600211_เทศน์ก่อนฉันและปฏิญาณ ศีล 8 งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600211_เทศน์ก่อนฉันและปฏิญาณ ศีล 8 งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก

พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ พ่อครูว่า...วันนี้ก็เป็นวันเริ่มต้นของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 พุทธศักราช 2560 เราทำเรียกว่าพิธีการ เราทำพิธีการปลุกเสก หรือพุทธาภิเษก ซึ่งเป็นพิธีการของ ชาวพุทธ เอาคำว่าพูดมาใช้เป็นพุทธาภิเษก หรือว่าปลุกเสก พุทธาภิเษกก็เพี้ยนมาเป็นปลุกเสก แล้วคำว่าพุทธาภิเษกก็ผิดเพี้ยนไปในสาระ กลายเป็นปลุกเสกพุทธาภิเษกอิฐหินดินปูน ก้อนหินก้อนดินโลหะต่างๆที่เป็น อุตุนิยาม ให้เป็นพุทธะไป ให้มีความเป็นพุทธะ ซึ่งมันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ แต่เขาก็หลงกัน ว่ามันมีฤทธิ์มีอำนาจ อะไรกันไป เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ในคนอวิชชาที่เป็นไป ในวงการคนนับถือศาสนาพุทธในเมืองไทยขณะนี้ หลงงมงายไปอย่างงั้นมากต่อมาก น้อยคนนักที่จะเห็นว่า พุทธาภิเษก หรือปลุกเสก คือการทำอย่างไร อภิเษกให้เป็นพุทธ เอาอะไร เอาอะไรใส่เข้าไปให้รับรู้รับทราบ ให้ตื่น จากความงมงาย ให้ตื่นจากความหลงผิด ให้มีความรู้ให้มีปัญญา ให้กลับมาประพฤติ กลับจากการประพฤติที่มันไม่ดี ไม่เจริญไม่ประเสริฐให้มาเป็นความดีความเจริญความประเสริฐเสีย แต่ทุกวันนี้การปลุกเสกไม่ได้นึกถึงคนเลย ไปนึกถึงการปลุกเสกอิฐหินดินปูน ปลุกเสกทองคำ แล้วถือว่าราคาแพงยิ่งสูง มันก็เลยยิ่งงงๆกันไปใหญ่ นับวันความงมงายไปจากเนื้อแท้ศาสนา สิ่งแทนที่จะได้สิ่งที่ประเสริฐมาให้แก่ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตที่เจริญพัฒนาขึ้น เลยกลายเป็นงมงายตกต่ำจนเป็นอบายมุข เป็นเดรัจฉานวิชาเละไปหมด อาตมาจึงจำเป็นต้องทำปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ ทำปีละกี่ครั้ง มาครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 41 ปีที่ 41 อาตมาบวชมา 46 ปีย่างเข้า 47 ปี นี่พุทธาภิเษกฯ 41 ปี ก็แสดงว่า อาตมาเริ่มต้นจัดงานพุทธาภิเษกฯ

อ่านต่อ

ในพรรษาที่ 5 ที่จริงก่อนจะนับเป็นครั้งที่ 1 ของพุทธาภิเษกฯ ก็ทำมาก่อน 2 ปีแล้ว ถ้าจะว่าจริงๆต้องนับบวกถอยหลังไปอีก 2 ปี เป็น ปีที่ 43 ที่อาตมาได้มานั้นก็คือ เหตุก็คือ พออาตมาบวชมา เขาก็บอกว่าอยู่ปริวาส เข้าปริวาสปลุกเสกฯ เราก็ว่าพระ เจ้า เขาทำกัน โดยเฉพาะพระทางสายธุดงค์ เขาก็จะทำกัน สายพระบ้านไม่ค่อยทำ ปลุกเสกฯ คือเข้าปริวาส ตอนแรกๆอาตมาไม่รู้ บวชใหม่ๆก็ไปเข้ากับเขา ทั้งๆที่เราไม่มีความผิด คนที่จะเข้าปริวาสนั้น จะต้องเป็นคนที่ผิดอาบัติสังฆาทิเสส เขาก็บอกว่าพุทธาภิเษกฯให้มันสา เข้าปริวาสอยู่กรรม ใครจะมีความผิดสังฆาทิเสสข้อใด ใน 13 ข้อ ใครจะไปละเมิดอาบัติสังฆาทิเสสบทไหน ก็ไม่ฟังให้คิดไม่มีความรู้ ไปเข้าก็แล้วกันถือว่าไปชุบตัว เมื่อผ่านพิธีแล้วชุบตัวก็สะอาดผ่องใส เข้าไปแล้วไปทำอะไร เข้าไปสวดมนต์ เข้าไปฟังอาจารย์บางรูป ที่ถือว่าเป็นเกจิอาจารย์ ก็มาทำพิธีอะไรของเขาไป เสร็จแล้วก็มีประชาชนมากันเยอะถือว่าเป็นงานที่ได้บุญ มาทำทานเอาข้าวของเอาเงินมา เมื่อเสร็จงานพระก็มานับเงินแบ่งกัน เราก็เห็นว่านี่ไม่ใช่งานศาสนา เราไปตอนบวชปีที่ 2 แต่พอปีที่ 3 ก็เห็นว่าเรามาทำของเราเอง นัดแนะกัน 50 คน ถ้าจะปลุกเสกฯ ก็ปลุกเสกฯคน ไม่ใช่อย่างงมงาย มาฟังธรรมกัน สวดมนต์ก็สวดตามเขาไปก่อน ตอนนั้นยังไม่ได้ติดใจอะไร เขาก็สวด 12 ตำนาน 7 ตำนานแต่อาตมาก็ไม่เคยไปทำกับเขา มันรอดปลอดภัยมา ถ้าไปทำพิธีสวดอย่างเขาสวดตั้งแต่ 2 รูปขึ้นไปต่อหน้าธารกำนัล ก็เป็นอาบัติให้แก่ตัวเอง มันไม่เข้าใจกันแล้ว โมหะ หลงเลอะ แม้อาตมาพูดขึ้นมาเขาก็จะงงกัน มีแต่เขาทำกันเป็นกุศล เป็นศิริมงคล เป็นการเจริญธรรม เป็นการปฏิบัติธรรมสำคัญ สวดมนต์กับเป็นหมู่ๆ สวดกันร้อยคน พันคนหมื่นคนแสนคน สวดเฉพาะพระไม่พอก็เอาฆราวาสมาสวดกันเป็นพันคน อย่างเช่นธรรมกายเอาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมานั่งสวดกันเป็นล้านเที่ยว เอาฆาราวาสมานั่งสวด ก็บอกว่านี่คือสุดยอดการเป็นศาสนาพุทธแล้ว มันก็เลยกลายเป็นศาสนาที่ท่านเรียกว่ามนตรยาน (ยานแปลว่าพาหะ) โดยการถือว่า สวดมนต์จะเป็นพาหะนำไปสู่การบรรลุธรรมหรือสวรรค์อะไรก็แล้วแต่เรียกว่ามนตรยาน

สวดมนต์ต่างจากสาธยายมนต์ การสวดมนต์นั้นมี 2 นัยยะ กับสาธยายมนต์ การสาธยายมนต์ คือการอธิบายธรรมะ อย่างที่อาตมากำลังทำนี้ แต่การสวดจะมีการสวดอยู่ 2 ชนิด สวดคนเดียวกับสวดเป็นหมู่พร้อมกัน และเป็นการสวดของภิกษุเท่านั้น ไม่ได้ทำต่อหน้าธารกำนัล ไม่ได้ทำต่อหน้าฆราวาส สวดกันเฉพาะหมู่สมณะไม่ได้สวดต่อหน้าฆราวาส สวดสังคีติ คือสวดพร้อมกันเป็นหมู่ คือสวดท่องจำ ไม่ได้สวดกันเป็นหมู่ เหมือนเด็กนักเรียนท่องอาขยานท่องสูตรคูณ เพื่อให้จำได้ เรียก สังคีติ อีกอันคือสวดสังคายนา คือสวดคนเดียวแล้วทุกคนก็ฟัง ถ้าสวดผิดก็ท้วงกันว่าอันไหนถูก ที่นั่งรวมกันเป็นสิบเป็นร้อยองค์ก็แก้กันให้ถูก เพื่อรักษาพระธรรมวินัย ให้คงเดิม ทั้งสังคีติและสังคายนา มาสวดต่อหน้าฆราวาสไม่ได้ เพราะอะไรพระพุทธเจ้าถึงป้องกันเอาไว้ เพราะว่ามันจะกลายเป็นเรื่องเทวนิยม กลายเป็นเรื่องหากิน ทุกวันนี้มันก็เป็นแล้ว การสวดมนต์เป็นการสวดเพื่อหากิน พระก็ใช้อันนี้ทำพิธีสวดมนต์ แล้วก็ได้ซองกลับวัด ฟังแล้วน่าเกลียด แต่มันเกิดจริงเป็นจริง หรือไม่ก็ไปสวดอะไรไม่รู้ โดยเฉพาะท่านกันไว้ ไม่ให้สวดตั้งแต่ 2 องค์ต่อหน้าฆราวาส เพราะจะเป็นการใช้สวดเพื่อหากิน บางรูปไม่สวดเพื่อหากินก็ไปเป็นการสวดแบบ เทวนิยม สวดแล้วจะดี เป็นการได้บุญกุศลพิเศษ เป็นสิ่งลึกลับเป็นรูปภพอรูปภพ เป็นสวรรค์วิมานอะไร เอาภาษาโดยเฉพาะธรรมบท ถ้าปณามคาถา คือบทที่มีคนแต่งขึ้นเป็นภาษาบาลี ยกย่องเชิดชูพระธรรมพระสงฆ์เรียกว่าปณามคาถา อันนั้นไม่ใช่ธรรมบท เช่นพาหุง 8 ภวตุสัพฯ หรือว่ามหากาฯ เป็นบทปณามคาถา นักรู้บาลีแต่งเพื่อยกย่องเชิดชูพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าอย่างนั้นสวดได้ เป็นการสวดปณามคาถา ไม่ใช่เอาธรรมบทมาสวด อาตมาพูดไป เขาก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่พูดเพื่อให้รู้ ของเราไม่สวดก็ไม่เป็นอาบัติ แต่ทางโน้นเขาไม่สวดไม่ได้ เขาต้องมีอะไรไปทำกับสังคม อย่างน้อยไปกิจนิมนต์ ไปขึ้นบ้านใหม่ ก็ไปสวดมนต์ ไปรับซอง ไปฉันอาหาร ก็เป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าจะไปนิมนต์ไปบ้านไหน ก็นิมนต์รูปไหนที่ไปเทศนา นอกนั้นก็นั่งเป็นอันดับหรือว่า แบ่งกันเทศน์แล้วก็กลับ ให้พระไปโปรด ไปสร้างความรู้ ควรจะปฏิบัติอย่างไร ก็ฟังธรรมะ เพื่อจะให้ตนเองได้พัฒนาตน แต่ทุกวันนี้นิมนต์ไปบ้าน ก็เพื่อรดน้ำมนต์เป็นสิริมงคล พรมน้ำมนต์ไปหมด เป็นสิญจนยัญ ซึ่งเป็นเดรัจฉานวิชาที่ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้ทำ แต่ทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว

ศีลสมาธิปัญญาที่นานาสังวาส อาตมา ขออภัยต้องพูดซ้ำซาก เหมือนยกตัวยกตน อาตมาเกิดมาปางนี้ เพื่อจะรื้อฟื้น สิ่งที่ถูกต้องของศาสนาพุทธ มาบอก มาขยาย มาเปิดเผยสิ่งที่ผิด แล้วก็มาบอกว่าสิ่งที่ถูก คืออย่างนี้ ถ้าทำสิ่งที่ถูกอย่างนี้ แล้วก็ว่า ถึงขั้นด่าสิ่งที่ผิด ตำหนิถึงขั้นด่า ใช้ภาษาไทยพูดแรงๆ ด้วยโวหาร ภาษา สำเนียงดุๆดังๆ ก็คือด่า ก็ต้องทำ ทำมานานแล้ว ถึงวันนี้ แล้วก็จะทำต่อจนกว่าจะตาย เป็นหน้าที่ของอาตมา ทางเถรสมาคมหมู่ใหญ่โดนอาตมาว่า เขาก็จะหยุดอาตมา ปราบปรามอาตมา ไม่ให้พูด ทำสารพัด จนทุกวันนี้ทำอะไรอาตมาไม่ได้แล้ว ขอแยกกันเป็นนานาสังวาส ไม่ใช่ว่าไม่มีสังวาส เขาก็เป็นผู้ปฏิบัติมา ก็เป็นพุทธ แต่มันแตกต่างกัน (นานา) ศีลต่างกัน ปฏิบัติต่างกัน ปัญญาความเข้าใจเนื้อหาสาระก็แตกต่างกัน เช่น เข้าใจว่า การปฏิบัติศีล เขาก็เข้าใจอย่างหนึ่ง อาตมาก็เข้าใจอย่างหนึ่ง ปฏิบัติสมาธิก็เข้าใจคนละอย่าง ยิ่งปัญญา ความรู้ในธรรมะเขาก็เข้าใจอย่างหนึ่ง อาตมาก็เข้าใจธรรมะอีกอย่างหนึ่ง แม้ที่สุดวิมุติ เขาก็เข้าใจความหลุดพ้นแบบเขา อาตมาก็เข้าใจความหลุดพ้น แบบที่อาตมาเข้าใจ แล้วอาตมาก็พาพวกเราปฏิบัติจนหลุดพ้นจากความติดยึด ในความสนุกสนานสบายบันเทิงเริงรมย์แบบเก่า ก็เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงจากแบบเก่าที่ไม่เคยสังวร อยากทำอะไรก็บำเรอตัวเองไป มีกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมในแต่ละวัน อย่างนี้เราสบายดีสนุกดีบันเทิงดีก็สำนึกเปลี่ยนแปลง ว่าอย่างนี้มันเลอะเทอะ เลิกมา จากสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี มันต่ำ เรียกว่าอบายมุข อบาย แปลว่า ไม่เป็นประโยชน์อะไร เป็นโทษด้วย ก็รู้สึกสำนึกมีปัญญา ก็เลิกมาๆ เลิกมาแล้ว ชีวิตก็เปลี่ยนแปลง ก็เข้าใจ คนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เปลี่ยนแปลงชีวิตจากแต่ก่อนนี้ เราก็มีเวลามีแรงงาน มีทุนรอน ก็เอาไปเสียกับสิ่งที่แต่ก่อนเราไม่ได้เลิก เสียทั้งเวลา ทุนรอน แรงงาน แรงกายแรงความคิด พอเรารู้แล้วเราก็เลิกออกมา เราก็ได้เวลา แรงงาน ความคิดนึก ทุนรอนต่างๆคืนมา ฐานะก็ดีขึ้น ทุนรอนมันคืนมา เวลาก็เอามาสร้างสรรสิ่งที่มีประโยชน์ สิ่งที่ไม่เป็นโทษ ก็เลิกมา เอาเวลา แรงงาน ทุนรอน จากที่เราเคยทำแบบไม่มีประโยชน์ ก็เอามาทำสิ่งที่มีประโยชน์ มันก็ได้งานใหม่เพิ่ม เพราะมีส่วนกู้คืนมา อาตมาถึงบอกว่า เอาความสูญเสียของคนคืนมา สูญเสียกับเวลา แรงงานทุนรอน สามอย่างนี้ เวลาทุนรอนแรงงาน เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เอากลับคืนมาได้ ชีวิตก็มีคุณค่าประโยชน์ขึ้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนให้ลดละ แจกจ่าย เจือจาน ทำทานเสียสละ ทุกศาสนาเขาก็มีการให้ทาน ของศาสนาพุทธนั้น เน้นเลย ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสูงสุดจะคือผู้มีชีวิตที่เป็นให้อย่างเดียว ไม่มีชีวิตเอาอะไรมาให้แก่ตัวเอง ไม่เอาอะไรไม่ให้แก่ตัวตน มีชีวิตก็เพื่อให้เพื่อทำให้แก่ผู้อื่น แล้วคนอื่นเขาก็จะเลี้ยงดูชีวิตไว้ แบบ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา แม้เป็นฆราวาสก็พิสูจน์ได้ มีชีวิตอยู่ได้อย่างคนอื่นเขาดูแลไว้ ขอให้เรามีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริงๆ พิสูจน์ได้ยืนยันได้

สาธารณโภคีมีได้ในฆราวาส ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ แล้วเศรษฐศาสตร์ที่ทำอย่างสมาธิที่สัมมาปฏิบัติ มันจะเกิดสภาพที่ ช่วยเหลือ เกื้อกูลอุดหนุน เสียสละสร้างสรรที่แบ่งแยกกันได้ทั่วถึง สุดยอดเลย เช่น ชาวอโศกเราทำได้สำเร็จถึงขั้นสาธารณโภคี สำเร็จมานานถึง 30 ,40 ปี แต่เศรษฐศาสตร์ทางโลกเขายังมองไม่ออก ยังไม่เห็นสิ่งที่สุดยอดของเศรษฐศาสตร์ คือ สุดยอดของเศรษฐศาสตร์ ที่ชาวอโศกทำได้ถึงสาธารณโภคี คนที่อยู่ในสังคมสาธารณโภคี คนอยู่ในสังคมนี้สมาชิกของสังคมนี้ ทำงานอยู่ในสังคม ทำงานเสร็จ จ่ายภาษี 100% หมายความว่าอะไร หมายความว่าทำงานแล้ว ตัวเองไม่เอาอะไรกลับคืนมาเลย ทำให้แก่กองกลางหมดเลย รายได้เอาเข้ากองกลางหมด ทุกคนทำงานฟรี มันเหนือชั้นกว่าคอมมิวนิสต์ เหนือชั้นกว่าประชาธิปไตย ของประชาธิปไตยต้องตั้งภาษี จัดไว้หลายอย่างขั้นตอนมากมาย เป็นการบังคับจิตใจ แต่ของพุทธนี้แก้ไขที่ทำสำเร็จที่ใจ ไม่ต้องมีการบังคับจิตใจกันทำอย่างเต็มใจ ในสมัยพระพุทธเจ้าทำได้ในวงสงฆ์ ไม่สามารถทำในฆาราวาสได้ ก็ตกอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจสูงสุด จะไปละลาบละล้วงถึงประชาชนไม่ได้ อย่างสมบูรณาญาสิทธิราช ต้องเสียภาษีให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน จะมาทำอย่างนี้ไม่ได้ ที่เราทำอย่างนี้ได้ ไม่ผิดกฎหมายด้วย ถ้าทุกคนพอใจที่จะทำเอง เพราะยุคประชาธิปไตยมีอิสระเสรีภาพ เขาให้ด้วยเต็มใจ เขาเต็มใจที่จะทำแล้วเอาเข้ากองกลาง แล้วกองกลางก็มีคณะบริหารจัดงานเรื่องการเงินข้าวของ ที่เป็นของส่วนกลาง ก็ช่วยกันบริหาร แจกจ่ายเจือจาน อย่างที่เราทำกัน ชาวอโศกเกิดมา 30 - 40 ปีก็มีชีวิตอย่างนี้ ดี อาตมาว่า มันเป็นตัวอย่างของสังคมโลก ที่เขาแสวงหาระบบวิธี ว่าทำอย่างไรจะให้คนมาอยู่ร่วมกัน ไม่แย่งชิง ไม่ทะเลาะวิวาท สร้างสรรค์แล้วเอามารวมกันกินกันใช้ มีส่วนเหลือส่วนเกินก็แจกจ่ายไปสู่นอกหมู่เราวงเรา หรือจะสะพัดแบบแจก หรือขายก็ขายให้ถูก ไม่ต้องรีดนาทาเร้น เอากำไรมาก เป็นวิธีเดียวกับที่ทางโลก ผู้บริหารปกครองเขาต้องการ แต่เขาไม่รู้ว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ เถรสมาคมหรือผู้รู้เขาไม่รู้ว่า จะช่วยสังคมได้แบบนี้ ก็พาไปทำจารีตประเพณีแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าพาทำ มันบานปลายกลายเป็นพิธีกรรมศาสนา เลอะแบบเดรัจฉานวิชา เป็นวิธีการที่นอกรีตมากมาย โดยเฉพาะเป็นวิธีการที่พระเจ้านี้สร้างขึ้นมา เพื่อให้คนเอามาทำทาน เราเรียกการทำทานที่ว่าบุญ เอามาทำให้แก่พระ หรือศาสนาที่เขาศรัทธา แม้ไม่ศรัทธาก็ถือว่าได้บุญเยอะ ทำบุญกับพระถือว่าได้บุญมากกว่าทำกับฆราวาส ขอให้นุ่งห่มจีวรโกนหัวมา ก็ถือว่าได้บุญเยอะ ทั้งๆที่การไปทำทานกับพระที่นุ่งห่มจีวรโกนหัว จะได้บาปมากกว่าทำทานให้กับฆราวาส เพราะอะไร เพราะเอาเงินไปให้กับผู้ที่นุ่งห่มจีวรโกนหัว เขาได้ไปก็เอาไปใช้ 1.ใช้ส่วนตัวเลย 2. ใช้อย่างเสียหาย เอาไปซื้อ สิ่งเสพติดมา ซื้ออาวุธซื้อปืน ซื้อสิ่งไม่ควรซื้อสารพัด ดีไม่ดีเอาไปแจกผู้หญิง นี่อาตมาพูดความจริงนะ ไม่ได้ว่าศาสนา แต่กำลังพูดวิชาการ มันเลยเละเทะไปหมดเลย พระภิกษุบวชแล้ว คนจะมาให้ทานบริจาคได้ ผ่านมือแล้วก็รับ เอาไปเข้ากองกลางเอาไปให้เวยาวัจกร เอาไปดูแลจัดการ หน้าที่การดูแลจัดการ การเงินของวัดของสงฆ์ มันไม่ใช่หน้าที่ของพระ เป็นหน้าที่ของฆราวาส พระไม่ต้องยุ่งเรื่องเงินเรื่องทอง ไปจัดการอย่างโน้นอย่างนี้ ให้ออกดอกออกผล มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของพระเลย แต่เดี๋ยวนี้ มันเลอะเทอะไปหมด

อาตมาไม่รู้จะทำอย่างไร เกิดมาในชาตินี้ ความผิดพลาดของศาสนามันเยอะมากเลย มันจำเป็นจะต้องพูดถึงความผิดพลาดเหล่านี้ ให้รู้ถึงฆราวาสที่เป็นชาวพุทธที่เป็นพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะนักบวชเอง ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นอุปัชฌาย์ ไม่พูด เพราะพูดแล้วเข้าตัวเอง เลยไม่กล้าพูด จึงเป็นหน้าที่ของอาตมาที่จะต้องมาพูด ปากเปียกปากแฉะ เขาหาว่าปากมากอีกด้วย ไปว่าเขา เขาก็ว่าทำไมไม่พูดสิ่งที่ดีที่งาม ก็เพราะว่าสิ่งที่ดีงามมันมีน้อยมาก จนอาตมาไม่ค่อยรู้ เพราะอาตมาที่ไม่ใช่คนที่เสาะแสวงหา ไม่มีเวลา ก็เลยไม่รู้ว่าพระรูปไหนปฏิบัติดีจริงๆ แต่องค์รวมของการประพฤติปฏิบัติ ไม่ต้องไปดูมันก็เห็น ปฏิบัติกันเป็นหมู่คณะ ปฏิบัติกันถ้วนทั่ว ฆราวาสพร้อมร่วมปฏิบัติด้วย ไม่ต้องดูก็มาชนตา ส่วนการปฏิบัติดีไม่ค่อยเห็น ก็เลยชมแต่น้อย ในรายละเอียดของการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธนั้น มันมีรายละเอียดซ้อนมาก ศาสนาพุทธ ปฏิบัติเป็นผู้ที่มักน้อย เอาไว้น้อยหรือไม่โลภโมโทสัน ไม่สะสมกอบโกย นั่นก็ใช่ แต่ว่า ไม่ได้หมายความว่า พระผู้ที่ปฏิบัติมักน้อยนั้น ในส่วนรวมของส่วนกลาง มันจะพลอยมีน้อยไปหมด ไม่ใช่ ส่วนกลางยิ่งจะมีมาก ส่วนตัวจะมีน้อย ส่วนกลางนั้นจะมีมาก เพราะฉะนั้นชาวพุทธที่ชื่อว่า หมู่กลุ่มชาวอโศก ปฏิบัติธรรมะถูกต้องตรงตามที่ว่านี้ คือส่วนตัวนั้นไม่มีมาก อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ แล้วก็ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ อยู่กับหมู่กลุ่มไม่ต้องมีส่วนตัวเลยมีแต่ของส่วนกลาง ชาวอโศกทำได้ ทั้งสมณะ ทั้งสิกมาตุ ทั้ง อุบาสก อุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท 4 เราไม่มีภิกษุณี เขาพยายามให้เกิดภิกษุณี แต่จะมาหาทางออกด้วย การมีสิกขมาตุ ส่วนตัวจะปฏิบัติถือศีลให้ละเอียดเท่าใดก็ได้ แต่อย่างต่ำต้องไม่ต่ำกว่า ศีล 10 อาตมาก็ตั้งชื่อว่าสิกขมาตุ แปลว่านักศึกษาหญิง จนทุกวันนี้ประพฤติปฏิบัติไป ก็มี 4 นักบวชชาย นักบวชหญิง ฆราวาสหญิง ฆราวาสชาย พุทธบริษัท 4 คือผู้ที่มาปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุธรรม ในพุทธบริษัท 4 ฆราวาสก็จะบรรลุธรรม นักบวชก็แน่นอนต้องมาเป็นอาริยะ ถือศีล 5 ได้ก็มา ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 ข้อ ส่วนมหาศีล 7 ข้อเป็นศีลสำหรับศาสนาไม่ใช่เฉพาะของตน คือทั้งพระทั้งฆราวาสจะต้องไม่มีแบบนี้ในวงการศาสนาพุทธ ที่ถือมหาศีล 7 ข้อนี้ แต่ทุกวันนี้มันเป็นเครื่องแสดงว่าศาสนาพุทธ ท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็คือศาสนาพุทธ แต่ถ้ามีมันไม่ใช่ศาสนาพุทธ สำหรับมหาศีล 7 ข้อนี้ ทุกวันนี้ มหาศีล 7 ข้อนี้ในศาสนาพุทธไม่มีกันอยู่เต็มเลย ส่วนมัชฌิมศีลหาไม่ได้เลย แม้จุลศีลก็ไม่มี แต่หลงเหลือคือ ศีล 5 ก็คือเนื้อหาของศาสนาพุทธ ดูกรผู้มีอายุ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 3. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 4. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 5. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนในหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 6. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมาก รักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 7. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถพูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 8. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. 9. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. 10. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล. 11. เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. 12. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่. 13. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน. 14. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. 15. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. 16. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี. 17. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. 18. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.(พระเจ้าเลี้ยงสัตว์ไม่ได้เลย) 19. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. 20. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. 21. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.(แต่เดี๋ยวนี้พระมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดเลย) 22. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้. 23. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย. 24. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. 25. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง. 26. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

ศีล สมาธิ ปัญญา แบบไหนที่ออกนอกทางพุทธ ตอนนี้เขาทำผิดศีลที่ว่านี้เต็มบ้านเต็มเมือง อาตมามาพูดนี้ เขาก็ว่ามาพูดทำไม เขาก็ไม่แก้ไขหรอก เพราะเขาทำกันมานาน จนถอนรากถอนโคนไม่ได้แล้ว อาตมาว่าถอนไม่ได้อย่างไร ก็นี่คือรากฐานของศาสนา แล้วก็ไปเข้าใจว่า พระมีศีล 227 ซึ่งมันเป็นพระวินัย ไม่ใช่ศีล แต่ศีลคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ฆราวาส มาปฏิบัติศีล 5 ศีล 8 แต่พระปฏิบัติแค่วินัย 227 ส่วนฆราสปฏิบัติศีล 5 ศีล 8 ก็ยังดี มีศีลพื้นฐาน ส่วนฆราวาสชาวอโศกบางคนปฏิบัติศีล 10 ด้วย ไม่สะสมเงินทองส่วนตัวก็มีได้ เป็นการยืนยันว่าธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติศีล แล้วปฏิบัติศีลจนกระทั่งจิตใจมันสบาย ศีลแปลว่าปกติ คือห้ามอันนี้ ไม่ให้ละเมิดอันนี้ ก็ทำได้อย่างจิตใจไม่ได้ฝืนอะไร ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากไม่ต้องฝืนใจเลย ไม่ต้องอดทนเลย ไม่ต้องไปในเรื่องอบายมุข ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก เป็นฌาน หรือเป็นสมาธิ สมาธิ คือจิตตั้งมั่น ฌาน คือภาคปฏิบัติขัดเกลากิเลส ทำให้กิเลสออกไปให้ได้เมื่อทำได้แล้ว ทำได้โดยจิตใจไม่ยากไม่ลำบาก ตั้งมั่นตกผลึกในจิต เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ สภาพที่ปฏิบัติศีลแต่ละข้อจนกิเลสออกไป ไม่มีกิเลสเข้ามาต้านมาฝืน จิตใจสบายได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเบาว่าง ตั้งแต่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทำได้ ผู้ที่ทำได้โดยจิตใจไม่ได้ยากไม่ลำบาก ทำได้โดยจิตใจตกผลึกตั้งมั่น เรียกจิตอย่างนั้นว่า จิตใจเป็นสมาธิ ปฏิบัติศีลแล้วจิตใจตั้งมั่นดังกล่าวนี้ โดยมีปัญญารู้แจ้งมาตลอด เมื่อปฏิบัติได้มรรคผล มันก็เบาก็ง่ายก็สบาย จนตั้งมั่นเป็นปกติก็คือการบรรลุศีล มันทำได้อย่างสามัญปกติไม่ได้ฝืนไม่ได้ยาก ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ฌาน คือการขัดเกลากิเลส ก็ตกผลึกเป็นสมาธิควบแน่นๆ ตั้งมั่น ปัญญาคือตัวผู้รู้อะไรมาตลอดสาย ในการปฏิบัติเรียนรู้แล้วได้ผล ปัญญาก็จะตามรู้สิ่งเหล่านี้มาตลอด ปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เพราะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 และมีตัวทำวิจัยสัมโพชฌงค์ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิตรงตามที่เราเรียนมาตลอด ทำสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติห้อมล้อม เป็นสัมมาสมาธิตลอดเวลา ปัญญาก็เกิดจากองค์ธรรม 6 ปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดจากการปฏิบัติ อย่างนี้เรียกว่าเกิดปัญญา ไม่ใช่ว่าปัญญาเกิดจากการนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปจนจิตสงบ ที่เขาสอนทุกวันนี้ ให้นั่งหลับตาให้จิตสงบ แล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นใหม่ เรียกว่าวิปัสสนา ปัญญาหรือวิปัสสนาจะเกิดเมื่อจิตสงบ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเมื่อปฏิบัติ วิปัสสนาแล้วจิตใจจะเกิดความสงบ ปัสสะ แปลว่าเห็น วิปัสสนา คือการรู้การเห็นอย่างแจ้ง เห็นด้วยตากระทบรูปหูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส เห็นแล้วเกิดสภาพนั้นแล้ว รู้ว่ามันมีกิเลสมาผสมมั้ย ถ้ากระทบแล้วมันมีกิเลส เป็นกามวิตก หรือกามสังกัปปะ เป็นพยาบาทวิตกหรือพยาบาทสังกัปปะ ก็ให้กำจัดตัวนี้ เป็นวิธีการปฏิบัติสังกัปปะ 7 เมื่อทำให้กิเลส กาม พยาบาทลดลงได้ ก็เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตั้งมั่นแข็งแรง ก็เกิดจากการปฏิบัติสมาธิแบบลืมตาแล้วก็ อัปปนา แต่ปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิแล้วจะเกิด อัปปนาสมาธิ มันเป็นคนละลักษณะ คนละเรื่อง อาตมาลองมาแล้วทั้งนั้น ตอนแรกๆเขามาพาทำอย่างนั้น แต่ตอนหลังก็มารู้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น อาตมาก็สรุปอีกทีว่า นั่งหลับตาสมาธิเป็นเรื่องนอกรีตศาสนาพุทธ ท่านอนุโลมว่า การนั่งหลับตาสมาธิเป็นอุปการะมาก โดยจริงไม่ใช่ทางปฏิบัติไม่ใช่ทางปฏิบัติ ไม่ใช่ทางที่จะบรรลุธรรมของพุทธ

ตำนานของอัญญา สัญญา ปัญญา แม้ในตำนานอาตมาก็เอาตำนานมาพูด เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวชก็ไปหาอาจารย์ที่ไปนั่งหลับตาสมาธิ อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ได้ฌาน 7 ฌาน 8 (เนวสัญญาฯ แบบนั่งหลับตา) ได้อรูปฌาน ท่านก็รู้ว่าแบบนี้ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ท่านก็จากไป ที่จริงพระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยปฏิบัติธรรมของพุทธมาเลยในตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งแต่ตอนอายุ 29 พรรษา ก็เป็นฆราวาส ออกบวช ตั้งแต่ 29-35 แสวงหาทรมานตนเอง ปฏิบัติแบบต่างๆ ที่เขาพาทรมานตนเอง สารพัดวิตถาร นานาสารพัด อดข้าวจนผอม กินขี้ ตามสมัยเขาพาทำ ท่านก็ทำมาหมด กินขี้นี้ทำจนกระทั่งไม่กินข้าวเลยนะ ขี้ออกมาตอนแรกมีเยอะแล้วกินเข้าไปอีก จนขี้เหลือน้อย จนไม่มีขี้จะกิน สุดยอดเลย ใครมันจะทำได้ขนาดนี้ ไม่มีใครทรมานตนเองได้เท่าไหร่ ท่านทำได้ยิ่งกว่าคนอื่น แต่ท่านก็รู้ว่าไม่ใช่ทาง ที่ท่านปฏิบัติ 6 ปีนั้น จนในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็นั่งสมาธิระลึก ถึงสิ่งที่ท่านเคยได้มา แล้วพอในยาม 1 2 3 ท่านถึงได้รู้ว่าศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้เอง แล้วท่านก็ออกมาประกาศ ท่านไปทบทวนอยู่ 49 วันก็ฟื้นคืน อาตมาทบทวนมาจะ 49 ปีแล้วก็ยังไม่ได้เท่าไหร่ พระพุทธเจ้าทบทวน 49 วันก็ฟื้น แล้วเอาไปประกาศ จะไปประกาศต่ออาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านก็ตายไปแล้ว แล้วนึกถึงฤาษี 5 รูปที่เคยมาปรนนิบัติตอนทรมานตน ก็เลยไปสอนปัญจวัคคีย์ พอสอนเทศน์ สูตรแรก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อเทศน์จบสูตรแรกก็มี อัญญาสิวัตโภโกณทัญโญ อัญญะ แปลว่าอื่น จากอื่นนี้แหละ มันเป็นธาตุรู้ ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ธาตุรู้ของปุถุชน เป็นธาตุรู้แบบอื่น แบบใหม่ที่เป็นโลกุตรธรรม เป็นธาตุรู้ที่สวนกระแสกลับโลกียชน ที่เราอยู่มากับโลก จะต้องให้มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่ใช่ มันต้องเลิกต่างหาก ต้องไม่เอาอย่างนี้ โกณทัญญะรู้ทันที เป็นความรู้ทวนกระแสโลก ปฏิโสตัง พระพุทธศาสนามีลักษณะทวนกระแสอย่างน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน