ปัญญาข้อที่ 4 ในปัญญา 8 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.80 KB
วันที่แก้ไข6 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาข้อที่ 4 ในปัญญา 8 ประการ 4. เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ จิตสงบขึ้นมาพอสมควร แต่ตอนนี้มันไม่มีฉันทะ ไม่มีความยินดี มันไม่มีความละอายความเกรงกลัว ไม่มีความรักเคารพ ตอนนี้จิตมันสงบเพราะ มีความยินดี แล้วมันก็เกิดปัญญาเกิดความเฉลียวฉลาดชนิดใหม่ เพราะมันละอายแล้ว แต่ก่อนนี้เราไปยึดถือความฉลาดที่ไม่ใช่ปัญญา ตอนนี้มีผู้มาแสดงความฉลาดที่เป็นปัญญา ก็เลยละอายแล้วก็เกรงกลัว รักเคารพ อย่างแรงกล้า เข้ามาตั้งใจฟัง แต่ก่อนนี้จิตใจมันดื้อ มันแย้ง มันสู้ ไม่เชื่อ ว่าจะเป็นการกล่าวถูก ตอนนี้พอเกิดปัญญาข้อที่ 3 นี้แล้วก็มีความสงบ ละอายแล้ว เกรงกลัวแล้ว รักและเคารพแล้ว ก็จะฟัง จะฟังก็คือ จะได้ฟังเรื่องศีล 4. เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ จะเริ่มเชื่อจะเริ่มเป็นจริงว่า ศีลนี่แหละ จะเป็นตัวต้นที่จะพาเราเจริญต่อไป อาตมาเคยย้ำเคยพูดว่า ทุกวันนี้หาสังคมที่มีศีล เป็นสังคมคนมีศีลไม่ได้ แต่อาตมา มาทำให้ เกิดสังคมมีศีล จนเป็นหมู่บ้านชุมชนของคนมีศีลจริงๆ อย่างต่ำศีล 5 แล้วก็มีกว่าศีล 5 จุลศีล มัชฌิมศีล มีศีล 5 8 10 จุลศีล 26 ก็ไล่ไป เห็นความสำคัญของศีล และเอาศีลเป็นตัวตั้ง ปฏิบัติ อปันกธรรม 3 จะเกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน เป็นจรณะ 15 มีวิชชา 8 วิปัสสนาญาณ มีมโนมยิทธิ มีคว

อ่านต่อ

ามรู้ที่เป็น ปัญญาที่เป็นอิทธิวิธญาณ ปัญญาที่เป็นโสตทิพย์ ก็จะเข้าใจถึงเจโตปริยญาณ 16 เข้าใจราคะโทสะ แล้วจะรู้ว่าทำอย่างไรให้ราคะมันลดลง ให้มันไม่มีราคะ โทสะ โมหะ (วีตะราค วีตโทสะ วีตโมหะ) จะทำอย่างไรให้มันเป็นอย่างนั้นได้ก็ชัดเจน ก็ทำให้มันเกิดเจริญขึ้นเป็น สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตัง ก็เริ่มเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ แต่มันก็ยังยาก คนที่จะมีตระกูลศรัทธา ตระกูลปัญญา ตระกูลศรัทธา เจโต ก็จะเกิดสังขิตตังจิตตัง ตระกูลปัญญาก็จะเกิด วิกขิตตังจิตตัง ตามลักษณะของเขา คนสายศรัทธา คนสายปัญญา ซึ่งมันเป็นแก่นของจิตแต่ละคน เจริญขึ้นไปยังเจริญไม่เท่าไหร่ สายศรัทธาจะเป็นกลุ่มก้อน สังขตัง รวบรวมได้แล้ว แต่ก็กลายเป็นแน่น ส่วนสายปัญญาจะวิกขิตตังจิตตัง ฟุ้งกระจาย แต่ก็รวบรวมได้เหมือนกัน คู่ต่อไป คือ มหัคตะ กับอมหัคตะ ทำให้มันยิ่งขึ้น ทำให้มันใหญ่ยิ่งขึ้น ทำให้มันเลิศยิ่งขึ้น มห แปลว่ามาก อัคค แปลว่าเลิศ ใหญ่ ยิ่ง เจริญยิ่ง อัคคะ กับ มห ทำให้มันดีขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งเจริญขึ้น เลิศเลอมากขึ้น มหัคคตะ ถ้ามันยังไม่ก็ อมหัคตะ มันยังไม่เจริญ ก็รู้ แต่ถ้ามันได้แล้ว ก็ทำถูกแล้วได้ขึ้นมาแล้วเรื่อยๆแล้ว มหัคตะ ขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ แต่คู่ต่อไปเป็นคู่สุดท้าย แล้วถึงจะมีคู่จบอีก 2 คู่ คู่สุดท้ายคือ สอุตรังจิตตัง กับ อนุตรังจิตตัง สอุตรังจิตตัง คือ จิตเจริญขึ้นดีขึ้นแล้ว แต่ยังมีดีกว่านี้อีก จนกว่าจะถึงขั้นจบ อนุตตรังจิตตัง จบ ไม่มีดีกว่านี้อีกแล้ว แล้วมาตรวจสอบอีก 2 นัย นัยตั้งมั่นกับนัยหมดกิเลสแล้วนะ ก็มาตรวจ 2 แกน แกนจิตตั้งมั่นไม่เสื่อมคลาย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จริงหรือเปล่า ไม่มีเปลี่ยนแปลงแล้ว เคลื่อนย้ายไม่ได้แล้ว จบในตัวมันแล้ว แล้วมันมีเศษเสี้ยววิมุติอะไรหลงเหลือ มีธุลีละอองเศษหม่นหมองอะไรอีกไหม ตรวจสอบวิมุติ ว่า เกลี้ยงเกลาหลุดพ้นสมบูรณ์แบบหรือเปล่าทั้ง 2 นัย เจโตกับปัญญา อีกสองคู่ สมาหิตัง กับอสมาหิตัง และ วิมุติกับอวมุติ อาตมาเอาสภาวะธรรมาอธิบายเจโตปริยญาณ 16 อาตมาไม่ได้อธิบายตามตำรา แต่นี่อธิบายเป็นภาษาไทย เข้าใจสภาวะง่ายๆ พูดไปก็จะไม่คงกับที่หรอก วันนี้อธิบายอย่างนึง พรุ่งนี้ก็จะอธิบายอีกอย่างหนึ่ง ใม่เหมือนนักวิชาการเขา เพราะนักวิชาการจะต้องไปตามพยัญชนะ พอพูดซ้ำจะซ้ำเดิมเป๊ะ พอตรวจข้อสอบ คนตรวจข้อสอบก็เอาบล็อกมาวาง ถ้าผิดจากบล็อคก็ผิด คือนักวิชาการก็พาชื่ออย่างนั้น แต่อาตมาไม่ใช่นักวิชาการ อาตมาเป็นนักสภาวะ เจโตปริยญาณเป็นมาตรวัด เป็นเครื่องวัด ว่า เราปฏิบัติธรรมได้จบสมบูรณ์หรือไม่ ตรวจสอบด้วยเจโตปริยญาณ 16 คุณเข้าใจแล้วก็รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ของตัวเองหรืออาการ ลิงค นิมิต แล้วอุเทส ที่อาตมาพูด คุณก็ไปตรวจสอบอาการ ลิงคะ นิมิต ของจิตเจตสิกของคุณเอง ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้จนถึง อวิมุติไม่มีอีกแล้วที่มันจะบกพร่องเป็นวิมุติสมบูรณ์แบบแล้ว ตั้งมั่นสมบูรณ์แบบแล้ว คุณก็จะมีญาณปัญญา มีปัญญาตรวจสอบเอง นี่คือ วิชชา ข้อที่ 5 ส่วนวิชชาอีก 3 ข้อ ก็เป็นเครื่องวัด ในเตวิชโช วิชชา 8 ประการ มีวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ โสตทิพย์ 4 ข้อแรกนี้คือความรู้อย่างเห็น วิปัสสนาญาณคือญาณที่รู้อย่างเห็น ๆ แต่ว่าไปหลับตาปฏิบัติเสีย มันจะไปวิปัสสนาได้อย่างไร ซึ่งมันไม่เห็น มันเป็นตาบอดมันหลับตา มันไม่เห็น ปัสสติ แปลว่าเห็นไม่ใช่แปลว่าหลับ อาตมาจะกระทุ้ง พวกที่หลับตาปฏิบัติ จะกระทุ้งอย่างไรมันไม่กระเทือน กระแทกจนอาตมากระเทือนเองแล้ว ทำไมมันแข็งยิ่งกว่าเรา เริ่ มต้นด้วยศีล มีโอวาทปาติโมกข์ มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่วันนี้เป็นพระก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ถามว่ามีศีลเท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่ามี ศีล 227 ข้อ (พ่อครูถามสู่แดนธรรมว่าเคยบวชมามีศีลเท่าไหร่.. 227) นั่นมันวินัย ไม่ใช่ศีล สู่แดนธรรมว่า...บางสำนักบอก วินัยคือปาติโมกข์ศีล พ่อครูว่า…วินัยไม่ใช่แก่น ไม่ใช่ปาติโมกข์ แต่ศีลต่างหากพาไปสู่วิโมกข์ วินัยเกิดจากคนทำผิด แต่ศีลเป็นแกนหลักในการปฏิบัติได้สูงสุด

640406_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 2 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน