600206_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก นิพพานคือไม่ยึดดียึดชั่ว.docx
เนื้อหาในไฟล์
600206_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก นิพพานคือไม่ยึดดียึดชั่ว
อาจารย์กุ้งว่า…วันนี้รายการพุทธศาสนาตามภูมิ มาอยู่ที่พุทธสถานปฐมอโศก วันนี้ วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 สิ่งที่ได้พบได้เห็น จากการสังเกตตัวเอง ในการไปทำงาน คือการที่ต้องอดทน ต้องลดละกิเลส การไปสนามหลวงครั้งนี้ เป็นการไปเพื่อพ่อหลวง การที่พ่อครูส่งพวกเราไปครั้งนี้ นอกจากด้วยความเคารพรัก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แล้วก็เป็นการให้ลูกๆ ได้ฝึกฝนตนเองด้วย วันนี้ในไลน์ ได้มีเรื่องราวหลายเรื่อง ที่พ่อครูได้อธิบายไว้ เช่น เรื่องยิ่งตัวตนน้อยยิ่งเจริญ หลายครั้งที่ผมต้องอดทน ในการทำงาน ผมได้เคยเจอภาษาจีน คำว่าเหริน เป็นรูปดาบอยู่บนหัวใจ การไปอดทน ต้องต่อสู้กับการเสียเวลา และการกดดัน ต่อสู้กับมโนมยอัตตา บางครั้งเราไปทำภารกิจ เหมือนเรากดดันตัวเอง จาก มโนมยอัตตาเราหรือเปล่า วันที่เราจินตนาการ มโนว่าต้องอย่างงั้นอย่างนี้ เพราะเรากลัวว่าไม่เสร็จ จะออกมาไม่ดี เดี๋ยวจะมีคนตำหนิ ภายใต้การทำงานในบริบทนั้น อย่างผมไปช่วย บุญนิยมทีวี พ่อครูให้โศลกว่า ทุกบรรยากาศ คือการรายงานความจริง ในความเข้าใจคือ ให้อยู่กับความจริง แต่บางที ในการทำหน้าที่ ก็กลัวที่จะนำความจริงออกมา ไม่ถูกอกถูกใจ บางทีก็ได้รับ คำตำหนิหรือคำสอน เพื่อให้เราพัฒนาตัวเอง กิเลสเรายังหนา ก็เลยยังขุ่นมัว ปัญญายังทึบ รบกวน การพัฒนาตัวเอง จึงอยากให้พ่อครู ได้อธิบายว่า การอดทน ต้องทน แล้วให้เห็นภาวะที่แท้จริง กับอัตตาตัวเอง การจะต้องโอ้โลมปฏิโลม กับสิ่งแวดล้อม ทำอย่างไร จะเหมาะสม ให้ตนเองได้พัฒนา เพราะพ่อครูพูดไว้ชัดว่า ทุกบรรยากาศ คือการรายงานความจริง เหมือนพ่อครูสอนว่า เราต้องอยู่กับความจริง อย่าอยู่กับมโน ผมเป็นลูกศิษย์ของพ่อครูมานาน จุดยืนของพ่อครูที่ส
อ่านต่อ
อน ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทำไมผมยังทำไม่ได้
(ดับอัตตา 3 อย่างเป็นลำดับ พ่อครูว่า...ถามมาทีไร ก็เป็นคำตอบ ที่จะต้องศึกษา เรื่องอัตตาอย่างเดียว ที่ถาม ก็เป็นอัตตาตัวตน ก็มีลีลา มีมุมเหลี่ยมของมัน ไปเยอะแยะมากมาย เราก็จะมาศึกษา บรรยายคำว่า อัตตา หรือคำว่า ตัวตน ที่คนไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ระแวงอะไรไปทุกอย่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง อัตตา ไว้ 3 อย่าง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา อัตตา 3 อย่างนี้ อาตมาก็ยังไม่ค่อยเห็น บรรดาอาจารย์ต่างๆ หรือว่าผู้เป็นเจ้าสำนัก ทั้งหลายทั้งแหล่ จะพูดขึ้น หรือจะเอามาสอนอธิบาย ทั้งที่พูดอัตตาเยอะ แต่ขยายความ สอนให้เรียนรู้ ความเป็น อัตตา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อัตตามี 3 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9
การได้อัตตา 3 ประการ [302] ดูกรโปฏฐปาทะ ความได้อัตตา 3 เหล่านี้ คือ ได้อัตตาที่หยาบ 1 ได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ 1 ได้อัตตาที่หารูปมิได้ 1 _ความได้อัตตาที่หยาบเป็นไฉน คือ อัตตาที่มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต 4 บริโภคกวลิงการาหาร นี้ความได้อัตตาที่หยาบ _ความได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉน คือ อัตตาที่มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ความได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ _ความได้อัตตาที่หารูปมิได้เป็นไฉน คือ อัตตาอันหารูปมิได้ สำเร็จด้วยสัญญา นี้ความได้อัตตาที่หารูปมิได้.
