วิจัย ธรรมวิจัย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข7 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิจัย ธรรมวิจัย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต่างกันอย่างไร พวกหลับตาปฏิบัติจึงมีบาปมหาศาล เหมือนโจรทำลายศาสนาฉันใดฉันนั้น ผู้ที่พารับตาปฏิบัติ เป็นโจรทำลายศาสนาพระพุทธเจ้า ทำอยู่นั่นแหละซึ่งมันผิดๆ เตือนให้เท่าไหร่ก็ไม่สะดุ้งสะเทือนก็ทำอยู่อย่างนั้นแหละ อาตมาก็ต้องแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็น แล้วนี่ยังไม่จบ แทงเกือบทุกวันเลย ก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือนเท่าไหร่ ไม่เป็นไร แทงต่อ อาตมาไม่ท้อแท้ ถ้าเผื่อว่าข้างนอกกายสัมผัสสัมพันธ์ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จิตก็เตรียมตัวรับต่อรับรู้ถ้าไม่มีจิตมันก็ไม่รู้อะไร จิต 2 คนไม่มีปฏิภาณไหวพริบ ไม่มีเจตสิกสัญญากำหนดให้รู้ร่วม คุณก็นั่งทื่อ รูปสัมผัสอย่างไรก็ทื่อ แต่จิตคุณ สัญญาปรุงแต่งกับอะไรไม่รู้ จิตมันไม่ร่วมให้เลย แม้เวทนาก็ไม่รู้สึกกับสิ่งที่มากระทบ สัญญา สังขารไม่ร่วม จิตก็ล่องลอยเป็นสัมภเวสีไปปรุงแต่งอยู่กับอะไรที่ไหนไม่รู้ ตาลืมนะ แสงเข้าลูกกะตาของภาพเข้าไปนะ แต่จิตคุณไม่รับ เวทนาไม่รับ สัญญาไม่ทำงาน สังขารไม่ปรุง คุณก็ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น เห็นไหม มันละเอียดลอออย่างนี้ ฉะนั้นต้องออกมาครบ มีสติเต็มร้อยทางกาย มีสติเต็มร้อยทางวาจา มีสติเต็มร้อยทางใจ นี่คือสติสัมโพชฌงค์ สติที่ครบองค์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สติที่จะทำการรู้เต็มในโพชฌงค์ข้อที่ 1 สติสัมโพชฌงค์ แล้วก็มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ตรงนี้แหละนักวิจัยของโลกเขานึกว่าเป็นนักวิจัย ดีไม่ดีเขาก็มาวิจัย ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วยเขาเรียกว่า ธัมมวิจัย คุณไปวิจัยอะไรต่างๆ สารคดีต่างๆ ก็วิจัยไปเยอะแยะ นายแอ๊ดวิจัยเรื่องมัน ทำปริญญาเอกเรื่องมันต่อหรือเปล่านี่ แต่ไม่ใช่ธัมมวิจัยที่เป็นสัมโพชฌงค์ วิจัย ธัมมวิจัย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัย เป็นการวิจัยอะไรทั่วไปในโลก ธัมมวิจัย เป็นการวิจัยธรรมะพระพุ

อ่านต่อ

ทธเจ้า ด็อกเตอร์ก็ทำกันเยอะแยะแต่ไม่เข้าสัมโพชฌงค์ ไม่มีความรู้ของพระพุทธเจ้า กายยังไม่รู้ แยกกายยังไม่สัมมาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ ของตัวเองก็ยังไม่รู้เลย เอาแต่บัญญัติของอาจารย์คนนั้นคนนี้มาต่อกันทำความเข้าใจ เสร็จแล้วก็เขียนวิทยานิพนธ์ส่ง ได้เป็นด็อกเตอร์ทางธัมมวิจัย แต่ไม่ใช่สัมโพชฌงค์ มีเยอะ เพราะฉะนั้น จะมีสัมโพชฌงค์คืออย่างไร แล้วสัมโพชฌงค์นี้คือความรู้ที่เป็นเรียกด้วยศัพท์พยัญชนะว่า ปัญญา เป็นปัญญา ปัญญาจะเกิด ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาผล จะเกิด ปัญญาจะเจริญมาเป็นปัญญาได้มีองค์ 3 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ นี่คือองค์ 3 กระบวนการที่จะให้เกิดปัญญา ถ้าคุณไม่มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน คุณไม่สามารถจะทำให้เกิดธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ได้ สัมมาทิฏฐิเป็นประธานในสัมมาทิฏฐิ 10 (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม…พ่อท่านกำลังพูดถึงสามเส้า ให้ปัญญามีอินทรีย์มีกำลังพลังขึ้นมา พ่อครูว่า…สามข้อหรือสามเส้ากระบวนการ ธัมมวิจัยโพชฌงค์ ความเห็นชอบสัมมาทิฏฐิและองค์แห่งมรรค องค์แห่งมรรคหมายถึงมรรคทั้ง 8 หมายถึงมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาวายามะกับสัมมาสติห้อมล้อมช่วยเหลือสัมมาทิฏฐิ เสร็จแล้วก็ต้องใช้ความพยายามใช้สติ เป็นสัมมาวายามะเป็นสมาธิสติ ที่จะทำสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นี่เป็นองค์ 5 ของมรรค สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะให้เป็นสัมมา มีสัมมาสังกัปปะ ต้องจัดการมิจฉาสังกัปปะ 3 1. กามสังกัปโปหรือกามวิตก 2. พยาปาทวิตก คู่แรกกามกับพยาบาท ผลักและดูด คุณต้องปฏิบัติให้กาม พยาบาทออกหมดก่อน ถึงได้ปฏิบัติภายในเป็นรูปราคะ อรูปราะค (เป็นลักษณะของทั้งกามและพยาบาทนั่นแหละแต่มันเล็กลงไปอีกขั้นหนึ่งเรียกว่า วิหิงสา) ก็ต้องทำให้ 3. อวิหิงสา อพยาบาท อกาม(เนกขัมมะ) จากนั้นก็ไล่ไป มานะ อุธัจจะ อวิชชาสังโยชน์ อยู่ใน การคิด พูดทำ อาชีพ เลี้ยงตน อาชีพเลี้ยงตนให้พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง หยาบทุจริตครบเครื่อง 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง หลอกลวงใช้วาทกรรม เล่ห์กล แล้วเลวร้ายกว่ากุหนาอีก หลอกคน ว่าเขาไม่ทำร้ายทางกาย แต่ทางวาจาของเขาเลวร้ายกว่าทางกายอีก หลอกซับซ้อน นี่คือความฉลาดเฉโกที่ทำมาในยุคนี้ เรียกว่าวาทกรรม คอยดู นายจตุพร และอาจารย์ต่างๆ หลบอยู่หลังเด็ก พวกนี้ไม่กล้าโผล่จริงต้องใช้เด็ก มันน่าเกลียดแล้วทำหยาบคาย แต่ห้ามไม่ได้เพราะอวิชชา แล้วเป็นตัวอย่างอันชัดของโลก มันบอกความจริงให้ชัด ขณะนี้เรื่องร้ายของการเมืองคือลปนา ทั้งโลกเลย ตอนนี้ยิงกันน้อย แต่คารมว่อนเลย เป็นเหตุผลอะไรต่างๆ ใช่โวหารทางสื่อโซเชียลมีเดีย สู่แดนธรรม...ทุจริตเชิงนโยบาย เป็นลปนาไหมครับ พ่อครูว่า…หยาบแรงซับซ้อนกินลึกนะ ทีนี้เมื่อกุหนาก็เบาไม่มี ลปนาก็ลด นั่นเรียกว่าเจริญขึ้น ลดไปได้ ยังมีตลบแตลง 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ มีเล่ซับซ้อนซ่อนเชิง แม้ไม่หยาบเลวถึงอันสอง แต่ก็เหลือเท่าไหร่ ยังจะยืนยันเอาให้ได้ ทั้งที่ไม่ชัดเจนจริงจัง ก็ 50 60 % แม้ไม่หยาบอย่ากุหนา ลปนา แต่ก็ยังหยาบถือว่าเลวร้าย จนหมดความเลวร้าย แต่คุณสะอาดหมดความเลวร้ายแต่มอบตนในทางผิด 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) เดี๋ยวนี้เห็นนักการเมืองน่าสงสาร บางคนอยู่ดีๆไปทางโน้นอีก ดูสิตลก คนเราน่าสงสารไม่รู้จะทำไง อย่างเรานี่สงสารโยมบัวพร มีลูกชายชื่อดาวดิน ไปนั่นแหละ ออกจากอโศกไป แหม มันเป็นไปอย่างไร จะกลับมาไหมนี่ ตายคาสนามหรือเปล่า ก็น่าสงสารเจ้าบัวพร ก็ยังไม่รู้เขาจะจับสึกหรือไม่ ทางโลกเขาอ่อนแอ ทางเราก็ปล่อยไปคัดออกไปแล้วคืนใบสุทธิมาแล้วก็ไปเย้วๆอยู่อย่างนั้นไม่รู้จะทำไง ก็จะสำนึกเมื่อไหร่ เราบังคับไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าจะเป็นไปอย่างไร พ้นข้อที่ 3 เนมิตตกตา สะอาดแล้วแต่ยังมอบตนกับผู้ที่ยังผิด ต้องดูว่าเราสะอาดบริสุทธิ์แล้วจะไปเป็นทาสคนผิดทำไม เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ถ้ามันยังอดไม่ได้ทนไม่ได้ยังไม่หมดเกลี้ยงคุณก็ไปตามนั้น แต่คนที่หมดแล้วอยู่ได้ อยู่กับหมู่พร้อมพรั่ง เป็นองค์กรที่ใหญ่ เป็นสาธารณโภคีที่ครบสมบูรณ์ดี ก็มากัน คนที่รู้ก็เป็นไปได้ก็มา หรือแม้แต่เรายังไม่หมดเกลี้ยง มีหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ที่ช่วยขัดเกลา ช่วยทำให้เราสะอาดสะอ้านได้เร็วขึ้น นี่ก็ยิ่งใหญ่ มิตรสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี กัยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก นี้สุดยอด บรรลุข้อ 4 นี้แล้วก็ไม่มอบตนในทางผิดเลย 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) อาจจะไม่รุนแรงแต่ก็ยังควักใส่กระเป๋าตัวเองอยู่บ้างอันนี้ก็ต้องเห็นใจเหมือนกัน บางคนก็ยังมีบ้าง มันจะอยู่ไม่รอดไปไม่ไหว ได้ 10 เข้าส่วนกลาง 5 หรือ 6 เหลือ 4 เหลือ 3 เหลือ 2 ได้ 10 ขอ 1 ก็แล้วกันแล้วแต่ ก็เป็นบ้าง แต่คนที่แน่ใจว่าเราไม่มีปัญหาหรอกแม้แต่อยากได้อันนู้นอันนี้ ไปเบิกส่วนกลางเขาก็ได้ บางทีบางคนก็จีบเจ้าหน้าที่ส่วนกลางไว้ เบิกได้ง่ายหน่อยก็ว่าไป แต่ถ้าไปทำเป็นขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ส่วนที่จะจ่าย เสร็จเลยนะ อะไรก็ไม่ได้ก็รับแต่ของที่เขาออกมาจากส่วนกลางเป็นกลางๆจริงๆ มันก็จะมีปฏิภาณรู้คนเรา ว่าอะไรของเรา

สรุปแล้วบริบูรณ์ได้จะเป็นคนที่ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีการจัยธรรม อย่างระบบของโลกุตระ พระพุทธเจ้า คำว่า ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มันยิ่งใหญ่ ต้องมีสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์คือ องค์แห่งความตรัสรู้โพชฌังคะ องค์ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าต้องมีองค์นี้ประกอบ เพราะฉะนั้นทำวิจัยธรรมดาคุณวิจัยธรรมะ มันไม่มีสัมโพชฌงค์ มันไม่ประกอบด้วยสัมโพชฌงค์ คุณวิจัยได้ธรรมะ แต่มันไม่มีความรู้ระดับสัมโพชฌงค์ หรือความรู้ในระดับโลกุตระ ความรู้ในระดับปัญญา ของพระพุทธเจ้า มันเป็นความรู้ทั่วๆไปเป็นความรู้ เฉโก อาจจะอัจฉริยะในระดับละเอียดลึกซึ้งมากหลาย เป็นพหูสูตโลกๆโลกีย์ได้ ฉลาดสูงสุดได้เป็นพระศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของศาสนาใดศาสนาหนึ่งเชียวนะ แต่เป็นโลกีย์ ไม่ใช่โลกุตระ ศาสนาโลกีย์ศาสนาที่ยังไม่บริบูรณ์ยังไม่รู้จักหน้าตาพระเจ้า ไม่รู้จักแล้วก็แก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิจัย ธรรมะของพระเจ้าไม่ได้ อย่าไปแตะต้องเชียวนะของพระเจ้า ของพระพุทธเจ้าให้วิจัยเลยไม่เป็นไร ให้วิจัยได้ แต่ของพระเจ้านี้อย่าเชียวนะ พระเจ้าไม่อยู่ไหนหรอก พระเจ้าไม่มีมาเอาพวกที่ควบคุมกฎ เอาตายเลยนะ ใครอย่าไปวิจัยธรรมะพระเจ้า ผู้คุมกฎเอาตายเลยนะ ไม่ได้เลยนะ เพราะอะไรเพราะเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใครพระเจ้าอยู่ที่ไหนพระเจ้าสั่งมา เป็นคำสั่ง ต้องทำตามนี้ อย่าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง พวกคุณไม่รู้ดีเท่าพระเจ้าหรอก เพราะฉะนั้นต้องกำหนดอย่างนั้นเลยแก้ไม่ได้หรอก คือ ทุกอย่างจะละเอียดอย่างไรก็เป็นหนึ่งอย่างเดียว หนึ่งของพระเจ้า แตกแยกออกไปไม่ได้ วิจัยวิจารณ์ไม่ได้ ทำตามลูกเดียว นี่แหละคือความยังไม่เต็มไม่บริบูรณ์ของศาสนาเทวนิยม ยังไม่เป็นอิสระเสรีภาพสมบูรณ์ ยังไม่กระจ่างแจ้งสมมุติ ยังมีอะไรซ้อนๆแฝงๆ ที่จริงแล้วความรู้ในธรรมะต่างๆที่ศาสดาทุกพระองค์เอามาประกาศ เป็นความรู้ของพระศาสดาเอง ไม่ใช่ของพระเจ้า แต่เขาไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้อัตตาว่า ความรู้อันนี้ของเราหรือเปล่าเขาไม่ได้เรียนรู้การตายการเกิด ได้สั่งสมวิบากจนได้มาเป็นศาสดาศาสนาในศาสนาหนึ่งก็แล้วแต่ ของตนเอง แต่ถ้าไม่รู้ตัวเองไม่รู้อัตตา ไม่มีความมั่นใจ ไม่มีความรู้กับวิบากที่สั่งสมมาอย่างไร ไม่ชัดเจน ฉะนั้นจึงไม่กล้ารับรองความรู้นี้ ว่าเรายิ่งใหญ่ขนาดนี้ตรัสรู้เอง หรือไม่ใช่มั้ง ก็ให้พระเจ้า แล้วคนในลัทธิของพระเจ้าเชื่อว่าพระเจ้านั้นดีที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีใครรู้เท่า ไม่มีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ขึ้นกับเวลา ไม่ขึ้นกับองค์ประกอบ ไม่ขึ้นกับอะไรทั้งนั้นอะไรจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรอันเดียวใช้ตลอดกาลนาน คำสอนนี้ใช้อย่างนี้ไม่ขึ้นกับองค์ประกอบอื่นเลย อันนี้แหละมันถึงผิด โลกเขาเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นโลกคนละยุคแล้ว ในยุคนี้เป็นยุคปรมาณู ในยุคพระพุทธเจ้าใช้หอกใช้ดาบแค่นั้น แม้แต่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ แสง สี เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า เขาไปทุกอย่างแล้ว เขาไม่ใช้จะไปทำพลังงานจิตเอา เขาเอาเหล็กเป็น 100 ตันเหาะขึ้นบนฟ้าได้เลย ก็จะไม่รู้ยุคสมัยไปงมโข่งอยู่ ทุกวันนี้เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ยกให้ทางวิทยาศาสตร์เขาเถอะ พลังงานทางจิตจะได้เอามาศึกษาโลกุตระธรรมนี้ พวกทางยุโรป อเมริกา ตะวันออกก็ยังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้านี้เลิกแล้วอย่างโน้นมาเอาทางจิตวิญญาณนี้ จิตวิญญาณนี่ดีกว่าพลังงานพวกโน้น โดยเฉพาะยิ่งทาง พรหมธรรม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ยิ่งใหญ่กว่าปืน กว่าหอก กว่าปืน กว่าระเบิด คุณธรรมของมนุษย์ที่เกื้อกูลช่วยเหลือกัน อย่าไปโหดร้ายรุนแรงต่อกัน อันนี้วิเศษกว่า

640407_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 3 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน