600224_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความหมายของบุญอันเป็นโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์364 KB
วันที่แก้ไข1 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600224_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความหมายของบุญอันเป็นโลกุตระ

สมณะเดินดินว่า….วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ที่บ้านราชฯ วันนี้พิเศษมีศพพ่อของคุณ นักธรรม นักรบธรรม หรืออู๊ดเชียงราย มาตั้งไว้ที่ศาลานี้ด้วย พ่อเขาได้มาเสียชีวิตที่โฮงปัว พ่อเขาอายุ 83 ปี ได้มาดูแลกันสองสามวันก็จากไป พรุ่งนี้บ่ายสองโมง ก็จะมีพิธีฌาปนกิจ เดินทางจากเชียงรายมาสู่เฮือนสุดชีวิต ก็เป็นข่าวเทวฑูต คือผู้สื่อข่าวที่ทำให้เรารู้สัจธรรม ก็ขออาราธนาพ่อครู ให้ธรรมะกับพวกเรา พ่อครูว่า... ตอนนี้ใครรู้บ้างไหมว่าข่าวอะไร กำลังขึ้นหน้า ก็คือข่าวธรรมกาย เหตุการณ์ไม่เคยมีมา ในประเทศไทย ที่เกิดมีมาแล้ววันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ถึงขั้น ทางการรัฐบาล ต้องใช้กฎหมาย มาตราพิเศษ มาตรา 44 เพื่อใช้บังคับความดื้อด้าน ดึงดันของสมณะและภิกษุ ผู้บวชมาในศาสนาพุทธ แล้วก็เป็นเจ้าอาวาสวัดด้วย ของวัดพระธรรมกาย ผู้ที่บอกยาก ว่ายากสอนยาก ดื้อด้านดึงดัน พระพุทธเจ้าจัดในระดับอาบัติของสังฆาทิเสส รองจากปาราชิก แล้วนี่ความดื้อด้านดึงดัน ของธัมมชโยนี้ ไม่ใช่ธรรมดา อาตมาเกิดมาอายุเกือบ 83 ปีแล้ว ก็เพิ่งจะเคยเห็น คนที่ดื้อด้านดึงดันได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ดื้อด้านคนเดียว แต่พาลิ่วล้อสาวก มาดื้อด้านดึงดันด้วย เป็นมวลเป็นหมู่ใหญ่ ที่อาตมาพอมีความรู้คือลัทธิธรรมกาย เป็นลัทธิสะกดจิต สะกดจิตไปได้ ทั่วประเทศไปทั่วโลก โดยใช้สะกดจิตผ่านโทรทัศน์ มีวิธีการมีรูปภาพสิ่งชี้ชวน สะกดจิต เพื่อให้จิตอยู่ในอาณัติ วิธีนั่งหลับตาทำสมาธิ หรือเรียกว่า Meditation จะเป็นการหลับแล้วให้เห็นความใสหรือความดับ ที่เรียกว่า นิโรธ มันไม่ใช่สมาธิเลย มันไปไกลจากสมาธิของศาสนาพุทธมากแล้ว อันนี้มันเป็นสมาธิของเดียรถีย์ เป็นของผู้ไม่รู้วิธีทำที่ถูกต้อง มีมาแต่โบราณมาก่อนน

อ่านต่อ

ั่นอีก พระพุทธเจ้าก็ไปพบแล้ว มีในตำนาน ในประวัติท่านก็ไปเข้าฌาน 4 ฌาน 8 แต่ท่านก็บอกว่า อันนี้ไม่ใช่ทางปฏิบัติไปสู่การพ้นทุกข์ ก็ดูกันทั้งนั้น แต่ทำไมไม่สะกิดใจ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า มหาจัตตารีสกสูตร ก็ชัดเจนว่า สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ถูกต้องที่เหมาะควร เข้าหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ ก็ให้ปฏิบัติทุกกรรม ในขณะทำการงาน อาชีพ เลี้ยงชีวิต ก็ให้ปฏิบัติให้เกิดสัมมา พากเพียรให้เกิดสัมมาอาชีวะ ก็คือให้เลิกจากมิจฉาชีวะ 5 ประการ เมื่อเลิกเสีย อันไหนมันยาก ก็ตั้งใจลดละ เห็นได้ว่ามันเป็นความทุกข์ เป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็เลิกละมาเสีย ให้ละจาก มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 