จรณะ 15 ทำให้เกิดปัญญา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะ 15 ทำให้เกิดปัญญา 8 พระพุทธเจ้าท่านเริ่มต้นด้วยศีล จะได้ปัญญาต้องปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วก็ไล่ไปเป็นพลังงานทางจิตเป็นฌาน 4 ซึ่งมีวิชชา 8 มีปัญญาเป็นยาดำ ใครสามารถทำให้เกิดฌานได้ ปัญญาก็เกิด เพราะว่าฌานคือตัวปัญญา ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น ฌาน ปัญญา ทำคนละหน้าที่ หน้าที่หนึ่ง เป็นตัวตี ตัวทำลายคือฌาน หน้าที่หนึ่ง เป็นตัวรู้คือปัญญา ฌานเป็นตัวเผาทำลายศัตรู ส่วนปัญญาเป็นตัวฉลาดรู้ช่วยกันแยกกันไม่ได้ ฌานกับปัญญาเป็นคู่เทวที่ยิ่งใหญ่ ฌาน คือตัวเผา ตัวไฟ ส่วนปัญญา คือตัวลม ไฟกับลมก็เป็นคู่กัน เอ็งไหม้ข้าวิ่ง เอ็งวิ่งข้าไหม้ ไหม้คือไหม้เผา ไม่ใช่ ไม่คือหยุด แต่ให้ไหม้ลามใหญ่เลย คุณทำให้ไฟไหม้แล้วเอาลมเป่ามันก็ยิ่งพัดให้ไฟเผาลามมากยิ่งขึ้น รวมกับไฟช่วยกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย พวกนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อสามารถมีศีล แล้วก็มีอปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติไม่ผิด ถ้ามีการรู้ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่ใช่ไปหลับตา ปิดหูปิดตา แล้วก็มีสิ่งที่กระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีใจรับรู้ทุกทวาร แล้วก็พิจารณาต่อวัตถุ ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหาร ต่อสัตว์ หรือต่อคนที่สัมผัสกัน ก็พิจารณา ใช้วิจารณญาณตลอดเวลาในการปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา ประมาณให้มันได้ส่วนสัด ให้มันได้สิ่งที่ดีที่สุด เป็นกัมมัญญตา ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ได้อย่างพอเหมาะพอดี กัมมัญญตา อย่างเหมาะอย่างควร ปโหติ อย่างถูกต้องได้สัดส่วน คุณก็ต้องทำวิจัยแล้วก็จะต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยอย่างมีจิตเจตสิกรูปนิพพานพร้อมอ่านอาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทส ที่อาตมาอธิบายจับนิมิตจับอาการ ลิงค แตกต่างกัน เกิด 2 สภาพเมื่อไหร่ก็มีความแตกต่างกันเท่านั้น ก็เลือกเอาอันดีอันหนึ่งอันใดจา
อ่านต่อ
ก 2 ทำทีละคู่เป็นเทวะ สรุปคือ มี 2 ต้องเลือก 1 จะเร็วขึ้นเลยยังมี มุทุภูตธาตุ เอา 1 ดีที่ควรที่เหมาะเสมอ ตามกาละเทศะฐานะ มันจึงเร็วยิ่งกว่าแสงสำหรับจิต ปรุงแต่งเร็วยิ่งกว่า แสงสู้ไม่ได้ ที่ท่านเทียบว่าจิตไวยิ่งกว่าลิง ลิงบางทีมันก็ตกต้นไม้ได้เหมือนกัน มันคว้าไม่ทันตกเอง แต่นี่มันไวยิ่งกว่าลิงอีก แต่ท่านเทียบเหมือนกับลิงจับกิ่งไม้นั้นกิ่งไม้นี้ไป ท่านก็เปรียบเทียบไปอย่างหยาบอย่างละเอียด สรุปแล้ว ศีลก็ดี อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติให้ถูกต้อง มีครบ มีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ตื่น แต่นี่เขาพยายามหลับ ไม่พยายามตื่น ไปหลับตานั้นมันหลับแล้ว พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ลืมตา มีจักษุ มีปัญญาญาณ มีวิชชาแสงสว่าง ต้องรับมีแสงประกอบกันตารับรู้ ถ้ามันไม่มีแสงมันมืดก็มองไม่เห็น ต้องแสงสว่างเต็มที่ แสงสว่างของพระอาทิตย์เลย อาโลก อาตมาดูโทรทัศน์ สายนั่งหลับตาก็มุ่นอยู่กับอาจารย์ว่ากันไป หลงว่าเป็นอรหันต์เก๊ น่าสงสาร มีพวกคุณยังมีดวงตาเข้าใจรู้แล้วมากันได้ ที่อยู่ข้างนอกก็คงมี มีที่ไม่อยากแสดงตัว ไม่อยากมาส่งเสริมโพธิรักษ์ทำไม เรียกว่าเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงดีกว่า ไม่ให้มันได้ดีหรอกโพธิรักษ์ มันมาทำให้บัลลังก์ลาภยศสรรเสริญของฉันสั่นสะเทือนอะไรเป็นต้น ก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่ว่าอะไร ขอให้ได้สาระสัจจะก็แล้วกัน ได้เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าคุณได้แล้วก็เมื่อนั้นแหละ ดวงตาคุณเปิดเต็มว่า โพธิรักษ์เป็นโพธิสัตว์ตัวจริง เมื่อนั้นคุณจะละอายอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นเกรงกลัวอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นคุณจะรักอย่างแรงกล้า คุณจะเคารพอย่างแรงกล้า อาตมาก็ไม่ได้กังวลอะไรหรอกว่าจะได้หรือไม่ได้อะไรแค่ไหน ทำความจริงอย่างเดียวเลยอาตมา ทุกอย่างจะเป็นเองไปตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าทุกอย่างเลย เมื่อสรุปเข้าเป้าอีกทีว่า โพชฌงค์หรือสัมโพชฌงค์ของพระพุทธเจ้านี่จึงเป็นความรู้ความตรัสรู้ประกอบไปด้วยความตรัสรู้อันยิ่งใหญ่ ที่เป็นเงื่อนไขหลัก คุณจะมีวิจัย คุณจะมีธรธัมมวิจัย แต่มันไม่เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็ไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ปัญญินทรีย์ ไม่ใช่ปัญญาพละ ยังเป็นแค่ เฉโก จะเป็นอัจฉริยะขนาดไหน เก่งที่สุดได้เป็นแค่ศาสดา ทางโลกอาจจะได้เป็นศาสตราจารย์ เป็นทางธรรมะก็ได้เป็นศาสดา เป็นศาสตราจารย์พิเศษ เกียรติคุณ ตั้งกันเข้าไปเยอะแยะ ซึ่งมันไม่ใช่ผู้สำเร็จปัญญา ผู้สำเร็จธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อาตมาจะเน้นสรุป วิจัย ธัมมวิจัย ก็ยังเป็นโลกๆ ถ้ายังไม่มีสัมโพชฌงค์ ไม่มีโลกุตระไม่มีปัญญา ไม่ใช่ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อคืนเทวดาก็มาคุยสำทับกับอาตมา เอาอันนี้ ให้ เอามายืนยันให้พวกเราชัดเจนคำว่า สัมโพชฌงค์ ซึ่งเขายังผิดเพี้ยนกันอยู่ ใช่ไหม คุณวิจัยกันได้ทั่วโลกทำวิจัยกันเต็มไปหมด แต่ยังไม่เป็นธัมมวิจัย แม้แต่ทำวิจัย มาวิจัยธรรมะพุทธเจ้าเลยนะ ได้ด็อกเตอร์ได้เปรียญ 9 เยอะแยะไป วิจัยธรรมะพระพุทธเจ้าแต่ยังไม่เป็นสัมโพชฌงค์ ยังไม่เป็นโลกุตระ ยังไม่เข้าหาจิต เจตสิก รูป นิพพาน ยังสัมผัสไม่ได้ ยังแยกจิตเจตสิกไม่ได้ โดยเฉพาะเวทนา 108 ยังแยกเวทนา 108 ไม่ได้ ทั้งๆที่พยัญชนะก็ชัดเจน กายิกเวทนา เจตสิกเวทา เวทนา 2 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเวทนา 3 โทมนัส โสมนัส สุขทุกข์ อุเบกขาเป็นเวทนา 5 ความสุขความทุกข์เป็นภายนอกส่วนโทมนัสโสมนัสเป็นภายใน มีทุกขินทรีย์ สุขินทรีย์ โทมนัสินทรีย์ โสมนัสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ คือน้ำหนักความทุกข์สุข ภายใน และภายนอก หมดแล้วก็อุเบกขากลาง ก็ต้องรู้น้ำหนักความหนักเบาหยาบหนา ความมาก ความน้อยของเนื้อหาของโทมนัส ของทุกข์ของสุข จนหมดไม่เหลือก็เป็นอุเบกขา คุณก็ต้องรู้สภาวะอากาศลิงค นิมิต คุณต้องกำหนดหมายทำนิมิตให้รู้เองว่าอันนี้หมายถึงกำหนดถึงอันนี้ให้รู้เอง อาการเท่านี้อย่างนี้คืออย่างนี้ ต้องใช้ตัวเองเป็นผู้ที่ทำทั้งนั้นเลย รู้ทั้งนั้นทำเองทั้งนั้น ได้ผลหรือไม่ได้ผลคุณก็ต้องชัดเจนของคุณเอง คุณไม่ชัดเจนหรือทำบิดเบี้ยวมันก็เพี้ยน แต่ถ้ามันแน่นมันตรงคมชัดลึกเปรี้ยงๆเลย คุณก็เร็วแต่มันบังคับไม่ได้นะก็ต้องพยายามจึงจะได้ สรุปว่าได้แล้วคุณก็จะได้เป็นพหูสูตในข้อที่ 5 จากผลการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาหรือการปฏิบัติศีล อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 ปฏิบัติให้กิเลสมันลดลงสั่งสมลงเป็นพหูสูตเป็นผู้ได้ความรู้มาก ความรู้ไม่ใช่ความรู้โลกียะเป็นความรู้สัมโพชฌงค์ เป็นความรู้ที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า พหูสูต คือ รู้มาก สูต คือรู้ หพุ คือมาก มันยังไม่มากก็ต้องใช้วิริยะสติปัญญาเป็นตัวเสริม ศรัทธา วิริยะ หิริโอตัปปะ พหูสูต หิริ โอตัปปะกับศรัทธา ทำไมต้องมีหิริโอตัปปะ อยู่ในปัญญา 8 มีหิริแรงกล้า โอตตัปปะแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า มันละอาย เราสำนึก เราเคยหลงผิด มารู้ตัวว่าผิดก็รู้สึกละอาย คำว่าหิริโอตตัปปะ เป็น เทวธรรม เป็นธรรมะคุ้มครองโลก ทำให้เจริญ ถ้าไม่มีหิริโอตัปปะ มันก็หน้าด้านทั้งนั้นมันแย่ มันไม่แก้ไขแล้วก็ทำลายโลกอยู่ เพราะฉะนั้นจะต้องมี หิริโอตตัปปะ คุณเองคุณบรรลุธรรมแล้วสำเร็จแล้วได้แล้วคุณก็ไม่ละอาย คุณมีสิ่งที่ดีนั้นแล้ว คนอื่นยังไม่ได้เขาก็ละอาย เราได้แล้วเราก็ไม่ละอายแล้วเรามีแล้วไม่ละอายแล้วโชว์ด้วย แต่อย่าอวดโชว์มากมันน่าหมั่นไส้ แต่อาตมาออกมามาก เขาก็หมั่นไส้ แต่ไม่รู้จะทำไง 5. เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 5 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ สูต เป็นพหูพจน์ สุตะคือเอกพจน์ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้นคุณฟังคุณจำคุณเอามาปฏิบัติแก้ไขจนถึงปฏิเวธแทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฏฐิสมบูรณ์แบบเพ็ญแจ้งทั้งหลายในธรรมอันงามในเบื้องต้นท่ามกลางในที่สุดประกาศพรหมจรรย์ ที่สุดแล้วก็ประกาศความบริสุทธิ์พรหมจรรย์ของเราได้ ประกาศไปทั้งพยัญชนะ คำพูดบัญญัติภาษาทั้งสภาวะ ทั้งอัตถะคือเนื้อหา ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง ครบถ้วน เต็ม เพราะฉะนั้นคุณทำให้เกิดพหูสูตเจริญๆๆ ก็ได้ปัญญาเรื่อยไป 6. เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 6 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ อะไรที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก เราต้องทำเพิ่มเพราะฉะนั้นจิตที่เจริญแล้ว เราก็ต้องมาเรียนรู้กายวาจาอีก เรียนรู้จากไหน อรหันต์เป็นต้น อรหันต์สมบูรณ์แล้วกายวาจาใจของตน เพราะจิตบริสุทธิ์อย่างมีอำนาจ เป็นวสวัตตี ทำให้กายกับวจีของเราออกไปบริสุทธิ์ แต่เราต้องศึกษากายวาจาของคนอื่นๆ อีกเยอะแยะเลย ต่างจากเรา เราต่างจากเขา แต่ละคนก็ของแต่ละคน ละเอียดลออเป็นล้านๆๆ โพธิสัตว์ศึกษาอันนี้ของตัวเองครบบริบูรณ์แล้วจะแสดงท่าทีเหมือนแรงเหมือนหยาบ ก็มีจิตบริสุทธิ์เป็นตัวตั้ง ออกไปดูเหมือนจะ Over หน่อยแรงหน่อยจะมากน้อยก็แล้วแต่ ไม่มีอกุศลจิต พระอรหันต์ท่านไม่มีอกุศลจิตเพราะฉะนั้นอย่าไปเอาผิดท่าน ท่านอาจจะแรง ต้องการให้ได้ ลงทุนลงแรงเมื่อยแล้วจะไปเอาโทษท่านอีก ท่านไม่มีจิตที่ปรารถนาร้าย มีแต่ปรารถนาดีทั้งนั้นเลย ทำงานเพิ่มขึ้นก็จะได้เจริญเพิ่มยิ่งขึ้นจากที่ตัวเองเต็มแล้วก็ตาม ความเจริญในโลก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านไม่สันโดษในกุศล ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังไม่สันโดษในกุศลเลย เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จะไปสันโดษในกุศลได้อย่างไร ขนาดพระพุทธเจ้าบรรลุสูงสุดก็ยังไม่สันโดษในกุศล กุศลมันจึงไม่มีที่จบ หาที่สุดไม่ได้ แต่ว่าบุญมีจบ บุญนั้นหาที่สุดได้ จบแล้วกิเลสหมดเกลี้ยงสิ้นแล้วไม่เหลืออีกแล้ว จบ แต่กุศลคือคุณงามความดีสิ่งที่เป็นสมมติสัจจะในโลกมีไปเรื่อยๆ คนไปอีกไม่รู้กี่ล้าน แตกต่างกันมากมายก่ายกอง เห็นต่างกันไหมว่ากุศลกับบุญนี้ต่างกันอย่างไร
640407_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 3 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44