1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 33. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียด ที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) อัตตาก็เป็นกิเลส ที่ทำให้เราเป็นทาสบำเรออัตตา คือกิเลส คือใจเราเองนั่นแหละ คืออัตตา อัตตาคือใจ ใจที่มีกิเลสเป็นอกุศลจิต แล้วมันก็ต้องการ อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องการเอามาเป็นของตน ต้องการทำร้ายผู้อื่น หรือยังสับสนในโมหะ ยังไม่ชัดเจนวุ่นวาย ก็โมหะทั้งนั้น ถ้าเป็นชิ้นเป็นอัน แยกแยะได้ก็ไป อย่างโลภะกับโทสะ หรือกามกับพยาบาท เมื่อได้สมใจตน อัตตาก็เจริญ อย่างหยาบ ข้างนอกทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ ลาภ ยศ สมบัติ วัตถุ แม้กระทั่ง กรรมกิริยา สัมผัสเสียดสีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่หยาบที่แรงครบ ทั้งข้างนอกข้างในด้วย เป็นโอฬาริกอัตตา คนเราอวิชชามาตั้งแต่ต้น ก็อยากได้สมใจ ที่บำเรออารมณ์สุข ไม่ได้สมใจก็จะไม่ชอบใจ ถ้ารุนแรงก็ถึงขั้น ทำร้ายทำลาย ฆ่าแกงกัน ถ้าไม่รุนแรง ก็จะแค้นพยาบาทชิงชัง หรือไม่ชอบใจเล็กๆน้อยๆ ก็เป็นไปตามจริง แล้วแต่จริต ส่วนมโนมยอัตตา ก็คือจาก โอฬาริกอัตตามันหยาบใหญ่ข้างนอกบ้าง ไปถืออยู่ข้างในบ้าง แล้วมาถืออยู่ข้างใน บางทีก็ยึดถือ ต้องการเอามา หรือทำร้ายอย่างไรก็ได้ แม้ที่สุดสร้างเป็นรูปเป็นภาพ โอฬาริกอัตตามันเป็นรูปเป็นร่างเป็นภาพเหมือนของจริงเลย มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรมันก็เป็นสภาพจริงทั้งนั้น อรูปอัตตา ก็ปั้นเป็นรูปเป็นภาพได้เหมือนกัน โดยที่เรียกว่าไม่ต้องสัมผัสของจริงก็ปั้นได้ ลืมตามันก็ปั้นเป็นรูปภาพเสียงรสกลิ่นหรือลืมตาก็ปั้นที่เป็นอรูปไม่เป็นรูป ถ้าเป็นรูปก็คือสัมผัสเป็นตัวเป็นตนเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่มี อย่างชัดเจนของเราเองเต็มรูปอย่างแรง ถ้าเป็นอรูปก็เป็นมโนมยอัตตาข้างใน ที่อาตมาอธิบายนี้เป็นอภิธรรม หากยังไม่สามารถกำหนดรู้สภาวะตามได้ ไม่สามารถกำหนดสภาพจริง อาการจิตที่เป็นโอฬาริกอัตตา อย่างหยาบ ละเอียดเป็นรูปหรืออรูปได้อย่างไร กำหนดไม่ถูกเรียกว่าทำสัญญาไม่เป็น กำหนดไม่ถูก ฟังรู้ตามภาษาว่าแรง ว่ามันแรง เบา กลางอย่างไร ก็กำหนดไม่ถูก อย่างนี้มีเยอะ ไม่รู้จักปรมัตถ์ ไม่รู้จักอาการของจิต คำว่าอาการ คำเดียวนี้แหละ อาการของการเคลื่อนไหว ของพลังงานจิต มันหยาบแรง ก็มีอาการแรงภายนอก เป็นรูปเป็นร่าง เป็นสีเป็นสัน เป็นแท่งเป็นก้อน หรือเป็นภายใน ก็เป็นรูปร่างสีสัน แต่มันอยู่ภายใน มโนมยอัตตา อันนี้แหละ ถ้าเผื่อว่า ไม่เข้าใจสภาพจริง ไม่เข้าใจความหมาย อาตมาพูดไปเท่าไหร่ ก็ฟังไม่รู้เรื่องและปฏิบัติไม่ได้กัน แต่ถ้าผู้ฟังแล้วเข้าใจรู้เรื่อง อาตมาบอกเล็กน้อย บอกอย่างหยาบ กลางละเอียด ก็เข้าใจได้ดี ผู้นี้ฝึกจริงๆแล้ว มีหวังเป็นพระอรหันต์ได้ มีหวังเป็นพระอาริยบุคคล แต่ผู้ที่ไม่ค่อยเข้าใจ แล้วกำหนดไม่ค่อยถูก เท่าที่อาตมาพูดนี้ มีเยอะอย่างนี้ ก็นึกว่ามันพอเป็นไปได้ แต่มันไม่ถูก มันเป็นของตัวเอง ไม่มีใครรู้ด้วย มันไม่ตรงกับสภาวะจริง มีเยอะ ยิ่งไปกำหนดความเล็กละเอียด ถึงขั้นความว่าง ยิ่งเพ้อพกไปใหญ่เลย) พูดถึงตรงนี้แล้ว อาตมามีหลักฐานที่ ท่านผู้รู้เขียนบรรยายกัน ก็น่าสงสาร วนเวียนไปมา ก็อยากจะอ่านอธิบาย ตรงนี้เลย ของในหนังสือพิมพ์ มติชนสุดสัปดาห์ ใช้นามปากกาว่า วิเวกา นาคร มติชน ฉ.3-9 กพ.60 บอกว่า วิวาทะ พุทธธรรม โต้แย้งจากอนันต์ เสนาขันธ์ ประเด็นนิพพาน และอีกอัน ของอาจารย์บูรพา ผดุงไทย ใน ไทยโพสต์ ก็พูดถึงความว่าง พูดถึงเทวดานิพพาน เป็นจิตเจตสิก แต่ขออภัยที่พูดนี้ ไม่ได้พูดเพื่อจะข่ม หรือยกตนอวดดีอวดเด่น แต่เป็นวิชาการศึกษา เป็นความรู้ พูดไปตามเนื้อผ้า ตามหลักวิชาการ คำว่า อาการ เป็นความเคลื่อนไหวของจิต จิตที่มันมีลักษณะอวด อยากโชว์ ลักษณะกิเลส เป็นสาเฐยจิต อาตมาว่า อาตมาได้ข้ามพ้น ความเป็นกิเลส สาเฐยจิตไปแล้ว นี่ไม่ได้พูดเพื่ออวดคุณวิเศษนะ ก็พูดความจริง จะว่าอวด ก็พูดคุณวิเศษของคนทำได้ อาตมาก็ว่า อาตมาทำได้ คุณวิเวกา นาครว่า… แท้จริงแล้ว ทุกอย่างก็ดำเนินไป อย่างที่ ปีเตอร์ เอแจคสัน ท่านพุทธทาสภิกขุได้แยกนิพพานไว้ 3 ขั้น 1.ตทังคนิพพาน 2.วิกขัมภนนิพพาน 3.ปรินิพพาน กระนั้น วิวาทะอันเกิดขึ้น ดังที่ได้ยกมา แสดงให้เห็น เป็นลำดับ โดยเฉพาะจากหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เป็นเรื่องของภาษา และมุมมอง ภาษาในทางโลก กับภาษาในทางธรรม แม้ท่านพุทธทาสภิกขุ จะนิยามความหมาย แตกต่าง ระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม เอาไว้ค่อนข้างแจ่มชัด แต่ก็แทบไม่เกิดประโยชน์ ในที่สุดแล้ว ก็เท่ากับยืนยันตรงมุมมอง มันแตกต่างกัน คนหนึ่งมองเห็น กระบวนการบรรลุธรรม หรือแม้กระทั่ง ขั้นสูงสุด อย่างที่เรียกว่า นิพพาน เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าบรรพชิต แต่อีกคนมองเห็นกระบวนการบรรลุ เป็นเรื่องสูงสุด ยากลำบาก คดเคี้ยว ยาวนาน วกวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่ฆราวาส ท่าทีของท่านพุทธทาสภิกขุ อยู่ประเภทหนึ่ง ท่าทีนี้ทำให้คน จำนวนไม่น้อย เส้นทางของท่านพุทธทาส ถลำลงในเส้นทางของมหายาน กระทั่งกลายเป็นวิวาทะ อย่างอึกทึกครึกโครมตามมา ขอให้อ่าน ปีเตอร์ เอแจคสัน ต่อไป อนันต์ เสนาขันธ์ (ตอนนี้ตายไปแล้ว) ยอมรับเฉพาะจิต ที่หมดสิ้นอนุสัยแล้วเท่านั้น ว่าเป็นจิตที่บรรลุนิพพานได้ อนันต์เชื่อว่า นิพพานคือจิตที่สิ้นอนุสัยแล้ว จะบรรลุนิพพาน เขาจึงคัดค้านท่านพุทธทาส อย่างรุนแรง เมื่อทำให้ความหมาย ของนิพพาน กว้างออกไป เขาได้บอกว่า… พระพุทธทาส พยายามบิดเบือน ความหมายของคำว่านิพพาน ซึ่งเป็นธรรมะที่ยาก และลึกซึ้งอย่างยิ่ง ตัวให้คำๆนี้หมายถึงอะไร ที่ได้มามาอย่างง่าย เพื่อที่จะบรรลุ ดูราวกับว่า พระพุทธทาสไม่พอใจ ในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (พ่อครูว่า ที่จริงท่านพุทธทาส พอใจในความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า แต่ก็เข้าใจความตรัสรู้ อย่างที่ท่านพุทธทาสเข้าใจ ) อนันต์บอกว่า นิพพานเป็นสภาวะสูงสุด ส่วนท่านพุทธทาสบอกว่า นิพพานนั้นมีตั้งแต่ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อย่างง่ายและอย่างกลาง อย่างละเอียดก็มี (พ่อครูว่า...ที่จริงก็ไม่ผิดทั้งคู่ จะไปยึดเอาปลาย อย่างอนันต์ก็ได้ แต่จะมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายก็ได้ แต่ถ้าคุณยึดอย่างอนันต์ แล้วคุณมีฐาน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายหรือไม่ ถ้าถึงแล้วก็ได้ แต่ถ้าอย่างท่านพุทธทาสว่า เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ก็ไม่น่าจะยากอะไร ถ้าใครทำได้ ให้สูงสุดก็แล้วกัน ข้อสำคัญคือความเข้าใจ ที่จะทำให้ผ่าน อย่างถูกต้องเท่านั้นเอง ก็มาเถียงแค่บัญญัติแค่นี้เอง เวลาเสียหายหมด) อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ท่านพุทธทาสบอกว่า นิพพานเป็นภาวะเนื้อความบรรยาย คือไม่สามารถใช้เหตุผล มาอธิบายได้อย่างเพียงพอ ท่านกล่าวว่า นี่คือความยากและความลึกซึ้งๆ ของความหมายของคำๆนี้ (คือคำว่านิพพาน ) เพราะโลก (ในการเรียนรู้ของเรา ) ยังขาดคำศัพท์ในทางภาษา ที่จะแสดงภาวะ อันเลยพ้นโลกไปอย่างมาก คือภาวะที่เข้าถึงได้ โดยไม่ประกอบทั้งความดี และความชั่ว ไม่ประสบทั้งความสุขและความทุกข์ แต่เป็นภาวะที่เราต้องเรียก ในทำนอง คาดหมายว่าจริง คาดหมายว่าคือพระนิพพาน คือสภาวะไม่มีดีไม่มีชั่ว (พ่อครูว่า เป็นคำพูดที่โต่งว่า ไม่มีดีไม่มีชั่ว จริงๆแล้ว ผู้ที่ถึงพระนิพพานได้ จิตของท่าน ไม่ติดยึดในดีในชั่ว แต่ผู้ที่ได้นิพพาน ต้องมีปัญญา รู้ดีรู้ชั่วทั้งคู่ แต่ท่านไม่ยึดถือ ไม่ยึดนี้ลึกซึ้งมาก คือใครจะยึดถืออย่างไร ก็เป็นของผู้นั้น ส่วนท่านเอง ไม่ได้ยึดถือแล้ว ท่านไม่ยึดนี้ ก็คือสภาวะความจบ ของท่านเอง ที่ท่านไม่ยึด เพราะท่านไม่ทำดีก็ติดดี ไม่ทำชั่วก็ติดชั่ว หรือสูงกว่านั้น ชั่วท่านไม่ทำแล้ว อย่างแข็งแรง ทำแต่ดี แม้ทำดี ท่านก็ไม่ยึดว่า มันน่าดีใจน่าฟูใจ น่ายึดเป็นของเรา แต่ท่านไม่ทำชั่วเลย ก็ไม่มีชั่วในตัว ก็ทำแต่ดี พ่อครูว่า… จะใช้ภาษาว่า นิพพานคือสภาพ ไม่มีทั้งดีและชั่ว อาตมาก็เคยท้วง ท่านพุทธทาส ที่ว่า ทั้งชั่วทั้งดี อัปรีย์ทั้งนั้น อาตมาก็ว่า คนที่ไม่มีปัญญารู้ว่า อะไรดีอะไรชั่ว ตนเองก็ทำเละเลย เพราะไม่รู้ความดีความชั่ว อาตมาว่า ไม่มีทางได้นิพพาน ไม่มีทางเป็นพระอาริยะ เพราะพระอาริยะ ต้องรู้ชั่วอย่างชัดเจน แล้วไม่ทำ แล้วรู้ดีอย่างชัดเจน แล้วต้องรู้แต่ว่า ทำดีแล้ว อย่ายึดดี เป็นอัตตาตัวเรา ต้องไม่มีอย่างนั้น ถ้าบอกว่า ไม่มีทั้งดีไม่มีทั้งชั่ว คนที่พ้นชั่วได้แล้ว เลิกเลย แต่ยังมีชีวิตอยู่ มีกรรมกริยา ก็ต้องทำ เมื่อไม่ทำชั่วแล้ว ก็ทำแต่ดี นี่คือ สัพพาปัสส อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา เพราะทำจิตสะอาดผ่องแผ้วแล้ว สจิตต ปริโยทปนัง ในพระอรหันต์ ทำกรรมที่ชั่วบาปไม่เป็นแล้ว และไม่ทำด้วย อาตมาก็มาขยายความ อย่างมากเลย เพราะบุญคือ เครื่องมือตัดกิเลส ทำลายบาปแล้ว บุญก็หมดไปด้วย สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ทุกวันนี้เขากำหนดรู้ว่า บุญเหมือนกุศล ทำแล้วจะได้มี จะได้เป็น แต่ทั้งที่บุญ ทำแล้วไม่ได้ ไม่มีไม่เป็น ถ้าผู้ใดทำบุญสำเร็จ ทำลักษณะบุญสำเร็จ เป็นภาษาว่า ได้บุญ แต่ที่จริง บุญไม่มีได้ บุญคือ การชำระกิเลสกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสเสร็จ บุญก็ไม่มี สิ่งที่เป็นบาปอกุศล กิเลสก็หมดไปด้วย จึงเรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ สิ้นทั้งบุญและบาป บุญและบาปก็ไม่มีให้ทำอีกแล้ว กรรมที่เหลือของ ผู้หมดบุญหมดบาป เรียกว่า พระอรหัตผล คนผู้นี้ยังทำกรรมกิริยา จึงมีแต่กุศลทั้งนั้น โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพปาปัสส อกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตน ให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) จึงหมายถึง ผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ เพราะท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่ทำบาปแล้ว บุญท่านก็ไม่ได้ทำอีกแล้ว เพราะปุญญปาปปริกขีโณ ท่านตรัสไว้ในตอนที่ท่านเล่าถึง ตอนเกิดเป็น โชติปาลมานพ ก็ได้พูดคำนี้ ปุญญปาปปริกขีโณ หรือพระอรหันต์โมฆราช ก็ได้กล่าวว่าท่าน ปุญญปาปปริกขีโณ อาตมาได้ยกตัวอย่างว่า บุญคือกิโยติน เหมือนเครื่องมือตัดคอคน ตัดคอเสร็จ หน้าที่ของกิโยตินก็หมดแล้ว คอขาดไปแล้ว ก็ไม่ต้องใช้อีก เท่านั้นเองหน้าที่ของบุญ การเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ จึงรกเลอะ ศาสนาเอาบุญมาค้าขาย เพราะจะว่าไป คำว่าบุญ ยิ่งใหญ่กว่าคำว่ากุศล ที่มีอะไรได้มาเป็นสมบัติ แต่บุญนี่มีแต่วิบัติ พอหมดอาสวะอนุสัย บุญก็จบ ใครที่ทำบุญไม่รู้จบ ทำบุญแล้วสร้างภพชาติ ไปแบ่งบาปแบ่งบุญ ก็เลยไม่รู้แล้ว นี่คือศาสนาที่เพี้ยนไปไกล จึงอธิบาย ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ได้ผิดเพี้ยน ไปแปลปุญญาภิสังขารว่า ทำจิตปรับจิตให้เป็นบุญ แล้วแปล อปุญญาภิสังขาร ว่าปรุงจิตแบบ ไม่ใช่บุญก็คือบาป ทั้งที่อปุญญาภิสังขาร คือกิเลสหมดแล้ว คือ อเสขบุคคล คือไม่ต้องทำบุญอีก แต่ไปแปลบุญว่าเป็นสิ่งที่มี ก็เลยแปล อปุญญาภิสังขารว่า สังขารเป็นบาป คือการปรุงแต่งจิตเป็นบาป อันนี้คือไม่เข้าใจคำว่าบุญ ไม่จบวัฏฏสงสาร ยืนยันได้ว่า ผู้นี้ไม่มีจิตอรหัตตผล ไม่มีจิตสุญญตา ไม่มีสภาวะของนิพพาน ที่เป็นความจบกิจ ของพระอาริยะ พระอรหันต์
มาอ่านของอันนี้ของวิเวกา นาคร ต่อ ... อนันต์ เสนาขันธ์ (ตอนนี้ตายไปแล้ว) ยอมรับเฉพาะจิต ที่หมดสิ้นอนุสัยแล้วเท่านั้น ว่าเป็นจิตที่บรรลุนิพพานได้ อนันต์เชื่อว่า นิพพานคือจิตที่สิ้นอนุสัยแล้ว จะบรรลุนิพพาน เขาจึงคัดค้านท่านพุทธทาสอย่างรุนแรง เมื่อทำให้ความหมายของนิพพาน กว้างออกไป อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ท่านพุทธทาสบอกว่า นิพพานเป็นภาวะเหนือคำบรรยาย คือไม่สามารถใช้เหตุผล มาอธิบายได้อย่างเพียงพอ ท่านกล่าวว่า นี่คือความยากและความลึกซึ้งๆ ของความหมายของคำๆนี้ (คือคำว่านิพพาน ) เพราะโลก (ในการเรียนรู้ของเรา ) ยังขาดคำศัพท์ในทางภาษา ที่จะแสดงภาวะ อันเลยพ้นโลกไปอย่างมาก คือภาวะที่เข้าถึงได้ โดยไม่ประกอบทั้งความดี และความชั่ว ไม่ประสบทั้งความสุขและความทุกข์ แต่เป็นภาวะที่เราต้องเรียก ในทำนอง คาดหมายว่าจริง คาดหมายว่า คือพระนิพพาน คือสภาวะไม่มีดีไม่มีชั่ว พ่อครูว่า เป็นคำพูดที่โต่งว่า ไม่มีดีไม่มีชั่ว จริงๆแล้ว ผู้ที่ถึงพระนิพพานได้ จิตของท่าน ไม่ติดยึด ในดีในชั่ว แต่ผู้ที่ได้นิพพาน ต้องมีปัญญา รู้ดีรู้ชั่วทั้งคู่ แต่ท่านไม่ยึดถือ ไม่ยึดนี้ลึกซึ้งมาก คือใครจะยึดถืออย่างไร ก็เป็นของผู้นั้น ส่วนท่านเอง ไม่ได้ยึดถือแล้ว ท่านไม่ยึดนี้ ก็คือสภาวะความจบ ของท่านเอง ที่ท่านไม่ยึด เพราะท่านไม่ทำดีก็ติดดี ไม่ทำชั่วก็ติดชั่ว หรือสูงกว่านั้น ชั่วท่านไม่ทำแล้ว อย่างแข็งแรง ทำแต่ดี แม้ทำดี ท่านก็ไม่ยึดว่า มันน่าดีใจน่าฟูใจ น่ายึดเป็นของเรา แต่ท่านไม่ทำชั่วเลย ก็ไม่มีชั่วในตัว ก็ทำแต่ดี นิพพานนั้นก็มีอยู่ ในประสบการณ์พื้นฐานประจำวัน ของคนเรานั้นเอง นี่เป็นคำอธิบาย ของท่านพุทธทาสจริงๆ ถ้าท่านพุทธทาสพูดเช่นนี้ อนันต์ เสนาขันธ์เข้าใจ ถูกต้องกว่าท่านพุทธทาส ว่าประสบการณ์ประจำวัน ก็เป็นนิพพานทั้งนั้น ท่านอธิบายนิพพาน แปลว่าเย็น เช่น หม้อข้าวที่ต้มเดือดแล้ว เอามารอไว้จนเย็น ก็คือนิพพาน อาตมาว่า อธิบายไปถึงวัตถุอย่างนี้มันผิด นิพพานไม่ใช่เย็นตื้นๆ อย่างนั้น นิพพานนั้นลึกซึ้งกว่านั้น มันรู้จักเย็นจักร้อน แต่จิตใจผู้นี้ ไม่ยึดถือยึดติด เย็นหรือร้อน ถ้าร้อนมันทนยาก เราก็ไม่แตะ เย็นมันทนยาก เราก็ไม่แตะ เป็นผู้มีนิพพานแล้ว ก็ไม่สร้างอาการจิต ให้เย็นหรือร้อนเกินไป ส่วนวัตถุ จะ เย็นหรือร้อนก็เป็นของมันเอง ไอ้นี้เย็น ลบ 500 องศา เราสัมผัสจะเดือดร้อน ก็ไม่ต้องสัมผัส หรือสัมผัสมันอยู่ ทนได้ วางใจได้ วางใจได้นั่นแหละ คือนิพพาน มันร้อนมากไป แตะก็เป็นพิษภัย ดีไม่ดีเราก็ตาย เพราะร้อนหรือเย็นได้ แต่ถ้าแตะได้ก็แตะ แล้วก็รู้ความจริง อย่างมีปัญญา ไม่ต้อง เสียใจดีใจ หรือชอบใจดีใจ ทีนี้ ท่านพุทธทาสว่า อาการเย็น หรือร้อน มันเป็นอาการของวัตถุ แต่ใจเราต่างหากเล่า สัมผัสวัตถุแล้ว มันจะร้อนจะเย็น ก็เป็นของมันเอง แต่เราต่างหาก เราต้องรู้ ว่าอันนี้มันร้อน จนเราทนไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปจับ ถ้ามันร้อนพอทนได้ แล้วเราก็ต้องจับ ก็อย่าไปทำใจให้เดือดร้อน เพราะมันเย็นหรือร้อนมาก ทำใจของเรา อย่าไปเดือดร้อน แต่ไม่ได้โง่ จนกระทั่งว่า มันเย็นมาก เราก็บังคับไม่ให้รู้สึกเย็น ถ้ามันร้อนมาก ก็ไปบังคับใจ ให้ไม่รู้สึกร้อน เหมือนที่เขาไป ทำการนั่งสมาธิ ให้ทนร้อนทนเย็นได้ ไปนั่งสมาธิท่ามกลางหิมะ อดทนได้ อย่างนั้น ไม่ใช่สมาธิของพุทธเลย เป็นการทนได้ทางวัตถุ เฉยๆ เรามีปัญญารู้ว่า อันนั้นมากไป ทนไม่ได้ก็อย่าไปแตะต้องมัน ไม่ไปสัมผัสมัน ถ้าสัมผัสแล้วทนได้ ก็ไม่ต้องชอบไม่ต้องชัง ต้องดูอาการใจว่า ชอบหรือชัง ไม่ผลักหรือดูด มีจิตกลางๆ เมื่อจิตกลางๆ ก็ไม่ทุกข์ไม่สุข กายิกเวทนา ก็อย่างหนึ่ง เจตสิกเวทนา ก็อย่างหนึ่ง มาอ่านต่อ…. ข้อความนั้นได้ทำให้เห็น ความแตกต่าง ความคิดของ อนันต์ เสนาขันธ์ กับท่านพุทธทาส อนันต์ได้ประณาม การที่ท่านพุทธทาส ตีความนิพพาน ตามแบบนักประชานิยม ว่าเป็นเรื่องตื้นเขิน แต่อย่างไรก็ตาม ท่านพุทธทาส ต้องการให้ คติในพุทธศาสนา ที่เข้าถึงแก่นวิญญาณนั้นเข้าใจได้ สำหรับชาวพุทธทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่กับโลก หรือบรรพชิต ที่สละเรื่องโลกแล้วก็ตาม มีเจตนาดี พ่อครูว่า ท่านพุทธทาสมีเจตนาดีว่า ฆราวาสก็สามารถปฏิบัติได้ นิพพานได้ คำพูดที่ว่า นิพพานมีได้ ทั้งในจิตของฆราวาสและนักบวช อันนั้นถูกต้อง แต่ว่าท่านพุทธทาส ไปแปลคำว่านิพพาน เป็นเรื่องตื้นเขิน อาตมาเห็นด้วยกับอนันต์ เสนาขันธ์ ไปพูดอย่างนั้นเสียของ เสียนิพพานหมด นิพพานไม่ใช่เรื่องของวัตถุ อารมณ์นิพพาน เป็นอารมณ์ของนามธรรม ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม นิพพานเป็นเรื่องของจิต จิตผู้ถึงนิพพาน คือจิตของผู้นั้น ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่ผลักไม่ดูด หรือสุญญตา เป็นอาการของจิต ไปบอกว่านิพพาน คือข้าวที่มันเย็นลงจากการทำให้ร้อน แล้วเอาวางไว้ อย่างนั้นมันไม่ใช่ เป็นเรื่องของวัตถุ การไปเอานิพพาน มาแปลใส่วัตถุธรรม ก็สับสน แล้วคนมันตื้น ไม่ใช่อาการที่เย็นของวัตถุ มันเป็นเรื่องของฟิสิกส์ แต่นามธรรมนั้น จะไปแปลว่าเย็น อย่างท่านพุทธทาสพูดว่า เย็นใจ อุ่นใจ ท่านพุทธทาสว่า ทุกคนที่เป็นชาวพุทธ สามารถบรรลุนิพพานได้ทุกคน ชาวพุทธหรือไม่ใช่ชาวพุทธ ไม่สามารถปฏิบัติบรรลุนิพพานได้ทุกคน อันนี้ตรงกันข้าม กับท่านพุทธทาสเลย อาตมาว่า มีน้อยคนด้วยที่จะได้ ตอนต้นๆ อาตมาก็เคยเข้าใจผิด ลิงลมอมข้าวพอง หลงผิดด้วย ไปหลงผิดว่า อรหันต์มีอยู่ทั่วไป นิพพานมีอยู่ทั่วไป เคยหลงผิดไป แล้วก็มาสารภาพผิด มันไม่ใช่ คนจะเป็นพระอรหันต์และได้นิพพาน มันไม่ใช่ง่ายๆ การไปพูดเช่นนั้น ทำให้อรหันต์และนิพพาน ของพระพุทธเจ้า ลดคุณค่าลงไป ตั้งเยอะแยะ
ท่านพุทธทาสยืนยันว่า ทุกคนสามารถเกิดความบรรลุ ตทังคนิพพานได้ ในชั่วคราว ในชีวิตได้ทั้งนั้น อันนี้แปลว่า ท่านพุทธทาส ไม่สามารถเข้าใจนิพพานได้จริงๆ ตทังคนิพพาน เป็นครั้งคราว ต้องเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป ต้องมีทั้งปัญญาและเจโต เข้าใจกิเลส ทำให้กิเลสลดลงได้จริงๆ ในครั้งไหนก็แล้วแต่ เรียกว่า ตทังฯ แต่ละครั้ง มีสภาวะทำจริง การที่ท่านพุทธทาสเข้าใจว่า มันเป็นอทุกขมสุข เป็นเฉยๆว่างๆ แบบปุถุชน มีอาการว่าง แบบพักยก ภาษาบาลีว่า เคหสิตอุเบกขา คือว่างแบบปุถุชน แต่ปุถุชน ไม่มีปัญญารู้ว่า ว่างจากกิเลส แต่ว่าว่างเพราะว่า พักยกชั่วคราว มันเฉยๆกลางๆ จึงเรียกด้วยภาษาวิชาการว่า เคหสิตอุเบกขา มันไม่ใช่เนกขัมสิตอุเบกขา ท่านพุทธทาสเข้าใจว่า เมื่ออุเบกขาเมื่อใด เป็นฐานนิพพานทั้งนั้น มันไม่ใช่ ฐานนิพพาน ที่ ประกอบด้วยภูมิปัญญา รู้จักกิเลสจริงๆ แล้วทำให้จิต มันว่างจากกิเลสได้ ครั้งใดๆเรียกว่า ตทังคนิพพาน เนกขัมสิตอุเบกขา ทำได้ชั่วคราว ทำได้ 1 ครั้ง แต่ต้องถูกนะว่าเป็น เนกขัมสิตอุเบกขา แต่ถ้าไม่รู้จัก สักกายทิฏฐิ จนพ้นวิจิกิจฉา แล้วทำให้กิเลสลดได้ อย่างพ้นสีลัพพตปรามาส ก็ไม่ใช่ ถ้าทำตทังคนิพพาน ได้หลายครั้งมากขึ้น ก็เป็นสมุจเฉทนิพพานได้ สัมผัสได้เมื่อใด ก็ทำได้เด็ดขาด เป็น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ แต่ท่านพุทธทาส ทำให้เข้าใจได้ง่ายๆ คนก็เลยเข้าใจเอาของสูง มาเป็นของตื้น และง่ายไปหมด คนก็เข้าใจ ตามตรรกะและพยัญชนะ ที่ท่านพุทธทาส ท่านดึงสูงลงมาหาต่ำ แล้วทำให้คนเข้าใจว่า ต่ำเป็นสูง เข้าใจแต่สภาวะ มันต่ำลงมามาก พูดตามหลักวิชาการ ท่านพุทธทาส จึงทำให้สัจธรรม และธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่สูงนี้ ลดค่าลงต่ำลง มันผิดลำดับ คนเข้าใจง่าย จึงชมเชยท่านพุทธทาส ท่านเก่งตรรกศาสตร์ ยิ่งคนต่างประเทศ มาให้ค่า คนต่างประเทศ เป็นเทวนิยม ไม่เข้าใจศาสนาพุทธได้ง่ายๆหรอก แต่ผู้ที่มีบารมีเดิม ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าไม่มีบารมีเดิม ก็มีความเฉลียวฉลาด ที่จะเรียนรู้ทั้งนั้น ที่อาตมาขยายความ เป็นเรื่องวิชาการ ไม่ได้ลบหลู่ท่านพุทธทาส อาตมาขอบคุณท่าน ที่มาเปิดเผยคำว่าโลกุตระ แต่ในความหมายของคำว่าโลกุตระ ของอาตมากับของท่าน ห่างกันไกลมากเลย เพราะท่านอธิบายโลกุตระ ไม่เข้าหาสภาวะเลย ท่านตีทิ้งอภิธรรมไปเลย ฉีกทิ้งพระไตรปิฎก ไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์ได้เลย ท่านเข้าใจแค่ 40 แล้วก็ฉีกทิ้ง 60 แต่อาตมาว่า พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐนี้ใช้ได้ถึง 99.9 เปอร์เซนต์ เพราะอาตมาใช้อยู่ทุกวันนี้ มีเล็กๆน้อยๆ ที่เป็นบัญญัติของผู้เป็นพระเถระ ที่ไม่คมชัดเท่าพระพุทธเจ้า เท่านั้นเอง ท่านพุทธทาส ตีทิ้งพระไตรปิฎก 60% โดยเฉพาะตีทิ้งพระอภิธรรม ว่าเป็นพระอภิธรรมเม็ดมะขาม เป็นเรื่องตื้นเขินง่ายๆ พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมะของท่านนั้น 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ก็ขออภัยที่ต้องพูดด้วยหลักวิชาการว่า ท่านพุทธทาสนะ ท่านก็มีประโยชน์คุณค่า ที่ได้อธิบายตามภูมิปัญญา ทำให้เข้าใจเรื่องอบายมุข ที่เป็นเรื่องหยาบ แม้ธัมมชโย ก็เก่งไม่ให้คนติดอบายมุขได้ แต่เลวเหลวไหลหลายอย่าง แต่ท่านพุทธทาส ก็ทำของสูงกลายเป็นของต่ำ อย่างอนันต์ เสนาขันธ์ว่า ซึ่งเขาก็ตีอาตมาหนัก แต่สุดท้าย เขาเข้าคุก อาตมาก็ให้คน ส่งข้าวส่งน้ำไปให้ และเขาก็ส่งจดหมายถึงอาตมาว่า ข้าวของท่านมียาง
อาจารย์กุ้งว่า… พ่อครูพูดถึงสภาวะความจริงใจ และการอธิบาย วันหนึ่งเมื่อมาถึงสภาวะเช่นนั้น ก็จะรู้ได้เอง ผมตั้งคำถาม ว่า บางทีผมพยายามศึกษาโลกุตรธรรม แต่บางที เราต้องอนุโลมกับสิ่งแวดล้อม ผมศรัทธาพ่อครู ที่ได้ต่อสู้มา ผมพยายาม เดินตามรอยพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ พ่ออยากให้ลูกๆได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ใช่ไหมครับ ผมเอง อยากให้ลูกของผมเชื่อ แต่ผมเหมือนไปบังคับให้ลูกเชื่อ แต่พ่อครูไม่ได้มีความยึดถือตรงนั้น พ่อครูได้สอนว่า ต้องอดทน และทำความเป็นจริง ตามลำดับ พ่อครูว่า ใช่ คนที่ยึดถือมาก ก็ขัดข้องมาก คนที่ยึดถือน้อย ก็เป็นน้อย คนที่เข้าใจจริงๆ ก็ไม่ติดใจอะไร คนไหนไม่ยึดถือ ก็ไม่ข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive