600209_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาผ่าสุดจักรวาล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

600209_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบปัญหาผ่าสุดจักรวาล

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ปฐมอโศก เมื่อวานนี้ พ่อครูได้ตอบปัญหาค่ายเด็ก ม.1 ตอบคำถามได้ลึกซึ้งชัดเจน

กินอย่างอุตุนิยามคืออย่างไร พ่อครูว่า...เราก็มาฟังธรรมกันต่อ สำหรับคนที่เชื่อถือและเชื่อมั่น ว่าธรรมะนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับมนุษย์ทุกคน ใครก็ตามเป็นมนุษย์ ผู้ที่มีความเชื่อถือ และเชื่อมั่นว่า ธรรมะเป็นสิ่งประเสริฐสำหรับชีวิต ถ้าว่าจริงๆแล้ว มันประเสริฐยิ่งกว่า กินข้าวกินน้ำ สำคัญกว่ากินข้าวกินน้ำ เพราะว่าการกินข้าวกินน้ำ คนที่ไม่มีปัญญาก็รู้ว่า จะต้องกิน แม้แต่ที่สุด ไม่อยากกินเลย มีคนอื่นที่เป็นญาติ ก็จะมาบังคับให้มากิน เพราะว่าถ้าไม่กินก็จะตาย จึงไม่ต้องอาศัย พลังงานอะไรเลยในเรื่องกิน มันก็จะต้องเกิด คนที่ไม่อยากรู้อยากกินอาหารก็ต้องกิน เมื่อไม่กินแล้ว คนอื่นที่แวดล้อม ก็จะหาทาง ยัดเยียดให้กิน หรือเด็กเกิดมา ตัวเล็กๆ เด็กไม่ค่อยอยากจะกิน เวลาป้อนข้าวเด็ก ก็ต้องพยายามหลอกล่อ อาการของการไม่อยากกินอาหาร แล้วก็ต้องกินอาหารนั้น คืออาการของอุตุนิยาม คือ เขาไม่อยากเป็นอันนั้น แต่อันอื่นบังคับให้มันเป็น จึงเรียกว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เกิดแบบอุตุนิยาม แต่มันเป็นแท่งก้อน ที่อาตมา เปรียบเทียบเป็นแท่งก้อนสังขาร อุตุนิยาม ดินน้ำไฟลม มันไม่ได้เกิดเพราะตัวมันเองทำเอง มันไม่มีพลังงานของมันเอง ที่จะต้องหามาใส่ตัวมันเอง มีแต่อันอื่นบังคับให้มันเป็น สิ่งแวดล้อมข้างนอก บังคับให้มันเป็นทั้งนั้นเลย เริ่มตั้งแต่พีชะ ก็จะมีสัญญากำหนดรู้ แล้วทำให้เกิดตัวมันเอง ตั้งแต่พีชนิยาม เป็นต้นไป แต่จิตนิยาม สิ่งที่เป็นพิษ ยังหามาใส่ตัวเอง จิตนิยามนี้โง่ ช้างม้าวัวควาย สิ่งที่เป็นพิษ มันไม่เอานะ มั

อ่านต่อ

นไม่กินมันไม่รับเข้าไป มันจะมีสัญชาตญาณของตัวมันเอง ยิ่งกว่าคนด้วย เพราะว่าคนนั้น ก็พอรู้เหมือนกับสัตว์ว่าสิ่งไหนเป็นพิษ ก็เลยไม่เอา แต่ก็หลงๆลืมๆ ว่ามันเป็นพิษหรือเปล่า ก็กินเข้าไปแล้ว ดีไม่ดีเด็กๆยังไม่ประสีประสา คว้าอะไรใส่ปากกินไปหมด ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานยังมีความกำหนดรู้ ว่าอะไรไม่ควรกิน เด็กๆไม่รู้เดียงสา แย่กว่าสัตว์เดรัจฉานอีก ที่หยิบอะไรเข้าปากกินหมด

มาอ่าน sms SMS วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560

_0849108xxxสังฆราชองค์นี้ มีความเที่ยงธรรม เป็นพระติดดิน ไม่มีรถหรู ทั้งที่เป็นสมเด็จ ฟ้ามีตาประทานมาบุญของแผ่นดินไทยจริงๆ

_0805925xxxนายกฯทูลเกล้าฯ 5 สมเด็จ แต่ได้กระบี่ไร้เทียมทาน วัดราชบพิธ !555 _0893867xxxทิ้งขยะพอกพูนวิบากกรรม! ยิ่งทิ้งรวมไม่แยกแยะพิบัติภัย ยิ่งพากรรมวิบากย้อนทับถมคืน! ภัยธรรมชาติคือสัจธรรมชำระตัวตน สอนบทเรียนโลกธรรมให้ล้างตัวตน! พ่อครูว่า...อาตมาเคยทำหนังสือแสงสูญ ฉบับขยะเอ๋ย มีเขียนละเอียด ตั้งแต่ ขยะวัตถุถึงขยะนามธรรม แต่อันนี้ไม่ได้แยกแยะ ก็เลยเป็นก้อนแข็ง ผู้ที่ไม่รู้จักแยกแยะขยะ เอาขยะมาใส่ตัวมากก็แย่ แล้วภัยที่มาก ที่สะสมใส่ตัวเอง คืออยากได้ โลกธรรม ลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั่นแหละ ธรรมชาติก็สอนให้ แต่คนก็ไม่รู้ ธรรมชาติล้างสิ่งเป็นพิษภัยในตัวเอง แต่คนที่สะสมโลกธรรมไม่รู้จักเอาออกเลย ก็หนัก

_0893867xxxความรักในเด็กวัยเจริญพันธุ์ยุคใหม่ ถ้าคุมกำหนัดไม่ได้!ผู้ใหญ่ก็สอนให้คุมกำเนิดคุมอารมณ์รัก ด้วยการรักกันอย่างเพื่อน อย่างพี่น้องด้วยเมตตา! อย่ารักเกินเพื่อนด้วยตัณหา! จะไม่เสี่ยงเข้าสู่หมู่บ้านคนโลหิตบวกก่อนวัยอันควร! ..ผู้ผ่านการเห็นมรณัสสติอันทุรนทุรายไร้สงบ

_0893867xxxลูกที่ดีหลานที่ประเสริฐ ควรรักษาตนให้พ้นทุกข์ ห่างไกลอบาย หลีกเลี่ยงสิ่งมอมเมา เพื่อพ่อที่รักเราแม่ที่ห่วงใยเรา และพ่อฯแม่ฯแห่งแผ่นดิน ที่รักลูกหลานไทย ให้กินอยู่พอดีสุขพอเพียง! พ่อครูว่า...ก็แสดงความเข้าใจ ข้อคิดดีๆทุกทีเขียนเรียบเรียงมา

_0851614xxxบางคนไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะยังไม่เห็นคุณค่าของการปฏิบัติดี จึงมักก่อปัญหาให้เกิดแก่สังคม /ราชดำรัส ร.9

นิพพานต้องดับที่ตัณหา _0897146xxxนิพพานต้องดับที่ตัณหาเท่านั้น ใช่ไหมครับ ชาติไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ จะรู้ตัณหาได้จากศีล พ่อครูว่า…ถูกต้อง อันนี้ไม่ต้องเล่นคารมเลย นิพพานต้องดับที่ตัณหาเท่านั้น ตัณหานี่แหละ รวมเหตุแห่งทุกข์ ถ้าดับมันก็ไม่มีชาติ ถ้าดับเหตุแห่งตัณหาตาย ไม่มีกิริยาเลย ไม่มีอาการอีก ชาติก็ไม่มี ดับตัณหาชาติจึงดับ จะรู้ตัณหาได้จากศีล จริงๆแล้ว ศีลไม่ใช่ตัวตรง ไม่ใช่คำตรง ที่จะให้รู้ตัณหา คำตรงที่จะให้รู้ตัณหาได้ คือธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ คือเมื่อเกิดสัมผัส ก็เกิดสภาพธรรมขึ้นมา ถ้าคุณไม่มีสัมผัสอะไร ก็ไม่เกิดสภาพอะไรขึ้นมา ให้คุณได้เรียน โดยเฉพาะเป็นสภาพครบถ้วน มีกาย เวทนา จิต ธรรม ครบที่จะต้องศึกษา กายเวทนาจิตธรรม เป็นตัวหลัก เป็นโลกุตระ ทั้งหมวดต้นเลย กายเป็นโลกุตระตัวที่ 1 เวทนาเป็นโลกุตระตัวที่ 2 จิตเป็นโลกุตระตัวที่ 3 ธรรมเป็นโลกุตระตัวที่ 4 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในโลกุตระ 46 คนจะปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้ปฏิบัติไม่เป็นแล้ว ปฏิบัติธรรมจะต้องตั้งศีล ศีลพื้นฐาน คือศีล5 แต่ละข้อครบ กายวาจาใจ ในศีล5 ข้อแรก กายคือสามข้อแรก ข้อสี่คือวจี ข้อที่ห้าคือใจ คนที่มีศีล 5 เป็นเบื้องต้นปฏิบัติ ทุกคน ไม่ว่าจะบวชเป็นพระแล้วก็ตาม ปฏิบัติเบื้องต้น ก็ต้องเริ่มที่ศีล 5 ก่อน เป็นต้นฐานของกายวาจาใจ ของการปฏิบัติธรรม แต่ไม่รู้จัก เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แต่มาหลงยกย่องกันว่า บวชแล้วก็มีศีล 227 ที่จริงแล้วไม่ใช่ เป็นวินัย ศีลพระคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีลเป็นหนึ่งในไตรสิกขา เป็นการศึกษา 3 อย่าง เมื่อถือศีลแล้ว ก็อ่านอกุศลจิต จากการถือศีล แล้วกำจัดอกุศลจิต เมื่อกำจัดได้ จิตก็เจริญเป็น อธิจิต อธิปัญญา ทำให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา ตัวที่ทำออกได้ ก็คือวิมุติ หลุดพ้นไป ตัวที่จะกำจัด คือตัณหา ในศีลข้อที่ 1 คือให้จัดการจิต ตัวที่อยากจะฆ่าทำร้าย นี่แหละ ที่เราต้องจัดการ ตัวอยากฆ่า อยากทำร้ายนี่แหละก่อน ให้เป็นผู้ที่ 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ไม่ใช่แค่ห้วนสั้นว่าไม่ฆ่าสัตว์ ให้ถือให้ถึงจิต แต่เขาไม่ได้เรียนกันเลย ในศีลข้อนี้ วินัยเป็นกม.อาญา ละเมิดก็มีโทษ แต่ศีลเป็นพุทธธรรมนูญ ไม่มีลงโทษ แต่ผิดก็เป็นวิบากกรรม ข้อที่ 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ศึกษาชัดเจนในศีลต่างๆ การถือศีล 5 ก็ถืออย่างหยาบ นอกจากหยาบแล้ว ที่จริงศีลคือการสำรวมกายวาจาใจ แต่ทุกวันนี้ สอนว่า ถือศีลก็ถือที่กายกับวาจา แต่ใจก็ต้องปฏิบัตินั่งสมาธิเอา เป็นการสอนที่ผิดไปจากพระพุทธเจ้าสอน เมื่อปฏิบัติศีลยังไม่ตรง ไม่ครบถ้วนเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติศีลไม่เกิดผล เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 1 ทินนัง (ทาน) ทำทานก็ไม่รู้ว่า ทำใจในใจอย่างไร ข้อที่ 2 ยิฏฐัง (คือวิธีการปฏิบัติ) ปฏิบัติศีลก็ไม่รู้ว่า ทำใจในใจอย่างไร แต่ในพระไตรปิฎก แปลว่า ยันต์พิธีที่บูชาแล้ว (ยิฏฐัง) คนฟังสมัยนี้ก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าจะแปลให้ชัดๆ ยัญพิธีคือวิธีปฏิบัติ วิธีประพฤติ แล้วมีผล มีผลอะไร ก็คือ มีผลชำระกิเลส ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องเริ่มจาก การมีศีล 5 มรรคองค์ 8 ทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ต่อไป

_0880750xxxช่วงนี้หน้าหนาว งานพุทธา อยากให้พ่อครู เริ่มทวช.ตีสี่ เลิกหกโมงครึ่งก็ได้ เพราะยังมืดอยู่ พวกเราแก่ๆกันมากขึ้นครับ พ่อครูว่า...ยังมีเวลาที่เราจะนอนอีกมาก ในหลุมฝังศพ

ตอบปัญหา

จักรวาล มีจุดสิ้นสุดไหม _หลวงปู่ครับ อะไรก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ใช่ไหมครับ แล้วจักรวาล มีจุดสิ้นสุดไหมครับ ตอบ...ใช่ อะไรก็ต้องมีจุดสิ้นสุด แต่คนที่ไม่ได้เรียน อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติให้กิเลสสิ้นสุด คนนั้นแหละ ไม่มีทางสิ้นสุด พูดมาว่า อะไรก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ใช่ไหมครับ ก็ใช่ อะไรก็ช่างหัวมันเถอะ แต่คนที่ไม่ศึกษาธรรมะ อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติให้กิเลสมันสิ้นสุดนี่สิ เป็นคนอวิชชา คนโง่ อันอื่นมันจะสิ้นสุดของมัน ก็เรื่องของมันไป แต่จิตวิญญาณของคนนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ จับตัวเป็นอัตภาพ เป็นจิตนิยามขึ้นมา เริ่มต้นตั้งแต่ เป็นสัตว์เซลล์เดียว เป็นชีวะที่เป็นจิตนิยาม พ้นจากความเป็น พีชะนิยามมาแล้ว พลังงานจับตัวเป็นจิตนิยามขึ้นมาแล้ว ได้อัตภาพมา จะไม่มีทางสิ้นสุด ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า วงเล็บเลยนะว่า ต้องเป็นธรรมะศาสนาพุทธเท่านั้น จึงจะทำให้อัตภาพสิ้นสุดไปได้ อะไรๆก็สิ้นสุด แต่มีอันนี้แหละไม่สิ้นสุด และจักรวาล มีจุดสิ้นสุดไหมครับ อันนี้ไม่ตอบ อยากจะเรียน ไปเรียนที่นาซ่า ตอบไปก็ไม่ทะลุหรอก ที่นี่นาวาบุญนิยม ไม่ใช่นาซ่า ตอบให้บ้างนิดหน่อย จักรวาลมันไม่มีที่สิ้นสุดหรอก ฉันเดียวกันกับอัตภาพ ที่อธิบายไปแล้ว จักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นนิรันดร จักรวาลนี้ มันจะเกิดเป็นองค์รวมของ ทุกสิ่งทุกอย่าง ประดาที่มันมี ในมหาจักรวาล ที่บอกว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้าง แต่ที่จริงแล้ว พระเจ้าในศาสนาพุทธ ไม่ได้สร้างจักรวาล มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย มันมีเมื่อไหร่ เกิดเมื่อไหร่ แตกเมื่อไหร่ ไม่มีใครไปจัดการได้ มันเป็นธรรมชาติ ที่ไม่มีใครไปจัดการ สิ่งที่ไม่ใช่ จิตนิยาม มันไม่รู้หรอก เกิดจากเหตุปัจจัย ที่สังเคราะสังขารอยู่นานัปกัปกาลไปนิรันดร ไม่มีที่สิ้นสุด จิตวิญญาณ หรืออัตภาพที่เป็นสัตวโลก จนกระทั่ง มาเป็นคน ถ้าไม่ได้ศึกษา พระพุทธศาสนาอย่างสัมมาทิฏฐิ นำไปปฏิบัติจริง ไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับจักรวาล มีแต่คนอยู่กับทุกข์กับสุข วิบากมันจะพาไปทุกข์สุข นานนับชาติ ดีขึ้นบ้างแล้วลงไป เลวลงไป ดีขึ้นบ้าง แล้วหนักลงไป วนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด พระพุทธเจ้ามาศึกษาดู แล้วให้ปฏิบัติที่จิตนิยาม สามารถเลิกสลายอัตภาพและ เหมือนนักวิทยาศาสตร์ สลาย H 2 O เลิกความเป็นธาตุน้ำได้ เป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน ไปเป็นแก๊สไปแล้ว ซึ่งมันละเอียดมาก แล้วไม่ได้เห็นด้วยตาง่ายๆ นามธรรมละเอียดกว่า ธาตุน้ำอีก แต่พระพุทธเจ้า ก็สามารถรู้ได้ ด้วยการสัมผัส และอ่านอาการ ผู้ที่มีญาณปัญญา สามารถอ่านอาการของจิต ยิ่งกว่า ผู้ที่มีกล้องจุลทรรศน์ขยาย ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ทั้งวัตถุก็มีขนาด ทางนามธรรมนั้นละเอียดกว่าทางวัตถุ จึงเป็นกล้องจุลทรรศน์ ที่มีฤทธิ์ในการขยาย ใหญ่กว่ากล้องจุลทรรศน์ทางวัตถุ ทางวิทยาศาสตร์เขาด้วยซ้ำ

ทำไมชีวิตคนเราไม่เท่าเทียมกัน _หลวงปู่ครับ ทำไมชีวิตคนเรา ไม่เท่าเทียมกันครับ ตอบ...ปรมาณูสองตัว เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีปรมาณูตัวไหนเท่ากัน หรือเหมือนกันสมบูรณ์แบบ นั่นฟิสิกส์นะ ถ้าเป็นทางนามธรรมนั้น ละเอียดกว่านี้อีก มันมีสิ่งเหมือนกัน เท่ากันอย่างเดียว คือนิพพาน 0 สนิท มีอันเดียวที่เท่ากันเหมือนกันทุกคน ถ้าบรรลุอันนี้แหละ มากกว่านิพพานแล้ว ไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน มีมุมเหลี่ยม ไม่เท่าเทียมกัน องค์ประกอบไม่เหมือนกัน

_ปาราชิกแปลว่าอะไรครับ ตอบ... คำว่า อชิกะ แปลว่า ผู้แพ้ คำว่า ปารา แปลว่า ฝั่ง ปาราชิกก็แปลว่า ผู้ที่ข้ามฝั่งไม่ได้ หยุดเลย เป็นผู้ที่มีความผิด ถึงขั้นห้ามปฏิบัติเพื่อข้ามฝั่ง ข้ามโอฆสงสาร สุดทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์

_ทำไมพระพุทธาภิธรรมนิมิต ต้องทำมือ I love you.หรือ I love you แปลว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำไมไม่ทำแบบนั้นบ้างคะ ตอบ...อาตมากำหนดเอง ให้มีเครื่องหมายที่นิ้วอย่างนี้ เป็นภาษาสากล 3 นิ้วยก หมายถึง 3 อาตมาไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็น I love you.หรอก ตั้งใจจะให้เป็น 3 เรียกว่า ตรีลักษณะ สามลักษณะ นั้นคือ โลกุตระ (เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) นี่คือปางตรีลักษณ์ ตามเจตนารมณ์ ที่อาตมาตั้งใจให้ปั้น พระพุทธรูปปางนี้ แต่มันไปตรงกับ เครื่องหมายสากลของเขา หว่ออ๊ายหนี่ I love you. ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้หมายถึง พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ด้วย เจตนากำหนดให้เป็น โลกุตระ (จิตเหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก)

สติเกิดจากอะไร _สติเกิดจากอะไรครับ พ่อครูว่า...สติเกิดจาก การสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือเกิดจาก การค้นพบรายละเอียดของจิต ได้อย่างดีเยี่ยม ของพระพุทธเจ้า คนอื่นๆก็พอรู้จัก ความเป็นสติ แต่จริงๆแล้ว สติ เป็นภาษาธรรมะ สติ แปลว่า 100 มาจากคำว่า สต 100 คือครบรอบของหน่วยใหญ่ๆ 100 แต่ 10 ก็ครบรอบหนึ่ง 20 30 จนกว่าจะครบ100 คือครบทั้งนอกใน มีจิตวิญญาณที่รับรู้ ทั้งภายนอกภายใน มีปฏิภาณปัญญา รับรู้วิจัย ซึ่งข้อบัญญัติไว้ใน สติสัมโพชฌงค์ เป็นข้อที่1 ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นข้อที่ 2 วิริยะสัมโพชฌงค์ เป็นข้อที่ 3 โพชฌงค์ 3 ข้อ ให้มีสติรู้ ปฏิบัติทั้งนอกและใน สัมผัสเกี่ยวข้อง แล้วรู้รอบทั่ว แล้ววิจัยทำ เป็นลำดับๆไป ด้วยความวิริยะอุตสาหะ พากเพียรปฏิบัติ นี่เป็นหลักสูตรทฤษฎีหลัก ของศาสนาพุทธ ผู้ใดทำสามอย่างนี้ เป็นองค์ประกอบของ ปฏิบัติโพชฌงค์ 3 ข้อ แนวปฏิบัติสติปัฏฐาน มีฐานปฏิบัติอยู่ที่ กายเวทนาจิตธรรม ก็ใช้โพชฌงค์ 3 เป็นตัวมีสติ แล้ววิจัยเพียรทำ ทำธัมมวิจัยแยกแยะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กายก็มีเยอะที่บัญญัติเรื่องกาย กายกลิ กายสังขาร กายกัมมัญญตา มีอีกมาก สำหรับคำว่ากาย ส่วนเวทนา พระพุทธเจ้าให้วิจัย ดูเวทนา 108 แต่ความเวทนาในเวทนา จิตนั้น พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ โดยแยกหลักออกเป็น เจโตปริยญาณ 16 ส่วนธรรมะนั้น ทั้งโลกียธรรม และโลกุตรธรรม คือสิ่งที่ทรงอยู่ ส่วนธรรมะนั้น ไม่เกี่ยวกับบุญ บุญคือตัวทำลายธรรมะ อะไรทรงอยู่ บุญมีหน้าที่ทำลายให้สูญ พอสูญ บุญก็หมดหน้าที่ ก็ไม่มีธรรมะ จะเอาเป็นหัวกลับว่า ที่ไม่มีธรรมะคืออธรรม อย่างนั้นจะเมาเอา

_ใครรู้จักหลวงปู่เป็นคนแรก ที่เข้ามาตามหลวงปู่ครับ ตอบ...ตอบไม่ได้ เพราะว่าตอนที่เปิดเผยตัวนั้น ใครสัมผัสรู้หลวงปู่ หลวงปู่เป็นคนแรก ก็คงจะหมายถึงว่า หลวงปู่มาบวชเป็นนักบวช ถ้าถึงขั้นมาตาม คือสิกขมาตุ มาบรรจบ (นัยนา) เป็นผู้หญิงนะ ตอนนั้นอาตมาก็อายุ 36 เขาก็อายุ 26 ปี ตามอาตมา ตามไป พอเจอแล้วบอกว่า จะขอไปอยู่ด้วย เขาบอกว่า ท่านอยู่วัดอโศการาม เขาให้มีผู้หญิงไปปลูกกุฏิอยู่ด้วย ไม่ใช่หรือ ก็อยู่คนละฟากกัน ใช้คำว่าอยู่ด้วย ก็กว้างไป ต่อมา ก็ค่อยมีคนอื่นตามมา

จะรู้ตนว่าเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร _ถ้าผมเป็นพระโสดาบัน จะรู้ได้อย่างไรครับ ตอบ...พระโสดาบัน ยังไม่รู้เก่งพอ ที่จะรู้จักจิตเจตสิกตัวเอง อย่างละเอียด นอกจาก จะเรียนอย่างสัมมาทิฏฐิ อ่านจิตเป็น ปฏิบัติไปตามขั้นตอน จะรู้ว่าตัวเองเป็นโสดาบัน จะรู้ได้อย่างไร ก็คือจะรู้อย่างเข้าใจเลยว่า ถ้ามีเหตุปัจจัย ตัวกิเลสตัณหา เป็นอย่างไร ก็อ่านอาการของกิเลสตัณหาได้ เรียกว่า พ้นสักกายะทิฐิ ทิฐิคือความรู้ ดูมาเรียนมา แล้วก็ปฏิบัติ เมื่อสัมผัสแล้ว ก็อ่านอาการ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมผัสกายของตน คือสักกายะ ที่เป็นตัวตนของเรา คือตัวตนของกิเลส คือสังโยชน์ เป็นตัวตนของเครื่องผูกชั้นต้น พ้นสังโยชน์ข้อ 1 ใช้ความรู้ อ่านจริงๆจนพ้นความสงสัยเลยว่า นี่คือกิเลสของตน แล้วทำศีลพรต ดูวิธีการกำจัดกิเลสออก แล้วก็ทำให้กิเลสออกได้ หมายความว่า พ้นสีลัพพตปรามาส เรารู้กิเลสแล้ว สัมผัสกิเลสแล้ว หมายความว่า ตำรวจรู้จักโจร เห็นตัวโจรแล้ว แต่ไม่ใช่ว่า ไปร่วมกอดคอกับโจร นั่งร่วมโต๊ะเดียวกับโจร ไปเล่นหัวกับโจร ยังงั้นไม่เอาจริง ไม่จัดการโจร เหลาะแหละลูบคลำเล่นหัว ไม่จัดการให้มันตายจริงสักที ต้องจัดการให้มันตายได้ นั่นคือ เป็นพระโสดาบัน 1. รู้จักกิเลส 2. ไม่สงสัยเลยไม่ผิดตัวแน่เลยนะ ทุกวันนี้ ตำรวจก็จับแพะจับแกะ กันเลอะเทอะไปหมด พระพุทธเจ้าก็สอนว่า อย่าไปจับแพะจับแกะ ต้องจับกิเลส อธิบายให้มันทันสมัย จะเอาแพะเอาแกะมาประหาร ต้องประหารกิเลสแท้ๆ ต้องจับตัวกิเลส อย่างชัดเจน จนพ้นวิจิกิจฉา พ้นความสงสัยคลางแคลง แล้วจัดการกิเลสได้ ทุกวันนี้ เขาไม่ได้เรียนรู้ จัดการกิเลสอย่างชัดเจน เช่น คุณจะฆ่าโจร แต่ก็เหมาว่า โจรอยู่ในประเทศไทย ก็เลยเผาประเทศไทย ทั้งประเทศอย่างนั้น จะบ้าหรือ นั่นคือความเหมาเข่ง เหมือนกับการปฏิบัติทุกวันนี้ จะฆ่ากิเลส ก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต กดข่ม ฆ่าด้วยวิกขัมภนปหาน ไม่ได้ฆ่าหรอก เพราะจับตัวตนไม่ถูก แต่ข่ม ไม่ให้โจรกระดิก หรือโผล่ขึ้นมา นี่คือ การนั่งสะกดจิตหลับตา ฆ่ากิเลส ซึ่งไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตั้งแต่ต้นแล้ว ตำนานก็เรียนกันมา พระพุทธเจ้าออกบวช ก็ไปทางนั่งหลับตา ก็ไปหาอาฬารดาบส หรืออุทกดาบส ได้ฌาน 7 ฌาน 8 ท่านก็ทำดับได้ แต่ท่านก็รู้ว่า ไม่ใช่ทาง ต้องมาปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 ลืมตา ทำการงานอาชีพ มีวาจาพูดอยู่ มีการกระทำ แล้วอ่านกิเลส ในขณะที่กำลังพูด กำลังทำ กำลังคิด ลักษณะทำงานกับโลกมีมนุษย์ มีสิ่งของสัมผัส เป็นปัจจัย แล้วพยายามเรียนรู้ ให้มี ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้มีเจตสิกเร็ว มุทุภูตธาตุ เข้าไปอ่าน ตั้งแต่จิตมันเริ่มดำริ ตักกะ ตักกะ โดยอรรถะ แปลว่าสภาวะจิต โดยเริ่มที่จิตเรา แล้วแยกแยะตักกะนั้นให้ได้ ถ้ามีกามสังกัปปะ พยาบาทตักกะ ก็แยกแยะตักกะให้ได้ แต่ทุกวันนี้ แปลตักกะว่า แยกเหตุผล แต่แท้จริง ต้องแยกสภาวะสองให้ออก ตัวหนึ่งเป็นตัวแท้ ตัวหนึ่งเป็นตัวเท็จ ตัวหนึ่งเป็นกิเลส ตัวหนึ่งเป็นจิตปกติ แต่ตักกะเขาแปลว่า ผู้แยกเหตุผลได้ แต่แท้คือผู้แยกรูปนาม ธรรมะสอง อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ได้ต่างหาก

เป็นพระอรหันต์แล้ว จะรู้สึกอย่างไร _เป็นพระอรหันต์แล้ว จะรู้สึกอย่างไร จริงไหมคะที่บอกว่า ผู้หญิงเกิดมา ไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้ ตอบ...ตอบอันหลังก่อน ไม่จริง ที่บอกว่า ผู้หญิงเกิดมา ไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้ ผู้หญิงก็บรรลุอรหันต์ได้ เป็นแต่เพียงอยู่ในสภาพร่างกายผู้หญิง ไม่สามารถบรรลุ เป็นพระพุทธเจ้าได้ อันนั้นใช่ แต่อรหันต์เป็นได้ ทีนี้คำว่า เป็นพระอรหันต์แล้วรู้สึกอย่างไร พระอรหันต์ก็รู้สึกว่า โอ้ สบายดีเด๊ ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข นี่คือพระอรหันต์ เป็นยอดคำตอบของพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็คือไม่ทุกข์ไม่สุข อทุกขมสุขหรือจิตอุเบกขา เหตุที่มันพาให้ทุกข์ แต่ก่อนนี้ ได้ยินเสียงฉิ่งฉาบไม่ได้ ต้องไป ได้ยินข่าวว่า เขาเล่นไพ่เล่นโปกันทนไม่ได้ ต้องไป แต่เดี๋ยวนี้เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อยาก ไม่เป็น ไม่มี อย่างนั้นเป็นต้น ผู้ที่ทิ้งอบายมุขมาได้ ก็เป็นอรหันต์ในอบายมุข ผู้ที่ทิ้งสิ่งที่เป็นกาม ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส รูปอย่างนี้อยากได้ เสียงอย่างนี้อยากได้ สัมผัสอย่างนี้อยากได้ น่าได้น่ามีน่าเป็น เดี๋ยวนี้ไม่อยากได้แล้ว ก็เป็นอนาคามี รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอก ไม่ต้องการ เป็นอนาคามีแล้ว เหลือกิเลสภายใน เราก็เดือดร้อนแต่ของเรา ก็ล้างรูปภพ อรูปภพต่อ ก็เป็นอรหันต์ ทุกวันนี้ไม่รู้จักอบายมุข ผู้ที่จะร่ำจะรวยมากๆอย่างนั้น คือเป็นอบายมุข เช่นธัมมชโย สอนให้ไปรวยที่สุด คืออบายที่สุด รวยที่สุดก็เป็นอบายมุข จนที่สุด จนอย่างหนักหนาเป็นหนี้สิน ก็เป็นอบายมุข แต่ของพระพุทธเจ้านั้น จนอย่างพอดี จนอย่างอุดมสมบูรณ์ อย่างชาวอโศก คือคนจนที่อุดมสมบูรณ์ เราเป็นคนจน ที่แจกคนอื่น เป็นคนจน ที่คุ้มกินคุ้มใช้ตัวเอง เหลือกินเหลือใช้ ก็แจกคนอื่นได้ โดยไม่เป็นหนี้ ไม่ติดลบ นี่คือ คนจนมหัศจรรย์ คนจนอุดมสมบูรณ์ สรุปอีกที อรหันต์คือคนที่อยู่อย่างสบาย คนอื่นที่เดือดร้อนในอบายภูมิ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ตนเองก็สบาย

_เราทุกข์เพราะอะไรครับ ตอบ...ทุกข์เพราะว่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน

อีกกี่ภพกี่ชาติที่จักรวาลจะดับสูญ _อีกกี่ภพ กี่ชาติครับที่โลกของเราจะไม่บังเกิด จะไม่มีการส่วนของกลุ่มดาวต่างๆ แบบว่าจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชีวิตไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ดับไปชั่วกัลปาวสาน รวมทั้งสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต อยากทราบว่าเมื่อไหร่ครับ ตอบ...คนที่เอาเรื่อง ไร้สาระ สิ่งที่มันไม่เป็นเรื่องมาถาม มันแสดงถึงความโง่ อย่าไปหาเรื่องพิสดารวุ่นวายเกินไป อาตมาว่า โดยปฏิภาณปัญญา คนที่ถามมานี้ น่าจะพอมีปฏิภาณรู้ว่า เรื่องโลก ดวงดาว ดวงอาทิตย์ มันไม่สูญหาย สูญสิ้นไปหรอก ดาวมันก็เกิดได้แล้วมันก็ดับ พระอาทิตย์เกิดอาทิตย์ก็ดับ แต่เวลามันนาน คนอายุสั้นนิดเดียว จะไปรู้ได้อย่างไรว่า พระอาทิตย์ดับเมื่อไหร่ มันอยู่ไปไม่รู้กี่ล้านปี เพราะฉะนั้น อายุสั้นนิดเดียว คนไม่รู้ถึงขนาดนั้นหรอก แต่มันรู้ศึกษาได้ แต่ไม่อยู่รอดู พระอาทิตย์ดับหรอก ดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว พระพุทธเจ้า ไม่สอนให้เรียน ท่านสอนให้เรียนเรื่อง ความดับทุกข์ และจะเป็นคนดี ที่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคม อันนี้เป็นเรื่องรีบด่วน และเป็นเรื่องสำคัญ อย่าไปเอาเรื่องไร้สาระอะไรตัวเกินเหตุ มาถามให้วุ่นวาย มันแสดงถึงความโง่ นี่ตอบตรงๆนะ ไม่ได้ว่าได้ด่าหรอก อย่าไปคิดทำ

ทำไมสมณะอโศกไว้คิ้ว _ทำไมหลวงปู่ตั้งให้ท่านสมณะไว้คิ้วครับ แล้วทำไมท่านต้องใส่จีวรสีน้ำตาลครับ ตอบ...ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้ให้โกนคิ้ว จะว่าตามพระวินัยแล้ว การโกนคิ้วเป็นอาบัติ แต่เมืองไทยนั้น ได้เลยตามเลยมาแล้ว ในอดีต มีพวกข้าศึกเข้ามา ปลอมมาเป็นนักบวช พระไทยแต่เดิมก็ไว้คิ้ว แต่พอมีโจรมีข้าศึก ปลอมเป็นพระ มาเป็นไส้ศึก มาล้วงความลับ พระของพระพุทธศาสนา บวชมาจากไหน ก็ไม่โกนคิ้ว พอมาเมืองไทย เขาก็ไม่ได้โกนคิ้ว ทางด้านพระยุคนั้น ผู้ฉลาดก็ว่า อยากจะจับข้าศึก ก็เลยให้พระไทยบอกอุปัชฌาย์ โกนคิ้วทุกองค์ แต่ไส้ศึกคนไหนไม่โกนคิ้วเข้ามา ก็เลยจับไส้ศึกได้ พระไทยก็เลยโกนคิ้ว ตั้งแต่บัดนั้นมา จนถึงวันนี้ มันก็เลยไม่ตรง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ศาสนาพุทธในนิกายอื่นๆ ที่ไม่ใช่จากประเทศไทย ก็ไม่ได้โกนคิ้ว

_ความรักมีกี่มิติ ตอบ...ให้ขวนขวายเอา ไปเรียนกัน ก็ให้สอนกันนี่นา ไม่ได้เรียนกันจริงๆ เอาไปเรียนมี10 มิติ

_อหิงสา แปลว่าอะไรครับ ตอบ...เขามีสงบ สันติ อหิงสา สงบก็คือสันติ อหิงสาก็คือไม่รุนแรง อโหสิคืออภัย อหิงสาคือไม่มีความรุนแรง

_หลังจากที่ฟังธรรมะมา การที่เราจะเกิด ในชาติภพต่างๆ ล้วนมาจากผลกรรม ที่เราได้กระทำ และการเป็นผู้ที่ หมดบุญหมดกรรม ไม่ได้เกิดต่ออีก คือพระอรหันต์ปรินิพพาน ใช่ไหมคะ แต่หนูซึ่งอยู่ในหมวดปุถุชน จิตไม่ได้ตัดขาดจากโลกีย์ จะโดนโลกีย์ ดูดไปเสมอ ที่เผลอใจ น่ากลัวจะเกิดอีกหลายภพชาติ แต่หนูก็กลัว แล้วจะปฏิบัติอย่างไรคะ ตอบ...คำถามแรกนั้น ก็ขอขยายความ การที่เราจะเกิดในภพชาติ ก็เพราะคุณนั้น ไม่ได้เรียน ภพชาติ ที่เกิดจากผลกรรม ถูกต้อง แต่การเป็นผู้หมดบุญ คือดับอกุศลจิต หรือบาปออกจากจิตหมด แต่ยังทำกรรม แต่ทำกรรมใดๆ ก็ไม่มีบาปอีกแล้ว คือพระอรหันต์ที่ ปรินิพพานคือนิพพานรอบ แต่ยังไม่ตาย มีกรรม แต่กรรมที่ทำนั้น มีแต่กรรมกุศล กุสลัสสูปสัมปทา กุศลกับบุญ ไม่เหมือนกัน ในโอวาทปาติโมกข์ สัพพปาปัสส อกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตน ให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ผู้หมดบาปหมดบุญแล้ว ทำกรรมที่มีแต่กุศล คือโอวาทปาติโมกข์ ส่วนในมหาจัตตารีสกสูตร ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ลดกิเลสได้เป็นส่วนๆ คือผู้ที่ได้ส่วนของบุญ ส่วนของบุญ ในความหมายของ ผู้ที่ได้ส่วนของบุญ (ปุญญภาคิยา ปุญญภาค) จึงเป็นผู้ที่ได้กิเลสมี100 ก็ลดได้ เหลือกิเลส 75 เหลือกิเลส 25 ลดไปเรื่อยๆ ไม่ได้สมบัติ แต่ได้ความฉิบหายของกิเลส กิเลสลดลงไปเรื่อยๆ ผู้ที่เข้าใจคำว่า ส่วนแห่งบุญไม่ได้ ก็เลยยิ่งสะสมส่วนแห่งบุญ โดยความหมายว่า บุญคือของที่ควรได้ ควรมีควรเป็น ก็คือแสดงว่า คุณจะต้องมีบาปมากขึ้นมากก็ ก็เลยต้องใช้บุญ มากำจัดบาปมากขึ้นๆ มันไม่ได้ เพราะเข้าใจผิด ก็เลยไปสะสมบุญมากขึ้น ไปสร้างบุญมากบุญใหญ่บุญโต เป็นพวกสอนศาสนาผิดๆ เข้าใจคำว่าบุญยังไม่ได้ ยิ่งสะสมสิ่งที่อยากได้ อยากมีอยากเป็น เป็นภพชาติ เท่าใดๆ ก็คือผู้ที่ยิ่งมีบาป มากขึ้นเท่านั้น แปลว่าคำว่า อปุญญะ ไม่ได้แปลว่าบาปนะ แต่แปลว่า ไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว ในอภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร แล้วหมดบาป ก็หมดบุญ ทำอเนญชาภิสังขาร คือ ทำคุณสมบัติของอุเบกขา 5 ให้แข็งแรงตั้งมั่น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คนที่แปล อปุญญาภิสังขาร ว่าบาป คือแปลผิดๆไม่เข้าใจ สภาวะธรรมของศาสนา แต่เข้าใจเพียงพยัญชนะ สมณะฟ้าไทว่า...อย่างพ่อครูเป็นพร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน