600710_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ(ตอน2).docx
เนื้อหาในไฟล์
600710_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ(ตอน2)
สมณะเดินดินว่า…วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2560 ที่บ้านราชฯ วันนี้อบอุ่นมีคนมาเข้าพรรษากันเยอะ และวันนี้เป็นวันบวร ผู้ใหญ่ชาวชุมชนและนักเรียน มีว.นบ.มาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ช่วงนี้พ่อครูก็มีเรื่องจะขยายความ ประชาธิปไตยกันต่อ หลายคนอาจติดสนใจเรื่องละกิเลส ถ้าพูดเรื่องละกิเลสก็สนใจ แต่พอพูดเรื่องการเมืองก็ไม่สนใจ ขนาดคุณมาร์ติน วิลเลอร์มาจากอังกฤษก็ไม่สนใจ แล้วเราจะเชื่อมโยงกับการลดกิเลสได้อย่างไร อาตมาได้คุยกับทนายรินไท ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ แต่เอาหลักความยุติธรรมเป็นหลัก เพราะศาลเป็นเรื่องของความยุติธรรม ประชาธิปไตยมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอัตตา ถ้าประเทศไหนประชาชนมีความเป็นอัตตามาก ประชาธิปไตยก็จะมีน้อย ถ้าประชาชนในประเทศไทย มีความยึดถืออัตตาน้อย ความเป็นประชาธิปไตยก็จะมีมากขึ้น มีความยุติธรรม ความเป็นธรรม สมดุล มัชฌิมา อรหันต์ก็มาทิศทางเดียวกัน ในสังคมของเรา ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ต้องเลือก เพียงซาวเสียง เพราะไม่มีใครอยากจะแข่งเป็นกัน เป็นเรื่องที่พ่อครูสรุปว่า ประชาธิปไตยไม่ต้องมีเลือกตั้งก็ได้ เอาคนที่เป็นที่รับรู้กันในสังคม มาเป็นผู้นำ แม้แต่ในสังคมเราหากมีการลดอัตตาจริงก็จะเป็นประชาธิปไตย แต่สังคมไหนไม่ได้ลดอัตตากันก็จะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เป็นกันทั่วโลก พ่อครูว่า ประชาธิปไตยของไทย น่าจะเป็นต้นแบบของโลก เป็นมุมมองที่ทวนกระแสกับนักรัฐศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งแม้แต่นายกฯก็ยังไม่กล้าพูดว่า บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย พ่อครูคงจะมาให้คำตอบว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร พ่อครูว่า...ก็ขอตอบรับ เด็กๆ ได้ทำ ดอกกุหลาบ เอาใบเตยมาพับเป็นดอกกุหลาบ เขาเอามาเพื่อเป็นผลงานและก็เป็นเรื่องของความอุตสาหะฝึกฝน พยายา
อ่านต่อ
มทำงานศิลปะ ขึ้นมา
_วันนี้เป็นวันกิจกรรม บวร 10 กค….งานที่รับผิดชอบวันนี้ ปลูกเตยหอมที่ข้างเฮือน สวน ตอนแรกการจัดงานยังไม่ลงตัว(เพราะเรายังไม่ชัดเจนว่าจะปลูกแบบไหน)แต่พออาๆ ที่เข้าใจบอกวิธีเตรียมกล้า บอกวิธีปลูก งานก็ลื่นไหล ใช้เวลาร่วมชั่วโมงงานก็หมด สิกขมาตุผู้ใหญ่ก็ไปนำกล้ามาเพิ่มระหว่างรอ ผู้ใหญ่ก็เลย พาเด็กพับดอกกุหลาบกันจากใบเตย แม้จะเป็นครั้งแรก ดอกไม้อาจจะไม่สวยนัก แต่ก็ตั้งใจนำมาถวายหลวงปู่ค่ะ(กลุ่มไรอะ) จึงกลั่นกรองบทกลอนมาถวายหลวงปู่จากใจค่ะ กุหลาบนี้น้อมส่งมาถวาย จากหัวใจงานของกลุ่มชื่อไรอะ เช้าปลูกเตยปลุกวิญญาณโลกุตระ ร่วมสารณียะตามพ่อครู กุหลาบนี้น้อมส่งมาบูชาพ่อ มุ่งสืบต่อสืบสานเป็นงานศิลป์ จากใจลูก ถึงพ่อกอบก่อวิญญ์ บวรศิลป์ โลกุตระธรรมาธิปไตย
กลุ่มไรอะ+ว.นบ.ขยะวิทยา พ่อครูว่า ยังไม่ถูกแบบแผนของกวีเขาบ้าง ก่อนจะได้ต่อเรื่องของประชาธิปไตยที่อาตมาก็ว่าเป็นความถูก ที่ได้ขยายกำหนดนิยาม 77 ข้อ เราอธิบายไป 22 ข้อยังเหลืออีก 55 ข้อ ก็ขอตอบรับ sms ก่อน
SMS วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-วิถีอาริยธรรม)
3867 นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชฯทุกอโศกกับธ.จำศีลธ.โลกุตระลด ละเลิกอบายโลกียะด้วยธ.เทศนาอนุปุพพิกถาในเข้าพรรษาตลอดฤดูกาล ทุกเข้าพรรษาพ่อครูเคยเทศนาธ.ทานกถา,สีลกถาสัคคกถากา,มาทีนวกถา,เนกขัมมานิสังสกถา!สงสัยธ.อนุปุพพพิกถา5ชำระผีปชธต.น้ำเน่าล้างให้เป็นเทพปชธต.น้ำดีได้ไหมหนอ? ปชธต.ขาเดียวไม่มีศูนย์รวม3เส้าในดวงใจไทยอย่างปชธต.2ขาคือปชช.ในช.!พุทธบริษัท4ในศ.!พระบารมีปกเกล้าในกษฯ!ปชธตขาเดียวจึงขาดสุขสงบสันติภาพจากสามัคคีปชช.ในช.!จากศีลธ.พุทธชนในศ. พ่อครูว่า ในนิวเคลียสมีพลังงานบวก ลบ อยู่แต่ถ้าไม่เคลื่อนกระทบกันก็ไม่เกิดอะไร แต่ถ้ามีอะไรมาทำให้มันเคลื่อนกระทบกันก็เกิดพลังงานรุนแรง เป็นปรมาณู แต่ก่อนแค่อณูก็เล็กแล้วแต่นี่ปรมาณู ใช้ภาษาร่วมสมัยอธิบาย ก็จะมีสิ่งก้าวหน้ากว่านี้ไปเรื่อยๆ เปรยมาว่า ทำไมไม่พูดอนุปุพพิกถา ก็ขอพูดคร่าวๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(อนุปุพพกิกถา) ตอน อนุปุพพิกถา5 อนุปุพพิกถา5 มันครบทุกอย่างของนามธรรมสัจจะ ห้ามีอะไรบ้าง ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ ทาน ศีล แล้วเกิดจิตเป็นสวรรค์ เทวดา คือโลกีย์ มีภพชาติ ศาสนาโลกีย์ เทวนิยม สวรรค์ใหญ่สุดสูงสุดคือพระเจ้า ซึ่งมีแต่เมตตา ไม่ทำร้ายใคร ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างที่สุด มีน้ำพระทัยยิ่งใหญ่มาก เหนื่อยช่วยโลก ดีที่สุด ช่วยอย่างไรๆก็ไม่หมดเพราะมวลมนุษยชาติมีเยอะมาก เป็นความรู้โลกียะทำได้ขนาดนั้น โลกุตระจะต่างจากโลกียะคือจะไม่ทำอย่างไม่รู้กรอบขอบเขต เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แต่จะมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 มีรายละเอียดกว่าเทวนิยมโลกียธรรมมาก แต่จะเป็นไปได้อย่างเต็มเป็นลำดับ ไม่ลอยลมเพ้อพก ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงรู้จักสวรรค์ ที่ต้องใช้พลังงาน calory เมื่อสถานะพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปติดสวรรค์เสพรสสุข ชอบใจ เป็นเวทนาในเวทนา ไม่ต้องเสพ เราติดใจก็เสียเวลา แรงงาน เสียพลังงานไป ซับซ้อนหลายชั้น ก็พระพุทธเจ้าเห็นว่า ตัดรอบเลย ไม่มีก็ไม่เสียหาย มีแต่ประหยัดมาเป็นประโยชน์ เอาพลังงาน แคลอรี่มาสร้างสิ่งที่จำเป็นดีกว่า ถึงไม่มีสวรรค์ อสังสัคคะ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาไม่มีสวรรค์ ในอนุปุพพิกถา ท่านก็สอนให้เห็นโทษของสวรรค์ สวรรค์นี้ผลาญเปลือง เป็นรสเก๊ อุปาทาน มันไม่ต้องเสพก็ได้ไม่ต้องเสียเวลาแรงงานทุนรอน แล้วได้ แคลอรี่ คืนมา ทุนรอนแรงงานมาได้เอามาใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะ มันเป็นสัจจะที่คนมีปัญญาจะเข้าใจ ไม่จำเป็นจะต้องไปเสพ เสพแล้วก็ไม่เที่่ยง เสพแล้วก็เลิก แล้วก็มาเสพใหม่ แล้วก็เลิก หายไปๆ แล้วก็ติดใจ ไม่หมด ติดใจก็เสพ เสพแล้วก็หายๆ ก็เลือกมาหลุดพ้นไม่ต้องเสพ ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ไม่มี เราไม่เสพก็ไม่มีทั้งสวรรค์และนรก ไม่มีใครต้องการนรก แต่คุณไปอยากเสพสวรรค์ก็ได้นรก ได้เสพก็ได้นรก หากหมดสวรรค์ก็หมดนรก ดับสวรรค์ดับเหตุที่ไปหลงสวรรค์คือตัณหา ดับได้อย่างสนิทจริง นรกก็หมด เพราะนรกกับสวรรค์เป็นธรรมะสอง เป็นเมถุน พระพุทธเจ้าสอนต่อ ทาน ศีล สัคคะ แล้วก็ต้องมีตัวที่รู้ชัดเจนว่า ความอยากเสพบำเรอความอยากกาม เป็นโทษ กามาทีนวะ สัมผัสแล้วได้สวรรค์มันเป็นโทษ ไม่เป็นคุณอะไรเลย เราเรียกแต่ว่ากามคุณ คำว่ากามคุณคือภาษาเรียกของปุถุชน แต่จริงมันคือ กามโทษ คือกาม + อาทีนวะ(โทษ) ศาสนาพุทธถึงได้ให้พยายามพูดและเรียนรู้กัน ถึงกามาทีนวะ มีกถา พูดและอธิบายกล่าวให้รู้ถึงโทษภัยของกามไม่ใช่เรียนรู้คุณของกาม คือกามคุณ ต้องพูดถึงกามาทีนวะไม่ใช่กามคุณ ให้พูดไปถึงการเห็นโทษของกามนี่คือหลักที่สามของอนุปุพพิกกถา ใครไม่มาเรียนรู้ อนุปุพพิกกถาจึงไม่ได้มาเรียนรู้โทษของกาม ใครสามารถชัดเจนมาพูดถึงโทษของกาม กามาทีนวะ อย่าไปหลงปิดบังโทษของกาม อย่าไปอำพรางอย่าโง่ไม่รู้จัก ต้องรู้จัก อย่าโง่ ต้องรู้จักว่าโทษของกามไม่ใช่คุณ ถ้าอย่างนั้นไม่มีทางหลุดพ้น จึงต้องออกจากกาม เนกขัมมะ คืออานิสงส์ของการพูดให้ออกจากกาม เนกขัมมานิสังสคาถา พูดให้ออกจากกามกันให้ได้ ออกจากกามให้ได้ เห็นโทษของกามให้ได้ สองทิศทาง คำว่า ศีล คำว่าทาน เป็นสองการประพฤติ ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติให้ ขัดเกลากิเลสตนเอง เรียกว่าศีล ไปตามลำดับ มีการทำเพื่อขัดเกลากิเลส ทาน ก็เพื่อขัดเกลากิเลส ศีลก็เพื่อขัดเกลากิเลสเพื่อเอาออก ไม่ใช่เพื่อเอามาให้แก่ตัวเองเลย พูดถึงบุญคือการชำระกิเลสออก ไม่มีอะไรเอาคืนมา ผู้ใดไม่เข้าใจคมชัดแม่นละเอียดอย่างที่ว่าก็ไม่จบ ปฏิบัติธรรมมะก็ไม่ได้
_(ต่อ) กราบอนุโมทนาธรรมาธิปไตยในเข้าพรรษาโดยพ่อครูกับปชธต.2ขาตามรธน.จากผู้ทรงอำนาจอธิปไตยกับอำนาจอธิปไตยปวงชน ร่วมกันกับสถาบันสูงสุดกับปชช.ได้รับปย.สุขจากการบริหารโดยชอบการปกครองโดยธรรม
จากไลน์... _วันทิพย์ ขอตั้งตบะเพิ่มจะไม่พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระอีกต่อไป
_อัมพร ผมมีข้อสงสัยอย่างยิ่งครับ คือ ตามตรรกะทำให้เข้าใจว่าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธะเป็นผู้หญิงก็ได้ เพราะคนที่มีความจริงขั้นสูงสุด(ปรมัตถ์)สื่อความจริงออกมากลายเป็นสมมุติ(มายา) ก็เลยเป็นมายาขั้นสูงสุดเหมือนกัน เพื่อที่จะให้เกิดสิ่งสูงสุด แม้เกิดแล้วก็มาอนุโลมทำตามสมมุติก็เลยเป็นเสมือนมายาอยู่ดี เพราะเป็นลูกของมายา เข้าใจอย่างนี้พอได้มั้ยครับ ถ้าไม่สมควรก็กราบขออภัยอย่างสูงนะครับ... พ่อครูว่า...ได้พอเป็นสมมุติก็เป็นมายาทันที แต่มายานี้คือยิ่งใหญ่ สิริมหามายา เป็นนามธรรม อจินไตย ทำไมแม่ของพระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่ามายา อย่าคิดเลยจะหัวแตกเพราะเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดอย่างนี้เป็นอย่างนี้ เพื่อเอามาใช้อธิบายยืนยันได้ ทุกวันนี้อาตมาจึงได้หยิบมาอธิบายให้ฟัง ทำไมอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรยืนยันเป็น รูปนาม เป็นสมมุติปรมัตถ์ ก็เป็นหนึ่งศึกษาให้ดีแล้วเราจะเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่า สมมุติ-ปรมัตถ์ ต้องลงตัวจริงๆ บางอย่างอย่าถามเลย พระพุทธเจ้า ประสูติจะต้องเดิน 7 ก้าว อย่างนี้เป็นต้นหรือว่า ประสูติตรัสรู้ปรินิพพาน ต้องวันเพ็ญเดือนหก มันตรงกันลงตัวกันทั้งกรรมและกาละ หากไม่เช่นนั้นไม่สุดยอด อาตมาก็เคยคิดว่าทำไมเราไม่เกิดลงตัวแบบพระพุทธเจ้า ทำไมเราต้องแปดค่ำเดือน7 แม้พ.ศ.ก็ 77 อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ ที่จริงน่าจะขึ้น 7 ค่ำเดือน7 พ.ศ.77 แต่ก่อนไม่เข้าใจก็ไปนึกว่าทำไม แต่ความจริงแล้วมันต้องลงไปตามสัจจะ
_ไม่เข้าใจอีกประเด็น แม่ที่ให้กำเนิด กับแม่เลี้ยงครับ? อายุ7วัน มองแบบเลขอาขยาน เป็นเลขที่เติบโตเองได้แล้ว เพราะเลยเส้าที่สอง(123,456)ตั้งต้นใหม่ได้แล้วเลยครึ่งมาแล้วและเคยฟังพ่อครูมาว่า"หมดหน้าที่ของกลีบเลี้ยง ต้องปล่อยให้เติบโตเอง"(เทียบกับการของถั่ว) กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า…มันต้องมีความเป็นแม่ที่บอกว่านัตถิมาตา อัตถิมาตา เราต้องเข้าใจความเป็นแม่ที่เป็นผลประโยชน์ เป็นแม่ทางนามธรรม โลกุตรธรรม แม่ที่ช่วยสร้างโลกุตรธรรม แม่ที่ช่วยให้กำเนิด ตั้งแต่มี DNA คลอดออกไปเลย ครบทาง DNA ครบทางกรรม วิญญาณ ครบทั้งสายเลือด สรีระ ครบทางจิตวิญญาณด้วย คือเรียกว่าแม่ ถ้าเอา DNA เป็นหลักคือแม่ผู้ให้กำเนิน แต่แม่ที่ให้กำเนิดจิตวิญญาณมันเจริญทางจิตวิญญาณ แต่แม่ที่ให้กำเนิดอาจให้แค่ DNA สรีระ ผู้ให้กำเนิด เป็นแม่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญจะได้เป็น จะต้องมีบารมี เอาเถอะ มีบารมีสูงสุดอย่างสมณโคดม แม้เป็นองค์เล็กที่สุด กัปป์สุดท้ายในยุคนี้แล้ว ตามโวหารเหมือนต่ำต้อยกว่าพระพุทธเจ้าองค์อื่น แต่องค์ประกอบสมมุติวัตถุดูเหมือนด้อย อาตมาเคยอธิบายว่าสอนคนโง่มากๆเราก็ได้ผลน้อยสอนยากมากด้วย ถ้าสอนคนฉลาดๆเลยสอนง่าย ได้ผลมากด้วย คิดค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วได้ผลเท่ากันหมดเลย สรุปแล้ว แม่เลี้ยงคือผู้ที่ให้กำเนิดทาง โลกุตรธรรม ส่วนแม่ผู้ให้กำเนิดสรีระ เพียงเจ็ดวันก็สิ้นชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามต้องมีบารมีมาก อยู่ดีๆจะมาเป็นแม่พระพุทธเจ้าไม่ได้ ที่จะเป็นแม่พระพุทธเจ้านี้ ได้ทั้งกุศลโลกียะ และกุศลโลกุตระด้วยนะ
_สุนันท์...อยากฝากอาถามพ่อครู ให้หน่อย. เวลาเรา หลับ หรือ ยังไม่หลับ. เกิดมโนมยอัตตา พอเราจับมันได้ จะดับมันยังไง แล้วทำจิตยังไงให้ทันมัน พ่อครูว่า…ก็คุณต้องรู้ด้วยปัญญา จะดับต้องรู้ด้วยปัญญา ว่าอะไรเกิดขึ้นมา มโนมยอัตตาคือสำเร็จด้วยจิตที่เราปรุงขึ้นมา ก็ตามหาเหตุที่เราปรุง มโนมยอัตตามีทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกปรุงจนเห็นรูป เช่นเห็นนางตานี เห็นผี นางตานีนี่เขาสัมผัสกันจนสมสู่กันเลย เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ อาตมาก็เคยอธิบาย พลังงานมโนมยอัตตา ถึงขนาดแม้ไม่เป็นรูปร่างแต่เป็นพลังงาน ทำให้หนังเหนียว เหยียบไฟไม่ร้อนเลย มีฤทธิ์เดช เหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ ทำได้แต่ไม่ถาวร ต้องใช้พลังงานในการทำ ได้เป็นชั่วครั้งคราว และจะเก่งไปได้ไกล นาน เป็นไปได้ยาก ดูอย่างดาบส เหาะไปเห็นสนมอาบน้ำก็ตกลงมาเลย รวมพลังจะเหาะอีกไม่ได้เลยต้องเดินไป อับอาย กิเลสเข้า อับอาย อย่างนี้เป็นต้น ก็ค่อยๆเรียนรู้ไป ตั้งแต่ความเกิด ที่มี ล.๑๕[๘๐๓] "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม(ปัญจสาขา) มาจากนามธรรมเป็นประธานให้เกิด
_สมณะบินก้าวแจ้งมาว่า มีโยม มาชวนสนทนา เรื่องพระอานนท์ แล้วเกิดสงสัย ตั้งข้อสังเกต ถามผม ผมตอบไม่ได้ จึงฝากกราบถามมายังพ่อท่านว่า...
๑. พ่อท่าน พอจะทราบเหตุผลหรือไม่ครับ... ทำไม พระอานนท์ บวชมานานถึง ๑๙ พรรษา พอถึงพรรษาที่ ๒๐ จึงเพิ่งมารับหน้าที่เป็นผู้ติดตามปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าทั้งที่ตนบำเพ็ญบารมีมาเพื่องานนี้ โดยตรง ?!! ทำไม จึงไม่รับหน้าที่... ตั้งแต่มาบวช...มีเหตปัจจัยใด ที่เป็นเช่นนี้ ครับผม ? และ พ่อครูว่า…ก็ 19 ปียังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ไม่เอามาเป็นผู้รับใช้ไม่สมสัดส่วนก็ไม่ดูดี จะเอามาเป็นต้องเหมาะสมตามหน้าที่
๒. หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ ก็เป็นพระอรหันต์มีความพิเศษด้วย โดย มีชีวิตต่อมาอีกถึง ๔๐ ปี คือ มีอายุ ๑๒๐ ปี หากกลับไม่มีเรื่องราว ประวัติให้ศึกษาติดตามเลย เพิ่งมามีกล่าวถึงท่านอีกครั้ง ก็ตอนดับขันธ์ และ ตามประวัติเป็นการดับขันธ์ที่ต่างไปจากสาวกท่านอื่นอย่างมาก คือ ลอยกลางอากาศเข้าเตโชฯ เหนือแม่น้ำ ฯ เผาร่างตนกลางอากาศแล้วกระดูกที่เผาแล้วแยกเป็นสองส่วน เพื่อให้ไปตกในสองเมืองที่เป็นญาติ...เพื่อจะได้ไม่เกิดแก่งกระดูกแย่งกันภายหลัง... พ่อครูว่า...พระอานนท์ติดตามพระพุทธเจ้าตลอด ถ้าอยากจะรู้ว่าเกิดตามพระอานนท์ก็แล้วกัน พระอานนท์เป็นพระโพธิสัตว์ จะได้รู้ว่าท่านเป็นอย่างไร ท่านเก็บของพระพุทธเจ้าไว้หมด แม้แต่สิ่งใดที่ท่านไม่ได้ตรัสแล้วพระอานนท์รู้ท่านก็มาบอก พระอานนท์เป็นผู้ที่รู้ทุกอย่างของพระพุทธเจ้า และประพฤติกับพระพุทธเจ้ามาตลอดกาล จึงเก็บเอารายละเอียดมาบรรยายได้อีก เป็นอีกงานหนึ่ง งานนี้ยังจะมีต่อไปอีก งานที่จะต้องเก็บประวัติของพระอานนท์ก็จะมีอีก ถามว่าทำไมยังไม่มี ก็ยังไม่ใช่ยุคของพระอานนท์ ไม่งั้นมันจะเยอะเกินไป
_ ฝนเอื้อฟ้า ขอส่งการบ้านในสิ่งที่พ่อครูสอน และสิ่งที่ตนรู้สึกประทับใจนะคะ เมื่อถัดจากหัวข้อของในวันนี้จะเป็นหัวข้อสุดท้ายที่จะขออนุญาต พ่อครูมิต้องเอยชื่อ : ฝนเอื้อฟ้าอีก เพราะหนูไม่ได้สำคัญหรือดีมากอะไรแค่กำลังจะ....เท่านั้นค่ะพ่อครู
หมายเหตุ ขออนุญาติแจ้งพ่อครูอีกเรื่องค่ะ อย่าพึ่งให้หนูใช้บริการเลข 4 เร็วเกินไปเลยนะคะ แม้มันจะต้องมาถึงในซักวันนึง หนูเกิด วันที่ 20 พฤษภาคม 2522 ผ่านวันเกิดมา 1 เดือนกว่าๆ อายุ 38 จึงขอเรียนมาให้พ่อครูทราบค่ะ
มาเข้าสู่บทเรียนข้อความของหนูอาจมีส่วนเกี่ยวโยงบ้างกับหัวข้อประชาธิปไตยดีสุดต้อง โลกุตระ 77ของพ่อครูแต่บางเบาไม่ลึกซึ้งเท่า หนูได้อ่านครบหมดแล้วเพียงแต่ตัองทำความเข้าใจอีกหลายๆรอบ แต่วันนี้หนูจะขอเสริมในบางจุดที่สะดุดใจค่ะ ตามความรู้สึกของตนเอง
ตั้งชื่อ หัวข้อเรี่องว่า
มณเฑียรบาลนี้เพื่อเธอ ( คำว่าเพื่อเธอ คือ ในหลวง ร.9 ทรงทำเพื่อประชาชน รักประชาชนทุกคนบทแผ่นดินไทย อย่างที่พ่อครูเคยสอนพวกเราให้รับทราบเรื่องราวของพระองค์ และใช้คำว่า พหุชนาญาสิทธิราชย์ ( heartพระมหากษัตริย์รักประชา ลึกซึ้ง ละมุน ละไม น่ารัก น่าเอ็นดู อย่างหาคำบรรยายนี้ไม่ได้ คือ ระบอบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก เพราะพ่อรักลูก พ่อจึงรับฟังลูก คำง่ายๆเพียงแค่นี้ พระองค์ทรงรักประชา แต่หาคนทำได้ยากมากทั้งๆที่พระองค์จะทรงใช้แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างเดียวก็ได้ ทั้งที่พระองค์ ทรงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่อยู่แล้วนะคะ แต่พระองค์ทรงยอมซื้อหัวใจประชาชนด้วยหัวใจเช่นกัน
พระองค์ไม่ทรงนึกอยากเป็นพระมหากษัตริย์ ดังคำตรัสตอนนึงที่หลายๆคนเคยได้ยินได้ฟังมานะคะ แต่พอเรากลับมาอ่านอีกและอ่านซ้ำ เรารับรู้ความรู้สึกได้จริงๆค่ะ ดังนี้
" อดคิดถึงพี่ไม่ได้เลยแม้ขณะเดียว ฉันเคยคิดว่า ฉันจะไม่ห่างจากพี่ตลอดชีวิต แต่มันเป็นเคราะห์กรรมไม่คิดเลยว่าจะเป็น กษัตริย์ คิดแต่จะเป็นน้องของพี่เท่านั้น ) "
เชื่อไหมคะพ่อครู ถ้อยคำนี้ ไม่มีใครในโลก เมื่อได้อ่านแล้ว เขาเหล่านั้นจะไม่รู้สึกเหมือนกำลังร้องไห้ในใจ ยกเว้นเสียแต่จิตของคนผู้นั้นกระด้าง กระด้างเกินไป ยากรับรู้ เขาจึงอาจไม่รู้สึกถึงความอ่อนน้อมของถ้อยคำ ในหลวงที่มีต่อ รัชกาลที่ 8
ฉะนั้นพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงตรัสข้างต้นแสดงถึงภาวะที่พระองค์ตัองต่อสู้กับความเสียใจภายในใจของพระองค์ และไม่ว่าจะรู้สึกเสียใจมากเพียงไหนๆ พระองค์ก็จะต้องรับหน้าที่พ่อของแผ่นดิน ต้องเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนชาวสยาม เพื่อจะได้ผ่านวิกฤตภายในใจของพระองค์ และ วิกฤติภายในใจของประชาชน ทรงตระหนักว่าพระองค์ได้ทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแผ่นดินทั้งเลือดและจิตวิญญานด้วยการปฎิบัติ การทรงทำหน้าที่อย่างสุดกำลังจนวาระสุดท้ายของพระองค์ ทั้งหมดทั้งสิ้นจึงทำประโยชน์สูงสุดแก่มหาชนชาวสยาม สมกับคำปฎิญานที่ทรงขึ้นครองราชย์ สมกับเป็น จอมพระจักรพรรดิ์ ณ ชมพูทวีป แห่งนี้
ขอนิยามความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ว่า มณเฑียรบาลนี้เพื่อเธอ ( เพื่อประชาชนเสมอ)
ที่กล่าวมาข้างต้น ก็เทียบเคียงจากสิ่งที่พ่อครูสอน
ประชาธิปไตยดีสุด ต้องโลกุตระ 77 หนูประทับใจทุกข้อ แต่เลือกมา ข้อที่ 33 34 45
ข้อที่ 33 เพราะกษัตริย์ นั้นจะมี DNA ที่สิบทอดกันมาใน ( สันตติวงศ์)
ข้อที่ 34 การสืบทอด สันตติวงศ์ คือ การเสวยราชย์ต่อเนื่องตามเชื้อสาย
ข้อที่ 45 สำคัญมากค่ะ เพราะกษัตริย์นั้นต้องมี สันติวงศ์ที่สืบทอดด้วย ( กฎมณเฑียรบาล หล่อหลอมทั้งกาย ทั้งวิญญานมาทุกชาติ ทุกปางเพราะทรง ศึกษาเรียนรู้และทรง ประพฤติปฎิบัติให้ได้โลกุตรธรรม ตามธรรม สมควรแก่ธรรมของแต่ละพระองค์เอง
จบหัวข้อ ( มณเฑียรบาลนี้เพื่อเธอ) มณเฑียรบาลแห่งสายเลือด เพราะรักประชา หากมีโอกาสจะขออนุญาติ จะแจ้งเสริมเมื่อตัวเองเก่งขึ้นค่ะ
กราบนมัสการพ่อครู อย่างสูงด้วยหัวใจค่ะ
พ่อครูว่า…มาต่อที่ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระต่อจากเมื่อวาน
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ ตอน 2 ซึ่งในความเป็นมนุษย์ที่ครบสมบูรณ์ นั้นต้องมี“ธรรมะ ๒”คือ มี“มหาภูตรูป ที่มีเลือดหรือกาย” กับ“จิตหรือวิญญาณ” เจริญได้สัดส่วนกัน ไม่ขาดไม่พร่องสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อ“มหาภูต ๔ ที่มีเลือดและวิญญาณ”เจริญเพียงพอทั้งคู่ ก็มีกำลังสร้างสรรสังคม นั้นๆได้ เจริญพัฒนาทั้งจิตทั้งวัตถุอย่างสมดุลย์ดีจริง ไม่ขาดพร่อง เพราะ“จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง”แท้จริง เมื่อผู้นั้น“สติ”มี“อธิปไตย”(มีพลังเพียงพอ)จริง “ปัญญา”เป็น“อุตตระ”(อยู่เหนือภาวะนั้น)แท้ ก็จะมี“พลัง ๔ และพลัง ๕” จัดการ(อภิสังขาร)กายสังขาร(ปรุงแต่งความเป็นวัตถุกับจิต)-วจีสังขาร(ปรุงแต่งภาษาคำพูดอยู่ในจิต)-มโนสังขาร(ปรุงแต่งเฉพาะจิตใจ)ได้อย่างมีผลสำเร็จ “พ้นภัย ๕”อย่างเป็นจริงตามที่ตนประสงค์นั้นๆทีเดียว โดยเฉพาะสำคัญยิ่งในความเป็น“มนุษย์”นั้น “จิตเป็นนาย-กายเป็นบ่าว”จริงๆ “จิตเป็นประธานกาย”แท้จริง “จิต”หรือ“วิญญาณ”จึงต้องให้เจริญสัมบูรณ์เป็นสำคัญยิ่งกว่าเสมอ แล้ว“จิต”จะจัดการกับ“กายสังขาร-วจีสังขาร-มโนสังขาร”ได้ดียิ่งจริง หากสังคมประเทศใดมีกษัตริย์จึงจะชื่อว่า ประเทศนั้นมีมนุษย์ที่ครบ“กาย”ครบ“จิตวิญญาณ” เป็น“ธรรมะ ๒” จึงจะเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย ๒ ขาได้จริง ส่วนสังคมประเทศใดที่“ไม่มีกษัตริย์”จะเรียกว่า ประเทศนั้นสมประกอบในความเป็นมนุษย์และเป็นสังคมคนยังไม่ได้แน่ๆ เพราะยังไม่มี“รูปกับนาม” หรือยังไม่มี“อุตุนิยาม(มหาภูต ๔ = ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ)กับชีวะขั้นจิตนิยาม(นาม ๔ = เวทนา,สัญญา, สังขาร,วิญญาณ)”ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ซึ่งต้องมี“กายกับจิต” หรือมี“ธรรมะ ๒”จึงจะครบความเป็นมนุษย์ได้ ไม่เช่นนั้นก็ยังไม่ใช่มนุษย์ที่เต็มสภาพตามความเป็นจริง (พ่อครูว่า...ความรู้เรื่องประชาธิปไตยสองขาจะมีแต่โพธิรักษ์ที่พูดอย่างนี้ได้) หากกษัตริย์ในประเทศนั้นทรงมี“จิตวิญญาณ”ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและประชาชนก็มีความเป็นประชาธิปไตยดีแข็งแรงยิ่ง ประเทศนั้นจะไม่ต้องมี“การเลือกตั้ง”โดยประชาชนหรอก แค่ใช้วิธี“การซาวเสียงกัน”ในหมู่ชนนั้นๆที่รู้จักกันทั่วถึงอย่างสนิทชิดเชื้อก็ได้ผู้รับผิดชอบแล้ว และส่วนผู้ทำงานกว้างขวางขึ้นขั้นบริหารประเทศ ก็มีวิธี “กษัตริย์ทรงแต่งตั้ง”ผู้รับผิดชอบขึ้นมารับหน้าที่ ก็ใช้ได้แล้ว ทั้ง ๒ “วิธี”ในข้อ 29. นี้ไม่ใช่“การเลือกตั้ง”ทั้ง ๒ ประการ เพราะแตกต่างจากการใช้“วิธี”ให้ประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศออกเสียง“เลือกตั้ง”อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง มีแค่“การซาวเสียงกัน”ในหมู่ชนนั้นๆ เลือกผู้เหมาะสมขึ้นมาทำหน้าที่ในแต่ละเขตชุมชน แต่ละตำแหน่งหน้าที่ ก็เป็นไปได้แล้ว ส่วนตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆสูงในขีดขั้นต้องบริหารประเทศนั้น กษัตริย์ทรง“แต่งตั้ง”ก็เพียงพอแล้ว เพราะกษัตริย์นั้นจะมี DNA ที่สืบทอดกันมาเป็น“สันตติวงศ์” การสืบทอด“สันตติวงศ์”คือ การเสวยราชย์ต่อเนื่องตามเชื้อสาย พ่อครูว่า..สันตติ เป็นข้อที่ 2ของ ลักขณรูป สี่อย่างคือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา อุปจยะคือทำการเกิดได้ รู้จักการเกิดได้ แล้วจะให้ต่อไปไหมก็คือให้สันตติ โดยเฉพาะเป็นการก้าวหน้าระดับCoefficient สัมประสิทธิ์ที่มีคุณสมบัติถึงสัมโพธิปรายนะ ได้ เลยนิยตะอีก สันตตินี้อยู่ที่ตัวเรา เราจะต่อหรือจะตัด เราไม่ต่อ แต่พลังงานนี้มีmomentum แล้วค่อยๆเสื่อม ชรตา แต่ถ้าไปฮึดตอนชรตาก็ขึ้นมาได้อีกเติมพลังงานปลุกมาอีกได้ แต่ถ้าไม่มีปล่อยให้ชรตาไปก็ดับสูญ ตัวสันตติจึงเป็นตัวสำคัญ ทำ Coefficient สัมประสิทธิ์ก็เจริญขึ้นมาใหม่อีกได้ ถ้าปล่อยก็สูญ กษัตริย์คือ ผู้เป็นประมุขของรัฐหรือของประเทศนั้นๆมาแต่ไหนแต่ไร แม้ประเทศนั้นจะไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ในระบอบประชาธิปไตยจึงชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา และในคราที่ประเทศเรียกได้ว่าเป็น“ประชาธิปไตย”นั้นกษัตริย์จะทรงมี“ทศพิธราชธรรม”ในพระจริยวัตรอย่างแท้จริง จึงชื่อว่ากษัตริย์ที่ทรงธรรมแท้ เมื่อมีทั้งกษัตริย์ที่ทรงธรรมแท้ และประชาชนมีความรู้ประชาธิปไตยจริง สัมบูรณ์ด้วย“ปัญญา” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งสัมบูรณ์ด้วย“เลือดและวิญญาณ”ก็สัมบูรณ์ความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ก็จะมี“ราชประชาสมาศัย”เป็นนาม-รูป นั่นคือ กษัตริย์และประชาชนต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ครบครันเต็มความเป็น“สัตว์โขลง” และเป็น“สัตว์สังคมมนุษย์” ไม่เอียงโต่งอยู่แค่..เป็น“มนุษย์ที่มีแต่เลือด ทว่าไม่มีวิญญาณ” หรือ“มนุษย์หลงสำคัญแต่วัตถุ ทว่าไม่สำคัญจิตวิญญาณ” ซึ่งสำคัญมากเพราะเป็น“ธรรมะ 2”ครบถ้วน“รูป”กับ“นาม” คือ “เลือดกับวิญญาณ” จึงจะสามารถมี“ธรรมะ”ขั้นโลกุตระได้ ฉะนี้จึงจะชื่อว่า ประชาธิปไตย ๒ ขา ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน(อัตตา)ออกจากจิตให้มากเท่าที่จะมากให้ได้ ที่สุดจนหมดตัวตน จึงจะรับใช้ประชาชน ด้วยธรรมะที่เป็นโลกุตระนั้นๆ ไม่อย่างนั้นจะต้องใช้วิธี“เลือกตั้ง”ในสังคมนั้นอยู่ร่ำไป พ่อครูว่า...ที่ยังต้องมีเลือกตั้งตอนมีร.9 คือเป็นต้นเค้าของกัปป์นี้ ประเทศในกัปป์นี้ 190 กว่าประเทศมีประชาธิปไตยประเทศไหนก็สู้ของไทยไม่ได้ ไทยเป็นตัวเร่ิมต้นเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยทั่วโลก อังกฤษทำให้ประชาธิปไตยอยู่ในอังกฤษไม่ได้คือไปขับอินเดียออก แต่คนไทยนี่ชาวอินเดียชอบมากมาอยู่ในไทย ประชาธิปไตยในไทยเป็นสายปัญญา อินเดียเป็นเจโต คนอินเดียที่มีปัญญาแล้วจะมา สมณะเดินดินว่า…ฟังมาถึงข้อที่ 41 ก็ทำให้เชื่อว่า จะหาประเทศไหนที่จะมีปชต.ได้สมบูรณ์อย่างนี้ แล้วพ่อครูพาเราทำด้วย เรามีภาคปฏิบัติด้วย...จบ..
ซึ่งใน“การเลือกตั้ง”จะมีการโกงกันหรือใช้กลเม็ดเลศเล่ห์ในการจะเอาชนะให้ได้ใน“การเลือกตั้ง”กันไปตลอดกาลนาน เพราะคนสามัญทั่วไปมีกิเลส กิเลสย่อมไม่ซื่อสัตย์ กิเลสย่อมโกง อย่างน้อยก็มีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเอาชนะให้ได้ กิเลสจึงพาคนทุจริตเป็นธรรมดา ดังที่เป็นกันอยู่ในโลกสามัญ ซึ่งปุถุชนคนมีกิเลสย่อมมุ่งมั่นแก่งแย่งเอาชนะคะคานกันให้ได้ ตามที่ยึดถือว่า“ผู้ชนะ”จึงจะเป็นผู้เจริญอยู่นั่นเอง ถ้ากษัตริย์และประชาชนที่เป็นอาริยบุคคลในสังคมนั้นๆไม่มีโลกุตรธรรม ไม่เป็นโลกุตรบุคคลเลย ก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้นเลย โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นนักบวชของพุทธคือ ผู้สืบทอด“โลกุตรธรรม”ที่จะสืบศาสนาพุทธไปจนถึงสิ้นพุทธกัปป์นั้นก็ไม่มีโลกุตรธรรม สังคมนั้นก็ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็จะต้องอาศัย“การเลือกตั้ง”เป็นสำคัญ “โลกุตรธรรม”นั้นสืบทอดทาง“กรรมพันธุ์”(กัมมพันธุ)เท่านั้น ดังนั้นอาริยบุคคลและแม้กษัตริย์จึงจะมีการสืบทอด“โลกุตรธรรม”ที่สืบทอดทาง“กรรมพันธุ์”แท้จริง อาริยบุคคล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive