600308_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประกอบบุญในอุปาทายรูป 24.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600308_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประกอบบุญในอุปาทายรูป 24

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันที่ 8 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ เมื่อวานนี้พ่อครูได้ พูดถึงโลกนี้ต้องการความเป็นอยู่ ที่ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และพึ่งตัวเองได้ ชาวกองทัพธรรม ได้ไปทำโรงบุญที่สนามหลวง มีกระบวนการกลุ่มที่เหนียวแน่น มีเครือแหหมุนเวียนกัน ของเรามีระบบสาธารณโภคี ที่ไม่ได้คิดว่า เป็นของพวกเรา ของปฐมอโศก หรือ ของสันติอโศก แต่เป็นของส่วนรวม สาธารณโภคี สมบูรณ์และกว้างขวางขึ้น มีทางราชการ ทางทหารมาช่วยแจกอาหารด้วย ถ้าคิดทางโลก ก็เหมือนถูกแย่งซีน แต่ถ้าไม่ได้คิดถึงโลกธรรม พ่อครูให้ยุทธศาสตร์ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ ก็เลยสบาย ความไม่ต้องแย่งโลกธรรม เป็นคนรับใช้ จะได้ความเป็นพี่เป็นน้อง ช่วยเหลือกัน โลกต้องการความไม่แย่งชิงไม่ทะเลาะวิวาท เราต้องมาศึกษา การลดตัวตนของเรา ให้เบาสบายขึ้นได้อย่างไร พ่อครูว่า...เราก็มาสาธยายธรรมะ ให้ลึกซึ้งขึ้น ยิ่งทำงาน ก็มีอะไรที่ชัดเจนยืนยันมากขึ้น แม้แต่เหตุการณ์ปัจจุบัน ที่ปรากฏ ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ยังจับตัวธัมมชโยไม่ได้ เลยดูเหมือน อาจารย์เขาหายตัวได้ แต่ถ้าหายตัวได้จริงๆ ก็ไม่ต้องลำบากลำบน หาวิธีการป้องกัน อย่างที่เป็นอยู่นี้ มันไม่มีเหตุผลพอ มันไม่จริงหรอก ขณะนี้ก็ถูกถอดยศศักดิ์แล้ว แต่ยังไม่ถอนความเป็นภิกษุ แต่อาตมาว่า แน่นอนอีกไม่นานเท่าไหร่ ที่เขาแสดง คือแสดงความจริงรูปนาม คือธรรมะสอง ที่รวมตัวสังเคราะห์สังขาร เรียกว่า กาย นี่แหละ เป็นกายที่แท้จริงของธัมมชโย ของสำนักลัทธินี้ แล้วเขาเอาคำว่าธรรมะ ไปเรียกพวกเขาว่าธรรมกาย ที่จริงคือฉายาของพระพุทธเจ้า แต่เขาเอาไปเรียกตัวพวกเขา แท้จริงเขาคือธรรมกายเก๊ คืออสุรกาย กายของคนขี้หดตดหาย ของคนขี้กลัว ไม่มีความจริงอะไรจะมาสู้ ถ

อ่านต่อ

้าคนเรามีความจริง ก็ไม่ต้องหนีไปไหน แต่นี่แสดงว่า เขาไม่มีความจริงมาสู้ นี่คืออสุรกาย เป็นธรรมะชัดๆ เป็น phenomenon เป็นปาตุสัจจะ เป็นความจริงที่เกิดให้เห็นชัดๆ แสดงออกเป็นตัวตนของเขา เอาร่างกายที่มีดินน้ำไฟลม ปิดบัง อาตมาไม่เชื่อว่า เขาหายตัวได้ เป็น invisible man อาตมาไม่เชื่อ ตัวอาตมาเคยพูดที่วัดนรนารท ประกาศว่า จะแสดงการหายตัว แต่สุดท้ายไม่ได้แสดง ก็คิดว่าถ้าแสดง งานเข้าหนักหนาสาหัส เพราะอาตมาเข้าใจเรื่องการหายตัว จิตศาสตร์ของพระพุทธเจ้าคืออย่างไร อาตมาเล่นทางนี้ ทำทางนี้มาพอสมควร พูดแล้วเหมือนคุยตัว อวดอุตริมนุสธรรม อาตมารู้เหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่มีเหตุ ก็จะเป็นได้อย่างไร อาตมาศึกษาสัจจะความจริง มาเป็นล้านๆชาติ จนชาตินี้ประกาศออกไปว่า มีภูมิแค่ไหน คนเข้าใจก็เข้าใจ คนไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ SMS วันที่ 7 มีนาคม 2560

สามภพอยู่ที่ใจ หมื่นธรรมอยู่ที่ญาณ _ 0831696xxxพุทธองค์ว่า : สามภพอยู่ที่ใจ หมื่นธรรมอยู่ที่ญาณ ใจคือพลังงานที่ใหญ่ที่สุด ผู้น้อยกราบเรียนพ่อครูเมตตา ขยายความชี้แนะอธิบาย เพื่อศึกษาให้เข้าใจได้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น พ่อครูว่า...กามภพคือภพที่เนื่องกับภายนอก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เมื่อทำกิเลส เนื่องจากภายนอกหมด ก็มาเรียนรู้กิเลสภายใน คือรูปภพ อรูปภพ ดับรูปภพได้ ก็เหลืออรูปภพ เป็นเศษธุลีละอองเล็กน้อย อย่างไม่ต้องหนีจากสิ่งเหล่านี้เลย ยังสัมผัสกับกามภพ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสโลกธรรม แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่ได้มีกิเลส ที่จะไปหลงกับมัน ไม่อ่อนแอกับมัน จนหมดกามภพ ก็สัมผัสกับภายนอก แต่มันยังเหลือภายใน เป็นมโนมยอัตตา ก็ล้างกิเลสนี้อีก เหลือปลายสุดท้ายเลย ขั้นปลายเบาบาง ก็คือรูปที่ถูกรู้ แต่มันขั้นอรูป เนวสัญญาฯ ก็ล้างตัวเหตุอีก อรูปก็ยังลืมตาสัมผัสกับภายนอก ไม่ได้หนีไปไหน แต่สัมผัสอย่างแข็งแรง องอาจแกล้วกล้า ศาสนาพุทธไม่ได้หนี มีแต่เหนือ ก็ยังสัมผัสกับ โลกธรรมแต่อยู่เหนือได้ ภพ 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็คือใจของเรา มันมีอาการกิเลสอยู่ที่ใจ เมื่อล้าง อาการนั้นในใจก็หมดไป จะเหลือใจสะอาดบริสุทธิ์แท้ๆ เหลือแต่ญาณปัญญา ที่รู้เกินสามัญ สัญญะ อัญญะ ปัญญะ เป็นธาตุรู้ที่พระพุทธเจ้า ใช้พยัญชนะ บอกสภาวะ ว่าเป็นอย่างไร พวกเราต้องพิสูจน์ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ มีกำลังของปัญญาที่สูงขึ้น อย่าว่าแต่หมื่นเลย เป็นแสนเป็นล้าน ใจจึงรวมกระบวนการความรู้หรือความโง่ เราก็ล้างความโง่นี้ออกไป เราก็สามารถพิสูจน์ได้เป็นลำดับ ทั้งความเป็นโลกียะ คนในโลกนี้ รู้โลกียะว่าเจริญแบบไหน ยึดติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข สุขด้วยกาม ด้วยอัตตา จะเข้าใจสภาวะตามพยัญชนะแบบนี้ จะรู้ทั้งพยัญชนะ อรรถะ สาระ ตามลำดับไปเรื่อยๆ

_0893867xxxพระสมัยโบราณธุดงค์ป่าธรรมชาติ ด้วยจิตสงบสำรวมในศีลรักษาป่าบำรุงพืชพันธุ์ ยังชีพกายหล่อหลอมจิตวิญาณ! พระสมัย ufoธุดงค์ป่าคอนกรีต ด้วยจิตหลงทางพร่องในศีล ทำลายป่าไม้ เหยียบย่ำดอกไม้พุทธบูชาปัจจัยเลี้ยงกายปรนเปรอจิตวิญญาณ! ผู้ตื่นรู้ดูออก! ผู้หลับหลงใหลดูไม่ออก!เอวัง พ่อครูว่า...มันเป็นความหลงใหลจริงๆ ตัณหาคตานัง อชานตัง อปัสสตัง คือเป็นความแส่หาของตัณหา เป็นความไม่รู้ไม่เห็น เป็นความดิ้นรนแส่หาของตัณหา ที่ดิ้นรนนี้เขาไม่รู้ว่า ตัณหาเป็นตัวการ ได้แต่โมเม เอาวิมานมาหลอก เขาไม่รู้ (อชานตัง) ไม่เคยเห็น (อปัสสตัง) ไม่เคยสัมผัส อย่างมีปฏิฆสัมผัสโสเลย ไม่เคยสัมผัสความจริง ด้วยจิตวิญญาณ ด้วยนามธรรม มีแต่เพ้อพกกับนามธรรม เขานึกว่าสัมผัสกับสวรรค์ อยู่กับสวรรค์ แต่มันเป็นเรื่องงมงายยิ่งกว่าเงา สวรรค์เก๊ ปลอม ตัวตนจริงของเขา ที่แสดงชัดๆ คืออสูรกาย กลัวหัวหด ตอนนี้ก็ยังขี้กลัวขนาดไหน เขางมงายไม่รู้จริงๆ เหมือนคนไปไหว้กองขี้หมา กราบแล้วกราบอีก ว่าเป็นของใคร เหมือนคนเอาดอกไม้ มาปักที่กองขี้หมา คนอื่นก็นึกว่าศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยเอาดอกไม้ มากองกลบไว้มากๆ คนไม่รู้ก็นึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มากราบไหว้เพิ่มเติมอีก แท้จริงเป็นการกราบ กองขี้หมา

ธุดงค์คืออะไร ธูตะ แปลว่า องค์แห่งความเป็นศีลเคร่ง อย่างเช่นพระมหากัสสปะ มีธุดงควัตร 13 ข้อ เป็นผู้ที่ทำสิ่งที่คนอื่นทำได้ยาก แต่เขาทำได้ง่าย ไม่ลำบาก เป็นปกติ เป็นศีลเคร่ง อย่างเช่น กินมื้อเดียว ไม่ใช้เงินทอง ไม่ใส่รองเท้า เขาก็ว่าเคร่ง ไม่เอาอบายมุข มาทำงานฟรี เขาก็ว่าเคร่ง อยู่ได้อย่างไร ไม่มีเงินทองสักบาท มันเคร่งนะ แต่ผู้ที่ทำได้แล้ว ไม่เห็นว่าเคร่งเลย เคร่งคืออะไร สบายๆ อย่างนี้เป็นต้น พยัญชนะสื่อสภาวะ ที่ต้องเข้าใจสภาวะให้ออก

0893867xxxมือหัวใจพุทธแท้จะสาธุ จงสาธุกับพระผู้เคร่งพระธรรมวินัย!เที่ยงแท้ในคำสอนพระศาสดา! เที่ยงตรงตามกฎหมายในพระปรมาภิไธยฯ!เที่ยงธรรมต่อแผ่นดินคือสาธุกับธุดงค์ถูกทางเถิด พ่อครูว่า...องค์แห่งความเคร่งครัด อย่าไปเที่ยวได้เอามือนี้ กับหัวใจนี้ไปสาธุ ไหว้สิ่งที่มันไม่ซื่อสัตย์ต่อพระธรรมวินัย ไม่เที่ยงตรงต่อกฎหมาย ในพระปรมาภิไธย ถ้าคนๆนี้ พาหมู่กลุ่มเป็นอย่างนี้ ไม่ยอมรับผิด แล้วจะให้ทำอย่างไร ถ้าไม่จัดการก็ไม่ได้ ก็ต้องจัดการ แต่อาตมาก็ขออนุโมทนา กับผู้จัดการ ว่าทำได้อย่างเรียบร้อยงดงาม ไม่มีความรุนแรง ใจเย็นไปเถอะ ทำไปเถอะ ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ ความจริงเท่านั้น ความบริสุทธิ์เท่านั้น จะชนะทุกสิ่งทั้ง โลก ในที่สุด จริงไม่มีอื่นหรอก ยาวให้เป็น อย่าใจร้อน ทนเอา จะอยู่อีกสักกี่น้ำ ก็อยู่ไป เขาบอกว่า ไม่เกิน 7 วัน วันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

0851614xxxภาพ นี้มันเป็นเพียงเส้น แสง เงา สี แต่ ความจริง ที่คุณต้องการแท้ๆ นั้น ไม่ใช่เพียง ภาพ หรือแม้แต่ที่สุด ความจริง นั้นจะไม่ใช่ มโนภาพ เป็นอันขาด /โศลกธรรม พ่อครู (๑๑ มิ.ย.๑๙) 0851614xxxต่อข้อความก่อนหน้านี้ ขอให้คุณพยายามเพื่อได้ สภาพ อันสมภาพให้ได้/โศลกธรรม พ่อครู (๑๑ มิ.ย.๑๙ ) พ่อครูว่า...นี่เป็นภาษาที่อาตมาใช้ตอนนั้น วันที่ 11 มิถุนายน 2519 พยายามให้ได้สภาพที่สมภาพ คำว่า สม ภาษาบาลีอ่าน สะ มะ สมภาพ เป็นภาวะที่ปรากฏ เป็นปาตุสัจจะ เป็น phenominon ปรากฏจริงเป็นจริง ทุกคนเห็นร่วมกันได้ เป็นปัจจุบันนั้น คนอื่นสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กายร่วมกัน เป็นสัจจะความจริง ที่เป็นสมมุติสัจจะ ยืนยัน แบบโลกรับรอง ไม่ใช่ ความจริงในภพชาติของเราเอง คนอื่นไม่รู้ด้วย อย่างนั้นแม้สัจจะสูงส่งขนาดไหน ก็ต้องเอามาให้คนอื่น พิสูจน์ยอมรับกันได้ด้วย อย่างนั้นจึงเป็นสัจจะร่วมของโลก ถ้าฝันคนเดียว อธิบายให้คนอื่นรู้ร่วมด้วยไม่ได้ ไม่ถือว่าครบ ทั้งสมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ต้องครบทั้งสมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ จึงจะเป็นความจริงที่แท้จริง สม แปลว่า รวม พร้อมครบ สมะ แปลว่าสงบ สูงส่ง คำว่าสมณะ คือผู้มีสภาวะนั้นลงไป สมบูรณ์แบบ คือผู้สงบ ผู้เจริญ ผู้มีคุณธรรม มีสมภาพ ถ้าแค่ สมภวะ ไม่ถึงกับเป็นภาพ นั่นหมายความว่า เริ่มเกิดเริ่มมีสภาวะ ที่เป็นสัจจะ ที่ใช้คำว่า สมภพ แปลว่าเกิด เป็นองค์รวมที่สมบูรณ์ชัดเจน สภาพ เป็นภาษาที่ขยายว่า เป็นภาวะปรากฏการณ์ phenomenon สิ่งที่สร้างประกอบ และทำขึ้นมา เรียกว่า สภาพหรือสภาวะ ให้มันครบอย่างสมบูรณ์เรียกว่า สม สภาวะ เป็นสมะ คำว่า มะ ม.ม้า คือจิตวิญญาณ ประกอบไปด้วยแม่มีรูปธรรม ก็ต้องมีนามธรรมไปรู้ด้วย เช่นดินน้ำ ต้องถูกวิญญาณรู้ว่าต่างกันอย่างไร จึงเรียกว่า สมะ

_ส่งการบ้านครับ หลังจากได้ฟังการเน้นย้ำเวทนา มาหลายรอบเหลี่ยมนั้นมุมนี้ จนกระทั่งมาถึง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.๑๐ ข.๖๐ ธรรมะ 2 คือกายมีรูปกับนาม มีผัสสะกระทบเชื่อมต่อกันด้วยอายตนะ สามเส้านี้ รูปนาม อายตนะ องค์รวมเรียกว่า สังขาร ในสังขารมีเวทนาในเวทนา แจกไว้ 108 อย่าง ตัดเหตุแห่งทุกข์ในเวทนาได้ ตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 เวทนาก็สะอาดขึ้นสะอาดขึ้น พ้นสังโยชน์ข้อ 2 และข้อ 3 ไล่ไปเรื่อยๆ จะพ้นอุทธัจจะและอวิชชา นามรูป คู่สุดท้ายในที่สุดคือ มนายตนะ(นาม) กับ ธรรมายตนะ(รูป) ซึ่งลึกสุด ในสุดบางเบาสุด ก็จะรวมตัวกันเป็นหนึ่ง นาม รูป ที่รวมกันนี้ แต่ว่าเป็นนามก็นามอยู่ คือรู้อยู่เต็มสภาพครอบงำภาวะรูปอยู่ นาม รูป ที่รวมกันนี้ จะว่าเป็นรูปก็รูปอยู่ คือนิ่งสนิท ว่างอยู่ สูญอยู่ นิโรธอยู่ เหมือนไม่มีนามอยู่ คือไม่ว่าจะมองสภาพไหน ก็เป็นหนึ่งนั่นเอง ซ้อนกันทุกเหลี่ยม ทุกมุมสัมบูรณ์ ความเป็นหนึ่งนี้ ไปกำหนดรู้ (สัญญา) ร่วมกับเวทนา(รับรู้) ซึ่งเวทนาตัวนี้ ถอน ภวราคานุสัย ซึ่งภพสุดท้ายแล้ว (เนวสัญญานาสัญญายตนภพ) และอวิชชานุสัย จนหมดสิ้นแล้ว เป็นเวทนาที่บริสุทธิ์เป็น 1 (จากส่วน 2 ที่มีอกุศลผสมอยู่ แล้วลดลงตามลำดับ) (สัญญา) การกำหนดรู้นั้น จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการรับรู้ (เวทนา) อธิวจนสัมผัสโส จึงคือ สัญญาเวทยิตนิโรธ ธรรม สอง รวมลงเป็นหนึ่ง ในเวทนาโดยส่วนสอง จึงจบลงที่ตรงนี้ สัญญาตัวละเอียดนี้ ก็ถูกรู้ได้ แสดงว่า มันมีพลังงานเหนือกว่าสัญญา เป็นนาม มารู้สัญญา(รูป) อีกที จึงรู้ได้ทั้งหมด ทั้งจิต เจตสิก รูป นิพพาน จากพยัญชนะ (สัญญาเวทยิตนิโรธ ) สัญญาเป็นตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ เชื้อ (พีชะ)ที่จะตัดหรือต่อ จึงอยู่ที่ตรงนี้ แม้แต่ปัญญาตัวสุดท้ายที่ใช้งานอยู่ หลังจากสิ้นอวิชชานุสัยแล้ว ก็ทำงานตามสัญญาที่กำหนดหมาย เมื่อรู้และทำได้ผล จึงได้ชื่อว่า สัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกาย มาตลอดสายแล้ว ซึ่งธาตุรู้นี้ (อมตธาตุ) ไม่แสวงหาภพเกิดเพื่อตนอีก แต่จะกำหนดรู้ร่วมกับผู้อื่น ปรุงขึ้นมาจากการเรียนรู้ร่วมกับเขา ไม่ได้ปรุงขึ้นใหม่ แต่จะเอาจากสิ่งที่เขามีเขาเกิดเขาเป็นนั่นแหละ เรียบเรียงความเข้าใจ เพื่อให้พ่อครูตรวจสอบครับ จากห้องเรียน ว.นบ.

ขอสำทับเรื่องธรรมกาย วันนี้หนังสือเราคิดอะไร วางตลาด สายไปนิด หนังสือเราคิดอะไร ทำมาได้ 20 กว่าปี เริ่มต้น คิดว่าจะทำแค่ฉบับเดียว แต่ก่อนรายปักษ์ แต่ต่อมากลายเป็นรายเดือน ภาพนี้ชัดเจนมาก ใครอยู่ในหอยรูปจานบิน ชื่อว่า อสุรกายแก่น คือแก่นแท้ของสัตว์นรกอสุรกายขี้หดตดหาย เขาเป็นแก่นอสุรกายที่มาหลอกในธรรมกายเก๊ ตัวเขาคืออสุรกายแก่น มาทำเป็นอยู่ในตัวธรรมกายเก๊อีกที เป็นแก่นแท้ของความขี้กลัว พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ แดนชมพูทวีป มี 1 สุรภาโว 2 สติมันโต 3 อิธพรหมจริยวาโส คนที่มีลักษณะสามอย่างนี้ อยู่กันรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน เมืองไทยเราตอนนี้อาตมาบอกว่าเป็นชมพูทวีป มีคนที่มีลักษณะสามอย่างนี้รวมกัน มีความกล้าทั้งรูปและนาม มีสติสัมปชัญญะ สัมปชนะ ฯ ที่มีสติบริบูรณ์กับบริวารของสติ เป็นต่อพลังงานปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่มีคุณวิเศษ ของสัจธรรม สติไม่ใช่แค่รู้ตัวทั่วพร้อม แล้วตัดเฉยๆไม่ใช่ แต่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ไปอีกเยอะเลย อิธ คือโลก ปัจจุบันนี้ มีพรหมจรรย์ เป็นพรหมกาย หรือธรรมกาย มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา อย่างบริสุทธิ์สะอาด มีคุณสมบัติพิเศษมีจริง มีหมู่มวลจริง ทำตามพระพุทธเจ้า มีวรรณะ 9 มีคุณธรรมเต็มครบเลย พวกเหล่านี้มีอยู่ ไม่เต็มก็มีอยู่ แต่เป็นศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เป็นทิฏฐิทฤษฎีเดียวกัน โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคา อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ อนุโพธิสัตว์เสมออนุโพธิสัตว์ เสมอสมานกันเท่ากัน มีชั้นที่ 6 ชั้นที่ 7 นิยตโพธิสัตว์ ที่พอกันใกล้กัน ทำงานร่วมกันอยู่ มีชั้นที่ 8 เสมอกันอีก อย่างสามัคคี เป็นองค์ธรรม สนับสนุน กลมกลืนกัน เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ขอยืนยันว่า ในประเทศไทยมีของจริงเหล่านี้ ไม่ใช่โมเมพูด ว่าเมืองไทยเป็นชมพูทวีป เป็นแดนของศาสนาพุทธ อาตมากำลังจะให้ขึ้นตัวหนังสือ แผ่นดินพุทธ บนหลังคาเฮือนศูนย์สูญ ยืนยันว่า ที่นี่เป็นแผ่นดินทุกอย่างแท้จริง ตอนแรก ว่าจะทำที่ปฐมอโศก แต่ว่าตอนนี้ มาอยู่ที่นี่แล้ว คนเขียนตัวหนังสือ เดิมชื่อนายกล้าตาย ตอนนี้มาฟังธรรมด้วย แต่อันเก่าหายไปแล้ว เลือนไปแล้ว ตอนนี้จะทำอันใหม่ เพื่อยืนยันความจริง ไม่ได้ทำเพื่อเบ่ง แล้วให้พวกเราสังวรว่า อย่าทำเสียหาย ถ้าทำเสียหายก็ต้องคัดออก

กำลังพูดย้ำละเอียดซ้ำความพิเศษ ของ“บุญ”ในศาสนาพุทธว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธทั้งหลาย เข้าใจคำว่า“บุญ” หรือเข้าใจความเป็น“บุญ”เพี้ยนผิดออกไปจากสัจจะ ผิดอย่างตรงกันข้าม หน้ามือเป็นหลังมือกัน ปานนั้นทีเดียว นั่นคือ หลงผิดว่า การ“ทำบุญ”แล้วจะ“มี”ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,เป็น“ผล”ของ“บุญ” หรือแม้แต่“มี”โลกียสุข เกิดในจิตใจของผู้“ทำบุญ” ผู้เข้าใจอย่างนี้ผิดทั้งนั้น เพราะเชื่ออย่างนั้น ทำใจอย่างนั้น ล้วนเป็น“ภพ” เป็น“ชาติ”ทั้งสิ้น จิตใจยังไม่ตัด“ความต่อ” คือ“สันตติ” แต่ยัง“ต่อ”สันตติ”ไปอีก เราได้เรียนรู้ภพชาติ แต่ก่อนนี้มี แต่ตอนนี้ไม่เอา สาเปกโข ปฏิภัทจิตโต สันนิธิเปกโข

อุปาทายรูป 24 ตอนนี้เราก็ทำชาติ 5 ทำความหยั่งลงโอกกันติ โดยจัดการให้จิตวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์นี้ได้ โดยเราสามารถรู้จักการเกิด เราจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด อาการที่จะเกิด เราจะไม่ให้เกิดเราก็ทำได้ พลังงานนี้จะให้ต่อ สันตติก็ได้ ไม่ให้ต่อก็ได้ จึงมี“อุปจยะ”(เริ่มมีความเกิด) ยังไม่จบที่“สันตติ”เป็นที่สุดเด็ดขาด ยังมี“ลักษณะของ“ความเกิด”(ชาติ)อยู่ พ่อครูว่า อาตมานี้ใช้การต่อ สันตติ อาตมาว่าอาตมาหนุ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ จึงต้องมี“ชรตา” และ“อนิจจตา”อยู่ “ทุกข์”ก็ยังไม่สิ้นเศษนิยาม (define)ความหมายคำว่า“บุญ” ที่เสร็จสัมบูรณ์สุดจริง จะไม่เหลือแม้แต่ “ชรตา-อนิจจตา” เพราะไม่มี“อุปจยะ”ใดอีกแล้ว จะยุติเด็ดขาด จบที่“สันตติ” ลักษณะ 4 สุดท้าย ในรูป 24 คือ สันตติ อุปจยะ ชรตา อนิจจตา อาตมาชัดเจน อันไหนเกิดแล้ว จะให้ต่อหรือไม่ ถ้าไม่ต่อ มันไม่เที่ยงมันก็จะเสื่อม ชรตา แต่ถ้าต่อมันไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่จะก้าวหน้าต่อไปได้ สัมปรายิกัตถะไปเรื่อยๆ ด้วยการจัดการเอง เป็นอภิสังขาร เราเป็นผู้กำหนด ทำอย่างมีความสามารถ มีความจริงที่เราทำได้ ถ้าอาตมาพูดไปแล้ว ทำไม่ได้ อาตมาปาราชิกนะ เพราะสิ่งที่พูดนี้ เป็นอุตริมนุสธรรม เราสามารถมีอุปจยะ เพิ่ม เกิด อาการ 32 ที่รวมตัวเป็นร่างกาย อาตมาเชื่อว่า ส่วนที่จะประคองทำงานไปอีก มีไม่น้อย ไม่ตายเร็วหรอก ก็คนที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ ยังยึดติด องคาพยพ เขายังอยู่ดิ้น ทำอะไรไปได้พอควรเลย อาตมาว่า อาตมายังหนุ่ม 28 38 มันไม่น่าจะไปได้ แต่วิบากที่เราไม่รู้ จะมาตัดรอนไหม? หมาไล่เนื้อจะตามมาไหม ถ้ากุศลมาไม่ทันก็เป็นได้ วิบากใหญ่ๆ อาตมาก็คงไม่มี แต่ก็ประมาทไม่ได้ เราก็ไม่รู้ สมณะเดินดินว่า..พระพุทธเจ้า ยังมีคนปลงพระชนม์เลย พ่อครูว่า… ถ้าเราไม่สนพลังงาน ของอุปจยะ พอสันตติเราก็ไม่ต่อ ชรตาก็เกิด แต่ถ้าเราต่อ ก็ไม่ชรตา ถ้าเราต่อไม่ได้ มันก็เสื่อม อนิจจัง จะเสื่อมหรือไม่ ก็อยู่ที่ความสามารถ หรือวิบากของเรา พลังงานเหล่านี้ จึงเป็นพลังงานของผู้ที่สูง ควบคุมนิวเคลียร์ฟิวชั่นฟิชชั่นของตัวเองได้ ฟิวชั่น อย่าให้มันกระจาย คว้ามาทำงานได้ ก็ไม่เสียพลังงาน เราสามารถคว้าพลังงานใหม่ จัดการฟิชชั่นได้ มันเป็นพลังงานที่เกิดจากการสังเคราะห์ของเราเอง ถ้าจับมันไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นหนีไป ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าสามารถควบคุมได้ เอามาใช้ได้ ก็เป็นประโยชน์ อาตมาจึงเดินเครื่องสร้าง มีอัตราการก้าวหน้าสูง อาตมาต้องรักษาสัมประสิทธิ์ ของอาตมาให้สูงเจริญอยู่เสมอ มีทั้งตัว static มีทั้งตัว kinetic มีทั้งพลังงานบวกด้านลบ ไม่มีพลังงานเหลือพอจะให้เกิดความตุ้ยนุ้ย แต่ก็พอให้หุ่นดีอยู่ อาตมาพยายามทำให้สัมประสิทธิ์ ให้เกิดตัวแปรระดับคูณ ไม่ใช่แค่บวก แต่ไม่อวดดีถึงยกกำลัง แต่ถ้าใครสามารถก้าวหน้า ถึงขั้นยกกำลังก็ดี แต่อาตมาเห็นว่า ของตัวเองไม่มีสิทธิ์ได้อัตราก้าวหน้า ถึงขั้นยกกำลัง อัตราก้าวหน้าของอาตมาอยู่ในขั้นบวก ไม่อยากจะคิดว่า ตัวเองเก่งถึงขั้นคูณ แต่ต้องให้เกิดการก้าวหน้า อาตมาไม่อยากหลงตัว ว่าตัวเองเก่ง ผู้ที่สามารถกำหนดรู้ ในสิ่งที่ตัวเองปรุงแต่ง กำหนดหมายความจริงแล้วจัดการสร้างสรร จึงเรียกว่า การจัด solve ถึงขั้น solvent เราจะเข้าใจลักษณะ 4 ของลักขณรูป การเกิดหรือดับ อยู่ที่ผู้นี้เป็นอมตบุคคล จะต่อหรือจะดับ ถ้าดับก็ไม่ต่อ ก็เลิกไป ไม่ต่อทศนิยมก็รอหมดพลังงาน ที่เป็นโมเมนตัมเหลือเท่านั้น หมดโมเมนตั้มก็จบ หรือคุณจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวก็ได้ จะกลั้นใจตายไปก่อน ก็แล้วแต่ อรหันต์บางองค์ ชำนาญเรื่องนี้มาก กำหนดว่า เราจะตายวันไหน เราจะตายในก้าวที่ 7 ท่านก็ทำได้ ไม่น่าสงสัยหรือแปลก ท่านควบคุมจัดการได้ ไม่ใช่เรื่องประหลาด ไม่ใช่เรื่องลึก อาตมาทำไม่ได้นะ ว่าจะตายภายในก้าวที่ 7 อาตมาไม่สามารถ รู้ตัวเลยไม่สามารถ แต่อาตมาเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องที่เหลือวิสัย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราทำได้เท่านั้น ก็ต้องฝึก ตอนนี้ยังไม่มีกำลังแรงงานพอ

ถ้าผู้ใดเข้าใจองค์รวม แม้อุปาทายรูป 24 ก็จะเข้าใจสภาวะ ปสาทรูป ทำงานร่วมกับโคจรรูป ทำให้เกิด ภาวรูป 2 คืออิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ ต้องทำให้อิตถีภาวะหายไป กลายเป็นปุริสภาวะ ทุกอย่างต้องมีแรงต้านต่อกัน จึงจะเจริญ ในภาวะของธรรมะสอง เรียกว่าภาวรูป ก็ต้องทำงานร่วมกัน ให้ได้สัดส่วนที่จะมีพลังงานร่วม ที่เกิดพลังงานแรงที่สุด ดีที่สุด สูงที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุดได้ ต้องใช้องค์ประกอบสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แล้วเกิดที่ตรงไหนที่ หทยรูป ก็คือ ตรงไหนก็แล้วแต่ ที่สภาวะจิตคุณทำงาน คุณจับได้ ควบคุมได้จัดการได้ มันเป็นอาการนี้อยู่ตรงนี้ มันไม่ได้มีสถานที่ให้อยู่นะ นามธรรม เช่น อารมณ์โกรธ มันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จับมันได้บีบคอมันได้ จนความโกรธมันหมดแล้วแต่พลังงานกุศลพลังงานดี ก็จะไปตรงไหนก็ตรงนั้น ตั้งแต่มันมีชีวิตของอิตถีภาวะ ต้องกำจัดพลังงานอิตถินทรีย์ อาหารรูป มันมีอิตถีภาวะอาศัย ก็ขจัดออก ให้เหลืออย่างพอเหมาะ เป็นพลังงานปุริสภาวะ อย่าตะกละ ต้องเอาเฉพาะที่ทำได้ปริเฉทรูป ทำ 1 2 3 ถ้าเก่งจะทำ 4 5 6 ก็แล้วแต่ ถ้าทำได้เสร็จในหทยรูป 1 อาหารรูป 1 ชีวิตรูป 1 มีสามเส้า ทำแล้วเสร็จจะได้ผลจากองค์รวมของสามเส้า เป็นวงวน ปริเฉท เป็นกรอบกำหนด ที่จะจัดการให้ทราบบริษัท ให้ว่างจากอิตถีภาวะ เหลือแต่ปุริสภาวะ ให้ดีที่สุด ถ้าจะพักก็เป็น นปุงสกลิงค์ ถ้าสายเจโต จะทำได้ง่าย แต่ถ้าไม่ใช่สายเจโตต้องฝึก มันไม่นปุงสกลิงค์ได้ง่ายๆ เสร็จแล้วเสร็จเอามาใช้เป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ วิญญัติ คือการเคลื่อน จะให้ออกมาอย่างไร ก็อยู่ในวิการรูป 5 จะประมาณให้ออกมาเป็นกายกรรม หรือว่าวจีกรรม ให้เกิดผล ลหุตา คือเบาที่สุด ได้ผลที่สุดคือ คูณร่วมน้อย ครน. อาตมาชมเชย คณะรัฐบาลว่าทำได้ลหุตา แต่ได้ผลสูง คูณนี้ทำให้เกิดผลมาก แต่ให้เบาไว้ อย่าให้แรงเกิน เดี๋ยวจะพัง เราจะต้องจัดสรร ลหุตา ให้ได้สัดส่วนพอเหมาะ ถึงจะเกิด กัมมัญญตา ได้การงานที่พอเหมาะ สมควรที่ดี คุณ ต้องเก่ง มุทุ ต้องแข็งแรง จัดการได้เร็วไว แข็งแรงเจโต ก็เอามาใช้ได้เต็มที่ ได้เร็วและทันที ไม่ใช่ทำอย่างเชื่องช้า หรือติดขัด ขัดข้องทางเทคนิค ไม่ใช่ เจโต คือต้นกล เดินเท่าไหร่ๆ เร่งได้ทันที ตามกัปตันสั่ง กัปตันคือต้นหน สติสัมปชัญญะ ต้นกลคือเจโต ทำงานได้ยังสัดส่วนดี มีความเร็วไว มุทุภูตธาตุ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา 3 อย่างนี้ ทำงานได้อย่างพอดี กายกรรม วจีกรรม ที่ออกจากเราควบคุม สามตัวนี้ ถึงได้สัดส่วนที่ดี จากวิการรูป 5 แล้วก็เป็นลักขณรูป 4 ก็ได้แจกแจงมาแล้ว ในอุปาทายรูป 24 ส่วนมหาภูตรูป 4 ก็บำรุงมันตามสมควร อย่าให้เสียสุขภาพ

ที่อธิบายมาทั้งหมด ฟังได้เข้าใจครบถ้วน ก็จะเดินไปสู่สัมมาทิฏฐิไปได้เรื่อยๆ แม้แต่คำว่าบุญ จะเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า เราสร้างกุศลก็อย่างหนึ่ง เราทำบุญนั้น ก็อย่างหนึ่ง เมื่อเราไม่หลงผิด เราจะไม่ไปเที่ยวอยากได้บุญมามากขึ้น แต่เราควรมีบุญ เต็มกำลัง จะประกอบอาวุธ สำหรับตัดกิเลสให้ดี ให้เต็มกำลังใช้ ไม่ต้องไปพัฒนาหรอก สร้างอะไรอย่างอื่น สร้างพลังงานฌานคือ อุณหธาตุ สลายไฟราคะโทสะโมหะ สร้างพลังงานบุญอันนี้ พลังงานเมื่อทำแล้ว ก็หายไป การจะสร้างไฟที่เป็นฌานนี้ จะอธิบายในงานปลุกเสกฯ จะขยายความมรรค 7 องค์ เป็นการสร้างบุญ ตอนนี้ขยายเรื่องกาย บุญ สมาธิ องค์รวมก่อน สรุปแล้ว เมื่อคุณทำบุญได้สำเร็จ ไปสลาย ไฟราคะโทสะโมหะ แสดงว่าเราสร้างเป็นแล้ว ก็พัฒนาอาวุธใหม่ แต่มีฐานของเก่า ที่กำจัดกิเลสได้ ไม่เป็นตัวตนไม่มีการสะสม เมื่อเรามีปัญญาจะรู้ว่า ประกอบอย่างนี้ได้นะ ก็จะประกอบได้ไว ตั้งแต่เป็นความรู้สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาไปประกอบ ต้องประกอบจากพลังงานที่มีเหตุปัจจัย ตั้งแต่ การงานที่ทำ เลี้ยงชีพ การทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กัมมันตะ งานทางด้านพูด งานทางสังกัปปะ ทางคิด ก็สร้างให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ตามที่เรามีทิฏฐิรู้ ให้เป็นสัมมาทั้งหมด ด้วยพยายามมีสติ สติต้องสัมผัสภายนอกด้วยนะ ไม่เช่นนั้นไม่ครบร้อย สติ แปลว่า ร้อย มาจาก สตะ ถ้าไม่มีภายนอกสัมผัสครบ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ อาจจะทีละอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าต้องไปตั้งหลัก แต่ต่อเนื่องทันทีทันใด ไม่เสียเวลาเลย คนละทีแต่ไม่ช้า เมื่อคุณสามารถ สร้างบุญได้ บุญเป็นพลังงานมีหน้าที่ ทำเสร็จแล้วก็จบ ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าจริง เมื่อจะทำใหม่ คุณจะต้องประกอบขึ้นมาใหม่ บุญไม่ได้สะสมใส่เซฟไว้ แต่ทุกทีจะทำ ต้องประกอบขึ้นมาใหม่ บุญเป็นพลังงานกุศล ทำได้สำเร็จ ก็เป็นอันได้ส่วนแห่งบุญ ไปตามลำดับ ทำได้หมด บุญก็จบ บุญก็จบหน้าที่

สมณะเดินดินว่า…พวกสาวกธรรมกาย เมื่อยึดเอาสิ่งที่ไม่มีสัจจะ ก็เลยไม่มีน้ำหนัก เวลาพูด ก็เลยไม่มีน้ำหนักไปด้วย เอาสีข้างเข้าถู กลายเป็นเรื่องตลก อย่าไปยึดติด สิ่งที่ไม่เป็นสัจจะว่าเป็นสัจจะ แต่มายืนยันว่าเป็นสัจจะ พ่อครูมาพูดถึงบุญ ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่สิ่งสะสม มีพวกเรา ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ก็จะมีทิศทางหนึ่ง แต่คนที่ตั้งใจมาช่วยพ่อครู ถ้าเทียบกันแล้ว คนที่ตั้งใจมาช่วย จะมีปัญหามากกว่า คนตั้งใจมาลดกิเลส คนที่ตั้งใจมาช่วย ไม่ได้ตั้งใจมาทำให้กิเลส 0 แต่คนที่ ตั้งใจมาช่วยพ่อครู กลับกลายเป็น มีกิเลสเพิ่มขึ้น เอาไม่ค่อยลง แม้แต่ทำทานโดยคิดว่า สมณะไม่มีหม้อข้าวหม้อแกง เราก็คิดช่วย ตัวตนก็เกิด แต่ถ้าเราตั้งใจชำระกิเลส ให้น้อยลง จึงจะไม่เวียนกลับ การยึดตัวตน จะมีปัญหาค้าง ต้องทำบุญให้เป็น จึงจะไปสู่ความสูญ...จบ https://www.youtube.com/watch?v=WUzYRITIY80

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน