600211_ธรรมะมาฆบูชา งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

600211_ธรรมะมาฆบูชา งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก

พ่อครูว่า..วันนี้พ. ศ. 2560 วันมาฆบูชา ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เมืองไทยอาตมาก็ขอพูดตามภูมิของอาตมา เมืองไทยตอนนี้เจริญ และจะเจริญขึ้นต่อไป เป็นตัวอย่างให้แก่โลก อาตมากล่าวมาหลายทีแล้ว กล่าวมาด้วยความมั่นใจ และกล่าวด้วยความจริงใจด้วยว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่มีคุณสมบัติถึงขั้นเป็นชมพูทวีป อาตมาก็ขยายความอยู่เสมอ ว่าชมพูทวีปคืออะไร ชมพูทวีปนั้น เอาที่คุณสมบัติอยู่ที่ตัวมนุษย์เป็นหลัก ไม่ได้เอาที่สถานที่ สถานที่มันไม่เที่ยง แต่คุณสมบัติคุณธรรมคุณวิเศษที่อยู่ในตัวมนุษย์มันเที่ยงแท้ คุณธรรมที่เป็นโลกุตระทำมันถึงขั้น “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”ตามพระบาลีต่างๆที่รวบรวมในพระไตรปิฎก ผู้ที่มีคุณธรรมพระพุทธเจ้า เริ่มตั้งแต่อัญญะ เป็นความเฉลียวฉลาดที่ต่างไปจากโลกียะ ปุถุชนคนโลกๆที่ยังมีอวิชชาอยู่ อันนี้เป็นทฤษฎีหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีอย่างนั้น อัญญะ เป็นพลังงานธาตุรู้ เช็คกับที่ดูต่างกันกับเฉกะหรือเฉกา(พหูพจน์) แปลว่าความฉลาดเฉลียว ปุถุชนทั่วไปเฉลียวฉลาดอยู่ในกรอบของเฉกา เป็นความผู้เฉลียวฉลาดที่อยู่ในกรอบของโลกียะ ไม่ได้ออกนอกกรอบความเป็นปุถุชนคนโลกๆโลกียะ ที่หลงตกใต้อำนาจของอัตตาและโลก แม้จะปฏิบัติพัฒนาตัวเองอย่างไรก็ไม่ออก จากความฉลาดแบบปุถุชน ต่อให้เป็นคุณธรรมที่ดียอดเยี่ยม ลักษณะโลกโลกีย์ ธรรมดาเขามีความรู้ว่าคนดีคือคนอย่างไร คนดีคือคนมีจิตใจมีพลังดี จิตใจมีพลังงานให้ตัวเองมีพลังงาน โลภน้อยๆลงๆ แล้วไม่โหดร้ายไม่มีโทสะไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร เป็นคนไม่มีพิษภัยกับใครเป็นคนมีคุณค่า ต่อผู้อื่น แต่โลกโลกีย์ไม่รู้จักว่าการเป็นคนดีนั้นเป็นคนรับใช้เป็นคนไม่รอบต่อตัวเอง ช่วยเหลือผ

อ่านต่อ

ู้อื่นมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะรับใช้ช่วยสังคมมน ให้มีอยู่มีกินมีใช้มีความปรองดอง จะใช้กฏหมายหรือรัฐธรรมนูญบ้าง ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญมีอยู่มาก แสดงว่าสังคมนั้นไม่เจริญ ถ้าสังคมนั้นกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญมีอยู่น้อย แสดงว่าสังคมนั้นเจริญ ยิ่งถ้าคนในสังคมนั้นอยู่ด้วยภูมิปัญญา คำว่าปัญญานี้เหนือชั้นกว่าเฉกามาก เป็นความฉลาดอีกชนิดหนึ่ง เป็นความฉลาดอย่างอื่น แตกต่างจากความฉลาดแบบเฉโก อย่างอื่นไปเรียกว่า อัญญะ อัญญะแปลว่าอื่น แปลว่าที่ไม่ใช่ความฉลาดแบบชาวโลกที่มีเชื้อของอัตตา เป็นความรู้ไม่เห็นแก่อัตตามีแต่เห็นแก่สิ่งอื่นภายนอก สัตว์โลกก็อยู่ตามกรรมวิบาก เราสามารถช่วยไม่ให้เขาทุกข์ร้อนได้มากเท่าไหร่ มีความรู้โลกวิทู ที่จะช่วยเขาแล้วไม่เอาไว้แก่ตัวเองมาก ไม่เอามาไว้แก่ตัวเอง มันเป็นทางโลกียะ พยายามไม่สะสมของตัวเองเลยเพราะว่ามีความรู้ ในทางโลกียะไม่เอามาไว้แก่ตัวเอง แต่ทางโลกียะถ้ามีบารมีสูง ภูมิสูง ก็จะมีวัตถุสมบัติหรืออุปกรณ์ ที่จะเอามาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติคนอื่นๆ แม้จะมีเงินทองก็ไม่ได้ติดยึดว่าเป็นของตัวเอง เป็นของส่วนกลางที่จะเอามาใช้กับสังคมมนุษยชาติ เป็นประโยชน์มากเรียกว่า พหุชนหิตายะ แล้วมีความรู้ที่จะรู้จักความสุข ความสุขนี้เป็นภาษาที่ซับซ้อน ความสุขที่คนรู้ทั่วไปเป็นภาษาโลกียะ เป็นภาษาที่บำเรอกิเลส บำเรออัตตา พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักอัตตา ด้วยการรู้อาการลิงคนิมิตอุเทส รู้ได้อย่างละเอียดลออว่า อาการเช่นนี้เป็นโอฬาริกอัตตา อัตตาหยาบ ยังมีจิตสสังขาริกัง จิตตัวเองเป็นตัวนำให้เกิดอยู่ จะรู้ละเอียดชัดเจน เกิดแม้ภายนอกเรียกว่ามโนมยอัตตา ภายนอกแม้ไม่หยาบ ดีไม่ดี เป็นผู้เนรมิตสร้างให้สำเร็จเกิดได้ ตั้งแต่สิ่งไม่มีจริงก็บันดาลให้มีได้ สิ่งที่มี แม้จะเป็นทางโลก ทางวัตถุโอฬาริกอัตตา ก็แบ่งไปแล้ว ส่วนมโนมยอัตตาเนรมิตในจิต ให้คนอื่นหลงผิดได้ หลงว่ามีตัวมีตนมีรูปร่างมีฤทธิ์ มีรส ทำให้คนเกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึกได้หมดเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่มันไม่มีจริงหรอก เรื่องสัจจะที่ถึงขั้นจิตว่าง สะอาดบริสุทธิ์ เสพความทุกข์ความสุข เสพเสวยรสที่เป็นโลกียรส ที่มีนั้นเป็นมโนมยอัตตา รสอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลิน รสชาติต่างๆเป็นของไม่มีจริง ของเก๊ แต่คนก็เห็นได้จริง เป็นมโนมยอัตตาสร้างเองปั้นเองเป็นเอง อย่างบ้าบ้าบอๆ ได้ ความละเอียดลึกซึ้งของธรรมะพระพุทธเจ้านี้ จึงเป็นเรื่องที่ ทุกยุคทุกสมัยของเอกภพ ของมหาจักรวาล ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีราวภาโส จะเรียกว่า ปฏินิสสัคคะหรือปฏินิสสรณะ ทวนไปทวนมา ถ้าปฏินิสสรณะ คำว่า สรณะ แปลว่าการรบหรือที่พึ่ง ประกอบการรบอย่างมีฝีมือ รบอย่างไม่รบ รบอย่างไม่มีทำร้ายใคร รบด้วยมือว่าง ด้วยมือเปล่า ไม่กระทบกระเทือนใครเลย แต่คนนั้นพ่ายแพ้อย่างสุภาพไม่รู้ตัว แต่แพ้ เป็นความซับซ้อนลึกซึ้ง นิยายกำลังภายในเขาพยายามหาคำตอบ แต่ในทางศาสนาพุทธชัดเจนทุกอย่าง อาตมาพูดด้วยความจริง ความจริงเป็นสัจจะที่ครองเอกภพนี้ยังไม่มีอะไรลบล้างได้ อาตมาปรารถนาบำเพ็ญตน ให้มีความรู้รอบในพุทธศาสตร์ ครบรอบที่สุด ถึงอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณให้ได้ คนไม่เชื่อ หมั่นไส้ ก็ห้ามคนไม่ได้ จำเป็นต้องเปิดเผย เพราะเป็นยุคใกล้กลียุคร้ายแรงเลวและต่ำสุดแล้วในภัทรกัปป์ คือกัปป์ที่มีพพจ. บางกัปป์ก็มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์หรือมากกว่าน้อยกว่าก็แล้วแต่ จนมาถึงขั้นปลายภัทรกัปป์แล้ว คนแต่ต้นกัปป์เป็นคนดีมากมาย แต่ตอนนี้ปลายภัทรกัปป์แล้วคนก็เลวลงมาก พระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายแล้ว แม้มวลพระภิกษุที่มาในวันมาฆบูชาก็มีแค่ 1250 องค์ เป็นครึ่งหนึ่งของ 2500 ที่จริง 2500 คือหนึ่งในสี่ของหมื่น นี่ครึ่งของน้อยที่สุดอีก 1250 เป็นสัจจะไม่มีใครเลือกหรือบันดาลเป็นตามสัจธรรม พระสมณโคดมจึงมีวันมาฆบูชาที่มีพระอรหันต์ 1250 องค์ เป็นจำนวนต่ำสุดแล้ว จะไม่มีองค์ไหนที่มีน้อยกว่านี้อีกแล้ว ในภัทรกัปป์นี้ก็เป็นพระสมณโคดม จากนั้นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ก็จะมีดีที่สุด ก่อนจะถึงดีที่สุดก็จะมีช่องว่าง ในช่วงที่ไม่มีพระพุทธเจ้าช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธ มีแต่ศาสนาอื่นอยู่ ศาสนาอื่นจะดีขึ้นมาแทน แล้วก็ทำให้มวลชนอยู่ดีไปจนกว่าจะเสื่อมอีก พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมีชื่อตำแหน่งว่าพระศรีอริยเมตไตรย