600716_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผรณาปีติ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600716_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผรณาปีติ

สมณะฟ้าไทว่า…วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560 แรม 8 เดือน 8 ที่ราชธานีอโศก พูดถึงตัวเลขที่ลงตัวกัน พ่อครูว่า...ที่ว่าใช้เลขเป็น อย่าไปสุ่มสี่สุ่มห้า อย่างที่ท่านใช้ ท่านใช้เลขลงตัวกัน เราก็คงเป็นบ้าง อย่าใช้ ถ้าเราไม่มีบารมี มันมีผลวิบาก โดยเฉพาะวิบากกุศลที่จะสนิทเนียนลงตัว ที่ซ้ำกัน อย่างแปดๆ คู่กัน พระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้ปรินิพพานวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 มันลอกเลียนไม่ได้ เป็นพลังงาน อจินไตย ทั้งพลังงานและสสารจะเนียนลงตัวเหมือนอันเดียวกัน ในรูปกับนาม เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ใครอยากได้ แกล้งเอาไม่ได้ เสแสร้งเอาไม่ได้ พยายามหลอกลวงตามไม่ได้ หลอกได้ชั่วคราว แล้วคนอื่นจะจับได้ว่าไม่จริง แต่ถ้าจริงแล้วไม่มีเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เกิดกี่ชาติก็เป็นอย่างนี้ สมณะฟ้าไทว่า...เหมือนที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์สาวกว่าจะต้องต่อไปจะเป็นอย่างไร พ่อครูว่า...จะต้องเกิดมาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาเป็นลูกคนนั้นคนนี้ ก็ลงตัวหมด สมณะฟ้าไทว่า...พระพุทธเจ้ารู้อนาคต รู้ว่าสาวกของท่านในอนาคตจะเป็นมาอย่างไร เป็นกรรมที่ท่านสร้างมา แม้แต่มหาปุริสลักษณะ 32 ประการ ต้องทำกรรมต่างๆสะสมมาถึงได้ กาละปัจจุบันที่เราได้มาเข้าพรรษาก็ทำกรรมปัจจุบันให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ลดละกิเลสได้เป็นสำคัญ เพราะคนปุถุชนก็เพิ่มกิเลสให้แก่ตนทุกเมื่อเชื่อวัน แบบอัตราทวีคูณ พ่อครูจึงต้องพามาลดกิเลสแบบทวีคูณ ไม่อย่างนั้นไม่ทันโลก โลกเอาไปกินหมด เราปฏิบัติธรรมต้องกระตือรือร้นขมีขมันให้เกิดการลดกิเลสอย่างทวีคูณ พ่อครูสอนมา 40 กว่าปี มีอัตรากำลังสะสมอยู่แล้ว หากเราไม่เร่งก็จะพัฒนาช้า พ่อครูว่า...ก่อนจะได้ต่อเรื่องราวของธรรมะก็ขอโอภาปราศรัยกับ sms ก็ขอโฆษณาหนังสือ ที่ช

อ่านต่อ

าวอโศกทำ ตอนนี้มีสารอโศก เราคิดอะไร ดอกบัวน้อย ดอกหญ้า แต่ก่อนมีแสงสูญ น้ำใจ เราก็พักไปแล้ว เหลือแต่ สารอโศก เราคิดอะไร ดอกบัวน้อย ดอกหญ้า ดอกบัวน้อย ข่าวอโศก แต่แค่นี้ก็ทำแม้ที่สุดจะมี IT ก้าวหน้าจนใช้ Social network เราก็มี มีหลายผู้หลายคนช่วยกันทำ โดยเฉพาะ ท่านสมณะพิสุทธิ์ ท่านชื่อว่า สมณะพิสุทธิ์ ถ้าจะเรียกให้เต็มก็เป็น สมณะสมณะพิสุทธิ์ ฉายา พิสุทโธ คือ สมณะสมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ แสดงว่า สมณะแน่ๆ พิสุทธิ์แน่ๆ คือบริสุทธิ์จริงๆ ย้ำยืนยัน confirm คนก็งงๆ ถ้าตั้งหลักก็ไม่งง ท่านเป็นคน เอาแต่งานไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร วันๆหนึ่งดูเหมือนจะไม่ได้พูดสักคำก็คงมี เป็นคนเอาแต่ทำ เป็นคนมีน้ำใจ ขยัน อุตสาหะ ที่ขึ้นไปใน IT ทั้งหลายท่านเป็นคนคีย์มาส่วนใหญ่ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เดี๋ยวนี้ก็มีคนช่วยกันเพิ่มเติมขึ้น ก็มีฝากโฆษณาว่า ใครจะช่วย เราไม่ได้รับเงินง่ายๆ เรามีเงื่อนไขในการรับบริจาค รับจากผู้เห็นว่าเหมาะสมแล้ว อย่างจะมาลงโฆษณาเพื่อลงพิมพ์ ของเราทุกเดือนตุลาคม เราจะมีหนังสือเล่มพิมพ์แจก 1 เล่ม คู่กับเราคิดอะไร ฉบับตุลาคม ปีนี้เราก็จะพิมพ์รวมเล่ม คอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร จะรวมเป็นเล่มที่ 1 ที่จะแจกตุลาคมปีนี้ ใครจะลงโฆษณา หรือใครจะมีกิจกรรมกิจการตนเองก็ลงไว้ได้ ก็ติดต่อที่คุณศีลสนิท น้อยอินต๊ะ ถ้าเต็มหน้าแปดพัน ถ้าครึ่งหน้าห้าพัน ถ้าเศษหนึ่งส่วนสี่ สามพัน แบบขาวดำ ถ้าเป็นสีข้างนอกหมื่นห้า ถ้าในเล่มเป็นสี หมื่นเดียว ปกหลังใน แปดพัน ถ้าปกหลังหน้าก็อีกราคา มีหน้าสามของหนังสือเล่ม ราคาพันสอง ก็ติดต่อไปที่ผู้ช่วย ก็ช่วยเงินเราก็ไม่รับทั่วไป ติดต่อที่คุณศีลสนิท 08 1253 7677 เป็นศิลปะที่มีสารศิลป์คือเนื้อหาสัจจะสาระ ส่วนสุนทรียศิลป์คือเป็นองค์ประกอบให้ชวนให้ชม เหมือนน้ำตาลเคลือบยา สุนทรีย์จะมากกว่าเนื้อหาไม่ได้ ใช้ล่อคนมาให้ชมแต่ว่าคนมีสาระก็ไม่ต้องอาศัยอะไรล่อ ก็มาเอาเนื้อหาได้ อย่างไม้ร่มต้องอยู่กับคนโง่ หลอกไปในทางงามหรือวิตถาร งานก็ล่อได้แปลกๆวิตถารๆ ต้องหาสิ่งแปลกใหม่วิตถาร จนเลยเถิดต่อไม่ติด ไกลห่างไม่เข้าหากันเลยก็ไปเรื่อย ก็เป็นความพอเหมาะพอดีลงตัวหรือไม่ลงตัวก็ได้ เราต้องรู้ว่าจุดแท้ที่ต้องการคืออะไร แก่นสารสาระ เอาไม้ร่มมาเป็นตัวอย่างอธิบาย ถ้ามองในสมัยนี้ก็เป็นได้แต่ว่าน้อย ถ้าส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นไปในทางดูดีเรียบร้อยงดงามสดใส แต่นี่ไปในทางซ้กม้กสกปรก เน่าเหม็นก็เลยดูไม่ค่อยรื่นรมย์คนก็เลยยากจะมาอาศัยอันนี้ แม้จะมีเนื้อแท้ แต่สุนทรีย์ที่ใช้เป็นไปในทางซ้กม้กซำเหมา แต่คนเข้าใจแก่นแล้วก็ไม่เป็นปัญหา

SMS วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-บ้านราช)

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพลง 5 ระดับ _3867รก.ขวางโลกไขโลกุตระ ทุกศุกร์ก่อนรก.พ่อครูฯน่าจะมีสัก2ชม.แถมเพลงสัจจะชีวิตสัก10เพลง!แฟนเพลงพ่อท่านฯฟังแล้วผ่อนคลายสบายใจที่สุด! ร้านมังสะวิรัติทุกบวรอโศกถ้ามีเพลง โอเกะพ่อท่านเปิดให้ลูกค้าฟังไปทานไปกล่อมเกลาใจไปคงสบายอกสบายพุงอิ่มใจกลับบ้านHAPPYทุกคน! กราบอนุโมทนาธ.พ่อครูแสงปชธต.ใบอิสระชนจากเสียงโลกุตระด้วยศีลจากจิตกุศลกรรมยังปย.สุขตามรอยพระอาริยะกษ.ร.9ประจักษ์บวรพอเพียงสืบสานพระปณิธานชัดแจ้งภักดิ์ทศพิธราชธ.สถิตสยามยืนนานสาธุ! พ่อครูว่า...เพลงของอาตมา ขออภัยที่ต้องพาดพิงศิลปินแห่งชาติเนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ เขาไปเจอภาพจิตรกรรมที่แสดงที่สันติอโศก แสงศิลป์เขียนมา ประจำหน้าปกเราคิดอะไรมาหลายปี อาตมาพาเดินชม เขาก็อุทานว่าศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ ก็คงต้องศึกษากันต่อ ศิลปะคือมงคลอันอุดมอันสูงสุด เอตัมมังคลมุตตมัง สิปปัญจเอตัมมังคลมุตตมัง ศิลปะไม่ได้หมายความถึงโลกียะ ถ้าโลกียะดีก็เรียกกัลยาณธรรม ถ้าเป็นโลกุตรธรรม เรียกว่าอาริยธรรม คือเหนือโลก คำว่าเหนือโลกคือความเข้าใจโลก แต่เราไม่แย่งชิงกับเขา เขามักมากเรามักน้อย เขาอวดสวยเราธรรมดาสามัญก็พอ แต่ไม่ต้องไปถึงกับสกปรกซกมก เขาแข่งหรูหราก็ปล่อยเขา เราไม่จำเป็นต้องซกมกสกปรกเละเทะถ่วงหนัก มันก็ถ่วง แต่มันเลยเถิดไป เอาแค่พอดี พอสมควร ส่วนใครจะมี จิตอยากถ่วงก็ลงทุนหน่อยก็หนักก็ต้องถ่วงบ้าง ในสังคมต้องมีสิ่งที่ถ่วง อาตมาต้องทำบ้าง ต้องแรง ถ้าจะทำเบากว่านี้งามกว่านี้ก็ได้ แต่รู้ว่าต้องทำแรงขนาดนี้ ต้องใช้ สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ต้องรู้เนื้อแท้ทั้งหมดคือธรรมะ ร้อยหนึ่งมีเท่าไหร่ แล้วอะไรที่คุณต้องการจำนวนหนึ่งไม่ต้องถึงร้อยเป็นจุดที่ต้องการเป้าหมายสำคัญเป็นจุดศูนย์กลาง อัตถัญญุตา Interest point มีทิศทางไปสู่จุดสำคัญ มี convergent มีเส้นทาง projection ไปสู่จุดสำคัญ นำทางไปสู่จุดสูงสุด เป็นนัยยะทางนามธรรมอันละเอียด ผู้ใดมีภูมิธรรมปัญญารู้สิ่งที่อาตมาขยายความก็เอาไปปฏิบัติประพฤติ เพลงที่อาตมาแต่งนี้ เป็นศิลปะ เป็นโลกุตรธรรม อาตมาแบ่งเพลงที่เป็นศิลปะกับไม่ศิลปะ 5 เกณฑ์ ลามก ยังไม่ใช่ศิลปะ ราคะ ยังไม่ใช่ศิลปะ สาระ รู้จักแก่นแท้เนื้อหาสาระ ธรรมะ ยังมีธรรมะ กัลยาณธรรม ขั้นดี ประเสริฐ มีน้ำใจ โลกุตระ ต้องเป็นความดีข้ามกัลยาณธรรม ทวนกระแส ตัวเองกินใช้เท่าเดิมสูญๆๆ นอกนั้นเป็นจักรผัน แรงกลปราณีช่วยคนอื่นเรื่อยๆไป เป็นพัฒนาการพลังงานโลกุตระ เพลงที่อาตมาแต่งเป็นโลกุตระ เพลงลามกรู้ง่าย เพลงราคะนี้ก็มีหยาบกลางละเอียดมีเยอะมาก คนร่ำรวยจากเพลงราคะนี้เยอะมาก นี่ก็กำลังดังคือหลุยวิตตอง เนื้อแท้ก็แค่กระเป๋าใส่ของ มันหลอกอุปาทานให้คนติดยึด คนก็โง่เง่ามาซื้อ คนรวยก็มาซื้อก็หมุนเอาเงินไปสะพัดสู่คนต้องการใช้ก็ดี แต่นี่จนด้วยนะไม่ได้รวย แต่อยากเป็นไฮโซ กินข้าวในบ้านกินกับปลาทู แต่ออกนอกบ้านนั่งรถราคาแพง แต่แต่งตัวหรูหรา ไม่รู้จักสาระแก่นสารไม่รู้ตัวรู้ตน คนพวกนี้ก็ต้องถูกหลอกไป สาระเนื้อแท้เข้าแก่นให้มันถูกตรง เป็นขั้นที่สาม ธรรมะ แม้ว่าเข้าใจเป็นโลกียก็ยังดี ยิ่งเป็นโลกุตระเลยก็ยิ่งลึกซึ้ง อาตมาแยกความหมายศิลปะแค่ 5 อย่างนี้ ถ้าจะเข้าข่ายเป็นมงคลอันอุดม ลามก ราคะก็ไม่ใช่แน่ สาระก็ยังกึ่งหนึ่ง ต้องอธิบายว่าเป็นสาระที่เป็นจริง หรือเสพติด แล้วไปถึงธรรมะ ถ้าธรรมะโลกีย์ก็เกื้อกูล จะวนระหว่างสาระกับธรรมะ แต่โลกุตระนั้นมีน้อย แต่ดันไปช่วยคนมีมาก คนมี 0 ไปช่วยคนรวยมหาศาล ช่วยได้ เรื่องนามธรรม ให้เขาเลิกสร้างวิบากได้ โลกุตระอยู่ในงาน อาชีพ กรรมกิริยา วัตถุ สีสัน ถ้าเข้าใจมีหมด ต้องสร้างให้เป็นตัวอย่าง อย่างมีสัดส่วน ให้ถูกกับบุคคล หมู่กลุ่ม องค์รวม เป้าหมาย อัตถัญญุตา ผู้ใดที่มีการประมาณไม่อยากได้สัดส่วน ผู้นั้นก็ทำได้อย่างมีประโยชน์สูงประหยัดสุด ประโยชน์มาก เราทำได้จนมีผู้ที่ปฏิบัติได้ มารวมกันเป็นหมู่กลุ่ม มีพฤติกรรมสังคมที่เห็นได้ พลเมืองโลกไปในทางโลกียะ ก็จะหลงโลกียะเป็นธรรมชาติ เราก็จะต้องช่วยเขาเพิ่มขึ้นเพราะ อัตราการก้าวหน้า โลกียะสูงกว่าโลกุตระมาก ผ่านจากยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาถึงตอนนี้ เราเป็นผู้ที่จะช่วยให้ศาสนาของพระสมณโคดมไปถึง 5,000 งานศิลปะด้านการเขียนภาพจิตรกรรม ที่อาตมาเรียนทางโลกมานี้ อาตมาเขียนภาพเหลือไว้เพียงรูปเดียว ชื่อ จะสิ้นโลกแล้วฤา นอกนั้นก็เป็นลายเส้น อันที่สำคัญสุดคือวงกลมสุญญตา อาตมาใช้หนักทางภาษา กวีการ ที่จะสื่อเนื้อหาโลกุตระ อาตมาแก้แล้วแก้อีก สารณียกรที่ทำงานร่วมกับอาตมาหากไม่ใจเย็นก็เลิกไปแล้ว จนจะขึ้นแท่นพิมพ์แล้วก็แก้อีก ยุคนี้โลกุตระหาได้ยาก มีน้อยมาก การจะชม ก็ไม่มีคนอื่นให้ชมก็เลยต้องชมตัวเอง แต่ว่าชมน้อยแล้วนะ ที่จะติมันมีอยู่มากมายที่ต้องตำหนิ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ปีติ 5 ประการ _จากผู้ร่วมค่ายสัมมาอาริยมรรค....หนูรู้สึกชอบกิจกรรมกลุ่มมาก ชอบที่เรามีการสรุปความรู้สึกและฟังท่านสมณะท่านสิกขมาตุสรุปสำทับ แม้จะตื่นเต้นอยู่บ้าง คำถามค่ะ เราจะทำเช่นไรให้จิตเรามีอาการปิติ ในแบบ ผรณาปิติ หล่อเลี้ยงแผ่ซ่านทั่วกาย =ใจของเรา หนูว่าผรณาเป็นปิติหล่อเลี้ยงใจที่กำลังดีค่ะ และต้องมีภูมิในขั้นไหนคะ เราถึงจะรู้สึกบางเบาและแผ่ซ่านเช่นนี้ สุดท้ายหนูว่า อาจารย์ ที่ท่านติกขะเรียนเชิญมาแนะนำทางด้านเกษตรแบบใช้นวัตกรรมในวันเสาร์ ที่ ๑๕ ที่ผ่าน นอกจากมีความรู้ทางเทคนิคมากแล้ว ยังมีความรู้ทางด้านโลกุตระอีกด้วยค่ะ รู้สึกเช่นนั้น กราบนมัสการพ่อครูอย่างสูงด้วยหัวใจค่ะ พ่อครูว่า...ปีติ เหมือนคนลงสรงสนานแช่น้ำที่มีจุนสี ละลายในน้ำ แล้วให้จุนสีซึมซับทั่วร่างไม่มีเอกเทศไหนๆที่ไม่ทั่วถึง กระจายไป บางเบาแต่ทั่วถึง นี่คือลักษณะของผรณาปีติ คือบางเบา รู้สึกๆ ปีติมี 5 อย่าง ขุททกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพงคาปีติ ผรณาปีติ ๑. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ปริมาณ ๒. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) ช่วงเวลา ๓. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ๔. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ๕. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค) ทั้งเวลาและปริมาณ หากไม่รู้จักขอบเขตตื่นเต้นดีใจก็เส้นประสาทแตกตายได้ จ่ายพลังงานมาก ความรู้สึกว่ามีความมันอร่อยเสพติด พวกแข่งชนะกับรื่นเริงบันเทิง รสกาม กับรสชนะ กูชนะๆ ในทางโลกขนาดนี้ ราคาของกีฬาชนะนี่เส้นประสาทจะแตก กับพวกเสพรสตายคาอก ราคะ สองทิศทางไม่รู้จักการดีใจที่จะประมาณอารมณ์พวกนี้ ยิ่งแพง เป็นโทษในทางบันเทิงรื่นเริงใจ ขิฑฑาปโทสิกะ ไม่รู้จักอาการรุนแรงจัดจ้านก็เอาแต่แข่งเก่งกล้า พวกที่เป็นเหยื่อก็เอาเงินไปให้ พวกแข่งขันทางราคะ ก็ทำไป นั่นก็ราคาหนึ่ง ทั้งเอาชนะกีฬา กับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สองทิศทางนี้คืออบายมุขที่เลวร้ายมาก อย่างหลุยวิตตองค์ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กับทางกีฬา ยิ่งดาราของสองอย่างนี้ ได้รับราคาค่าตัวสูงเท่าไหร่ ส่อถึงความโง่ของสังคมนั้น สังคมเสื่อม สังคมคนที่หลงของหลอก อารมณ์เวทนาปลอมอารมณ์เก๊ เวทนาไม่แท้ ทั้งที่มันผ่านไปแล้วไม่มีแล้ว นอกจากคุณก็จำเอาไปขยำขี้ อร่อยไม่หายนึกเอา ก็ย้ำที่สัญญา อย่างเพลงที่บอกว่า อย่ากลับคืนคำเมื่อเธอย้ำสัญญา จะไปย้ำทำไม ให้จำสาระที่เป็นสูญอย่าไปจำสาระฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักทิศทางของความเจริญและความเสื่อมให้ชัด อุพเพงคาปีติ ไม่รู้จักยับยั้ง ในการรุนแรงจัดจ้านไม่ว่าจะทางเอาชนะคะคาน หรือสายราคะ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ได้สมใจ หรือเอาชนะกูเลิศยอด มีกามกับอัตตาสองทิศเท่านี้ อุพเพงคาปีติ ยินดีดีใจรุนแรงหยาบหนาจัดทางราคะหรือเอาชนะคะคาน ด้วยความไม่รู้อวิชชา แล้วไม่รู้เวทนาตนว่าติดยึด เราพูดไปแล้วเขาไม่รู้เรื่องหาว่าเราด่าเขา เราจะให้เขาสำนึกบ้าง เมตตาสงสารเขา ไม่อย่างนั้นจะติดยึดเป็นภพชาติไปอีกนาน แย่งไม่ได้ก็ทุกข์ ไม่ชนะเขาก็ทุกข์ ไม่สวยเท่าเขาก็จะตาย พลาดรักหรือไม่สมใจแห่งตน ก็เศร้าทุกข์ทน แล้วเก็บไปให้ทรมาน… ตอนนี้พาดพิงไปเพลงโลกุตระบ้าง ตอนนี้มีผู้ช่วยทำ mv บ้าง ตอนนี้มีภาพเยอะ เอามาประกอบ ช่วยกันทำขึ้นมาเถอะ แล้วเอามาใช้ มีหลายแง่มุม คนไม่ค่อยรู้ค่า แต่เอามาใช้ตอนนี้ เข้ากับยุคสมัยน่าจะรับได้ ที่ถามว่าจะให้เป็นผรณาปีติ ได้อย่างไร? อาการที่ดีเยี่ยมที่สุดเรียกว่า วิการ ไม่ให้มันแรงกว่านี้ เรียกว่า ลหุตา วิการรูปมี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ให้มันมีอาการเบา(ลหุตา) อ่อนเร็ว(มุทุ) เร็วแต่ไม่ร้อน เย็น นุ่ม สงบ เหมือนลูกข่างกินน้ำจั้น กัมมัญญตา เอาไปร่วมกับการงาน กับกรรมทุกกรรม มันมีอัญญะ ปัญญะ ธาตุรู้ฉลาดแบบโลกุตระ เอามาใช้กับการกระทำ ได้ดีที่สุด เพราะเป็นการกระทำที่กรรมด้วยปัญญา โลกุตระอันวิเศษ วิการรูป3นี้ก็ชัดเจน จัดสรรได้สัดส่วน ออกไปเป็นการเคลื่อนไหว กายวิญญัติ วจีวิญญัติ คุณต้องรู้และสัมผัสอาการนี้ อาการนี้ถูกรู้ด้วยเราเราเป็นประธาน มีอัญญาปัญญารู้ จัดสัดส่วนมัตตัญญุตาให้ได้สัดส่วนดีสุด ลักขณรูปสุดท้ายมี อุปจยะ สันตติ อนิจจตา ชรตา อนิจจตา ถ้าคุณไม่ต่อก็ตัดสันตติ ที่เหลือเป็นโมเมนตัม จะค่อยๆหมดแรงของมันเอง จึงเรียกว่า ชรตา อนิจจตา ไปจบที่อนิจจตา แต่ถ้าใครไป เพิ่มสัมประสิทธิ์ ให้เกิดการก้าวหน้าพัฒนาเป็นแรงคูณก็ไม่เที่ยงต่อไปได้อีกนะ สมณะฟ้าไทว่า...มันกับศาสนาพุทธทุกวันนี้จะเสื่อมลงไป พ่อครูก็ต้องมาทำให้ต่อไป จึงต้องมีอัตราเร่งที่สูงมาก มันไม่ทัน พ่อครูว่า...ไม่ทันมวลที่ฉุดลงเราก็ต้องเร่งขึ้น สวนกระแสกัน แต่หนักก็ต้องสู้ สู้จนกว่าจะขาดใจ จะตัดหรือจะต่อก็ได้ คุณกำหนดได้หมดเป็นพระเจ้า เป็นอมตะบุคคล จะตัดหรือจะต่อ ถ้าต่อก็ต้องต่อให้แรง ท้ายๆแล้ว ต้องมีสัมประสิทธิ์ Coefficient แรงพอจึงจะข้ามขีด ไม่อย่างนั้นก็ชรตา อนิจจตา อย่างนิจตาแน่นอนว่าต้องชรตาและสูญ แต่ถ้าเฮือกสุดท้าย คุณเร่งพลังงานให้เกิดสัมประสิทธิ์ได้ก็จะฟื้นคืน ค่าสัมประสิทธิ์ จึงเป็นค่าที่ยิ่งใหญ่มาก เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ คุณจะออกจากโลกียะ มาสู่โลกุตระได้ก็ต้องใช้ค่าสัมประสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยให้จะตายแล้วก็ต้องใช้พลังงานสูง ถ้าไม่เร่งขนาดนั้นไม่ขึ้นหรอก ทุกกรอบของ 12 นักษัตรนี้ สาม สาม สาม เป็นเก้าก็วงวนในวัฏฏะ พอจะออกไปอีกวัฏฏะอีกเป็นสามที่สี่ จะต่อไปได้ เป็น 12 เป็น 15 เป็น 18 ได้ เราอาศัยผรณาปีติ คนที่ยังไม่ตั้งใจจะสูญ จะเลิกไม่ต้องยินดีเลยหมดผรณาปีติก็ง่ายแล้ว แผ่ซ่านไป คุณมี 100 รู ก็รูละ1 ก็จะเลิกก็เลิกได้ แต่ถ้าเอาแต่เพิ่มมันก็ไม่หมดง่าย

อ.แสวง ในทางกสิกรรมพวกเราก็จะได้เพิ่มขึ้น

_รุจิรา ....กราบพ่อครู ฟังรอบ ที่สอง พอเข้าใจแล้วค่ะ เรื่องอาการ 32/33 คือเป็นเวทนา แท้ กับ เทียม ถ้าสามารถแยกออกได้ว่าของแท้กับ ของปลอมก็ละกิเลสได้จริง พระอรหันต์ก็มีเพียงแค่อาการ 32 หรือเวทนา 32 เท่านั้น กราบเท้าพ่อครู พ่อครูว่า...อาการแท้มีแค่อาการ 32 แต่แค่เพิ่มมาเป็นอาการ 33 นี้ก็ศึกษากันทั้งชาติ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนมีวรรณะของศาสนาพุทธ _ต้นกล้า....มีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ดูรายการตลาดอาริยะ จาก ยูทูป แล้วถามว่าใครคิด คิดได้อย่างไร??ผมว่าสุดยอดเลยนะ ทำไมกลุ่มอื่นๆไม่ทำตามนะ (หลังจากเขาซักรายละเอียดของแนวคิด วิธีการ การจัดการ จากดิฉัน)เขาก็ฝากชื่นชมและอนุโมทนาค่ะ พ่อครูว่า...เราก็อนุโมทนายินดีด้วยที่เห็นความจริงตามความเป็นจริง มันเป็นความบริสุทธิ์ใจ อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า มีความบริสุทธิ์ใจในเรื่องที่จะมาทำให้แก่สังคมมนุษยชาติ อย่างทำตลาดอาริยะ เราไม่ได้เอาการค้ามาเป็นการเอากำไรเกินจากที่ตัวเองขาดทุน ไม่ใช่ เราไม่เอาเกินจากที่ตัวเองขาดทุน เกินจากตัวเองเท่าทุนก็ไม่เอา ถ้าเอาเกินจากที่เราเท่าทุนก็คือกำไร เท่าทุนก็ไม่เอาเราเอาขาดทุน แล้วขาดทุนได้อย่างไร? คนเรามีแรงงานมีความรู้ความสามารถ แล้วมาเรียนรู้ว่าคนเรากินใช้ไม่มาก ที่ไปกินใช้มากนั้นถูกหลอกไปกับโลกเขา ถูกเขาหลอกให้เราควักกระเป๋าไป รู้ตัวเมื่อไหร่ว่าถูกหลอกก็คือคนฉลาด เอาหลัดๆอย่างไปเอากระเป๋า louis vuitton อะไรนี่ นี่คุณสิริมานี่ตั้งชื่อว่า หายโง่ เขาก็ชอบชื่อนี้มาก ความจริงหรือความรู้ที่พระพุทธเจ้านำมาสอนให้คนเข้าใจแล้วทำตามได้ คนนั้นก็ช่วยโลก บรรเทาความทุกข์ร้อนของโลก ไม่ได้เป็นคนซ้ำเติมโลกให้หนักหนายากลำบากทรมาน แต่ทำให้โลกสบายบางเบา อบอุ่น หลักการทั้งหมด วรรณะ 9 เป็นต้น วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) นี่คือ the classes เป็นคนมีวรรณะของศาสนาพุทธ วรรณะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร หรือจะแบบตะวันตก พวกสีผิว ความจนความรวย ความหล่อความงาม ความมีอำนาจไม่มีอำนาจ เหมือนกัน เป็นแต่เพียงใช้พยัญชนะต่างกัน เนื้อแท้ก็คือโลกธรรมอันเดียวกัน ศาสนาพุทธสอนให้รู้ความจริง เมื่อรู้ความจริง ทุกอย่างจะคลี่คลายความทุกข์ร้อนของสังคมมนุษยชาติ จะเกิดเป็นคน ตราบใดๆ หากไม่รู้สิ่งนี้ และไม่เลิกจากสิ่งที่โลกพาไป จะเป็นวิบากหมุนเวียนไม่รู้จบ ใครทำได้ หลุดพ้นมาได้ วิมุติมาได้ แล้วมาช่วยกัน ถ้าจะมีชีวิตต่อ หรือคุณจบเป็นพระอรหันต์แล้ว จะเลิก ปรินิพพาน เป็นปริโยสานไปเลยก็ได้ สลายเป็นดินน้ำไฟลม ก็ได้ นี่คือความรู้สุดยอดของพระพุทธเจ้า ที่รู้ทั้งฟิสิกส์เคมีชีวะ จิตนิยามสุดยอดครบจริงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จริต 3 กับเวลาในการบรรลุ อาตมาเองนี่ยังไม่ได้ถึงยอด อาตมาระดับเจ็ด กำลังเลื่อนไปสู่ระดับ 8 ก็จะมีความเจริญ เหลื่อมกันไปหา 9 ไปเรื่อยๆ สุดยอด เป็นระดับ 9 อวตารปาง 9 ก็จะต้องเสริมกันไปเรื่อยๆ อาตมาไม่คิดกังวลว่าเราจะต้องเจริญเท่าไหร่ ไปตรวจสอบในอนาคต ว่าระดับไหนก็จะ overlap ไปเรื่อยๆ เป็นความลำดับที่น่าอัศจรรย์ อย่าไปเสียเวลาโดยไม่รู้ แล้วทำซ้ำซากวนไปวนมา เพราะญาณไม่ชัด พระพุทธเจ้าอธิบายถึงความช้า ระดับ วิตักกจริต คือจริตที่ไม่ค่อยจะแน่นอน วิตกไปวิตกมา วนไปวนมา จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ก็วน 80 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป พวกที่ศรัทธาจริต ไม่วนไปวนมา เดินทางเดียว แต่ว่าถ้าเดินทางผิดก็ผิด แต่วิตักกจริตเดินไปแล้วก็ถามอีกว่าใช่ไหมๆ ดีไม่ดีอยู่ที่เดิม สู้ศรัทธาจริตไม่ได้ ถ้าเป็นปัญญาก็ไปทางนี้เลยถูก แต่ศรัทธานี้ไปทางเดียว แต่นานหน่อย แต่ถ้าวิตักกจริตนี้ 80 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป แต่ถ้าปัญญานี้ 20 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป แต่ถ้าศรัทธาจริต 40 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป คุณมาอยู่กับหมู่นี้แหละ เอาตามหมู่นี้เลย เพราะอาตมามั่นใจว่าอาตมาพุทธิจริต ปัญญาจริต เป็นทางตรง ไม่รักกันจริงไม่บอกนะ มานี่แล้วเอาให้ดี มาตรวจสอบพิสูจน์ไป คุณเทียบให้ดี พวกศรัทธาธิกะกับแบบที่อาตมาพาเป็น เทียบกันได้ สมณะฟ้าไทว่า...ก็เราอยู่กับพ่อครู อยู่มานานแล้วก็มั่นใจได้แล้ว พ่อครูว่า...ชาติเดียวนี้หรือจะมั่นใจ สมณะฟ้าไทว่า...ประมาณเอาว่าไม่ใช่ชาติเดียวหรอก มีคนเคยมาหา เขาไปนั่งหลับตาแล้วบรรลุธรรม จะไปไหม ผมก็ว่ามาศึกษากับอาจารย์นี้ ยังไม่สำเร็จเลย ถ้าสำเร็จแล้วจะไปด้วย พ่อครูว่า...สายศรัทธา ก็มีจุดที่สำเร็จผล แต่เป็นแบบของเขา อาตมาไม่อยากอธิบายจนไปข่มคนอื่นเขามาก มีคนตั้งข้อสังเกตตื้นๆ เช่น สอนมามักน้อยแล้วมาสร้างใหญ่ๆทำไม นี่ดูสิ สร้างราชธานีอโศกใหญ่ สร้างอาคาร สวน ใหญ่ คนก็ไม่เห็นจะมาเต็มมาแน่นอะไร อาตมาก็ว่า อาตมาพอมีอนาคตังสญาณว่า คนในขณะนี้แสวงหา ไม่ว่าจะในประเทศ ไม่ต้องเอาความหมายอะไรใหญ่โต เอาความหมายนิดเดียว ทุกวันนี้งานทัวร์ริสต์เจริญไหม? ..เจริญ... ระวังว่าคนไทยจะช้ากว่าข้างนอกเขา ระวังคนข้างนอกจะมาเอาอโศกมากกว่าคนในประเทศ ระวังใกล้เกลือกินขี้ อยู่ตรงนี้ อย่านึกว่าไกล อยู่ที่เชียงใหม่ กับราชธานีอโศก ทุกวันนี้ เดินทางชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว อีกหน่อยคงไม่ถึง 1 ชั่วโมง หรือใช้จิ้มๆแต่สิ่งเสพติดก็เยอะ มีมากมาย ปัญญาใครก็ปัญญามัน

สรุปแล้ว เรื่องธรรมะ ก็มาเรื่องประชาธิปไตย 77 ข้อต่อ

ซึ่งเป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริง ได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มีรูปธรรมเห็นได้ อ่านออก ประชาชนก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น แม้ขณะนี้ก็แสดงออกถึงขั้นฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูนความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระนี้ พระจริยวัตรที่ทรงงานชนิดที่เรียกได้ตามภาษาง่ายๆทั่วไปเข้าใจกันทันทีว่า“รับใช้ประชาชน” มา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจที่จะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทั้งทรงทำ-ทรงพูด-ทรงดำริ(พระราชดำริมากกว่า 4 พันโครงการ) ทรงมาหมด แม้จะทรงพูดน้อย แต่ก็สอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อมวลประชาชนเพื่อโลก(โลกานุกัมปายะ)อย่างแท้จริง ฉะนี้แลประชาธิปไตย คือประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้ประโยชน์ (พหุชนหิตายะ) ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับความสุข(พหุชนสุขายะ) ความเป็นประชาธิปไตยตามข้อต้นๆที่ได้สาธยายมานั้น แม้จะมีคุณภาพพอประมาณยังไม่มากนัก ทว่าก็มีพอยืนยันยอมรับได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่กาละอัน“ถ้วนถึง”เท่านั้น ซึ่งยังมีอัตราการก้าวหน้าของ“สัมประสิทธิ์” (Coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส” (osmosis)อยู่ จึงเชื่อได้แท้แน่ว่าเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยจะมีแต่เจริญก้าวหน้าไม่หยุดอยู่กับที่แน่นอน เพราะมี“สัมประสิทธิ์”(Coefficient)ที่เป็นอัตราการก้าวหน้าให้เห็นได้อยู่แท้จริง

พ่อครูจบที่ข้อนี้ สมณะฟ้าไทว่า...สิ่งที่จะมาเน้นย้ำตอนท้ายคือ อาการที่ 33 ที่เราต้องศึกษาให้ชัดเจน เพราะว่าอาการนี่คืออาการหลอกลวง ...จบ

ถ้าแม้นความเป็นประชาธิปไตยในสังคมประเทศนั้นๆมีไม่พอถึงขั้นข้อ 18 ประเทศนั้นจึงจำเป็นต้องมีวิธีการ“เลือกตั้ง” โดยให้ประชาชนลงคะแนนเสียง“เลือกตั้ง” แต่ถ้าคุณภาพของความเป็นประชาธิปไตยยังไม่มีคุณภาพตาม 17 ข้อต้นนั้น ก็ยังไม่มี“สัมประสิทธิ์”(Coefficient)ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่จริง ก็ยังไม่ชื่อว่า เป็นประชาธิปไตยแท้ในแบบโลกุตระ และถ้ายิ่งบริหารให้สังคมประเทศมีภาวะเป็น“บวร” กล่าวคือ มี“บ้าน-วัด-โรงเรียน” อยู่ในสังคมกลุ่มนั้นๆครบพร้อม สังคมกลุ่มนั้นๆก็จะเจริญพัฒนาด้วย“ศีลเด่น-เป็นงาน-ชาญวิชา”บริบูรณ์ทั้ง 3 เส้าเกิดโลกุตระทีเดียว วิธีการ“การเลือกตั้ง”ที่หลงกันนักในความเป็นประชาธิปไตยขาเดียวก็จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ต้องอาศัยบ้างในคราจำเป็น หรือในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่จริง ไม่เต็มเต็งเท่านั้น เมื่อสังคมยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่จริง จึงต้องใช้วิธี“เลือกตั้งโดยประชาชน” หากเป็นประชาธิปไตยที่จริงแล้ว ไม่ต้องมีวิธี“เลือกตั้งโดยประชาชน” แค่… “ซาวเสียงกัน”ในหมู่ชน ตามข้อ 29 และข้อต่อมา กษัตริย์ทรง“แต่งตั้ง”ผู้ที่สมควรอีกบ้างบางส่วน สังคมก็สงบเรียบร้อยอบอุ่นสัมบูรณ์แล้ว เพราะประชาชนและสังคมจะมี“อิสระเสรีภาพ-ภราดรภาพ-สันติภาพ-สมรรถภาพ-บูรณภาพ”ที่ทรงสภาพมี“สัมประสิทธิ์”(Coefficient)ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่จริง อยู่ตลอดไป Osmosis ที่มี Coefficient คือใน Coefficient จะมีแก่นแห่ง“ค่าคงที่” ที่เป็นคู่ของพลังงานบวกหรือ static กับพลังงานลบหรือ dynamic ซึ่งมีคุณสมบัติคุณธรรม คุณภาพมากเพียงพอเป็นศูนย์กลาง คือ กลุ่ม nucleus มีพลังงานบวก(static)และลบ(dynamic) เป็นต้นทุนที่ยืนหยัดพลังงานหลัก(สภาพผ่านไปแล้ว) และมีพลังงาน“ตัวแปร”ปัจจุบัน ดำเนินแรงเคลื่อนเต็มที่อยู่ ที่ขอเรียกว่า kinetic ดังนั้นคุณธรรม“ตัวตั้ง”ที่“คงที่แล้ว”มีทั้งพลังบวกและลบอันเข้มแข็งมีพลังแรงมั่นคง (static ที่ constant อยู่แล้ว)

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน