see. ก็ดีที่เขาไม่ กรูเข้ามามากทีเดียว ไม่หนักเกินไป
คณะครูถามว่า...บุญนิยมมีการขยายด้านต่างๆอย่างไร
พ่อครูว่า...ก็ไม่มีความตะกละตะกรามเลยนะ เรามีหลักอยู่อย่างเดียว เราทำดีที่สุดให้เต็มแรงของเราดีที่สุดเท่านั้น แล้วจะได้ผลเท่าไหร่ก็เท่านั้น เราทำดีที่สุดให้เต็มแรงเร็วที่สุด
ถามว่า...การทำใส่ในความอ่อนน้อมถ่อมตนของนักเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก เขารู้สึกว่าที่นี่น่าจะมีวิธีการถ่ายทอดความอ่อนน้อมถ่อมตนไปสู่คนข้างนอก ที่นี่ สอนให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ค่อนข้างจะตรงกับวิถีชีวิตของเขา เหมือนกับที่พระมหากษัตริย์ของเขา น้อมนำพระปรัชญาของในหลวงร.9 ไปใช้ ที่นี่มีแนวทางในการเผยแพร่องค์ความรู้ส่วนนี้ไหม ยกตัวอย่างในประเทศภูตานของเขา พระอาจารย์นอกจากจะธำรงรักษาพุทธศาสนา ก่อนจะไปตามโรงเรียนไปเทศนาไปให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน ยกตัวอย่างในปีที่แล้ว มีวิทยาลัยครู ในชุมชนมีผู้นำทางจิตวิญญาณ ไปเทศนาเรื่องโทษของการบริโภคเนื้อ หลังจากเทศนาให้ฟังแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ของครูที่เข้าร่วมรับฟัง ตัดสินใจที่จะลดการรับประทานเนื้อ เขาก็เลยอยากจะแบ่งปันกับที่นี่ และก็อยากจะถามว่าที่นี่มีวิธีการอย่างไร สิ่งที่เราทำกันอยู่นี้ไม่น่าจะเพียงพอว่ามีอยู่แค่เพียงตัวเรา พ่อท่านมีวิธีการจะขยายแนวคิดอย่างไรกับข้างนอก
พ่อครูว่า...เราก็ใช้วิธี เท่าที่ มันมี 1 คนที่จะพอออกไป อธิบายไปช่วย ขยายความไปถึงตัวบุคคลอื่นได้ 2 ใช้เครื่องมือ เท่าที่จะใช้ได้ทุกอย่างที่เราสามารถที่จะทำได้ เช่นมีโทรทัศน์วิทยุ มีสิ่งพิมพ์หนังสือ ในอินเทอร์เน็ต เราก็ใช้เท่าที่มี เท่าที่โลกเขามี และเรามีทุนรอน พอที่จะทำได้ ด้วยใจจริงเท่าที่อาตมามีภูมิรู้ในโลก อาตมาก็มีความรู้ว่า ภูฏานจะเชื่อมโยงกับเราได้เร็วที่สุดเพราะใกล้ที่สุด ลึกๆอาตมาบอกพวกคุณได้ ว่า อาตมาไม่เคยไปต่างประเทศเลย ไม่ได้คิดอยากไปต่างประเทศเลย แม้แต่อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่อาตมาควรไปอย่างยิ่ง ก็ไม่ได้คิดอยากจะไป แต่ถ้าเผื่อว่าจะไป อาตมาจะเลือกไปภูฏาน นี่พูดอย่างจริงใจนะไม่ได้โกหกหรือพูดเล่น แต่ก็ยังไม่ได้ไปไหนเลย
ถามว่า...การมาประเทศไทยครั้งนี้เขาได้ตระหนักว่า แม้ว่าเขาจะเป็นครูสอนอยู่ในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ เขาก็ไม่ได้มี สติ ใคร่ครวญในการสอนของเขา เหมือนกับว่าทำตามหน้าที่ไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาตระหนักรู้ในการมาประเทศไทยครั้งนี้ เขารู้สึกสัมผัสกับความพิเศษของที่นี่ และรู้สึกไม่รังเกียจว่า พ่อครูจะไปเยือนประเทศ ภูฏาน แม้ประเทศเขาจะเป็นประเทศเล็กๆก็ตาม
พ่อครูว่า...อาตมาเชื่ออย่างยิ่ง
ถามว่า...ตั้งแต่เข้ามาแล้ว พวกเขารู้สึกว่าที่นี่เป็น สัปปายะ ร่มรื่น เห็นนักเรียนเขามีวินัย เขามีความสุข โดยเฉพาะ วินัยเป็นสิ่งที่เขาประทับใจมาก และไม่ใช่เฉพาะนักเรียนแต่เป็นเพราะทุกคนในชุมชน เขาประทับใจในชาวอโศก
อ.ที่มาถามว่า...ท่านรู้สึกอย่างไรตอนนี้ที่ คนที่เขามีอำนาจ สังคม เขามาจงใจจับผิดต่อศาสนา
พ่อครูว่า...ก็เป็นความระวัง ที่ยังมีความระแวง ของเขาอยู่บ้าง เขาก็จะต้องแสดงออกอย่างนี้แหละ เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เขาต้องระวัง เพราะเขายังระแวง ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เราก็เข้าใจไม่ใช่เรื่องของความร้าย เขาอาจจะคิดระแวง ว่าไอ้นี่จะมาเป็นตัวร้าย ทำความเสียหายแก่ประเทศชาติ แต่โดยรวมแล้วก็ระวัง เพราะเขาไม่ได้เข้าใจชัดเจน
ถามว่า...ทำไมเราถือศีลแล้ว ว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ในเวลาที่เราตกปลาอยู่ เราจะเอาพุทธศาสนาไปสอนเขาได้อย่างไรในโรงเรียนของเรา หมายถึงโรงเรียนข้างนอกเขาถามคำถามทั่วๆไป แต่ในสันติอโศก คงไม่มีอยู่แล้ว คำถามคือ ถามสำหรับว่า จะตอบแทนอธิบายให้กระจ่างว่า คนทั่วไปที่ไปตกปลาถือว่าเป็นการผิดศีลไหม เท่ากับว่าเราทำบาปหรือไม่ ในทางพุทธศาสนา แล้วทำไมคนทั่วไปถึงไม่เห็นว่ามันเป็นความผิด ทั้งที่เขาเป็นพุทธศาสนิกชนเป็นศาสนาพุทธ ตกยังตกปลาฆ่าสัตว์ พ่อครูตอบ...ใช่ผิดศีล หนึ่งเขายังไม่ถือศีล 2 เขายังไม่เห็นว่า เขาไม่กลัวบาป เขายังไม่เชื่อความรู้เขายังไม่พอ เขาไม่เชื่อว่า บาปมันมีอำนาจทำให้เขาทุกข์เขากลัว เขาจึงละเมิด พุทธมันมีหลายขั้นตอน อย่างน้อย ให้ความรู้นิดหนึ่ง พุทธแบ่งเป็นสามขั้นใหญ่ๆ 1 พุทธศาสนิกชน มียี่ห้อมีชื่อว่าพุทธ พ่อแม่ปู่ย่าตายายนับถือกันตามกันมา ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติ 2 พุทธมามกะ คือ ผู้ที่ตั้งใจมาศึกษาศาสนาพุทธ แต่ยังไม่ได้ผล แต่ตั้งใจพากเพียรปฏิบัติ 3 พุทธบริษัท คือ ปฏิบัติแล้วมีผล ต่อจิตได้บรรลุ ซึ่งมีสี่บุคคลในพุทธบริษัท คือ นักบวชชาย นักบวชหญิง อุบาสก อุบาสิกา
มาได้รับประโยชน์ก็ดีมาก มีอะไรจะเอาประโยชน์ได้ เท่าที่ได้ก็เชิญเลย