ปัญญาข้อที่ 8 ในปัญญา 8 ประการ(2).docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาข้อที่ 8 ในปัญญา 8 ประการ สู่แดนธรรม...ข้อที่ 8 นี้ ผมเช็คตามพระบาลีด้วย ท่านไม่พูดเดรัจฉานวิชชา 8.อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า…คำว่ารู้เห็นความเกิดความดับ ภาษามันฟังง่ายๆ แต่ความเป็นจริงของสภาวะมันยาก อย่างน้อยกว่าคนจะรู้แค่คำว่า รูป เป็นดังนี้ มันเป็นอย่างไร คุณมองรูป ที่เป็นรูปที่ตากระทบ ไม่ยาก โอ้.. วันนี้มีแต่ลูกมะตูม เรามองเกือบไม่ออกเป็นมะตูม มีบล็อกโคลี่ มีมะเขือเทศ กะหล่ำปลี หัวผักกาด กะหล่ำสีม่วง(สีแหล่) โอ๊ นี่มันบัตเตอร์นัท ก็เห็นรูปวัตถุก็ว่าไป ทีนี้ จะเห็นรูปที่เป็นจิตเจตสิกรูป รูปที่เป็นนามธรรม รูปที่เป็นอาการของเวทนา รูปที่เป็นอาการของสัญญา รูปที่เป็นอาการของสังขาร รูปที่เป็นอาการของวิญญาณ นี่สิ ไม่ง่าย ต้องเห็นด้วยอาการ ลิงค นิมิต ส่วนอุเทสคือ คำอธิบายชี้แจงที่อาตมาพูดไปแล้ว ไปทำความสำคัญมั่นหมายกำหนดเอาเอง ว่าอาการอย่างนี้เรียกว่าเวทนา มันต่างกันนะ มันต่างกันกับสัญญาด้วย อาการของสัญญามันก็ต่างไป มีลิงคะมันต่าง อาการของสังขารก็ต่างไป ในเจตสิก 3 อาการมันต่างกัน ก็กำหนดหมายความต่าง เรียกว่านิมิต ญาณปัญญาของคุณ ทำสัญญาของคุณ กำหนดหมายเอาเองว่า อย่างนี้อาการเวทนา แล้วเวทนาแยกได้เป็นเวทนาสุข เวทนาทุกข์ เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์
อ่านต่อ
หรือเวทนานี้เนื่องมาจากภายนอก กายิกเวทนา เวทนานี้เนื่องจากภายใน คือ เจตสิกเวทนา เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถแยก 2 กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา เป็นเวทนา 2 มันมีความต่างกันอย่างไร ถ้ากายิกเวทนาก็เชื่อมมาจากภายนอก แต่ทีนี้ข้างนอกต่ออยู่ ตาเห็นรูปอยู่ แต่กิเลสที่ร่วมกับภายนอก แต่ก่อนมีกิเลสภายนอกร่วมอยู่ ทีนี้ทำกิเลสภายนอกให้หมดไป เป็น อนาคามีก็ถือว่ากิเลสภายนอกหมด แต่มันยังเหลือภายในเป็นรูป อรูป ก็เข้าไปรู้ภายในจิต เป็นเจตสิกเวทนา มีกิเลสอย่างไร แยกเป็น เวทนา 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการ อย่างนั้นมันเกิดเราก็รู้ในจิตของเรา มันเกิดเมื่อไหร่รู้เมื่อนั้น เราก็อ่านความจริงตามความเป็นจริง ไม่แค่กะคาดคะเนเอาตามความเข้าใจ ไม่พอ ต้องมีสัมผัสจริงเกิดอาการจริง การปฏิบัติธรรมต้องเกิดการสัมผัสจริง เกิดอาการจริง มันสุข มันทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์มันมีอยู่ 2 อย่าง คือ ด้วยปัญญากับกดข่มไว้ ผู้เข้าใจแต่สมถะฝึกสมาธิก็ได้ก็เก่งนั่งหลับตาฝึกไปเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส ได้ แต่ไม่จบ อาสวะไม่สิ้น ถ้ามีบารมีอาสวะบางอย่างก็ดับ แต่ถ้าไม่มีบารมีให้กดให้ตายอย่างไรก็ไม่ดับ กดมันก็ขึ้นมาเท่านั้นถ้ามีบารมีบ้าง ผู้ที่ฝึกฝนปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็เผื่อไว้ว่า อาสวะบางอย่างก็ดับได้ กดข่มนะที่ไม่มีกาย แต่จะให้ดีจริง ต้องลืมตามาสัมผัสเลย ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เริ่มตั้งแต่ เข้าใจด้วย สัมมาทิฏฐิ เริ่มตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ แต่ถ้าเผื่อว่ายังไม่มีสัมมาทิฏฐิ เป็นสัทธานุสารี ธัมมานุสารี ยังไม่เกิดปัญญาดี ยังไม่มีวิมุติก็ได้แค่สัทธาวิมุติ อาจจะพอมีด้วยปัญญานิดหน่อย รำไร แต่ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่ยังสู้ปัญญาไม่ได้ ได้ปัญญาก่อนเป็นทิฏฐิปัตตะ คือบรรลุได้ ด้วยความรู้ความเห็น ส่วนเจโตวิมุติ ดับได้แบบเจโต ด้วยกดข่มด้วยวิธีของเขา อาตมาพยายามขยายสภาวะที่ต่างกันให้ฟัง ผู้ที่รู้จักรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้อาการของมันชัดเจน แยกได้ชัดเจนว่าต่างกันอย่างไร แล้วทำให้เป็นรูปที่บริสุทธิ์ ทำให้เป็นเวทนาที่บริสุทธิ์ สัญญาบริสุทธิ์ สังขารบริสุทธิ์ วิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มี กลิ ไม่มีตัว ภัยตัวโทษ ไม่มีกิเลส ไม่มีอาการของสิ่งที่แปลกปลอม เวทนาก็เป็นเวทนา 1 เป็นเวทนาแท้ๆ ไม่มีเวทนาปลอมผสมอยู่ สัญญาก็เหมือนกัน สังขารก็เหมือนกัน วิญญาณก็เหมือนกัน ไม่มีตัวปลอม มีตัวแท้ที่สะอาดบริสุทธิ์เต็มหมดเลย คุณทำได้สำเร็จ คุณก็จบปัญญาข้อ 8 สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูอธิบาย สิ่งที่พ่อครู พยายามอธิบายสิ่งที่ผิดในพวกหลับตา ในปัญญาข้อ 8 ที่เฉลยว่า ทำอย่างไรจึงเห็นรูป เห็นได้อย่างไร จะละอุปาทานขันธ์ 5 ได้อย่างไรในพระบาลี มีคำว่า อุทยัพยา คือ เห็นความเกิดขึ้น เห็นความเสื่อมไป ต้องมีรูปจริงๆมาปรากฎทางตาให้เห็น พ่อครูว่า…พูดย้ำไม่รู้กี่ทีว่า ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า นั่งหลับตาโมฆะไปจากศาสนาพุทธ นี่ไม่ได้ใส่ความหาเรื่อง เป็นเรื่องจริงที่สุดเลย ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้หลับตาปฏิบัติ จรณะ 15 วิชชา 8 ก็ยืนยันชัดเจนว่า ถ้าคุณไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คุณไปหลับตามีอินทรีย์เดียว อยู่ภายในใจเท่านั้น มันโมฆะมันผิดแล้ว ไม่ใช่มาจากศาสนาพุทธแล้ว อปันกปฏิปทา 3 คือ หากไม่มี 3 อย่างนี้ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีการกระทบของกินของใช้ และพิจารณากิเลสจากที่กระทบกับของกินของใช้ ของกินคืออาหาร กวฬิงการาหาร ของใช้คือ สิ่งที่จะผัสสะต่างๆที่ไม่ใช่ของกิน ก็ต้องจัดการโภชเนมัตตัญญุตา จัดการรู้กิเลส ลดกิเลสให้ได้จากของกินของใช้นี่คือการปฏิบัติธรรม ถ้าคุณไม่ได้มีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบกับของกินของใช้ภายนอก แล้วคุณก็จะเกิดกิเลสจริงๆในปัจจุบันนั้นเลย คุณไปหลับตามันไม่มีปัจจุบัน มีแต่อดีตกับอนาคตมันไม่มีของจริง กิเลสที่เกิดในปัจจุบันนี้จริงๆแล้ว คุณต้องดับกิเลสตัวจริง แต่คุณไปดับกิเลสตัวอนาคต ตัวอดีต จะบ้าหรือ หลับตามันก็มีแต่อดีต 18 อนาคต 44 เป็นทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด แต่อ่านพระไตรปิฎกกันไม่แตก แล้วก็ไปนั่งสมาธิอย่างฤาษีทั้งหลายเป็นเจโตสมาธิ ก็ได้แต่อดีตกับอนาคต พระพุทธเจ้าก็บอกว่ามันเท่ากับวนอยู่ในตาข่าย(ชาละ) ไม่ออกได้หรอก นั่งหลับตานั้นตีทิ้งไปเลย ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ ไม่มีผัสสะ ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ มูลสูตร 10 ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย และมีเวทนาเป็นตัวจัดการได้ ประชุมลง ทำให้ 2 เป็น 1 ทำให้กิเลสมากๆรวมเป็นหนึ่งได้ ที่เวทนาเป็นที่ประชุมลง ทำให้กิเลสลดได้ จึงทำให้ตกผลึกเกิดเป็นสมาธิเป็นประมุข เมื่อสมาธิเกิดจึงจะชัดเจนว่ามีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ ในมูลสูตรมีความชัดเจน แล้วจึงจะทำวิมุติได้สำเร็จ มีวิมุติเป็นสาระเป็นแก่น พอจบวิมุติก็เป็นอมตะบุคคล อาตมาอ่านมูลสูตร 10 ก็เห็นว่าเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์แบบจริงๆ พอมีอมตะ ก็เป็นบุคคลที่ไม่เกิดไม่ตายแล้วจะเกิดก็ได้จะตายก็ได้เป็นอมตะบุคคล เป็นคทา เล่นที่หยั่งลงแข่งกับคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด อาตมาเป็นอมตะบุคคล อาตมาจะตายปรินิพพานเป็นปริโยสาน อันสุดท้ายในมูลสูตร 10 ตายแล้วก็ปรินิพพานไปเลย หายไปหมดแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม เป็นอุตุนิยามไม่เหลือเชื้อแม้แต่ พีชนิยาม ก็ไม่เป็นแล้วไม่เหลือแล้ว กระจายเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดเลย จึงเป็นการทำปรินิพพานได้สุดสิ้นเป็นปริโยสานจริงๆ ยิ่งใหญ่นะศาสนาพระพุทธเจ้า ทำจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามได้เลย ที่อาตมาอธิบายเป็นหลักธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะเป็น อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามก็ตาม ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐไม่ได้เก็บเอานิยาม 5 นี้ไว้เลย แต่มีอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เพราะผู้ที่คัดพระไตรปิฎกเล่มนี้เป็นสายพระมหากัสสปะซึ่งใช่สายปัญญา สู่แดนธรรม...อาจจะมีในพระไตรปิฎกเล่มอื่นที่ไม่ใช่ฉบับสยามรัฐก็ได้ พ่อครูว่า…เรามาเอาเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ฟังที่อาตมาบรรยายไม่มีใครจะอธิบายเหมือนอย่างอาตมาอธิบายหรอก เพราะว่าเขาไม่ได้มีครบครัน แต่อาตมามีครบครัน สามารถนำสารัตถะต่างๆมาพูด บางทีขยายความแล้วไม่เห็นมีอาจารย์คนไหนอธิบายไว้ อาตมาเป็นเถรวาทะเอง เถรวาทะ คือผู้ที่เกิดเป็นพระเถระในยุคพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นผู้ที่เกิดร่วมในยุคพระพุทธเจ้า นั่นคือพระเถระ ที่อยู่มาตอนหลังเกิดมาตอนหลังไม่ใช่เถรวาทะ ถ้าเถรวาทะ คุณก็เอาคำพูดคำตรัสของพระเถระที่รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎลงก เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าจริงและที่พระเถระต่างๆพูดไว้ พระเถรีพูดไว้ ที่เกิดอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าพูดแล้วเอามาบันทึกไว้นั่นแหละคือเถรวาทะหรือเถรีวาทะ วาทะของพระเถระ เถรี ที่เกิดพร้อมในยุคพระพุทธเจ้าอาตมาเป็นผู้ที่เกิดพร้อมในยุคพระพุทธเจ้า พูดไปแล้วเขาก็หาว่าอวดดี เอ็งรู้ได้อย่างไรพูดแล้วจะโกหกคนอื่นเขา อาตมาโกหกหรือไม่โกหก อาตมาขยายความอธิบายธรรมะพุทธเจ้าได้ขนาดไหนอย่างไร คุณก็ดูเอาสิ เอาความจริงที่อาตมาทำงานสิ อันนั้นก็เป็นพยัญชนะที่บอกว่าเป็นอาตมาเป็นเถระ ก็พูดไป อาตมาเป็นผู้นั้นผู้นี้ คุณก็หมั่นไส้ไปเรื่อย อาตมาพูดความจริงคุณก็ยิ่งไม่ เชื่อ จะให้ทำอย่างไร
640406_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 2 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44