ศรีอาริยเมตไตรยไม่ใช่ชื่อพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แต่เป็นชื่อตำแหน่ง พระพุทธเจ้าองค์ที่จะตรัสรู้องค์ต่อไป ชื่อตำแหน่งว่าพระศรีอริยเมตไตรยทุกองค์ แล้วก็จะมีชื่อของพระองค์เอง แต่ละพระองค์อยู่ในนั้นด้วย เหมือนตำแหน่งนายกฯ ตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นชื่อตำแหน่ง ศรีอริยเมตไตรยก็เป็นชื่อตำแหน่ง ส่วนคนที่จะมาทำหน้าที่นายกฯ ชื่อประธานาธิบดีก็มีชื่อของท่านแต่ละท่านไป เช่นเดียวกัน อาตมาเองยังไม่ทราบ ไม่สามารถรู้ได้ว่าพระศรีอริยเมตไตรยองค์ต่อไปจะเป็นใคร ทุกวันนี้ในเถรวาทก็เดากันไป เช่นเดาว่าเป็นพระอชิตะ อาตมาไม่มีความรู้ที่จะบอกได้ อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ อาตมาไม่ชอบการคาดคะเน เพราะทำแล้วมันเป็นวิบาก ถ้าถูกก็วิบากดี ไม่ถูกก็เป็นวิบากบาป อาตมาไม่ได้อยากโก้อยากเท่ ไม่ได้ทำเพื่อให้นิยมชมชื่น ลีลาอาตมาจริงใจของอาตมาไม่ชอบจะเป็นเช่นนั้น ชอบคนรักความจริง จริงๆจังๆแรงๆชัดๆ มันก็จะได้จำนวนหนึ่ง คนที่จะมีภูมิปัญญา ไม่ได้ติดในความรุนแรงหรือหยาบ เขามีญาณปัญญาจะรู้ว่าอันนี้เป็นสิ่งจริงแท้ เขาจะไม่ติดใจคนที่จะมีภูมิปัญญาจริงก็จะชัดเจนในสิ่งนี้ เพราะว่าคนเรามันดูแรงได้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็ตรัสว่าถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งทุจริต ถ้าพูดอย่างเบามันก็แรง ถ้าพูดเน้นแรงลงน้ำหนักมันก็ยิ่งแรง พระพุทธเจ้าเมื่อพูดไปแล้วมันก็กระทบคนที่เขาทำ คนที่เขาทำผิดคือคนยังไม่เจริญ คนยังโง่ คือคนพาล ก็จะมีความโกรธมากและมีอัตตามาก เป็นสัจจะ แต่ถึงอย่างไรตามบารมีของแต่ละท่าน ก็จะประมาณใน สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ในการคำนวณบวกลบคูณหาร ครน. หรม.ให้ดีที่สุด คือต้องการให้ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุดครน. คูณเข้าไปแต่ต้องระวังให้บกพร่องน้อยที่สุด หารร่วมมากก็บอกลักษณะว่า ถ้าเราจะทำให้น้อยลง เช่นปราบ หรือทำลายสิ่งไม่ดีลงไป หารลงไป ตัดทอนลงไป ตัดทอนสิ่งไม่ดีลงไปให้มาก คือลบล้างปราบ แต่ต้องให้เหลือมากที่สุด หารคือทำลาย จัดการให้เกลี้ยงเอาออก แต่ต้องให้เหลือสิ่งดีให้มากที่สุดที่หารร่วมมาก ก็จะต้องมีความรู้ในการประมาณมัตตัญญุตา

ฉลาดในฉฬายตนะ เข้าสู่เรื่องที่อาตมาจะอธิบายในงานพุทธาภิเษกฯ นี้ในเรื่องของมรรคองค์ 8 อย่างใช้ประโยชน์เอาไปปฏิบัติได้ ตอนนี้ยังไม่เริ่มต้นจะเริ่มต้นพรุ่งนี้เช้า ตอนนี้ก็เป็นพิเศษอยู่ ก็ขอขยายความประกอบเรื่องความรู้หรือเรื่องของความเฉลียวฉลาด ภาษาไทยความเฉลียวฉลาดก็มาจากความรู้ รู้เป็นกิริยา ธาตุรู้ก็เป็นคำนาม ภาษาไทยคำเดียวนี่คือ รู้ ความรู้ที่ครบในตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทวารที่ซับซาบความรู้ได้ 6 ทวาร ในภาษาบาลีเรียกว่าฉฬะ คือ 6 ต้องใช้สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจมาสัมผัสแล้วเรียนรู้ธรรมะ 2 คือภายนอกกับจิต แล้วสังเคราะห์ได้ผล ผลที่เป็นอย่างanalysis ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ hypnosis ไม่ใช่การสะกดจิต ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นการวิจัย มีวิตกวิจารมีวิจัย มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีเหตุผลที่เรารู้แล้วเขาคนอื่นรู้ด้วย ไม่ใช่รู้คนเดียว แล้วสะกดจิตเพ้อในภพอยู่คนเดียว ไม่ใช่อย่างนั้น หรือว่างมงาย มันบ้าอยู่คนเดียว สัจธรรมต้องมีสองเสมอ คือสมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ แล้วผลของ 2 จะมีสัจจะอันเดียวอันหนึ่งเท่านั้น ลงกันกับผู้อื่น จริงๆแล้วจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่หนึ่งเดียวนั้นจะมีคนอื่นรับรองด้วย ก็ขอขยายความรู้ อัญญะ ที่เป็นต้นรากของความรู้ความเฉลียวฉลาด อีกอันหนึ่งอัญญะแปลว่าอื่นๆ จากสามัญ ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์โลกก็จะมีความรู้แบบโลกียะทั้งนั้น สามัญชนเป็นมนุษย์ที่เป็นอเวไนยสัตว์ สอนความรู้ทางโลกุตระไม่ได้ เรียนได้แต่ความรู้ทางโลกีย เรียนได้อย่างฉลาดด้วยจะใช้ความฉลาดใน ทวาร 6 ฉฬายตนะ คำว่าฉฬายตนะ ต่อมาใช้กร่อนลง เหลือเป็นคำว่าฉลาด ก็กลายมาเป็นภาษาไทย แล้วก็เรียกว่าความฉลาด ชื่อความรู้ยิ่ง ฉลาดยิ่ง แต่เอาไปใช้ปนเปกับเฉโก ซึ่งไม่มีความรู้ทาง ฉฬายตนะหรอก โลกีย์ไม่มีความรู้หรือทฤษฎีที่จะให้เกิดความรอบรู้ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจหรอก แล้วสังเคราะห์เอาตัวธาตุรู้ที่วิเศษที่สุดจึงจะเรียกว่าฉลาดที่สุด รู้ทั้ง 6 ทวารได้ พูดกับคนอื่นที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็พูดรู้เรื่องหมด สื่อภาษาที่พูดได้ละเอียดที่สุดในมนุษยชาติ ถ้าเอาแต่ภาษาท่าทีลีลา เป็นภาษาใบ้ก็ยากที่จะรู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแต่ละอย่างก็ไม่ครบ แต่ทางตากับหูรับรู้ได้มากกว่า กลิ่น รส สัมผัสทางกาย แต่สัมผัสทางกายคือองค์รวม คนที่เป็นคนแรกที่จะเกิดธาตุรู้ ที่เรียกว่าโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้แบบโลกียะ เป็นความรู้ที่เป็นอื่นไปจากโลกียะ จึงเรียกว่า อัญญะ จะเป็นคนแรกที่เริ่มแรกที่รับความรู้ที่เรียกว่าพุทธศาสนา หรือพุทธธรรม เป็นความเฉลียวฉลาดที่รู้พลังงาน ที่เป็นโลกุตระ ใครที่รับรู้ คนแรก คนนั้น จะเป็นคนที่ ตัวต้นของตำนาน อย่างของพระสมณโคดมก็มีอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นคนที่มีบารมีสั่งสมมา กว่าจะเป็นได้ก็ต้องสั่งสมมา อยู่ๆใครจะมาเป็นเลยไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากจะเป็นก็สั่งสมบารมีอย่างนั้น เป็นรายละเอียดที่จะต้องมีจริง มีเหตุปัจจัยถึงจะได้เป็นอันนั้น ไม่มีเหตุปัจจัยเอาไม่ได้ กรรมเป็นของๆตน เมื่อผู้ที่ เริ่มมีอัญญะ เป็นพลังงานที่มีความเฉลียวฉลาดอย่างโลกุตระ อันแรกเลย รู้จักทิศทางในการแยกระหว่างโลกียกับโลกุตระ สวนทางกัน เป็นผู้ที่เข้ากระแสเรียกว่ามีธาตุปัญญา แต่กว่าอัญญะจะเป็นปัญญะก็ต้องอาศัยสัญญา พากันไปอีกมากเลย กว่าจะเป็นปัญญา ผู้ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างสัมมาทิฎฐิ จึงจะเกิดปัญญาที่แท้ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิเป็นประธานในมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไปตามลำดับ คือปฏิบัติมรรค 7 องค์ สั่งสมพลังงานของสมาธิ จิตตกผลึกเป็นปัญญา โดยอาศัยสัญญา เป็นอัศวินใหญ่ทำงานอยู่ตลอดเวลา เมื่อครบรอบเป็นปัญญาก็สั่งสมเป็น ปัญญินทรีย์ สะสมไปจนจบผล ปัญญาพละ เป็นพลังของปัญญาที่เต็มที่ ปัญญาหรืออัญญะที่เกิดเป็นตัวแรกในตำนาน ที่พูดไปนี้ไม่ใช่ของเดา กว่าจะมีภูมิธรรมที่จะอธิบายได้ ผู้ที่ไม่มีของตัวเองบ้าง ในพระไตรปิฎกที่เก็บมาจากคำสอนพระพุทธเจ้ามันไม่ครบหรอก แม้แต่ในความรู้ที่อาตมาขยายความก็ไม่มีรายละเอียดอะไรที่จะมาอธิบาย แต่อาตมามีความรู้อะไรที่หลายๆอย่าง อาตมาไม่ได้พูด พูดไปก็เหมือนโม้ คุยส่งๆ แล้วให้พวกเราได้อยากซักต่อ อาตมาก็ไม่ได้อยากให้ซัก บางอย่างซักมากก็ตอบไม่ได้ไม่สนุก ก็ค่อยๆทำไป แม้ไม่รู้สิ่งที่อาตมารู้ พวกเราก็สามารถหมดอาสวะ อนุสัยเป็นอรหันต์ เป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ตามลำดับได้ ความรู้อาตมาเป็นนิยตโพธิสัตว์ ก็เป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ต้องอยากเป็นเท่าอาตมาหรอก ต้องเป็นไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าบอกว่าการปฏิบัติให้เป็นลำดับเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง เหมือนฝั่งทะเลที่ราบเรียบ ราวกระจก ในปหาราทสูตร ทำอย่างเป็นลำดับจะเร็วที่สุด ละเอียดไม่บกพร่องที่สุด มีพลังสูงสุดด้วย ทำให้มันเรียบร้อยอย่างนั้นเลย พระสมณโคดมเป็นสายปัญญาแท้ๆ ปัญญาธิกะ ใช้เวลาน้อยกว่าทุกสาย ในสัทธาธิกะ วิริยาธิกะ อาตมาก็ยึด แล้วก็มีธาตุอันนี้ด้วย เป็นสายปัญญา ของพระสมณโคดม ก็ร่วมกับพระสมณโคดมหลายปางหลายยุคอยู่ ไว้ค่อยอาตมาเป็นมหาโพธิสัตว์ค่อยมาซักถามกันอีกที ความบกพร่องของอาตมาตอนนี้ก็ยังมีอีกเยอะ นิยตโพธิสัตว์ก็ไม่ใช่ดีขนาดไหน แต่ยุคนี้อาตมาต้องมาสืบสานรับผิดชอบของพระสมณโคดม ทุกวันนี้ก็ฝืนสังขาร สังขารของอาตมาก็ดูเหมือนดี แต่ตอนนี้ก็ค่อกๆแค่กๆ แค่ ถึงมิ.ย.ก็เต็ม 83 ขึ้น 84 ก็มีคนช่วยไปตามบารมี อาตมาไม่ห่วงว่าจะมีคนช่วยหรือไม่ จะมีไปตามบารมี ไม่ได้อยากได้อยากมีอยากเป็น เราก็จะต้องทำไปแล้วมีเอง มันเป็นสัจจะที่คนจะต้องเกี่ยวข้องและถ่ายทอดช่วยเหลือการจัดทำร่วมกัน เพื่อจะเกิดการเจริญ ผู้ที่ปรารถนาความเจริญมันก็จะเจริญ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ผู้ยังไม่ฉลาดยังปรารถนาความเสื่อม มันก็จะเสื่อมเป็นธรรมดา เขายังไม่ฉลาดเขาโง่เขามีอวิชชา

ฉลาดโลกุตระต่างจากฉลาดโลกียะ ก็ขยายความคำว่าฉลาดโลกุตระ อีกหน่อย การฉลาดโลกุตระ จึงเป็นการฉลาดที่ลดภัยลดโทษไปตามลำดับ ต่อตนต่อผู้อื่น ทำที่ตนก่อน ถ้าไม่ทำที่ตนก่อน เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปช่วยผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์ มันจะบกพร่องหรือหลอก คนที่บอกว่าจะช่วยคนอื่น โดยที่ตนเองไม่บริบูรณ์ไม่แข็งแรง มันหลอกทั้งนั้น ไม่เต็มเต็ง บกพร่อง มันต้องทำตัวเองให้บริบูรณ์ก่อน พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า ทำคุณอันสมควรก่อน แล้วสอนผู้อื่น จะไม่มัวหมอง คำพูดนี้สมบูรณ์เลย ต้องทำคุณของตนให้มีกำลังพอ มีส่วนที่จะมีพอ จะเป็นสมบัติวัตถุ ไม่กู้หนี้ยืมสิน ไม่กระเบียดกระเสียร ต้องมีคงคลังพอ ที่จะใช้ มันจะได้ไม่พลาด จะได้ดำเนินไปอย่างมีพลัง เป็นความรู้ทางโลกียะ ถ้าความรู้โลกุตระก็ไม่เอามาให้แก่ตัวเอง จัดตัวของตัวเองอย่าให้ขาด อย่าให้เสีย ให้รอดด้วยดี ประโยชน์สูงประหยัดสุด ครน หรม.ดีสุด เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดได้อย่างแท้จริง ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระ เริ่มต้นมีอัญญะ จะเป็นผู้ที่ชัดเจนในทิศทางนี้เรียกว่าพระโสดาบัน เข้ากระแสของโลกุตระ บรรลุความรู้อัญญะ ที่นอกจากความรู้อื่นที่เคยมีมา บางคนอยากฉลาดอยากรวยอยากใหญ่ ถ้าไม่รวยขนาดนี้ไม่ดังขนาดนี้ไม่มา แต่บางคนบอกว่าเอาแค่นี้ เคยใหญ่เคยรวยมันเป็นวิบากด้วยซ้ำขอเป็นคนมีบารมีเลยมาได้เร็ว คนที่ยังอยากใหญ่อยากรวยอยู่ค่อยมาอย่างนี้ก็จะช้า คนที่รู้จักพอสันตุฏฐี หรือสันโดษ ก็อยู่ที่ตัวเองจะตัดรอบ พอแล้วเท่านี้ไม่เอาต่ออีกแล้ว ตัวใครตัวมันก็ตัดสินเอาเอง ใครยังตะกละตะกลาม ยังอยากมากอยากได้เยอะอยู่ยังไม่ถึงใจ รู้สึกว่าถ้ามันได้มากกว่านี้ยิ่งกว่านี้จะพิเศษกว่านี้มันจะยังไงนะ คุณก็เสียเวลาไปเรื่อยๆ แต่ถ้าใครเห็นว่าเท่านี้พอแล้วมาทางนี้เถอะ นอกนั้นเป็นของเก๊ของหลอก ถ้าคนเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาอีก จะมาเลย ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา อย่างเช่นสายปัญญาแท้ๆ จะเข้าใจโลกียะ ไม่ไปสนุกเพลิดเพลิน ไม่เป็นอนาคามีที่จะแวะสุทธาวาส 5 สุทธาวาส คือที่พักอันบริสุทธิ์นะ อวิหา อตัปปา สุทธัสสา สุทธัสสี อกนิฏฐคามี ก็ไปเสียเวลาไปอยู่ในภพสุทธาวาส 5 อัญญาจะพัฒนาจากสัญญา ก็จะไล่ไปเริ่มต้นศึกษาไปต่างๆนานาที่เป็นโลก อยู่กับโลก โลกุตระไม่หนีจากโลกแต่ชัดเจนในเรื่องโลก หลุดพ้นจากโลก โลกทำอะไรไม่ได้ มีแต่เป็นผู้ช่วยโลกได้ เป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อโลก พหุชนหิตายะ ช่วยโลกไปได้เรื่อยๆ ผู้ที่มีความจริงอย่างที่ว่านี้ ที่ชัดเจนเมื่อมีของจริงเริ่มต้นเมื่อมี อัญญะ พัฒนาตัวเองไปตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าก็ได้จริงเกิดจริง เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แน่นอนว่าตอนที่ยังไม่สูงก็โสดาบันก็ยังมีผิดมากอยู่ เริ่มต้นมีผิดมากถูกน้อยแต่ถูกเป็นโลกุตระ จนเป็นพระโสดาบันที่เจริญมีความถูกมากกว่า ความผิดน้อยกว่า ก็คือ สกิทาคามี จากโสดาบันสั่งสมคุณธรรม ผิดน้อยลง ถูกมากขึ้นเรื่อยๆก็เป็นสกิทาคามี อยู่ในโลกข้างนอกได้ กามโลก หรือกามภพ ส่วนอบายภพตัดทิ้งตั้งแต่โสดาบันเข้ากระแสแล้ว เป็นของจริงอย่างไรก็ไม่เอาแล้วอย่างหยาลเช่นนั้น ความรู้โลกียะ ผู้ที่ตนเองรู้มากแต่ตนเอง เอาความรู้ไปรับใช้ผู้อื่นมากก็ดี ตนเองสร้างได้มาก แต่ตนเองเอาไว้น้อย ให้แก่คนอื่นมากๆ โลกียะก็รู้ ก็ยอมรับนับถือยกยอ่ง แต่รู้อย่างนั้นหากไม่เข้ากระแสโลกุตระ มันไม่เที่ยงทำอย่างกดข่มเป็นการเอาหน้า เอาเด่น สะกดได้ดีก็รู้สึกว่าตนเองเอาเด่นได้น้อย แต่ถ้าไม่ฆ่ากิเลสอย่างจริง อาจกำหนดสัญญะได้ พีชะมีแค่สัญญากับสังขาร อัญญะคือ ส กับอัญญะ กำหนดหมายต้องมีคุณธรรมต้องมีธาตุฉลาดโลกุตระไปทำงาน แต่โลกียะไม่ใช่ธาตุกำหนดรู้โลกุตระ มันกำหนดรู้โลกียะ ก็จะได้ขนาดหนึ่ง อาตมาเอาพีชะกำหนด อันนี้ดอกดาวกระจายต้องมีธาตุอันนี้ ดอกอื่นๆ ดอกมะลิ ดอกกุหลาบก็มีธาตุของมัน มันจะรู้ตัวมันแล้วก็เอาเฉพาะของที่มันใช้ เอาได้เท่าที่มันดูดได้มีแรงได้ มีแรงพลังแม่เหล็กได้ มันไม่ไปแย่งใคร ดูดได้แค่นี้มันก็เอาแค่นี้ไม่ได้แย่งของใคร คนอื่นมีอะไรมากกว่าก็ดูดออกไป ดีไม่ดีทำร้าย พีชะทำร้ายเราด้วย ก็เป็นเรื่องของอีกฝั่งหนึ่งที่รุนแรงโหดร้าย เมื่อมีอัญญะ จะควบคู่กันมีสามเส้า อัญญะ สัญญะ ปัญญะ อัญญะ คือตัวต้น ที่รู้นอกไปจากโลกียะ เป็นธาตุรู้ที่รู้ไปเป็นอันอื่นต่างหากจากโลกียะ โลกียะจะฉลาดรู้ รอบรู้เก่ง รู้เหตุผลเท่าไหร่ มันก็วนเวียนอยู่ในโลกียะ เป็นสวรรค์กับนรกอยู่อย่างนั้น เต็มบ้อง หรือลดลงอย่างกดข่ม ไม่รู้สวรรค์จริงนรกจริง สวรรค์จริงนั้นไม่มี สวรรค์จริงมีแต่ของหลอกของเท็จทั้งนั้น แต่นรกมันมีจริง นรกหรือทุกข์อาริยสัจ ถือว่าเป็นของจริงสำหรับผู้รู้เลย แต่สุขเป็นของแท้ สุขขัลลิกะ ทำไมสุขเป็นของเก๊ แต่ทำไมนรกหรือความทุกข์เป็นของจริง ไว้ค่อยขยายกันอีกที ความฉลาดที่เป็น อัญญะ แล้วทำงานเป็นตัวปฏิบัติการจริงๆ สัญญะ ปฏิบัติการแล้วก็จะค่อยๆทำงาน เช่นในองค์ธรรม 6 ประการ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฏฐิ เป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ที่เป็นหลักเดียวกับ system analysis ที่มี input process output outcome impact ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีวิจัยวิจารณ์ อนาไลซิส ไม่ใช่ศาสนากดข่มหรือสะกดจิต แต่อยู่เหนืออย่างไม่ข่มเบ่ง เขาจัดการเราไม่ได้เลย เราเหนือกว่าเขา คือคนเขาทำอะไรเราไม่ได้ มีแต่เราจะช่วยเขา มีแต่เมตตากรุณา

รุนแรงกรรมชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย อาตมาชาตินี้ไม่เคยทำรุนแรง แต่จำได้เคยมีถีบน้องชายคนหนึ่งหนึ่งครั้ง จำเหตุไม่ได้แล้ว แล้วก็มีตอนเด็กที่ชกกันตอนเด็กๆ หรือที่เคยเล่าหลายเรื่อง มีอยู่ที่เคยนัดกันไปชก แต่ว่าเพื่อนไม่มาชก ก็เลยไม่ได้ชก ชาตินี้ไม่เคยรุนแรงกับใคร ไม่เคยถูกใครชกปากเลย จริงๆอาตมาเป็นคนยียวน น่าจะโดนสักหลายที แม้แสดงธรรมก็ท้าทายยียวน แต่คุ้มตัวมีบารมี เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก อย่าเอาอย่างนะ เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง ไม่มีบารมีจริง อย่าหาว่าอาตมาไม่เตือน คนที่มีสิ่งจริง ต้องบำเพ็ญมันจะเป็นล้านๆชาติ แต่อย่าไปกลัวไม่ต้องกังวลหรอก คนเราเกิดแล้วตายเกิดแล้วตาย ไม่ต้องกลัวหรอก ยิ่งในยุคนี้ อายุแค่ 100 ปีอย่างเก่ง คนที่อายุถึง 100 ปีก็ถือว่าเก่งในยุคนี้ แต่ยุคอื่น จะมีอายุ 200 ปี 500 ปี 1,000 ปี 100,000 ปี ก็เป็นเรื่องเกินคาดคิดไม่ต้องพูดถึง จะอย่างไรก็แล้วแต่ ยังมีชีวิตอยู่ก็อยู่กับกรรม จะอายุยาวไป 8 หมื่นปี 5 หมื่นปีก็ตาม มันก็อยู่กับกรรมทั้งสิ้น กรรมจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ในศาสนาพุทธ อย่าเล่นกับกรรม อย่าทำเป็นว่ากรรมนิดหน่อยก็บอกว่าไม่เป็นไร อย่า กรรมชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย แต่ก็อย่าไปเคร่งเกินไป เรามีบารมีเท่านี้ก็ต้องบกพร่องเท่านี้ ละไว้ก่อน เราจะทำตามลำดับ มีศีลกำหนด ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าเลย จุลศีล 26 ข้อ ละเอียดมากแล้วรับรองเป็นพระอรหันต์ได้ เราจะมีปฏิภาณรู้ว่าจะต้องเลิกต้องทำวันนี้ ทำแล้วได้จริง ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ได้จริง แม้แต่ในความคิดก็ไม่ได้คิดมันก็ไม่มี ยิ่งมาพูดก็มีน้ำหนักขึ้น หากมีกายกรรมก็สมบูรณ์ ทางมโนกรรม ถ้าไม่ได้ทำ จะอยากได้ อยากมี อยากเป็น อย่างไรก็ไม่มี คุณจะต้องทำ กรรมเป็นอันทำ มันถึงจะต้องมี แม้ไม่ได้คิด มันจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าทั้งคิดพูดทำได้ลงมือ แล้วจะบอกว่าเราไม่ได้ทำได้อย่างไร คุณจะไปเกี่ยงงอนกับสัจจะไม่ได้ กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วจะแบ่งให้ใครไม่ได้ ไม่ว่าดีชั่วถูกผิด เป็นของๆตน นี่เป็นสัจจะ ถ้าเชื่อกรรมเป็นของของตน เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ตรัสรู้จริง อาตมาก็มีสิ่งบกพร่องผิดพลาด แต่ต้องยอมรับ จะมาวิบากไหนก็ต้องยอมรับ มันจะละเอียดสูงขึ้นไป อาตมาวิบากไม่หมดสิ้น อาตมาต้องจำนนอยู่หลายอัน คนอื่นก็ทำตามกรอบของตน อย่าไปทำอย่างรีบต้องหมดๆ ให้เรียงตามลำดับ

ศีลก็ทำเพื่อให้เกิดบรรลุ จุลศีลก็ทำไปตามกรอบรอบ แล้วจะเจริญเป็นมัชฌิมศีล ส่วนมหาศีลเป็นศีลของศาสนา พูดไปก็กระทบหมู่ใหญ่ ซึ่งอาตมาก็ลาออกมาแล้วแต่ต้องพูดเพื่อ ปฏิกโกสนา เรียกว่าพูดความผิดความถูกให้ชัดๆ แต่จะไปอธิกรณ์ไม่ได้ อาตมาพูดด้วยความปรารถนาดีแต่ก็ต้องเป็นหอกปากมีวิบากย้อนกลับมาได้ คนที่ไม่เข้าใจได้ง่ายๆต้อง ตอกแล้วตอกอีก จนกว่าจะคลายเปิดใจยอมรับมันไม่ง่ายจริง ถ้าพูดเสียงเบาๆอัตตาไม่ถูกกระแทก เขาจะไม่รู้สึกว่าอะไรมากระทบเลยมันเหมือนหนังแรด มันไม่ระคายผิว เป็นเรื่องจำนนที่จะต้องทำ ไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อยนะ เป็นเรื่องยากและมีวิบากอีกด้วย วิบากต้องเกิด แม้จะไปว่าด้วยปรารถนาดีเจตนาดีแต่ก็เป็นการว่าเขา เป็นความซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อน ใครที่จะละเว้นไม่ทำได้ก็ดี จะไม่มีวิบากให้แก่ตัวเองเลย แต่อาตมาเลี่ยงไม่ได้ต้องรับหน้าที่ อาตมาถึงเห็นใจ นายกประยุทธ์หรือใครก็ตาม แม้แต่ท่านประยุทธ ที่เป็นสมเด็จแล้ว ท่านก็ต้องว่า ท่านก็ดี อาตมาก็เคารพท่าน ท่านเป็นผู้ซื่อสัตย์ในความรู้ ปางนี้ท่านก็ต้องมาสะสมความรู้ใช้ความรู้อลังการของท่าน ขณะนี้ไม่มีใครรู้เท่ากับท่านพุทธโฆษาจารย์นี้หรอก ท่านมีเป็นคลังมากที่สุด อาตมาก็ได้รับประโยชน์จากท่าน อาตมาได้อาศัยบัญญัติจากท่าน แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชทุกวันนี้ท่านก็เป็นตัวอย่างของความมักน้อยสันโดษ ท่านจะไม่มีความรู้มากเท่าท่านพุทธโฆษาจารย์ก็จริง แต่ท่านก็มีตามบารมีของท่าน ประเทศไทยต้องมีอันนี้ ที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่จะว่าไปแล้วลึกซึ้งอีกมาก ศาสนาพุทธไม่ตั้งใครเป็นหัวหน้ามีตำแหน่งหรอก แต่ในยุคนี้ต้องตั้ง ไม่ตั้งไม่ได้ ขนาดตั้งแล้วยังละเมิดมันยังไม่กลัวเกรงเลย มีกฎมนเทียรบาลมีกฎหมายมันยังไม่กลัวเลย ในยุคนี้มันจึงต้องเป็น ก็ดีแล้วที่ได้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ท่านเจ้าคุณอัมพร อัมพรแปลว่าฟ้า แม้แต่ฉายาก็อัมพโร ท่านจึงไม่ผิด ยุคนี้ต้องฟ้า ฟ้า สองฟ้า ยกกำลัง อัมพร อัมพโร เป็นเรื่องที่ต้องลงตัว อย่าเอาไปเล่น อย่างอาตมารู้ว่าคนชื่อนี้ๆ เกี่ยวข้องอย่างไรพอเข้าใจแต่ยังไม่สมบูรณ์ค่อยๆเป็นไป อาตมาก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ ก็เปิดเผยพอได้ แต่อย่าไปอวดดีทำตาม กรรมเป็นอันทำอย่าอวดดี ยิ่งเอาธรรมะระดับอุตริมนุสธรรมก็ยิ่งมีวิบากยกกำลังสูงมาก เพราะฉะนั้นจึงอย่าทำเล่น หากตนเองไม่มีอตตริมนุสสธรรมคือธรรมะขั้นคุณวิเศษ ตนเองไม่มีแล้วบอกคนอื่นว่าตนเองมี มันแค่โกหกนะ โกหกมันปาจิตตีย์แต่นี่ไม่ใช่ มันปาราชิกนะ เอาธรรมะระดับคุณวิเศษไปโกหก เป็นเรื่องปาราชิก ตกนรกมีวิบากมากเท่าไหร่ เหตุปัจจัยในเมืองไทยอาตมาดูแล้วว่าลงตัวจริงๆ มีครบพร้อมเลยอย่างที่ยกตัวอย่าง มันต้องมีต้องเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องมีประยุทธ์ 2 ประยุทธ์ มีทั้งผู้รู้ที่เก่งในการบริหารประเทศ และทางธรรมะ อาตมาก็อธิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน