600217_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
600217_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 6
พ่อครูว่า...วันนี้ 22 องศา อีกสัก 2 องศาก็คงจะดี ก็จะทำอย่างไรได้ อากาศก็เป็นของเขา เราจะทำอะไรได้ ดูแลที่ตัวเราเองนี่แหละ วันนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว วันที่ 17 วันศุกร์ แรม 6 ค่ำเดือน 3 ปีวอกหรือปีระกา ต้องเดือนห้าถึงจะปีระกา
สัมมาสมาธิโดยพิสดาร เราก็มาเรียนมหาจัตตารีสกสูตร สรุปงาน พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 นี้ เราได้อ่านทวนไปทวนมา 6 วันแล้ว วันนี้วันสุดท้ายจะจบแล้ว มาถึงข้อ 280 มหาจัตตารี แปลว่า 40 สูตร 40 อันยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องของ สมาธิโดยตรง พระพุทธเจ้า ตรัสยืนยันกับภิกษุทั้งหลายว่า สมาธิที่ควรจะต้อง ศึกษากันของศาสนาพุทธ คือของพระพุทธเจ้า ชื่อว่า สัมมาสมาธิ จึงจะเป็นสมาธิอันประเสริฐสมาธิของพระอาริยะ เรียกกว่า อาริโยสัมมาสมาธิ แล้วสัมมาสมาธิอันประเสริฐ สมาธิที่จะทำให้เป็นพระอาริยะ เป็นไฉน ท่านก็บอกว่า เป็นสมาธิที่จะมีองค์ประกอบ สิ่งที่จะทำให้เกิดเป็นเหตุ นั่นก็คือ ต้องปฏิบัติ ทั้งในขณะที่มีอาชีพ ทำงาน จะทำไร่ทำนาทำสวน ทำราชการ ทำการค้าขาย ปัดกวาดเช็ดถู อะไรก็แล้วแต่ จะมีอาชีพของแต่ละคน ไม่ต้องปลีกตัว ไม่ต้องหนีไปจากชีวิตสามัญ อยู่กับชีวิตสามัญ เสร็จแล้วจะต้องทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือ อภิสังขาร ต้องดูแลที่จิตใจ ที่มโนที่วิญญาณเสมอ มีการรู้จิตใจ ไม่ใช่แค่ไปนั่งหลับตา แล้วไปดูที่ใจ พยายามมีสติสัมปชัญญะ อยากรู้มีเท่าไหร่ ก็ไปนั่งหลับตา ยังงั้นมันง่าย ยิ่งกว่าอะไรหมด ยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แค่นั้นมันไม่ถ้วนรอบ ไม่เกิดความชำนิชำนาญ ให้เกิดจิตเป็นมุทุภูตธาตุ มุทุภูตธาตุแปลว่า จิตหัวอ่อน เป็นธาตุที่เราฝึกฝนแล้ว จิตใจเราจะแววไว เร็ว ทั้งปฏิภาณปัญญา หรือเจโตก็ไว ก็จับได้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามสัปปุร
อ่านต่อ
ิสธรรม มหาปเทส 4 นั่นคือ สมาธิของศาสนาพุทธ การจะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือ กัมมันตะ จิตจะมีมุทุภูตธาตุ จะมีทั้งสติสัมโพชฌงค์ มีทั้งธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีทั้งวิริยะสัมโพชฌงค์ ช่วยกันให้เกิดการรู้ (โพธิ โพธิญาณ) หรือสัมโพชฌงค์ จะรู้องค์ประกอบ มีอาการของจิตที่จะมี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มีกามหรือพยาบาทประกอบ เราก็มีจิต มุทุภูตธาตุ มีไหวพริบปฏิภาณ อ่านรู้ แยกออก วิเคราะห์วิจัยทัน ในขณะที่มีการสำรวมอินทรีย์ 6 และมีการประหาน สัมมัปปธาน 4 มีการรู้องค์ประกอบรูปนาม คือกายในกาย อ่านเร็ว ให้รู้เวทนาในเวทนา แยกแยะเวทนา มีเป้าหมายที่เวทนา วิเคราะห์วิจัยในเวทนาลงไป ให้เห็นเหตุปัจจัย ว่ามี จิตตัวที่เป็น สสังขาริกัง เป็นตัวนำให้เกิด คือตัวกิเลสตัณหา อ่านให้เจอคือ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คือทำให้ไม่มีราคะโทสะโมหะ ทำได้สูงขึ้น ก็จะเป็น สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตัง จะก่อตัวเหมือน fusion คือ สังขิตตังจิตตัง หรือกำลังฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย เป็นวิกขิตตังจิตตัง ก็จับมันให้ได้ ก็รวม 2 อย่างนี้ ก็อย่าให้ฟุ้งกระจาย หรือเกาะกลุ่มกันแน่น จนตีไม่แตก แยกไม่ออก ต้องแยกแยะให้ได้ จนเจออกุศลจิตที่ทรงในตัวเรา เป็นสราค สโทสะ สโมหะ คือตัวเหตุแท้ ที่เราจะต้องประหาร พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เจอกิเลสก็ประหารกิเลสให้ได้ ปหานปธาน สังวรปธาน ปหานปธาน จนได้ผลเป็นภาวนปธาน พากเพียรรักษาผลไป พากเพียรทำด้วยอิทธิบาท 4 ก็จะได้ผลสั่งสมลงเป็น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอินทรีย์ 5 เจริญสูงสุด ย่อมเป็นผลก็คือ พละ 5 ศรัทธาผล วิริยะผล สติผล สมาธิผล ปัญญาผล วิธีปฏิบัติก็มีแกนของ โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 คู่ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ในการปฏิบัติธรรม นี่คือหลักในการทำให้เกิด การบรรลุธรรม เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 7 ข้อ แยกออกเป็น 37 ตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติการจะเกิดผลเป็นโลกุตระ ถ้าปฏิบัติแล้วไม่เกิดผลโลกุตระ ก็ไม่ได้ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ธรรมะของพุทธศาสนา ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ไม่บรรลุธรรม ไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่ ไปปฏิบัติไม่สังวรระวัง ไม่ลดละ มีแต่เพิ่มกิเลส ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม สำนักไหนก็ตาม วัดวาไหนก็ตาม เพราะไม่มีความรู้ทิฏฐิ ความเห็นความเข้าใจ ว่าศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนา จะต้องทำใจในใจอย่างไร กายก็ต้องสัมมา ในภาคของกายมี อาชีวะ กัมมันตะ วาจา เป็นกายภายนอก กายภายในก็คือสังกัปปะ กายแปลว่า หมวดหมู่หรือองค์รวมหรือกอง ของเวทนา สัญญา สังขาร แล้วใช้สัญญากำหนดรู้เวทนา แยกแยะจัดการกับสังขาร ให้เป็นอภิสังขาร จะต้องจัดการ กับองค์รวมของเวทนา เป็นกรรมฐานแท้ อยู่ที่เวทนา วิจัยในสังขาร ว่ามีกามวิตก หรือพยาบาทวิตก เกิดในองค์ความคิด เรียกว่าสังกัปปะ แยกแยะให้ออก จัดการกิเลสได้ เรียกว่า สักกายะ ปหานโดยศีลพรต หรือวิธีปหาน คือปหาน 5 กดข่มไว้ก่อน แล้ววิจัย มีธัมมวิจัยได้แล้ว เห็นตัวกิเลส ก็ ปหาน กำจัด ด้วยการพิจารณาให้เห็นว่า อาการของกิเลส มันเป็นอาการที่ไม่เที่ยง เป็นอาการที่เกิดขึ้น แล้วมันก็ตั้งอยู่ แล้วมันก็จะดับไป โดยเฉพาะ เมื่อเราแยกแยะ จับเอาอาการของกาม หรืออาการของพยาบาท เป็นตัวกิเลสธาตุแท้ เป็นตัวเป้าหมาย ที่เราจะต้องค้นให้พบ อ่านอาการให้ออก แล้วจัดการ พิจารณา ว่า กามมันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ หรือพยาบาท เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่เที่ยง แล้วมันมีตัวตนในจิตเรา จริงๆมันไม่มีตัวตน อนัตตา พระพุทธเจ้าพาพิสูจน์ อรหันต์ทุกองค์ จบวิชาการของศาสนาพุทธ ล้างกิเลสเป็นพระอรหันต์ ในจิตใจจะไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีวิหิงสา เมื่อเป็นอรหันต์ กำจัด กาม พยาบาท ส่วนเหลือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชาก็กำจัดอีก จนหมด กิเลสหมดไม่ใช่ของจริง มันเป็นทุกข์ มันอนัตตา นี่คือเป้าหมายของศาสนาพุทธ พิสูจน์อนัตตาที่เราทำกาม พยาบาท วิหิงสาหมดไปได้ เราวิจัย เจอกาม พยาบาท ก็กำจัดเหลือวิหิงสา เป็นรูปราคะ อรูปราคะ สังโยชน์เบื้องสูง ก็กำจัดอีก จนหมดรูปราคะ อรูปราคะ เป็นอนาคามี เราก็อาจผยอง มีมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ก็เป็นอุปกิเลสใหญ่ ก็ต้องลดมานะ จนเหลือเศษอุทธัจจะ เหลือฟุ้งฝอยอีก ก็เก็บให้หมด ตรวจสอบให้ครบ จนพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เก็บหมดเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา รู้รอบแล้ว สิ่งที่ไม่รู้ไม่มี ใช้สัญญากำหนดรู้ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ใช้สัญญาตรวจสอบ เคล้าเคลียอารมณ์ เวทนา 108 มันเกิดปั๊บแตะปั๊บ หล่นปุ๊บ เป็นปฏินิสสรณปหาน แตะปุ๊บมันปล่อย เหมือนเราเดินลุยน้ำ แล้วเอายาหม่องทาขา ปลิงมาแตะขาเรา ก็เกาะเราไม่ได้ เป็นปฏินิสรณปหาน หรือผ่านไปผ่านมา ไม่ทำปฏิกิริยากันเลย คือปฏินิสรณะ นิสรณะคือไม่ทำการรบอีกแล้ว สมบูรณ์แล้ว จบแล้ว แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว กิเลสหรือศัตรูมาสัมผัสกับเรา เรามีปัญญาอยู่เหนือ มีโลกุตรจิต มีสติเป็นอำนจ มีปัญญาเป็นอุตตระ สมบูรณ์แบบ นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมาอธิบายพิสดาร ประกอบให้ฟัง เราจะกระทำจิต ให้สมบูรณ์แบบด้วย สติ แล้วเราก็ สัมผัส สัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับอะไร อยู่ตลอดเวลา มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีพลังของปัญญาสมบูรณ์ ปัญญาก็อยู่เหนือ ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกตัวพร้อม มีพลังของจิต ที่ได้ฝึกพร้อมแล้ว เป็นฌาน สมาธิ วิมุติ ทุกอย่างก็เลยไม่มีภัยไม่มีโทษ กิเลส หรือเหตุที่ชื่อว่ากิเลส ลาภยศสรรเสริญ โลกีย การสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จะได้ยินอะไร จะได้เห็นอะไร จะได้กลิ่นอะไร รับรสสัมผัสอะไร กระทบกระแทก สัมผัสเสียดสีในตัวเรา กิเลสก็ไม่เกิดสักอย่าง กิเลสตัณหาอุปาทาน ไม่เกิดสักอย่าง พระอรหันต์ จะเป็นคนเช่นนั้น จึงเป็นคนที่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง กระทบกองเงิน หมื่นล้านแสนล้าน จิตใจก็รู้ความเป็นเงิน หมื่นล้านแสนล้าน เขาใช้ประโยชน์อะไร ที่จะไปทำ อ่านจิตที่อยากได้ เป็นเราเป็นของเรา ไม่มี ไม่ต้องพูดถึงการโกงเลย ก็รู้ว่าจะต้องมีหน้าที่ จัดการอะไรกับเงิน เราเป็นเจ้าของ มีสิทธิเข้าใช้ตามควร แม้แต่จะเป็นเงินของส่วนรวม ส่วนกลางของรัฐบาล เรามีเนื้อที่ใช้ ก็ใช้ให้ถูกต้องกับส่วนรวม ไม่ใช่เอามาใช้ส่วนตัว ก็รู้ความจริง ตามความเป็นจริง เจอมะนาว ก็รู้ว่า มะนาวใช้ทำอาหาร หรือทำประโยชน์อะไร ใช้ทำเป็นยาก็ได้ มะนาวลูกนี้เห็นบอกว่า ผ่ามาแล้ว ไม่มีรสเปรี้ยวเวลากิน เราก็รู้ว่า มะนาวนี้ไม่ได้เอาไปทำอาหาร แบบที่ใช้กับรสเปรี้ยว แต่ยังอุตส่าห์เรียกว่ามะนาว กลิ่นยังเป็นมะนาว แต่ในเนื้อ มันไม่มีรสเปรี้ยว
อ่านถึงข้อ 280 ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ (พ่อครูแทรก ทำโพชฌงค์ 7 จนเกิดฐาน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขามีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ตั้งมั่นแข็งแรง ขึ้นเรื่อยๆ) ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิ สลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ (พ่อครูว่า เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน มิจฉาทิฏฐิ จึงถูกกำจัดไป) ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัด มิจฉาสังกัปปะได้...รู้จักองค์ 7 ของสังกัปปะ จัดการ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ควบแน่นเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา เรารู้จักจัดการ มิจฉาสังกัปปะ 3 คือ กาม พยาบาท จัดการก่อน หมดไป เหลือวิหิงสา เป็นรูป อรูป ก็กำจัดไปเรื่อยๆ ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้…(ไม่ว่าจะพูดปด หยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อก็กำจัดได้) ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัด มิจฉากัมมันตะได้...(พ้นกัมมันตะ 3 ปาณาติบาท อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ก็จัดการได้) ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัด มิจฉาอาชีวะได้…(พ้นกุหนา ลปนา นิปเปสิกตา เนมิตตกตา ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา) (กำจัดมิจฉาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะได้ เราก็มีสัมมาอาชีพ ชาวอโศกพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 ทำงานฟรี ไม่เอาลาภแลกลาภ ไม่มอบตนในทางผิด ใครยังมองตนในทางผิด ก็แล้วไป ใครรู้ก็ออกมา ไปอยู่กับชุมชนชาวอโศกดีกว่า มีสาธารณโภคี ที่นี่พาทำ จนพ้น มิจฉาอาชีวะ 5 สังวรในกามจนพ้นกาม เป็นอนาคามี ปฏิบัติธรรมในหมู่กลุ่มชาวอโศก ทำอย่างนี้ จะสำเร็จจริงๆ) ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัด มิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้…(ไม่ให้เกิดมิจฉา 3 ในสังกัปปะ มิจฉา 4 ในวาจา มิจฉา 3 ในกัมมันตะ มิจฉา 5ในอาชีวะ สัมผัสสิ่งใด ก็มีสติเป็นอำนาจ เป็นอธิปไตย มีกำลังอำนาจ มีปัญญาร่วมกัน มีสติปัญญา มีพลังงานปัญญา อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ไม่ให้กิเลสเกิดเลย มีสติ จนเกิดปัญญา) ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัด มิจฉาสมาธิได้ (สมาธิ คือจิตตั้งมั่นแข็งแรง จิตที่มีตัวกิเลสแทรกในจิต ก็ไม่เข้า อย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้…(มิจฉาญาณหมดไป ไม่มีเศษเหลือ เล็กน้อยเลย ปัญญาอันทรามลามก ไม่เหลือเลย หรือจะแปลว่าความเฉลียวฉลาดลามก หลอกคนให้เชื่ออย่างไร ก็ไม่เหลือแล้ว)
ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามก เป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวิมุตติ เป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติ สลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติ เป็นปัจจัย สัมมาทิฏฐิ ทำทานอย่างไร ต้องทำใจในใจอย่างไร จึงเป็นอัตถิ ทินนัง คือทำให้เกิดผล ลดกิเลสได้ เพราะทำใจในใจเป็น โยนิโสมนสิการเป็น จัดการใจในใจของตัวเองเป็น แทนที่จะถูกอาจารย์บอกว่า ทำทานแล้วตั้งจิต อยากได้สวรรค์ ทำทานแล้ว จะได้อะไรกลับคืน อิมานิ มะยังภันเตฯ ...มันแปลว่าอะไรนะ แปลว่าขอให้ได้...เป็นคำสอน ที่เป็นแบบเทวนิยม ขอพลังพิเศษจากพระเจ้า มันไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาขี้ขอ ศาสนาพุทธเป็นศาสนา ทำด้วยกรรมตัวเอง ศาสนาพุทธ ขึ้นอยู่กับกรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ God ให้จัดการที่กรรม ไม่ใช่แบมือร้องขอกับ God ศาสนาพุทธ ถอดตัวตนจาก God จะอยู่กับกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล 20 ฝ่ายอกุศล 20 ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมารหรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ ฝ่ายกุศล 20 คือมรรค 8 ผล 2 รวมแล้วเป็น 10 เป็นฝ่ายกุศล กับอกุศล รวมเป็น 20 แล้ว 20 ที่ว่านี้มันเป็น 40 ได้อย่างไร? มรรค 8 ปฏิบัติแล้ว ถ้าอวิชชาจะเป็นมิจฉาญาณ มิจฉาวิมุติ เป็นมิจฉัตตะ 10 รวมทั้งมรรคและผล เป็นมิจฉา 10 ถ้าทำถูกเป็นสัมมา 10 รวมเป็น 20 กุศล 20 อกุศล 20 กุศลเป็นฝ่ายดี อกุศลเป็นฝ่ายไม่ดี ผู้ที่รู้ นี่เป็นกุศล นี่เป็นอกุศล ทำให้เป็นแบบไม่มีทั้งกุศล และอกุศลอีก 20 จึงจะครบ 40 กุศลหรืออกุศลนี้ มิจฉัตตะ 10 กับสัมมัตตะ 10 เป็นดีหรือไม่ดี แบบโลกีย์ก็ 20 ต้องทำให้เป็นโลกุตระ 20 ให้ได้ จึงจะเกิดมหาจัตตารีสกคือ 40
โลกุตระมีกุศลโลกีย์ ต้องเป็นบุญ กุศลแปลว่า ทำได้ดีเป็นโลกียะ ส่วนบุญคือโลกุตระ เป็นทฤษฎี หรืออาการของจิต ผู้ที่สามารถประกอบปุญญาวุธ ประกอบอาวุธ หรือศาตรา ความรู้เรื่องอาวุธนี้เป็นนามธรรม สามารถประกอบขึ้นมาได้ แล้วมีฤทธิ์อำนาจ สามารถกำจัดกิเลส ปหานกิเลส ทำให้กิเลสตายได้ ปุญญาวุธหรือศาสตรา ความรู้ที่ประกอบให้เกิดบุญ เกิดเครื่องมือปหานกิเลสได้ เรียกว่าบุญ หรือปุญญะ ทำได้แล้วเป็นนามธรรมอย่างยิ่ง ใช้งานเสร็จก็สลาย กำจัดกิเลสได้เกลี้ยงแล้ว บุญก็หาย สะอาดบริสุทธิ์ ล้างกิเลสออกจาก จิตสันดาน หมดเกลี้ยงไม่เหลือ บุญ คือ 0 บุญไม่มีตัวตน บุญไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรสะสม บุญคือวิบัติไม่ใช่สมบัติ มีหน้าที่กำจัด บุญจึงไม่อยู่เป็นรูปร่างตัวตน ให้คนเอามาเล่นได้ มีหน้าที่เก่งที่สุด คนที่สามารถ ทำพลังงานจิต ให้เป็นพลังงานศาสตรา บุญญาวุธ เป็นเครื่องมือหรือความรู้ เป็นวิชชากำจัดกิเลสได้ มีพลังกำจัดกิเลสได้ กำจัดกิเลสเสร็จ จบหน้าที่ หายวับไปกับปรมาณูเลย ไม่ใช่แค่หายวับไปกับตา
ที่อาตมาพยายามอธิบายคำนี้ ให้เข้าใจ คือเขาหลงเป็นวิมาน เอาไปเป็นการสะสม ทำบุญให้มาก จะได้มาก แต่ในขณะปฏิบัติให้เกิด การกำจัดกิเลสนี้ มันเป็นองค์รวมนามธรรม เป็นพลังงานที่ลึกซึ้ง ละเอียดมาก เมื่อเป็นฌาน ก็คือพลังงานอุณหธาตุคือพลังไฟ ฌานคือไฟ เป็นพลังไฟที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น ประกอบให้เป็นพลังงานรวมขึ้นมา เช่น คุณจะก่อไฟ ก็เอาอุปกรณ์มา เป่าให้ไฟลุก โพลง ให้ความร้อนมากขึ้นๆ ก็สร้างความร้อนเช่นนั้น แต่ความร้อนนี้เป็นนามธรรรม เรียกว่าฌานคือกองไฟใหญ่ ที่มีพลังงาน สามารถกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ มันมีอำนาจ ใครสร้างพลังงานไฟ หรือฌาน ให้เกิดขั้นฌาน ไฟกองใหญ่ ก็จะมีฤทธิ์กำจัด ไฟราคะโทสะโมหะได้ ถ้าทำให้เป็นฌานอย่างถูกต้อง ฌาน ที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป มีแต่เย็น ไม่มีฤทธิ์เลย แต่ฌานนี้ ต้องสร้างจากปุญญาวุธ เป็นฌานลืมตาปฏิบัติสัมผัส แล้วมีสติ เป็นอำนาจ มีปัญญาที่อยู่เหนือ จัดการกิเลสได้ สติกับปัญญา หากไม่เกิดอธิปไตย อุตตระประกอบกัน จะทำลายกิเลสไม่ได้ สติกับปัญญารวมกัน เหมือนเราสร้างนิวเคลียส มีบวกลบ รวมกันอยู่ เกิดพลังงานไฟ ที่เข้าไปกำจัดกิเลส มีอะไรรวมกันแล้วเผาทำลาย เหมือนเผาโลหะ ใช้ออกซิเจน ประกอบกับพลังงานอื่นอีก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล 20 ฝ่ายอกุศล 20 ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมารหรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ
สอนให้นั่งหลับตาทำสมาธิเป็นเอก คือผู้ทำวิปริตจากธรรมวินัย พ่อครูว่า สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็น Special สมาธิ ผู้ที่ปฏิบัติ นั่งหลับตาทำสมาธิ โดยไม่ปฏิบัติ มรรคมีองค์ 7 แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ พวกนี้กำลังทำลายศาสนาพุทธ ได้บาป พากันนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่พาทำปฏิบัติมรรคองค์ 7 ในขณะทำอาชีพ คิด พูด ทำ ในขณะลืมตา มีสัมผัสเป็นปัจจัย สั่งสมเป็นจิตตั้งมั่นไม่มีกิเลส ผู้ที่พานั่งหลับตาทำสมาธิ เป็นผู้ทำธรรมวินัยให้วิปริต เป็นผู้วิปริตจากธรรมวินัย ขอยืนยัน ขอเปล่งอาสภิวาจา พูดแรงชัด ในหลักที่จะทำให้จิต ตั้งมั่นแข็งแรง ศีลก็ทำให้เกิดสมาธิ เป็นปัญญามีอุเบกขาเป็นฐานแข็งแรง อาตมาบรรยายธรรมะมา วันนี้แยกแยะ แทงทะลุ ได้ชัดเจนกระจ่าง ผู้ที่ได้ฟังแล้ว จะได้รู้ว่า ปฏิบัติการผิดมานาน ในศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะวัดไหน ก็แล้วแต่ ให้เปลี่ยนแปลงเถอะ พานั่งหลับตาปฏิบัติ เป็นทางผิด ต้องปฏิบัติแบบลืมตา มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีจิตมุทุภูตธาตุ สามารถอ่านจิตได้ ไม่ใช่ไปหลับตาสะกดจิตไว้ แต่ให้จิตมีพลัง มีความแคล่วคล่องแววไว สัญญา เวทนา สังขาร แววไว โดยเฉพาะสัญญา กำหนดรู้วิจัย กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จับอกุศลจิตได้ แล้วปหานให้ทัน มาฝึกอย่างนี้ ไม่ใช่ไปฝึกอย่างง่ายๆ นั่งสะกดจิต ไปนิ่งหลงป่า กดดันเข้าไป หยุดเข้าไป บังคับเข้าไป มันจะเกิดปัญญาได้อย่างไร ไปบีบบี้กดข่ม ไม่เกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ ต้องปฏิบัติมรรค แล้วมี ธรรมวิจัย มีสติสัมปชัญญะ มีวิริยสัมโพชฌงค์ ทำให้เกิด ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ แต่ศาสนาพุทธ กลับไปทำแบบสะกดจิต ไม่มีการวิจัย hypnosis แต่พุทธเป็นศาสนา analysis แบบวิเคราะห์วิจัย พูดมา 40 กว่าปี เหนื่อยไม่ได้ เบื่อไม่ได้ ท้อไม่ได้ ทำไมดื้อด้านดึงดัน เหมือน ธัมมชโย คนอะไร นี่ว่าพวกวงการศาสนา ทั้งหลายนะ ว่าพระโยคาวจรอาจารย์ทั้งหลาย ในศาสนาพุทธ อย่าทำตัวเอาอย่างธัมมชโย ดื้อด้านดึงดัน ไม่ให้แตะต้อง เปลี่ยนแปลงเลย จะดื้อด้านดึงกันไปถึงไหน ฟังบ้าง แก้ไขบ้าง เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อยากจะให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เกิดสัมมาปฏิบัติ ถ้าประเทศไทยเกิดได้ ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติอาชีพก็รู้ว่า ทำอย่างไร เลิกกุหนา ลปนา อย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติ ไปตามลำดับ เลิกมิจฉาอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ อย่างนี้หรือ คือการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าเมืองไทยปฏิบัติได้ จะเจริญ ยิ่งใหญ่ จะเป็นเมืองที่ประเสริฐ มีคนดีคนประเสริฐ เป็นตัวอย่างของโลก ที่เยี่ยมยอด การปฏิบัติ ที่เป็นพฤติกรรมที่สัมมา ขออภัย อย่างเช่นชาวอโศก ปฏิบัติจนถึงขั้น เป็นอยู่อย่าง พุทธพจน์ 7 อโศกนี่คนเขากลัวตรงไหน กลัวความสามัคคี ความเป็นเอกภาพ เอกีภาวะ กลัวความอโศก ไม่วิวาทกัน กลัวสังคหะ เอาแต่แจกแหลก เอาแต่เกื้อกูลคนอื่น มีการเคารพกันโดยธรรม โดยสมมุติ คุณวุฒิ วัยวุฒิ รู้จักความรัก มีความรักมิติที่สูงขึ้นด้วย เป็นจริงอย่างที่ว่าไหม ชาวอโศก เป็นจริงให้ได้อย่างว่านะ เราปฏิบัติธรรม ตามธรรมะพระพุทธเจ้า ก็เอามาตรวจสอบ หรือทำออกนอกทาง ทำทานก็มีจิต 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ
เพราะ ทำมิจฉาทิฏฐิ 10 กัน ก็เลยไม่ค่อยเจริญ ไม่มีศีลเป็นแม่ ไม่มีปัญญาเป็นพ่อ จิตวิญญาณสัตว์โอปปาติกะ จึงมีแต่สัตว์นรกโลกีย์ ไม่สามารถทำแม่ พ่อ ศีล ปัญญา ที่สัมมาทิฏฐิ ที่จะเกิดสัตว์โอปปาติกะ ที่สะอาดจากกิเลส ขึ้นเรื่อยๆ แต่นี่ไม่รู้จักปฏิบัติ เริ่มต้นสอนทาน ศีล ไม่สัมมาไปหมด มิจฉาทั้งมรรค 8 เพราะฉะนั้น ญาณปัญญาก็มิจฉา วิมุติก็มิจฉา สมบูรณ์แบบ สรุปลงเลย [281] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยาย มหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อน และการกล่าว ตามกัน 10 ประการ อันชอบ ด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิ ในปัจจุบันเทียว ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีความพยายามผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีสมาธิผิดถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ ผู้มีวิมุตติผิด ฯ
มีผู้อ่าน หนังสือเงาฟ้าที่ท่าน้ำ บอกว่ามีคำผิดใน เพลงความซ้ำซากหมายเลข 6 ว่า ผู้ถึงธรรม คือ ผู้ทำกุศลกรรมนั้นๆ ซ้ำๆ ซากๆ ได้แล้ว สบายๆ ไม่มีเบื่อ ผู้ยังไม่ถึงธรรม คือ ผู้ทำกุศลกรรมแท้ๆ ซ้ำซากมากไป ก็จะเบื่อ.
อย่างเช่น ชาวอโศกที่ทำกุศลกรรมแท้ๆ ซ้ำซาก แต่คนนี้เป็นผู้ถึงธรรม จะไม่เบื่อ แต่ผู้ไม่ถึงธรรม อยู่ทำกุศลธรรมแต่ซ้ำซาก เขาก็จะเบื่อจะหนีไป ถ้าเผินๆวนกลับไปอย่างเก่าได้ หากไม่ลึกซึ้ง เหมือนกับคนอธิบาย ปุญญาภิสังขาร ที่เขาอธิบายวนไปมากับ บุญ บาป แต่แท้จริงคือ การวนขึ้น เป็นก้นหอย เป็น จากปุญญาภิสังขาร ก็ปฏิสังขารฆ่ากิเลสให้อภิ จนสูงสุด อภิสังขารสมบูรณ์ ตัดกิเลสหมด ก็อปุญญาภิสังขาร จนถึงยอดจบ อภิสังขาร ก็ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว คนนี้ สัพพปาปัสส อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะได้ทำ สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตน ให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) หากบรรยายธรรมะ อปุญญะไปแปลว่า บาป มันก็วน เข้าใจปุญญะ คือการชำระกิเลสไม่ได้ เข้าใจ อปุญญะแปลว่าบาป อันนี้ผิดอย่างหนัก ขออภัย มีท่านผู้รู้แปลไว้ ขออภัยที่ต้องพูดวิชาการ สัจธรรมความรู้ ไม่ได้ไปตำหนิท่านหรอก ท่านผิดก็แก้ไขเสีย อาตมาไม่ได้ถือสา อาตมาพูดถึงนี้ ก็มีผู้รู้บัญญัติไว้จริง ขออภัยท่านจริงๆ ท่านเป็นผู้รู้ แต่อาตมาตำหนินี้ เป็นการตำหนิที่ถูก แต่ก็ขอตำหนิติ ว่ามันผิดก็แก้เสีย นอกนั้นอาตมาได้พึ่งพาอาศัย ที่ท่านได้ทำวิชาการไว้มาก ท่านขยายความ ในหนังสือของท่านว่า อปุญญะคือบาป แต่ที่จริงคือ ไม่ต้องทำบุญอีก หมดบุญแล้วหมดบาปแล้ว จะทำกรรมอีก ก็เพื่ออเนญชาภิสังขาร มีแต่การสั่งสม ฐานที่มั่นจิต อุเบกขา มีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา (กระทบก็ยิ่งสะอาด) มุทุ (แววไวหัวอ่อน) กัมมัญญา (เหมาะควรแก่การงาน มีมหาปเทส 4) ปภัสสรา (ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยาย มหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อน และการกล่าวตามกัน 10 ประการ อันชอบ ด้วยเหตุของสมณะ หรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิ ในปัจจุบันเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พวกอัสสะและพวกภัญญะ ชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ ก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยาย มหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ต่างชื่นชมยินดี พระภาษิต ของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ 7
คนมีปัญญา ฟังที่พระพุทธเจ้าตรัสมาทั้งหมด หรือแม้แต่อาตมา นำมาขยายความ ผู้มีปัญญาจะยอม ไม่กล้าลบหลู่ ไม่กล้าติเตียนเลย ฟังแล้วก็เกิดความยินดี ว่าท่านอธิบายดี อาตมานำมาอธิบายบ้าง สรุปแล้ว ที่อาตมาย้ำแล้วย้ำอีก พูดวนมา ย้ำซ้ำอยู่ ก็เพราะเขายังไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ต้องพูด ให้เขาเปลี่ยนความเห็น ให้มานับถือสิ่งที่ถูก เปลี่ยนแปลง มาปฏิบัติสิ่งที่ถูก ก็อยากสรุป ซ้ำซากวนเวียนอีก ว่า สมาธิเป็นตัวหลัก เป็นการทำให้จิต สร้างจิตให้เจริญ ถ้าสร้างจิตไม่เจริญ จิตใจเป็นประธาน มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ทำให้เกิดกายกรรมวจีกรรม มันก็เป็นมิจฉา เป็นสิ่งไม่เจริญ ทำให้ผิด ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ว่าจิตมีฐาน สมาธิ คือฐานที่ตั้งของประธาน คือมโน เมื่อทินนัง ยิฏฐัง มันผิด แล้วหุตังคือผล เป็นผลของการลดกิเลสไหม คนเรา ทานคือให้ ฟังดีๆนะ เมื่อชีวิตทุกคน ถ้าคนใดมีสัจธรรม ชีวิตนี้เราจะอยู่เพื่อให้ เพื่อทาน เป็นชีวิตที่จะไม่เอา แต่จะเป็นชีวิต ที่อยู่เพื่อให้ จะมีกรรมกิริยา มีการประพฤติ เราจะมี จริยวัตร มีแต่ทำเพื่อให้ ๆๆ เหมือนอย่างกับ มีคนๆหนึ่ง ได้ปฏิบัติ ได้ประพฤติมา 70 ปี มีแต่ให้ๆ จนกระทั่ง ท่านสิ้นพระชนม์ ทุกคนก็ระลึก ในหลวงมาจัดการ อาชีวะ กัมมันตะ อาตมามาจัดการ สังกัปปะ ความคิดทฤษฎี จึงไม่มีรูปธรรม