ให้มีจิตใจรู้ด้วยปัญญา รู้ด้วยกรรมต่างๆ แล้วก็หยุดกรรมนั้น ที่มันเป็นมิจฉา มิจฉาอาชีวะ 5 มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 มิจฉาสังกัปปะ 3 ก็เลิกก็ล้างเสีย ท่านก็ตรัสไว้ชัดเจนว่าเรื่องใดอย่างไร เป็นการอธิบายใน มหาจัตตารีสกสูตรเป็นการอธิบาย เรื่องของสมาธิโดยตรง ก็ไปเข้าใจว่าอานาปานสติ สติปัฏฐาน สติปัฏฐานก็ยังพอเข้าใจ เข้าหลักเกณฑ์ แต่ในอานาปานสติ ท่านไปปฏิบัติแบบเอาลมหายใจเป็นกสิณ แบบฤาษีดาบส มันต้องเรียนรู้กายสังขาร จิตสังขาร แล้วเรียนรู้ว่า กายสังขารอยู่แค่ไหน จิตสังขารคืออย่างไร ก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน คำว่ากาย ก็ไม่ค่อยเข้าใจกันแล้ว ในพระไตรปิฎกยืนยัน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 1. อัสสุตวตาสูตรที่ 1 [230] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ พ่อครูว่า...คำว่ากาย หากพิจารณาผิดแล้ว ในสติปัฏฐาน 4 ก็ให้เริ่มที่กายในกาย แล้วจะต่อไปที่เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็ต้องรู้อกุศลธรรม ที่มันปนเปในกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วกำจัดหรือเลิกอกุศล สิ่งที่ไม่ควรต้องมี ต้องเป็น ในเรา เช่น ท่านบอกว่าองค์ประชุม กาย มีพฤติกรรมทั้งภายนอก อาชีพ การกระทำ กัมมันตะ วาจา พิจารณาให้ดี เรียนรู้หรือทำจิตของเรา ให้มันเบื่อหน่ายคลาย เช่น มิจฉาอาชีวะ มี 5 อย่าง ต่ำสุดคือกุหนา เป็นอาชีพเลวร้าย ทุจริต ขี้โกง ก็ทำจิตให้เบื่อหน่ายคลาย แม้จะทำแล้วได้อำนาจ ยศศักดิ์ มันชั่วก็เลิกเสีย ทำจิตให้เบื่อหน่ายคลายออกมา แต่ไม่ได้ศึกษาเช่นนั้น เพราะติดวิธีการที่จะทำให้จิตแข็งแรง ตั้งมั่น ลดละกิเลส จิตสะอาดจากกิเลส ตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ เรียกโดยศัพท์ว่า สมาธิ แต่กลับไปเข้าใจว่า จะทำให้จิตตั้งมั่น จะต้องไปนั่งหลับตาทำสมาธิ พระพุทธเจ้า ไม่เคยสอนเลยว่าไปนั่งหลับตา แล้วไปสร้างภพสว่างใส หรือสร้างภาพ ให้หยุดนิ่งเฉย จนเป็นนิโรธดับดำมืด จิตไม่คิด ไม่นึก ดำมืดไปเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็ไม่เคยมีในคำสอนของศาสนาพุทธ ในพระไตรปิฎกทั้งหมด ไม่มีเลย แต่ยังเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า สมาธิจะต้องนั่งหลับตา อาตมาจึงเมื่อยมากเลย ที่พูดซ้ำซาก เมื่อเข้าใจผิดไปจากสาระสัจจะแท้ๆ ของศาสนาพุทธ แล้วเราก็นับถือศาสนาพุทธ เราจะได้คุณค่าประโยชน์อะไร ให้แก่ชีวิตหรือ ก็มีแต่หลงเลอะเทอะไปจากสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งทางอาชีวะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ออกนอกทางที่พระพุทธเจ้าสอนไปหมด เพราะติดตั้งแต่เบื้องต้น วาจาก็ไม่ได้สังวรสำรวม เพราะอาจจะพอฟังได้ เข้าใจว่าอะไรเป็นมิจฉา แต่ที่สำคัญคือ มิจฉาอาชีวะ 5 อย่างนี้ไม่ค่อยจะพูดกัน ในมหาจัตตารีสกสูตร ท่านแจกไว้ชัด มิจฉาอาชีวะ 5 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) ถ้าอย่างนี้ต้องเป็นต้องเลิก ต้องละจางคลายออกมา ด้วยจิตใจที่เห็นอย่างมีปัญญา ว่ามันไม่ได้น่ามี น่าเป็น ไม่น่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง อสังสัคคะ ไม่น่าไปสัมผัสสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในความหมายนี้ ศาสนาพุทธเลยกลายเป็น ศาสนาที่นอกรีต มีแต่จารีตพฤติกรรม ที่ปรากฏในสังคมขณะนี้ คือเหตุการณ์ของศาสนา ที่เป็นธรรมาธรรมะสงครามขณะนี้ ถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต้องใช้กฎหมายหนัก กฎหมายที่หนักที่สุดร้ายที่สุด ข้อบังคับที่สุด เผด็จการที่สุด เพื่อเข้าไปควบคุมเหตุการณ์พฤติกรรม เพื่อแก้ไขปรับปรุง เมื่อมันพาผิดไปนอกรีตนอกรอย เป็นโจร จนศาลต้องออกหมายจับ แต่ก็ยังดื้อดึงดัน และทางเถรสมาคม หรือคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ไม่เอาถ่าน ถือว่าไม่ใช่เรื่อง ขนาดเจ้าคณะจังหวัดที่ธรรมกายอยู่ คือเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ก็บอกว่าไม่เกี่ยว มันเป็นเรื่องตลกจริงๆ นี่คือความเพี้ยน ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่เอาภาระ ไม่ช่วยเหลือกันเลย ที่พูดนี้อาตมานานาสังวาส ไม่ได้เป็นศาสนาพุทธ ในสงฆ์หมู่ใหญ่ อาตมามีสิทธิ์ปฏิกโกสนา คือตำหนิค้านแย้ง สิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะพูดอย่างหนัก อย่างแรง อย่างจังอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ว่า ไม่มีสิทธิ์ยื่นเรื่องราว เป็นอธิกรณ์ฟ้องร้องไม่ได้ ได้แต่วิจารณ์ ตำหนิ ประท้วง ไม่เห็นด้วย ในฐานะที่เป็นศาสนาพุทธ แม้จะนานาสังวาส แต่ก็เป็นพุทธศาสนา ร่วมกันอยู่ ก็ต้องติงกันบอกกัน

ลองเอาของธรรมกาย มีคนเขา สรุปคำสอนธรรมกายจากคุณ Khunapa Thamrongmas วัดพระธรรมกายคือพุทธแท้ และศูนย์กลางสันติภาพโลก วัดหลายๆ แห่งต่างก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน บางวัดไปทำสังฆทาน ปล่อยปลา บางวัดไปดูดวง บางวัดมีมหรสพ ลิเก บางวัดมีเต้นโคโยตีในงานบุญ บางวัดมีเครื่องลางของขลัง บางวัดมีปลัดขิก นางกวัก กุมารทอง...ซึ่งแต่ละวัดก็แตกต่างกันไป ไม่เหมือนกัน วัดพระธรรมกายเน้นเรื่องไตรสิกขา ทั้ง 3 ส่วน ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ อันประกอบด้วย ทาน ศีล และภาวนา ซึ่งเป็นหัวใจคำสอนของวัดพระธรรมกาย (พ่อครูว่า...เขาเอาคำว่าบุญ ไปกลบคำว่าทาน เพราะว่าบุญ ไม่มีการให้อะไรแก่ใคร เพราะบุญมีหน้าที่ทำลายความเลว บาปอกุศล การทำบุญไม่ได้เอาบาป อกุศลหรือกุศลไปให้กับใคร บุญมีหน้าที่รู้จักอกุศล รู้จักบาป โดยเฉพาะรู้จักกิเลส แล้วมีหน้าที่ฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสเสร็จ หมดหน้าที่ บุญก็หายไป ไม่มีอะไรเหลือ บุญไม่มีความมี หรือสมบัติ มีแต่วิบัติ เมื่อไม่เข้าใจหน้าที่ของบุญ เลยเอาบุญไปค้าไปขาย แล้วเขาเอาคำสอนว่า ทางวัดเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้ที่ชั่วหยาบๆ เขาทำทานอย่าง จตุทิสาสังคิกวิหารทาน บุญเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ถ้ายังมีอยู่ในตัวก็ไม่บริสุทธิ์ บุญมีหน้าที่ล้างบาปอกุศล ถ้าทำให้บาปหมดไป ก็หมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ จะมีสักกี่คนที่เข้าใจบุญได้ชัดเจน อย่างที่อาตมานิยาม หรือขยายความ การไปทำทาน ก็ไปเรียกว่าบุญ ก็เลยเป็นมิจฉาทาน ไปถือศีลก็เรียกว่า จะได้บุญ อย่างที่เข้าใจผิด มีทิฏฐิ มีconcept ผิด ว่าถือศีล จะได้บุญอย่างนั้นอย่างนี้ หรือภาวนาคือผล ทุกวันนี้เข้าใจทาน ศีล ภาวนาผิด ภาวนา ก็คือผล การเกิดผล ผลของการปฏิบัติทาน ศีล แล้วจิตจะเกิดสัมมาสมาธิ คือผลคือภาวนา ก็เข้าใจไม่ถูกต้องตามสัจธรรมนั้น ธรรมกายนั้นมิจฉาทาน มิจฉาศีล มิจฉาภาวนา คือ นัตถิ ทินนัง นัตถิ ยิฏฐัง นัตถิ หุตัง เป็นการทำให้ใหญ่โต วิภูสนัฏฐานา มาลาคันธวิเลปนา ธารณ มัณฑนะ ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่อธิบายวิชาการเขา แล้วก็ยินดีกับพวกนี้ ออกแบบตกแต่งเสื้อผ้าหน้าแพร วัตถุประกอบนานาสารพัด เอาเงินเอาทอง ชาตรูปรชตะ เป็นศีลที่ให้เว้นขาด แต่เอามาทำอย่างมโหฬารพันลึกมาก สร้างกิเลสพอกกิเลส ให้คนติดยึดมาก คนที่มากนี้ อาตมาบอกแล้ว เพราะว่ามันเข้ากับกิเลสของปุถุชน แล้วปุถุชนยังโง่งมงายในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โลกธรรมมันเข้ากับกิเลสของคน มันก็ไปกัน และอีกอย่าง คือสะกดจิต หนึ่ง เอาโลกธรรมมาปรุงแต่งมโหฬารพันลึก เข้ากับกิเลสคน คนก็ไปเยอะ สอง ใช้วิธีการสะกดจิต เอาวิชาการตลาดใส่เข้าไป เลยกลายเป็นเรื่องนอกรีต ตีกลับ แทนที่จะทำแบบซกมกสกปรก ที่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เอา แต่ก็เลยเอาแบบหรูหรา ฟรุ่งฟริ้งมโหฬารไป เต็มรูปเลย ศีลที่พระพุทธเจ้าให้เว้นขาด ดันเอามาปรุงแต่งเป็น วิภูสนัฏฐานา แล้วเถรสมาคมก็ส่งเสริม ไม่รู้ว่าเป็นส่งล้มล้างศาสนาพุทธ มันผิดศีล แค่ศีล 8 ชัดๆตรงๆ ก็ไม่เข้าใจ มัณฑณวิภูสนฐานา คือสร้างให้ยิ่งใหญ่อลังการมาก ทำอย่างโลกๆ เหมือนกีฬาโอลิมปิก แข่งดีแข่งเด่นกับสากลโลก โอลิมปิกคือกีฬามหาอบายมุข มอมเมาโลก แล้วก็มาดีใจว่าคนชื่นชม ก็คนโลกๆมันก็ดีใจสิ แทนที่จะละหน่ายคลายกิเลส ศาสนาพุทธเป็นไปเพื่อ หมดภพจบชาติ แต่เขาทำกัน ตรงกันข้ามเลย) ทั้งนี้ยังรวมไปถึง Universal Goodness 5 หรือความดีสากล 5 ประการที่ทางวัด ฝึกและฝนลูกศิษย์วัด ให้มีเป็นนิสัย อันมี ความสะอาด ความมีระเบียบ ความสุภาพ ความตรงต่อเวลา และความมีสมาธิ หลวงพ่อ หลวงพี่เพาะบ่มเหล่าลูกศิษย์ ให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ โดยผ่านกิจกรรมความดีสากลต่างๆ ทั้งหมดนี้ ทำให้วัดพระธรรมกายโดดเด่น พัฒนาก้าวกระโดด เพราะเน้นหัวใจของพระพุทธศาสนา นั่นคือไตรสิกขานั่นเอง สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่วัดทำอย่างจริงจัง จนเกิดมรรคและผล ทำให้คนยิ่งมาวัดมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีมหรสพอึกทึกครึกโครมใดๆ...เลย พ่อครูว่า...นี่คือกลเม็ดเด็ดพราย ของธรรมกาย ไม่มีมหรสพอึกทึกครึกโครมไม่มีเต้นโคโยตี้ เขาก็เอาความดีง่ายๆ ในการเลือกสิ่งเหล่านี้มา ความดีเหล่านี้ตื้นเขิน เห็นได้ง่าย แต่ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง มีคำถามของอาจารย์สญชัย เวลัฏฐบุตร บอกพระสารีบุตร ว่าที่ไม่ไปหาพระพุทธเจ้าเพราะอะไร อาจารย์สญชัย เวลัฏฐบุตร ถามพระสารีบุตรว่า คนในโลกนี้ มีคนโง่หรือคนฉลาดมาก พระสารีบุตรก็บอกว่า คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด อาจารย์ สญชัย เวลัฏฐบุตร ก็บอกว่า เธอไปอยู่กับคนฉลาดเถอะ เราจะอยู่กับคนโง่ที่มีมากเหล่านี้ ก็ต้องชมเขาว่าเก่งฉิบหายเลย และสิ่งที่แตกต่างจากวัดอื่น ที่เราพบเห็นโดยทั่วไปคือ เน้นคำสอนของหินยาน(เถรวาท) แต่เผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบมหายาน ซึ่งนั่นหมายถึง วัดพระธรรมกาย อยากให้คนทั้งโลกเข้าถึงธรรม เข้าถึงความสุขภายใน ซึ่งแตกต่างจากสายดั้งเดิมนั่นคือ ใครทำใครได้ เอาตัวเองให้รอดก่อน คนอื่นทีหลัง..แล้ว ก็ปฎิบัติเพื่อความหลุดพ้นคนเดียว...ซึ่งก็ไม่ผิด และก็ไม่ใช่พุทธเทียม แต่วัดพระธรรมกาย อยากให้ทุกคนบนโลกใบนี้ ได้เข้าถึงนิพพานภายใน หรือความสุขที่แท้จริงภายใน ความปรารถนานี้ แตกต่างจากวัดอื่น ซึ่งเราจะเห็นคนวัดมีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น และมีงานบุญใหญ่หลายครั้ง ก็เพื่อโปรดสัตว์โลกจำนวนมาก เพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้สั่งสมบุญใหญ่ เป็นเสบียงบุญข้ามวัฏฏสงสาร....เข้าสู่พระนิพพาน โดยไม่ทอดทิ้งพวกเขาเหล่านั้น ให้จมอยู่กับความไม่รู้ (อวิชชา) เพราะจะทำให้มีอบายภูมิ เป็นที่ไป... (พ่อครูว่า...การให้พรไปรวย นี้คือแช่งให้ซวย) ท้ายนี้ การทำบุญที่เน้นให้ลูกศิษย์รวย ก็เป็นเพียงการให้พรลูกศิษย์ส่วนหนึ่งเท่านั้น หลวงพ่อ หลวงพี่ก็ให้พรมากมาย รวมถึงให้มีกาย วาจา ใจ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ให้เข้าถึงมรรคผลนิพพานโดยง่าย โดยเร็วพลัน ทุกท่านจะให้พรแบบนี้ตลอด... ถ้าลองตรองดูดีดี ไม่มีวัดไหนให้พรลูกศิษย์ให้ไป"จน" (พ่อครูว่า...แสดงว่าตาถั่ว มองไม่เห็นวัดอโศก ที่สอนให้คนมาจน แม้แต่ในหลวง ก็ให้มาจน เราตั้งนามสกุล เกี่ยวกับความจนนี้มากมาย จนดีจริง งงมาจน พร้อมจน ตั้งใจจน กล้าจน จนสำเร็จ จนทุกชาติ จนอีหลีอีหลอ มาจน เต็มใจจน (มีคนตั้งชื่อตนเองว่า จนแน่ มุ่งมาตาย)) เลยสักวัดเดียว เพราะความยากจนเป็นรากเหง้าแห่งปัญหาทั้งหลาย (พ่อครูว่า...ความรวยต่างหาก เป็นรากเหง้าแห่งปัญหาทั้งหลาย ถ้ามาเอาแบบคนจน ตามที่ในหลวงตรัส มันจะลดปัญหาหมดปัญหาได้จริงๆ ความเข้าใจเช่นนั้น เป็นภูมิปัญญาชนที่จมในโลกธรรม หลงงมงายในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เหนื่อยแต่มีความคิดความเห็น ในแนวนั้นเลย) เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาครอบครัว เป็นต้น ลองเปิดใจดูแล้วจะพบว่าทุกๆ วัดต่างก็ช่วยสืบทอดพระศาสนา ช่วยสร้างคนให้เป็นคนดี มีศีล มีธรรม มีมรรคผลนิพพานเป็นที่ไป ล้วนเป็นพุทธแท้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น ชอบแบบไหน จริตแบบไหน ก็ขอให้เลือกตามใจชอบเถิด... (พ่อครูว่า...คนไปลักขโมยปล้นจี้ เพราะว่าไม่รู้ว่า การเป็นคนจนนี้ดี ไม่ต้องสะสมมาก ไม่ต้องร่ำรวยมาก เอาแต่พอใช้พออาศัย มีหลักเกณฑ์คือต้องมามักน้อย อัปปิจฉะ พยายามมีให้น้อย เอาแต่น้อย สันตุฏฐิ น้อยก็พอ สัลเลข ธูตะ ปาสาธิกะ วิริยารัมภะ อปจยะ ไม่เอาไว้มาก มันจึงเกิดเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ มีสมรรถนะ สร้างได้มาก แต่มีน้อยเราก็พอ ขัดเกลากิเลสสัลเลขะ มีส่วนเกินเราก็แจกจ่าย เกื้อกูลคนอื่นไป นี่คือหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ แล้วเขาก็ไปตู่ว่า จนคือรากเหง้าปัญหา) กราบอนุโมทนาบุญกับชาวพุทธ และผู้รักสันติทุกท่าน อจ.ต้น 22.18 น. 23 กพ 60 ปล. ขนาดนิ้วมือยังมี 5 นิ้ว ยาวไม่เท่ากัน ซึ่งต่างก็เป็นนิ้วเหมือนกัน การที่เราปฏิบัติตน ตามหลักคำสอนของพระอาจารย์ที่นับถือ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่จะเอามาตรฐานตนเอง ไปเทียบวัดการปฏิบัติที่ต่างจากตนว่าเป็นพุทธไม่แท้… คนคิดแบบนี้ มองโลกแคบไป เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะพุทธแท้จะไม่ว่าร้ายใคร แต่จะยินดีกับทุกๆ คนที่ได้ปฏืบัติ แม้จะต่างสาย ต่างสำนัก แต่พุทธแท้จะรู้ว่า เมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่ง ทุกอย่างจะเชื่อมถึงกันหมด แล้วจะเจอประสบการณ์ภายใน ที่เหมือนกัน อันจะนำไปสู่เส้นทางสายกลาง ที่แท้จริงต่อไ ป

พ่อครูว่า โมเม จับแพะชนแกะไป ถ้าไม่มีอะไรถูกอะไรผิด อะไรก็ถูกหมดแล้วพระพุทธเจ้า จะเกิดทำไม พระพุทธเจ้าสอนว่า สัจจะนั้นมีหนึ่งเดียว หรือว่าทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มีทางเดียว เอเสวมัคโค ลัทธิอื่น ไม่มีมรรคองค์ 8 แล้วท่านก็บอกว่า อันนี้ถูกต้อง อันอื่นเป็นเดียรถีย์ แม้แต่องค์กรทางศาสนา มหาเถรสมาคม ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็นผีบุญแท้ๆ ถึงขั้นมีการซ่องสุม สร้างลัทธิครอบงำคน ได้สำเร็จ จนเป็นผีบุญได้สำเร็จ อาตมาพูดอย่างจริงใจ ไม่ได้ไปหาเรื่พจนานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ ล.7

_จากไลน์ของสมณะถักบุญ สรุปธรรมะแล้วมีคนทักท้วง ออกทางสื่อสาร 2 2 กพ 60 "การกีฬา"แสดงให้เห็นความเสื่อมที่ชัดเจน เพราะ"แข่งขันมาเพื่อตน" (การให้คือความเจริญ การเอาคือความเสื่อม) 23 กพ 60 "สมาธิ" คือการลืมตา แต่มีความสงบในจิต (ไม่มีกิเลส) เป็นจิตที่มีความคล่องแคล่วว่องไว เหมาะควรแก่การงาน 24 กพ 60 "บุญ" คือการเอากิเลสออกจากจิต ให้สะอาดบริสุทธิ์ เมื่อกิเลสหมด ก็หมดหน้าที่ของบุญ นั้นคือ "สมาธิขั้นสูงสุด" ท่านสมณะถักบุญครับ "บุญ"คือการเอากิเลสออกจากจิต ให้สะอาดบริสุทธิ์ มีในพระไตรปิฎกเล่มไหน ข้อไหน หน้าไหนครับ ผมเปิดดูพระไตรปืฎก ฉบับหลวง ฉบับมหาจุฬา ฉบับมหามงกุฏ ฉบับขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ 5เล่ม ของหลวงพ่อพุทธทาสแล้ว ไม่เจอเลย ขอความเมตตา บอกให้ทราบด้วยครับ บุญคืออะไร? พ่อครูว่า คำว่าบุญหรือ ปุญญะ มีใน พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ 25 ข้อ 200 2. ปุญญสูตร [200] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ที่ตนเสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลาย ที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด 7 ปีแล้ว ไม่กลับมาสู่โลกนี้ตลอด 7 สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อกัปฉิบหายอยู่ เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก ชั้นอาภัสสระ เมื่อกัปเจริญอยู่ เราย่อมเข้าถึงวิมานแห่งพรหมที่ว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าเราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใครครอบงำไม่ได้ เป็นผู้สามารถเห็นอดีต อนาคตและปัจจุบันโดยแท้ เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่ในวิมานพรหมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราได้เป็นท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพ 36 ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะวิเศษแล้ว ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการหลายร้อยครั้ง จะกล่าวใยถึงความเป็นพระเจ้าประเทศราชเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรม 3 ประการของเรา คือ ทาน 1 ทมะ 1 สัญญมะ 1 ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถา ประพันธ์ดังนี้ว่า กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน 1 ความประพฤติสงบ 1เมตตาจิต 1 บัณฑิตครั้นเจริญธรรม 3 ประการ อันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลก อันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ เนื้อความแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ 2

คนที่แย้งนี้เขาก็ว่า บุญอยู่ที่ไหน?...เล่ม25ข้อ200 ต่อจากพระสูตรข้างบน ....ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ที่ตนเสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลาย ที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน (ผลของบุญที่ได้รับ จากที่เราได้ทำไว้ อยู่ในขันธ์ 5 ที่สัตตานัง หลงยึดนี่เเหละ) พ่อครูว่า...คำพูดเหล่านี้ ให้ไปตรวจในพระไตรปิฎกว่า ศาสนาพุทธ ให้ล้างความยึดถือในขันธ์ 5 ถ้าอ่านไม่แตก ก็จะไปหลงยึดถือ ยึดคืออุปาทาน ศาสนาพุทธ คือล้างความยึดในอุปาทานขันธ์ 5

บุญ ทำอย่างไร? พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ 23 ข้อ126 [126] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ 3 ประการนี้ 3 ประการเป็นไฉน คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน 1 บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล 1 บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุ ที่สำเร็จด้วยทานนิดหน่อย ทำบุญกิริยาวัตถุ ที่สำเร็จด้วยศีลนิดหน่อย ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุ ที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนชั่วในมนุษย์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณ ทำบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลพอประมาณ ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนดีในมนุษย์ ฯ.....

บุญ ทำไมต้องทำ? พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ 25 ข้อ 200 ต่อจากพระสูตรข้างบน ....กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน 1 ความประพฤติสงบ 1เมตตาจิต 1 บัณฑิตครั้นเจริญธรรม 3 ประการ อันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลก อันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ เนื้อความแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ อยากประสบบุญเป็นอันมากทำอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ! นักบวชผู้มีศีล เข้าไปสู่สกุลใด มนุษย์ทั้งหลายในสกุลนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ด้วยฐานะ 5 อย่าง.

ฐานะ 5 อย่าง อะไรบ้างเล่า ? 5 อย่าง คือ :- (1) ในสมัยใด จิตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเลื่อมใส เพราะได้เห็นนักบวช ผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อ สวรรค์ (2) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย พากันต้อนรับกราบไหว้ ให้อาสนะแก่นักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อการเกิดใน สกุลสูง. (3) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย กำจัดมลทิน คือความตระหนี่เสียได้ในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อ การได้ เกียรติศักดิ์อันใหญ่ . (4) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแจกจ่ายทานตามสติ ตามกำลังในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อ การได้ โภคทรัพย์ใหญ่. (5) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไต่ถามสอบสวน ย่อมฟังธรรมในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการได้ ปัญญาใหญ่. ภิกษุทั้งหลาย ! นักบวชผู้มีศีล เข้าไปสู่สกุลใด, มนุษย์ทั้งหลายในสกุลนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ด้วยฐานะ 5 อย่างเหล่านี้ แล. ปฐมธรรม หน้า 154-155(ภาษาไทย) ปญฺจก. อํ. 22/216/199.

มนัสท่านสมณะเจ้าค่ะ มีคนเขามีข้อสงสัย ในธรรมะที่ท่านได้มาเจ้าค่ะ ว่ามาจากไหน? ได้มาอย่างไร ขอหลักฐานค่ะ ได้มาจากการฟังพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เทศน์ ไม่ได้เอามาจากไหนเลย อาตมาเป็นสมณะ ที่พึ่งจะหัดฟังธรรมะ รู้เรื่องบ้างเล็กๆน้อยเมื่อ 17 กย 59 นี้เองนะ พระไตรปิฎกเป็นหนังสือที่ อาตมาไม่มีความสามารถที่จะทำความเข้าใจได้ (เกินภูมิของอาตมา) ทั้งหมดในการสรุปทั้ง 90 ตอนที่ผ่านมา ได้มาจากการฝึกฟังธรรมะทั้งนั้นเลยนะ ในการตอบคำถาม อาจจะไม่ตรงประเด็นที่ถามมา จึงต้องขออภัยเอาไว้ ณ.ที่นี้ด้วยนะ มีท่านใดพอตอบได้ไหมค่ะ? สมณะถักบุญตอบว่า...พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ เท่านั้น

ความหมายของบุญอันเป็นโลกุตระ พ่อครูว่า...อาตมานี่ละพอตอบได้ สงสัยจังเลย คำว่าบุญ ที่อาตมากล่าวไปว่า บุญ คือเครื่องชำระกิเลส อาตมาก็ขอยืนยันว่า เอามาจาก พจนานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ ล.7 น.2416

คำว่าบุญ แปล ว่า “สนฺตานํ ปุนาติ วิโสเธติ” ตามที่ท่านธรรมปาละ อธิบายไว้… (พ่อครูไอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน