600709_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600709_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก แรม 1 ค่ำเดือน 8 ปีระกา โดยสมมติก็คือวันนี้ ทางพุทธศาสนากำหนดให้เป็นวันเข้าพรรษา เป็นเรื่องของภิกษุที่จะต้องอยู่กับที่ ไม่ไปไหน เพราะว่าไปแล้วชาวบ้านจะเดือดร้อน ข้าวกล้าจะเสียหาย แต่ทุกวันนี้ไม่เสียหายแล้วเพราะว่ามีถนน ไปเดินรถหรือไปเครื่องบินก็ได้ไม่มีการเสียหาย แต่ว่าเป็นพุทธประเพณีก็ปฏิบัติตามนั้น เป็นเวลาที่เราจะมาบำเพ็ญบารมีร่วมกัน ญาติโยมก็ถือโอกาสมาเข้าวัดฟังธรรมกับภิกษุสมณะ อย่างที่ราชธานีอโศก ก็ได้เห็นญาติโยมหน้าใหม่ๆ หรือหน้าเก่าก็มา ถ้ามานั่งเต็มศาลากันตลอด 3 เดือนก็น่าจะดี ตอนอาตมาจัดรายการย่อยธรรมะวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แต่วันเข้าพรรษามาเต็มเลย พวกเราถึง กาละเวลาที่จะมา แต่ถ้ามาได้ต่อเนื่องก็จะดี ผลก็จะได้ตามที่เราทำได้ยาวนาน เวลาเงินนี่อยากได้มาก แล้วลดกิเลสอยากได้มากหรือน้อย ถ้าพูดถึงความสำคัญ พ่อครูนี่เป็นคนสำคัญนะ แล้วที่จะมาอยู่มาแล้วกับอยู่ต่อไปอันไหนเหลือน้อยกว่า ก็อยู่ต่อไปเหลือน้อยกว่า ก็จะมากันตอนตายแล้วหรือ ถ้าอยู่ใกล้ได้ฟังตอนนี้ท่านก็พูดกระแทกกิเลสออกจากจิตเราได้ แต่ถ้ามาตอนหมดแรงแล้วคงไม่ได้ผล พ่อครูได้เขียน ประชาธิปไตยดีที่สุด ต้องโลกุตระ พ่อครูว่า...ถ้าผมพูดอธิบายแล้วไม่มีใครรู้เรื่อง ก็บ้าคนเดียว แต่ถ้ามีคนรู้เรื่อง 2 คน ก็บ้าอยู่สองคนก็ได้ นอกนั้นไม่รู้เรื่องเลย แต่นี่มีคนรู้เรื่องมาก มันซ้อน...คนไม่รู้มีมากจริง แต่คนไม่รู้ระดับกลาง คนไม่รู้นี้มีมากเยอะ คนไม่มีปัญญาโลกุตระ แต่อีกหมู่หนึ่งรู้กลางๆ รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ยุคนี้ไม่รู้มีเยอะกว่า สมณะฟ้าไทว่า...น่าเห็นใจเขาเพราะเป็นเรื่องยาก คนลดละกิเลสได้ในยุคนี้มหัศจร
อ่านต่อ
รย์มากกว่าสมัยโบราณ ใครหลุดพ้นได้นี้ถือว่ามหัศจรรย์มาก ในขณะที่โลกมอมเมามาก สรุปว่าเราได้มาพบสิ่งที่ดีที่สุดในกาละนี้แล้ว เราไม่ควรให้หลุดมือเราไป คว้าให้อยู่กับเราให้ได้ เอาสาระเท่าที่จะเอาได้ ไม่อย่างนั้นเราจะเสียใจ คนอย่างนี้จะเกิดมาในกาละใดก็ยากแสนยาก ตอนนี้พยายามเอาให้ได้ เอาประโยชน์สาระจากท่านให้ได้ ก่อนที่ท่านจะตายจากไปหรือเราจะตายจากท่านไปก่อนก็ได้
พ่อครูว่า...ในคน จะใช้ภาษา หรือเราเรียกว่า บัญญัติ การกำหนดหมาย เป็นลักษณะชี้ สมมุติกัน เป็นเครื่องหมายสื่อให้รู้กัน ด้วยให้สื่อภาษา รูปร่างอะไรก็แล้วแต่ ก็ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องหมาย เช่นภาษาในศาสนาที่อาตมาได้เอามาใช้ เช่นคำว่ามโนมยอัตตา ก็ยังไม่ได้ตอบคนที่เขาถามมา ส่วนคำถามอื่นก็ตอบไปแล้ว เช่น …ที่เขียนมาว่า สัมประสิทธิ์คือ วจีสังขาร+กรรม กรรมคือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เมื่อประกอบกันแล้วก็เป็นอธิ ก็มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ซึ่งบัญญัติภาษาต่างๆ สื่อสภาวะที่ละเอียด ซับซ้อนเข้าไป ผู้ที่มีสภาวะรับรู้ด้วยกัน ตรงกันด้วยความเป็นจริง ก็พูดกันรู้เรื่อง ส่วนคนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจภาษานี้ว่าหมายถึงอะไร ก็พูดกันไม่รู้เรื่องแน่นอน
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน มโยมยอัตตาคืออะไร _อีกคำถามหนึ่ง มโนมยอัตตา วิตก วิจาร อุทธัจจะ กุกกุจจะ รูปราคะ อรูปราคะ รูปภพ อรูปภพ ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร? พ่อครูว่าก็ขอตอบคร่าวๆ มโนมยอัตตา หมายถึงพลังงานที่เป็นตัวเรา ที่ไปยึดถืออาศัยใช้ ในผู้รู้ แต่ผู้ไม่รู้ก็ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ผู้รู้จะยึดแค่อาศัยและสลาย วางได้ปล่อยได้จากกันไปตลอดได้ มโนมยะ แปลว่าสำเร็จด้วยจิต เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิตใจ กำหนดเป็นรูป หรืออรูป ก็กำหนดมันขึ้นมา แล้วคุณก็ไปติดยึด กำหนดเป็นอัตตาแล้วยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา นี่คือมโนมยอัตตา จิตคุณบ้าเอง ยึดเอง ปั้นเอง สมมุติเอง หลงเองเป็นเองอร่อยเอง สุขเองทุกข์เอง โง่เอง อวิชชา นั่นคือมโนมยอัตตา มันเป็นอัตตาได้ ถ้าสมควรอาศัยก็ทำให้เกิดอาศัย แต่ถ้าอันไหนไม่สมควรอาศัย รู้ก็ไม่ต้องไปสร้าง คนอื่นสร้างโครมๆในโลกถมถืด คนเขาติดยึด เขาไม่มีจะตาย ลงแดงตาย เคยได้ยินบ้างไหม? มันถึงขนาดนั้น อาการหนัก ผู้ที่วางได้ปล่อยได้ว่าให้มันเกิดมาเพื่ออาศัย ทำไมสมควร จะสร้างให้หนักทำไม มโนมยาอัตตาคือสิ่งที่มียอมให้มีแล้วอาศัย แต่ถ้าเราไม่ควรจะมี เราก็ไม่ให้มันมี ไม่ให้มันเกิดอีกเลย ไม่ต้องอาศัยมัน ไม่มีเลยหรือมีบางครั้งบางคราว ทั้งนี้ให้มีก็ได้ เป็นประโยชน์เฉพาะครั้งคราว ก็ว่าไป อย่างนี้เป็นต้น พอเป็นผู้ที่สามารถควบคุม จัดการกับพลังงานที่เราจะรู้จะรับว่ามีหรือไม่มี
วิตกวิจาร ที่จริงแยกเป็นสองคำความหมายก็ได้หรือแปลรวมกันได้ วิตกคือเริ่มบทบาท วิจารคือมีพฤติเคลื่อนไหวขึ้นมา พฤติที่ตักกะขึ้นมา มันเป็นกุศล หรืออกุศลก็ได้ ดีก็ได้ไม่ดีก็ได้ ถ้าดีเอาไว้อาศัยก็ได้ แต่ถ้าไม่ดีจะต้องรู้จักเหตุ แล้วกำจัดเหตุให้ได้ ก็เรียนรู้แล้วทำ ให้ไม่มีในสิ่งที่ไม่ควรมี ในอกุศล แต่สิ่งที่ดีก็ให้มันมี เราก็ได้อาศัยแล้วมันก็จะสูญไป
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน อุทธัจจะต่างจากกุกกุจจะอย่างไร อุทธัจจะ คือสิ่งที่เกินกว่าเราจะกำหนดไว้ มันฟุ้งเกินกระจายเกิน เกินกว่าเราจะห้าม ทีนี้ต่างกับอุทธัจจะกุกกุจจะ ถ้ามันฟุ้งเราก็รู้แล้วก็เฉยๆ แต่ถ้าฟุ้งแล้วเรารำคาญยึดมันถือมั่นก็คือกุกกุจจะ มันจะฟุ้งก็ฟุ้งนิวเคลียร์ฟิชชัน ก็ปล่อยไปก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้ายึดเป็นกุกกุจจะก็ไม่สบายใจ ไม่สบายใจมากหรือไม่สบายใจน้อย ต่างจากเฉยๆที่เป็นแค่อุทธัจจะ ที่เป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน ไม่ได้ยึดติดอะไร ก็เห็นว่ามันมี อันนี้กระทบกับเรา เกิดความร้อน ความเย็น มันก็เป็นไปของมัน เย็นก็เย็นร้อนก็ร้อน แต่เราไม่ไปรำคาญหรือต้องการ แต่ถ้าเราเห็นว่าความร้อนที่ต้องการใช้ เราก็เอามาใช้อย่างสุจริตไม่เบียดเบียนเป็นหนี้ใคร สื่อธรรมะพ่อครู(สังโยชน์ 10) ตอน รูปราคะ อรูปราคะ และความว่างคืออะไร รูปราคะ อรูปราคะ ราคะคืออาการอย่างหนึ่ง ที่ขยายความว่า ราคะคือการอยากได้มาเสพรส มาสัมผัสเสียดสี ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วมันก็เกิดรส เกิดอารมณ์ เวทนา เราเรียกว่าราคะ ถ้าหยาบเราเรียกว่ารูป เห็นได้ขัดเจน จับต้องได้ดีไม่ดีมีเส้น สี แสง รูปร่าง จับต้องได้ คือรูป ถ้ามันไม่มีรูป แต่มันมีรส ดีไม่ดีรสดีกว่าเป็นรูปด้วย มันเกิดรสสมมุติ แต่ถ้าว่าบางทีมีรูปก็ดีกว่ามันครบกว่า ก็แล้วแต่อุปาทานเป็นไปเองหมด บางคนก็ว่า อย่างไม่มีรูปนี้ดีไม่ต้องกังวลอะไรใคร ถ้ามีรูปก็หยาบ มันก็อยู่ที่ความต้องการของตัวเองสมมุติเอาเองคิดเอาเอง บ้าไม่ดี คำว่ารูปกับอรูป ก็ต่างกันที่ดูได้ง่ายกับดูได้ยาก ละเอียด หรือหยาบกว่ากัน
รูปภพ อรูปภพก็นัยเดียวกัน ต่างกันแค่คำว่าภพ คำว่าภพ ต้องอ่านหนังสือเราคิดอะไรที่อาตมาเอามาขยายความอธิบาย มันไม่ง่ายจะรู้ภพนะ เราหลงสร้างภพกันจริงๆ ถ้าคุณหมดภพชาติก็คืออรหันต์แต่ไม่รู้ก็นึกว่าเราไม่มีภพ แต่เราก็สร้างภพ เช่นคนสร้างภพแห่งความว่าง เขาไม่เรียกภพ แต่เขาเรียกจิตว่างๆ ความว่าง คืออะไร คือทำอาการว่างให้ตนอาศัย มันก็ติดตรงนั้นเรียกว่าภพ ที่จริงว่าง พระพุทธเจ้าบอกว่า จิตคุณ ว่างจากสิ่งที่คุณไปยึดเป็นตัวตน ยึดรูป อรูป ก็คือคุณไปยึดอันนั้นมาเป็นตน ไม่ว่าง จิตคุณคือธาตุรู้จะว่างจากสิ่งที่คุณยึดหรือไม่ยึด อันนี่คือสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ “จิตว่าง” คือ จิต“ว่าง”จากสิ่งที่คุณยึด ไม่ใช่จิตคุณไปยึด“ความว่าง” ...พ่อครู 9 ก.ค. 2560 เขาไปสมมุติอารมณ์ว่างแล้วไปชอบอารมณ์ว่าง อร่อยดี มันดี ไปต่างๆนานา เขาก็ไม่รู้ตัว เขาคิดว่าเขาว่างแต่ไม่ว่าง เขาไปเสพรส เหมือนคุณไสว แก้วสม ดื่มเบียร์แล้วบอกว่าดื่มเบียร์ด้วยจิตว่าง แล้วมันเป็นภาระ เสียเงินทอง ไปดื่มทำไม เสียสุขภาพด้วย
SMS วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-บ้านราช)
_7680กราบนมัสการพ่อครู โอชะบาลยุคนี้มันช่างซับซ้อนเหลือเกิน ถ้าไม่ได้ฟังธรรมที่ถูกตรง คงไม่มีทางรู้ว่าเราถูกหลอกให้หลงเสพอะไรกันอยู่บ้าง พ่อครูว่า..น้ำโอชะบาน อาตมาแผลงมาจาก น้ำปานะ(น้ำอัฏฐบาน ) ที่อาตมาเคยรู้มาตั้งแต่ตอนเป็นเณร มีหน้าที่ชงน้ำอัฏฐบาน
_3867นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชฯกับบ้านสันโดษ,วัดอัปปิจฉะ, โรงเรียนอาริยะในบวรโลกุตระทุกชุมชนพอเพียง ภาษาธ.ใหม่ๆของญตธ.ที่ พ่อครูอ่านน่านำขึ้นจอให้ดูบ้างบางเรื่องแสดงทฤษฏีซับซ้อนเพิ่มขึ้นฟังไม่ถนัดยากเข้าใจ ฟังคร่าวๆบ่เข้าใจหมดธ.ญตธ.คล้ายกับเพลงอาริยะ หมายเลข9ฤาเปล่าหนอ? เมื่อใดพุทธแท้กระทบจิตแล้วผ่าแตกแบ่งขาวกับดำออกจากกันได้ไปจนกระทั่งแม้แต่แยกสะอาดกับธุลีด่างที่ซ่อนแฝงออกจากกันได้!ย่อมเกิดสุขสันติขึ้นในผู้นั้นๆและในโลกแล้ว!สัมมาสัมพุทธสาวก
SMS จากเฟซบุ๊ค 7 กรกฎาคม 2560
สุนงค์ อิทธิไพบูลย์ · คำพูดของคุณเอื้อฯ ฟังเข้าใจง่ายค่ะ ขอบคุณค่ะ
สุนงค์ อิทธิไพบูลย์ · คำพูดของพ่อครู ขอสารภาพ ยัง ฟังไม่เข้าใจมากอยู่ ด้วยหลายๆคำพูด หนัก และสูง เพิ่งได้ผ่านหู เพราะเพิ่ง จะมาสนใจ ฟังธรรมะของพ่อครู ก็ให้สงสัย และชื่นชม ชาวอโศกเก่งมาก ฟังรู้เรื่อง ใจ สาธุ ค่ะ พ่อครูว่า ในเมื่อคนฟังรู้เรื่องได้ก็เพราะฉันก็เคยมีมาอย่างนี้ อย่างที่เราเคยติดก็มีมา เราเลิกได้ก็มีอีก มีทั้งโลกียะ และโลกุตระ คือมีทั้งเคหสิตะและเนกขัมสิตะที่หลุดออกมาได้ คนนั้นก็ไม่เพ้อเจ้อ ก็ฉันเคยผ่านมามีจริงรับรองได้ว่าไม่ได้บ้าไม่ได้โง่คนเดียว ไม่ได้อุปาทานคนเดียว อันนี้เรานึกว่าจริงตั้งนานมาแล้วกี่ชาติ พึ่งมาเข้าใจชาตินี้ ก็ล้างออกให้หมด
_ใจกลั่น · ศิลปะสำคัญมากค่ะ เห็นด้วยกับท่านติกขวีโร ที่ว่าไม่มีอะไรตายตัว ควรไม่ควรอย่างไรถ้าไม่มั่นใจให้ปรึกษาผู้รู้ได้ค่ะ แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ใจที่เมตตา เห็นใจ และเข้าใจ พร้อมทั้งให้อภัยหากชาวอโศกมีอะไรไม่เหมาะสม พูดตรงๆไม่มีศิลปะ ก็กราบขออภัยด้วยนะคะ
_3867กราบอนุโมทนาเวียนธ.อาสาฬหจากทุกบวรอโศกโดย พ่อครูผู้ประสิทธิ์ธ.โลกุตระ ประสาทวิชชาพาอาริยะชนสัมฤทธิสัมมาอาริยะมรรค ขอบคุณบุญนิยมกับธ.พุทธเทวะนิยมพึ่งพระคาถาธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตังดับทุกข์ได้ชั่วคราว!พุทธอเทวะนิยมพึ่งธัมมจักกัปปวัตนสูตรดับทุกข์ได้ทุกขณะจากเรียนรู้ทุกข์ด้วยอริยะสัจ4สาธุ! _ลูกแร้งตามธ.พญาแร้ง พ่อครูระวังพลังงานที่คิดค้นโดยภูมิปัญญาพื้นบ้านจะถูกปลาใหญ่ผูกขาด!ตอนนี้เขาจะออกพรบ.ผูกขาดพลังแสงอาทิตย์โดยแผงโซร์ล่าเซลล์ต้องจ่ายภาษีแพง? ปราชญ์ชาวบ้านสร้างภูมิปัญญาชาวบ้านคิดค้นผลงานใดรีบจดทะเบียน ก่อนโดนผูกขาดผลปย.โดยชอบหายไปจากมือชาวบ้านฯ พ่อครูว่า...ที่เราต้องจด เพราะว่าบางทีคนอื่นตีกินเอาของเราไปจดลิขสิทธิ์ แล้วเราก็เลยใช้ไม่ได้ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ทั้งที่เราคิดได้ก่อน แต่ถ้าเราจดแล้ว เราก็ไม่ได้ไปคิดค่าลิขสิทธิ์กับใคร ใครก็เอาไปใช้ได้ฟรี เราทำเพื่อป้องกันคนเลวทำเลว
มีเรื่องประกาศ มีระเบียบวิธีที่จะค้นหาความเป็นพระโสดาบันจากคนจริงๆ แล้วยืนยันสื่อกันให้รู้เรื่อง ก็เริ่มต้นทำไป ช่วงระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม - 9 ตุลาคม 2560 อาตมาจะเป็นที่ปรึกษาให้ ทีมงานวิจัยและพัฒนา จะขอจัดกิจกรรม ค้นหาพระโสดาบัน เอาให้จริง มันเป็นอย่างไรพระโสดาบัน เอาให้ชัด ยืนยันกัน เอาหลักฐานภายในเป็นตัวยืนยันว่าอย่างนี้คือ พระโสดาบัน อาตมาเทศน์มามากแล้ว ก็พยายามที่จะมากำชับสำทับตีกรอบให้เข้าใจให้ได้ สื่ออ่านเป็นสภาวะให้ได้อย่างนี้ๆ มี context อย่างนี้มีกรอบของมันแค่นี้ context มันแคบกว่า content ต้นกลางปลาย อย่างนี้ให้ชัดเจน สมมุติเช่น พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา พ้นสีลพตปรามาส มี โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ เป็นอย่างไร ใครมีสภาวะอย่างนี้ก็มายืนยันกันให้มาก ร้อยคนพันคน ก็เป็นความรู้หลัก รับรองกันได้ ถ้าใครสามารถมี สื่อภาษาให้รู้กันได้ ว่าคนนี้พูดถูกหรือแม้แต่พูดถูกแต่คนนี้ไม่มี พูดแต่ปาก หรือคุณมี แต่พูดไม่ถูก แต่คนสังเกตได้ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล หรือมันมีแต่สื่อไม่เป็น คนนี้ซื่อเซ่อ มีสภาวะโสดาบันแต่สื่อไม่รู้ภาษา เราก็จะเข้าใจกันได้ค้นเอาความจริงกันได้ 1.จะจัดกิจกรรมกัน สังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สัปดาห์ละหนึ่งครั้งตลอดพรรษา ตามหลักเสขปฏิปทาสูตรหรือหลักจรณะ 15 วิชชา 8 เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาจับที่ท้าทายให้พิสูจน์ได้ทุกยุคสมัย พระสมณโคดมสร้างศาสนามา 2600 ปีแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็บอกว่าความรู้นี้เหมือนกันหมดกับของพระสมณโคดม เดี๋ยวนี้ก็ยืนยันได้ สัจจะมีหนึ่งเดียวก็มายืนยันกัน มา ใครจะไปศึกษาวิชาการอะไรที่ไหนในโลก เช่นทางเกาหลีเหนือ จะศึกษาอาวุธร้ายกาจ เสียเวลาทุนรอน เราไม่เอาแบบนั้น คุณอยากพัฒนาแบบนั้นก็ทำไป เราเลิก เราพัฒนาแบบนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า แต่ทางโน้นมองว่าแบบที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็เป็นความเห็นที่ต่างกัน ก็ว่ากันไป อย่างนั้นเราไม่ชอบ ดีไม่ดีเรามองว่าเลวร้ายด้วยก็เป็นสิทธิ์ที่เราจะมอง เราก็ห่างไกลจากวิธีนั้น (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)
2.ร่วมกิจกรรม กำหนดมาตรฐานคุณธรรมของพระโสดาบัน ในระดับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องคมชัดกว่า ปริยัติคืออย่างนี้ ลงมือปฏิบัติจนเกิดปฏิเวธ แทงตลอดครบครัน ภาษาสื่อสภาวะได้ อาตมาร่วมเป็นที่ปรึกษาได้ สงสัยอะไรก็อธิบายกัน อะไรรู้ตรงกันก็ใช้ได้
3.ร่วมกิจกรรมสรรหา กลั่นกรอง พระโสดาบันตามข้อที่ 2 มีการสัมภาษณ์ตอบแบบสอบถาม ตั้งตบะ เพื่อลดละเลิกสักกายะ หนึ่งพฤติกรรม เอาสักหนึ่งพฤติกรรมมาเป็นตัวอย่าง Speciment ตัวอย่าง อย่างใหญ่ กลางใกล้ ไกล ละเอียด หยาบก็ว่ากันไป ตลอดพรรษาตามแบบฟอร์มที่แนบมานี้ ที่ได้ออกแบบมา ให้คะแนน เป็นระดับๆไป
มันก็มีวิธีการที่จะให้เกิดความรู้ และหยั่งถึงความจริงกันได้แบบนี้
4.ตรวจสอบและพัฒนา (ด้วยตัวเอง และ มิตรดีสหายดี) ให้ตรงตามฐานะ
นี่คือความตั้งใจของพวกเราทุกช่วยกันทำ ไม่ได้เพ้อเจ้อ ก็อยากให้ผู้มีหลักการวิธีการที่ใช้หลักการตามโลก เพื่อให้เกิดเสียงอ้างอิงยืนยันรับรอง เราก็ใช้ความรู้ต่างๆของโลกที่คิดขึ้นมา เราก็เอามาใช้ เท่าที่ เราจะเห็นควร ใครจะมาสังเกตการณ์ก็ได้ เราต้องการพัฒนาการความเป็นมนุษย์ ให้เจริญงอกงามขึ้นไป การเป็นพระอาริยะหรือบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เป็นโทษภัย ของตัวเองและสังคม แต่เป็นคุณค่าประโยชน์ ของตัวเองและสังคมตลอดกาลนาน
ถ้าจะแยกเป็นภาษาธรรมะก็พักตรงนี้
แต่ที่ว่าอีกอันเป็นการเมือง ใครจะแยกธรรมะกับการเมืองก็แล้วแต่ แต่อาตมาว่าแยกไม่ได้เหมือนเหรียญมีสองด้าน กระดาษสองหน้าก็เช่นกัน แยกกันไม่ได้ นี่คือความหมายของคำว่าธรรมะ 2 ของพระพุทธเจ้า คนเราแยกรูปนามจากกันไปไม่ร่วมกันไม่ได้ สัตว์เดรัจฉาน มีนามแต่โง่ ต้องมีนามที่เป็นวิชชา จะรู้ความเป็น อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ ตอน 1 อาตมาได้นิยามลงไปว่า ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ แต่ฉบับใหม่ก็เน้นไปอีกว่า ประชาธิปไตยดีสุด ต้องมีศีล เพิ่มจากคำว่าโลกุตระ แล้วเล่มนี้ก็จะพิมพ์ 77 ข้อนี้ลงไป เดือนสิงหาคมนี้ ประชาธิปไตยที่แท้คือหมดตัวตน เมื่อไม่มีตัวตน หมดตัวตนแล้ว ยังมีสมรรถนะสามารถ มีเมตตาเกื้อกูลคนอื่น อุตสาหะวิริยะทำเพื่อผู้อื่นด้วย คือเนื้อแท้ปชต. พวกเราชาวอโศกทำอยู่ จนเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีสาธารณโภคี
แล้วอาตมากำลังใช้บัญญัติอีกคำว่า บวร สาธารณโภคีคือ สมบัติสาธารณะ คนที่อยู่ในนี้กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จะบอกว่าอันเดียวกับประชาธิปไตยก็ได้ จะบอกว่าของเผด็จการ แต่ถ้าผู้เผด็จการโลกุตระก็เนื้อแท้เดียวกัน อยู่ที่เนื้อแท้โลกุตระ ไม่เพื่อตัวเองเลย มีแต่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เรามั่นใจว่าถูกต้องก็ทำ แล้วเราก็ทำสำเร็จแล้ว แม้แต่เป็นกลุ่มน้อย ถ้าไทยเราจะเป็นประชาธิปไตย คนเข้าใจว่าประชาธิปไตยเป็นแบบไหน ทำให้เกิดความเดือดร้อนเบียดเบียนสังคมตรงไหน มีแต่ช่วยเหลือสังคมอย่างไม่เห็นแก่ตัว ก็ตรงไหม ถ้าใครเห็นด้วยก็มาช่วยกันปฏิสังขร สร้างทำให้ดี ให้ประชาธิปไตยแบบนี้ ขยายผลสู่มวลมนุษยชาติเท่าที่คนเห็นดีด้วย ประชาธิปไตยในชาวอโศกอาตมานิยามว่า อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ต่างจากของฝรั่งเศสที่มี อิสรเสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ เขามีสามอย่าง แต่ของเรามีห้าอย่าง อย่างที่ฝรั่งเศสมีเราก็มี เราไม่มีเสมอภาพ แต่เรามีบูรณภาพ อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส . ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออก สันติภาพ(Peacefull) มีภาวะสงบแท้ สมรรถภาพ(Efficiency) มีความสามารถสรรสร้าง บูรณภาพ(Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ ในห้าสภาพนี้อาตมาบัญญัติไว้นานแล้วอาตมาเรียกว่า บรมภาวะที่สุดประเสริฐของมนุษย์และสังคมอันควรได้ บูรณภาพ เท่ากับ Coefficient ขณะนี้เรากำลังบรรยาย ผู้สามารถมีคุณสมบัติ มีธรรมะ เกิดจากจิตวิญญาณเป็นตัวรู้ตัวเป็นทำได้ ประพฤติอย่างนั้นได้ แล้วก็เป็นตัวหลัก เป็นตัวจริงทั้งรู้และทำได้ เป็นจริงในแต่ละคน สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ละคนมารวมกัน เป็นสนามแม่เหล็กแห่งโลกุตรธรรม คนไหนมีเต็มหรือไม่เต็มก็พอรู้กันได้ มีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีหลักเกณฑ์ประพฤติให้สู่ที่สูงสุด มีความเห็นสอดคล้องมี เป้าหมายเดียวกัน
ประชาธิปไตยดีสุดต้อง“โลกุตระ” 77 ข้อ
ประชาธิปไตยที่ “ไม่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็จะต้องมี “การเลือกตั้ง”จากประชาชนเป็นธรรมดา เพราะเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๒ ขา ประชาธิปไตยขาเดียวจะเห็นสำคัญกันแต่ภาค“ประชาชนหรือวัตถุ” เพราะไม่มีความรู้ของ“กายกับจิต”หรือ“กายกับวิญญาณ” ซึ่งเป็น“ธรรมะ ๒” เพราะไม่มีการศึกษาจริงจังเกี่ยวกับ“จิตวิญญาณ”อย่างเพียงพอ จึงไม่มี“ความรู้จริง”(วิชชา ๘) นั่นคือ ไม่มีความรู้สัมบูรณ์ในความเป็น“จิตหรือมโนหรือวิญญาณ” ความเป็นประชาธิปไตยขาเดียวจึงเป็นแค่“ประชาธิปไตยทางวัตถุ” แม้จะหลงผิดเหมาว่า“เป็นประชาธิปไตยของประชาชน”ก็เป็นแค่“ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพราะมีแต่ความสำคัญมั่นหมาย(สัญญา)กันได้แค่“รูปธรรม”อันเป็นแค่ภายนอก ยังไม่สามารถหยั่งลึกลงไปถึง“ความเป็นจริงของจิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”(ปรมัตถสัจจะ) เพราะ“การหยั่งลึกลงไปเรียนรู้กันและกัน-จัดการกับความสัมพันธ์กัน-จนทำความสืบต่อกันไป”อย่างดีอย่างสำคัญลึกซึ้งของความเป็น“กาย” ซึ่งได้แก่“รูปกับนาม”[ธรรมะ ๒] หรือ“กายกับจิต” หรือทั้ง“จิตกับวัตถุ” หรือทั้ง“ภายนอกกายกับภายในจิต” ก็ไม่เกิดขึ้น บริบูรณ์และสัมบูรณ์ “รูป”คือ “ภาวะที่ถูกรู้”(object) ส่วน“นาม”คือ “ภาวะของตัวผู้รู้”(subject) ซึ่ง“ความรู้จริงครบครัน”ต้องมีทั้ง“ภายนอกกับภายใน”เสมอ จึงจะชื่อว่าเป็น“ผู้รู้” นั่นคือ ต้องมีทั้ง“ภาวะที่ถูกรู้ภายนอกกับภายใน”(object) และต้องมีทั้ง“ภาวะตัวผู้รู้เองซึ่งมีอยู่ภายในของคนทุกคน”(subject) ที่สามารถหยั่งเข้าไปรู้ทั้งภายนอกและภายในทั้งหมด ครบได้ทั้งภายนอกและภายในอย่างเป็นจริงถ้ามีความพยายามศึกษาและปฏิบัติจนมีมรรคผล (ยังมียกเว้นที่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ที่รู้แต่ไม่ได้บอกออกไป เป็นสิริมหามายา) ภาวะที่ยังไม่ใช่คน เช่น ยังเป็นแค่พืชหรือสัตว์หรืออุตุ จะไม่มีความรู้ดังกล่าวนี้ได้ แม้แต่มีภาวะเป็นคนแล้วแต่ยังไม่สามารถ“รู้”ได้ทั้งภายนอกและภายใน หรือยัง“ไม่รู้ทั้งกายและจิต”ก็มีมากมายถมเถไป คนจึงควรเรียนรู้“กายกับจิต”ให้ถูกต้องถ่องแท้และเป็นจริง แล้วจะเป็นนักประชาธิปไตยได้จริง จึงจะได้เป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคมโลก ไม่เช่นนั้นคนผู้นั้นก็จะเป็นภัยเป็นโทษอยู่ในสังคมแน่นอนที่สุด ไม่มากก็น้อย คนในโลกทุกวันนี้แม้แต่ชาวพุทธรู้ความเป็น“กาย”ไม่ถูกต้องบริบูรณ์ นั่นคือ ไม่รู้ว่า“กาย”คือ“ภาวะ ๒”หรือหมายถึง“ธรรมะ ๒”เสมอ ซึ่งต้องมี“นาม”ร่วมอยู่อย่างขาดไม่ได้ และแม้แต่เป็น“นามธรรม”อยู่แท้ๆก็ต้องทำหน้าที่หรือทำงานอยู่กับ “รูป”เสมอ หากอยู่แต่เดียวดายไม่ทำหน้าที่หรือไม่ทำงานร่วมกัน มันก็ไม่มีกิริยาอะไร หรือไม่มีพลังเคลื่อนไหวอะไรเลย มันก็จะมีแต่เสื่อมไปเป็นที่สุด เมื่อเกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ผู้มีจิตสูงแล้ว จึงมีสำนึกและสำเหนียกแท้ว่า ต้องเจริญอยู่เสมอตราบที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ควรอยู่อย่างเสื่อม ความเป็น“คนหรือมนุษย์”ต้องมี“จิตนิยามหรือธาตุรู้และธาตุรู้สึก” จึงมีสุขมีทุกข์ มีเดือดร้อน มีรุนแรงเป็นภัยเป็นโทษ และมนุษย์สามารถมีความสุภาพ มีความเป็นคุณเป็นประโยชน์ แล้วทำตนให้สุภาพให้เป็นคุณเป็นประโยชน์ หมดสุขหมดทุกข์ทั้ง“จิตกับวัตถุ” มีความสบาย ไม่เป็นอบายอีกเลยได้จริงๆ เพราะสามารถแยกความเจริญกับความเสื่อมได้ถูกต้อง แยกสุขแยกทุกข์และที่สุดไม่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ที่เป็นโลกียธรรมกับโลกุตรธรรมได้ โดยเฉพาะแยกแล้วทำตนให้เป็นโลกุตรธรรมแต่ถ่ายเดียว ไม่เป็นโลกียธรรมอีกเลย ได้อย่างสัมบูรณ์ หากภาวะใดมี“หนึ่งเดียวหรือภาวะเดียว”ไม่ใช่ความเป็น“กาย” เช่น มีแต่“วัตถุ” ไม่มี“จิตวิญญาณ”เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ แม้แต่เอียงไปข้างวัตถุมากกว่าจิตวิญญาณก็เป็น“ประชาธิปไตย”ไม่ได้ หรือมีแต่“จิตวิญญาณ”ไม่มีวัตถุ”จะไม่สามารถมี“ประชาธิปไตยเต็มใบ”ได้เป็นเด็ดขาด หรือแม้จะเป็นคนมี“ภาวะของตัวเองเป็นผู้รู้”(subject)อยู่แท้ๆแต่ถ้ามี“ความรู้”แค่ภายนอกแค่“วัตถุ”ก็ชื่อว่า“กาย”ไม่ได้ เพราะไม่มี“ธรรมะ ๒”ในคนผู้นั้น สังคมนั้นจึง“ไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบ”ได้เลย เพราะไม่ได้เรียนกันอย่างสำคัญ จึงมี“ความรู้”สัมบูรณ์ไม่ได้ ก็มีแต่“ภายนอกอย่างเดียว”ไม่ชื่อว่า“กาย” แม้“มีแต่ภายใน”ก็ไม่ชื่อว่า“กาย” ต้องมี“ธรรมะ ๒” ได้แก่ “รูปกับนาม”เสมอจึงจะชื่อว่า“กาย” โดยเฉพาะไม่เรียนรู้เป็นลำดับจริงจนครบกาย-วาจา-ใจ หรือไม่เรียนรู้ความเป็น“อัตตา”ให้ครบโอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา แล้วกำจัดความเป็น“อัตตา”ได้หมดสิ้น ก็จะไม่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า“มโนหรือจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง” มิหนำซ้ำกลับจะเห็นว่า“วัตถุเป็นประธานสิ่งทั้งปวง”เอาด้วย หรือแม้จะหลงว่าตนคว้าเอา“ประชาชนเป็นประธานสิ่งทั้งปวง”ก็ได้ ก็จะเป็นแค่คว้าเอาเปลือกนอกของความเป็นคน มาเป็นความสำคัญ ไม่สามารถเข้าถึงภายในหรือหยั่งถึงจิตใจของประชาชน ก็ไม่มีความสุขที่วิเศษ(ปรมังสุขัง) มีแค่ “ความสุขเท็จหรือหลอกลวง”(สุขัลลิกะ)เท่านั้น จึงไม่มีทาง“พ้นทุกข์”ที่ยั่งยืนนิรันดร ซึ่ง“ใจหรือจิต”นี่แหละคือ ตัวสุขตัวทุกข์ตัวแท้ แม้จะไม่มีความมั่งคั่งหรือ“จน”มันก็“สุข”อย่างวิเศษและยั่งยืนนิรันดรได้ เพราะ“สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์”มันไม่สำคัญที่“วัตถุ”หรือเงินทองเลย มันอยู่ที่“ปัญญา”อันเจริญสัมบูรณ์ ประชาธิปไตยขาเดียวจะมุ่งเอาโครงสร้างทาง“วัตถุ”เป็นสำคัญ หรือมีแต่มุ่งเอาแต่ภาค“กาย” อันรู้กันภายนอกได้ง่ายเป็นหลัก และเชื่อว่า“กายภายนอก” สำคัญกว่า“จิตวิญญาณ” จึงมุ่งมั่นทำกันและเก่งฉลาดกันอยู่แต่ทาง“วัตถุหรือกายภายนอก” ไม่เก่งฉลาดเข้าไปทาง“กายภายใน”คือ“จิตวิญญาณ”ที่มีความสัมพันธ์กันอยู่ทั้งภายนอกและภายในชนิดที่มีความสัมพันธ์สำคัญลึกซึ้ง เพราะสามัญคนทั่วไปจะเข้าใจคำว่า“กาย”นั้นหมายเอาแต่“ภายนอก”หรือเข้าใจว่า“กาย”เป็นส่วนของ“วัตถุ”เท่านั้นด้วย จึงเท่ากับ“ตัดขาดความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ”ทิ้งไป “ประชาธิปไตยขาเดียว”หมายความว่า ประชาธิปไตยที่มีแต่“ระบบประชาชน”เท่า นั้น ไม่มี“ระบบกษัตริย์”ในประเทศนั้นๆ หรือนัยสำคัญลึกซึ้งไปกว่านั้นก็คือ มีแต่ ความสำคัญทาง“สมมุติสัจจะ”เท่านั้น ไม่มีความสำคัญทาง“ปรมัตถสัจจะ”เพียงพอ จึงเป็น“ประชาธิปไตย”ที่มีแต่โลกธรรมหรือโลกียธรรมเป็นแก่นแกนของชีวิต ส่วนประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีความเป็นจริงของภาวะจริงแห่ง “กษัตริย์”ที่ทรงมีทั้ง“เลือดแห่งกษัตริย์”คือมีทั้ง“สมมุติสัจจะ” และทรงมีทั้ง “วิญญาณแห่งกษัตริย์”คือมีทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจริญส่วน“จิต วิญญาณ”ถึงขั้นมีความเป็น“โลกุตรธรรม”ทีเดียว เป็นต้นว่า มี“ทศพิธราชธรรม” เป็นต้น ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือประชาธิปไตย ๒ ขา ผู้บริหารก็ดี ประชาชนก็ดี จึงเกิด“สาราณียธรรม ๖ ได้จริง(เมตตากายกรรม,เมตตาวจีกรรม, เมตตามโนกรรม,สาธารณโภคี,ศีลสามัญญตา,ทิฏฐิสามัญญตา) เพราะจิตมีการพัฒนาคุณธรรมทางจิตวิญญาณ เกิดคุณสมบัติตาม“พุทธพจน์ทั้ง ๗”(สาราณีย,ปิยกรณะ,ครุกรณะ,สังคหะ,อวิวาทะ,สามัคคียะ,เอกีภาวะ)
พ่อครูจบแค่ข้อ 22 ในวันนี้ ก็จบก่อน
สฟ.ว่า…กายต้องมีรูปและนาม ธรรมะสอง ระบบสาธารณโภคี อยู่ได้เพราะ จิตใจลดกิเลสอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive