600721_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการให้ลึกถึงสังกัปปะ7.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600721_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการให้ลึกถึงสังกัปปะ7

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2560 วันแรม 13 ค่ำเดือน 8 ปีระกา ยังอยู่ในช่วงเข้าพรรษา ถ้าเรายังอยู่ในประเทศไทย ตอนนี้ก็ยังมีข่าวคราว ที่ต้องลุ้นกันเกือบทุกวัน มีเรื่องต้องชำระสะสาง เราอยู่กันมายังไม่เคยเห็นว่ามีการจับข้าราชการผู้ใหญ่ พระผู้ใหญ่ นักการเมืองผู้ใหญ่ ในเดือนสิงหาคม ยังมีคดีที่รอการพิพากษา จะมีอดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะติดคุกหรือไม่ถึง 3 คน ในประเทศไทยยังไม่เคยมีมาเลย แต่ตอนนี้มี แต่ก่อนเขาว่ากฎหมายใช้ไม่ได้สำหรับคนรวย แต่ตอนนี้เราจะได้เห็นคนรวยคนมีเงิน คนเป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นอดีตรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี จะถูกตัดสินคดีเรื่องการค้าข้าวจำนำข้าว เป็นการแยกให้ประชาชนรู้ว่าอะไรขาวหรือดำ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เมื่อวานนี้ ก็มีหลายคดี ที่ทั้งเข้าคุก อย่างประธาน นปช.ก็เข้าแดนแรกรับ ของพันธมิตรฯก็มีการลุ้นเหมือนกัน ตอนนี้มีคำพิพากษากรณีพันธมิตรฯไปดาวกระจาย ศาลยกฟ้องแกนนำทั้งห้าคน ยกฟ้องเพราะว่าเป็นการฟ้องซ้ำซ้อน กรณีบุกทำเนียบกับการเคลื่อนที่ ศาลมีคำตัดสินบางส่วนว่า... เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ บรรยากาศโดยรวมต้องถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63 ส่วนความไม่สงบที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมเกิดจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุม นอกจากนี้ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมและประชาชนทราบว่ารับรัฐของนายสมัคร สุนทรเวช อยู่ภายใต้การครอบงำและสั่งการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทราบถึงการกระทำของกลุ่มบุคคลในเครือข่ายระบอบทักษิณ รวมทั้งทราบถึงการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่ไม่มีคุณธรรมและธรรมาภิ

อ่านต่อ

บาลในการบริหารราชการบ้านเมือง มีวาระซ่อนเร้นและเป็นการกระทำที่ขัดผลประโยชน์หลายเรื่อง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และการกระทำของจำเลยที่ 7-9 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 อนึ่ง ข้อมูลที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปราศรัยระหว่างการชุมนุมปัจจุบันพบว่ามีมูลความจริงในหลายเรื่อง บางเรื่องมีการดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มบุคคลที่กระทำทำผิด และศาลได้พิพากษาลงโทษแล้ว ข้อมูลบางเรื่องต้องถือว่าเป็นประโยชน์และให้ความรู้แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนตื่นรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มมากขึ้น และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เครือข่ายระบอบทักษิณมีกลุ่มที่ล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่จริง การกระทำของพวกจำเลยถือว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและประโยชน์ชาติในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี กรณีไม่อาจยกเว้นการกระทำซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายระบุว่าเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องได้ จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 7-9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เจตนาและเหตุผลในการกระทำประกอบอายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ การศึกษา และสุขภาพของจำเลยที่ 7-9 โดยรวมแล้วกรณีเห็นควรให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 ด้วย ภายหลัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เพราะคดีที่แล้วศาลได้ตัดสินจำเลยไปแล้วในคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาล จำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา จึงไม่สามารถฟ้องในคดีเดียวกันได้อีก ส่วนจำเลยที่ 7-9 ยังไม่ถูกตัดสิน ซึ่งศาลให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ส่วนนายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า ศาลให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน ส่วนจำเลยที่ 7-9 ศาลให้รอการกำหนดโทษไว้ก่อน

พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็ต้องอ่าน sms ก่อน วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-บ้านราช)

_3553เคยอบรมดูงานหลายหลักสูตรสมัยรับราชการ แต่ที่ใช้ได้จริงเมื่องานและชีวิตเจอปัญหา คือธรรมะที่ได้จากพ่อครู

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ธรรมกาย,ความว่าง สุญญตา ตถาตา ต่างกันไหม _5818จิต,พุทธะ,ธรรมกาย,ความว่าง สุญญตา ตถาตา มีความหมายมาทางเดียวกันหรือไม่ ? ผู้น้อย กราบนมัสการพ่อครู ขยายความเพื่อศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พ่อครูว่า...สุญญตา ตถตา ความว่าง มีความหมายไปในทางเดียวกัน ส่วนคำว่า พุทธะ ธรรมกาย มีความหมายเดียวกัน ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ความเป็นจริงของมนุษยชาติในปัจจุบันนี้ จะบอกว่า พุทธะกับธรรมกาย จะบอกว่า มีความหมายเดียวกันกับพระพุทธเจ้าได้ไหม ...ก็ไม่ได้ คำว่าพุทธะเดี๋ยวนี้ คำว่า สุญญตา ตถตา ความว่าง มีแบบนัยยะมิจฉาก็มี แต่ส่วนตัวมันมีความน้อมเน้นไปทางนี้ เช่น ความว่าง ก็ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ ตถตา ความจริง ก็ต้องไปหาสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน เป็นความจริง แม้แต่คนทั่วไป มวลประชาชนในโลก ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิด มันก็เป็นธรรมดาช่วยไม่ได้ เพราะคนในยุคนี้ เป็นช่วงใกล้กลียุค ส่วนใหญ่ เป็นคนโง่เป็นคนไม่รู้มากกว่าคนรู้ คำว่าธรรมกาย ต้องเข้าใจชัดเจน ว่า มันเป็นยุคที่ คนจะเข้าใจธรรมกายในยุคนี้ โดยเฉพาะคนไทย คนไทยที่ไปเอาคำว่า ธรรมกาย มาปู้ยี่ปู้ยำอย่างมีวัตถุธรรมรูปธรรมใหญ่ เกิดเป็นปรากฏการณ์ชัดแจ้ง ว่าเป็นความเลวร้ายมาก ความหมายอันลึกซึ้งของคำว่าธรรมกายจึงได้ตกต่ำ ไม่เหมือนคำว่า พุทธ ความว่าง สุญญตา ตถตา คำว่าธรรมกาย เสื่อมเพราะธัมมชโย แท้ๆ จริงๆแล้ว ธรรมกายมีสองคณะ อีกคณะคือคณะดำเนินสะดวก มุ่งมั่นเอาเป็นเอาตาย มีศรัทธาเลื่อมใส แน่น แต่ก็ยังไม่เป็นโลกุตระ ก็ขอวิจัยวิจารให้ฟัง ให้ความรู้จะได้ไม่เสียเวลา ว่า ธรรมกายดำเนินสะดวกก็ยังเป็น ม Magical ลึกลับ อยู่ในภพ อีกเยอะ แต่ก็ต้องการความยิ่งใหญ่มโหฬารเหมือนกันพอได้ แต่ยังใหญ่ไม่ได้เหมือนกับธัมมชโย แยกกันไปแตกคอกันไป เพราะว่าไปมี Magical ที่ลึกลับเห็นพระพุทธรูป หัวปุ้มหัวแหลม ในมโนมยอัตตา ที่ยึดถือว่าเป็นตัวตนแล้วก็เห็นต่างกัน เป็นธรรมดาธรรมชาติที่ไม่ใช่ของจริง ของจริงลงตัวแล้วจะมีอันเดียวไม่แตกคอกัน

_5637กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง ผมฟังพ่อคูรเทศนาเกี่ยวกับวงการพุทธ ผมก็เห็นตามครับว่า ศาสนาพุทธที่เราเห็นกันในประเทศนี้เป็นเช่นกลองอานกะอย่างที่พ่อครูว่าจริงครับ พ่อครูว่า...ไม่ใช่อาตมาพูด แต่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า กลองอานกะแม้ว่าชื่อยังเป็นกลองอานกะ แต่ว่าเนื้อแท้ได้เปลี่ยนแปรไปเป็นอื่นหมดแล้ว เช่นเดียวกับพุทธ ก็แม้ชื่อว่าพุทธแต่เนื้อแท้นั้นได้เปลี่ยนแปรไปหมดแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยไทยพัฒนามา 70 ปีแล้ว _0015ระบบบุญนิยมมีความสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 บ้างหรือไม่ครับ พ่อครูว่า..ถ้าระบบของ ไทยแลนด์ 4.0 ที่สมมุติกัน พูดจริงๆเลย อาตมาขอรับสารภาพว่าไม่เข้าใจ ไทยแลนด์ 4.0 ไปเอาความหมาย 4.0 จากอะไรมาอธิบาย หรือมาบัญญัติ ยืนยัน แต่เท่าที่ดู การบริหารของยุคปัจจุบันนี้ สรุปแล้วว่ามีการเจริญ ประชาธิปไตย ระบอบการบริหาร จากอดีตถึงปัจจุบันมีความเจริญ เจริญในความหมายของอาตมา หมายถึงว่าจะเดินไปสู่ระดับ ที่น่าพอใจ ก้าวเข้าขั้นโลกุตระอยู่ในเนื้อหา ก็ขอสำทับตรงนี้ว่าโลกุตระคืออะไร โลกุตระคือเนื้อกิเลสมันไม่เก่งเท่ามวลชน มวลชนเก่งกว่ากิเลสในการบริหาร แต่มวลชนส่วนใหญ่ ก็ถูกกำราบไว้ในการบริหาร คำว่า กำราบ เป็นภาษาโลกีย์คือข่มไว้บ้าง แต่ก็มีโลกุตระเป็นอิสระเสรีภาพ โลกุตระนี้ไม่ได้ข่มเบ่ง แต่มีพลังปัญญา พลังความเข้าใจของประชาชนเองเป็นอิสระเสรีภาพ ยอมรับนับถือเอง ยอมยกให้เอง ผู้นำที่เป็นหลักมาตลอดในระบอบประชาธิปไตย 85 ปีของเมืองไทย ผู้นำที่นำมาตลอด 70 ปีนี้คือในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ ต้องพูดชัดๆเลย ที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ เป็นประชาธิปไตยที่อาตมาก็เข้าใจอันเดียวกันว่า เป็นไปตามระบอบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาก็ไม่ได้พูดเล่น พูดจริงว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 คือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง แนะนำธรรมะพระพุทธเจ้ามาบริหารปกครอง หลักใหญ่ตรงๆเลย บอกว่าเอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ท่านก็ตรัสว่า นักเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วเรื่องขาดทุนคือการได้ขาดทุนคือกำไรมันจะเป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่ามันเป็นเช่นนั้น ท่านก็ตรัสตามที่ท่านมีพระปรีชาญาณ ท่านไม่ค่อยยืดยาดเหมือนอาตมา ท่านก็ตรัสตรง และท่านก็ทรงมั่นพระทัยของท่าน ซึ่งมันมีความจริงที่สุดยอด ที่ประชาชนต้องศึกษา ยิ่งยุคนี้ขอบอกว่า เป็นยุคพุ่งเข้าหาปัญญา ปัญญาของพุทธนะ ไม่ใช่เฉกา เฉโก สมณะเดินดินว่า...พระปฐมบรมราชโองการที่บอกว่าเราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม พ่อครูว่า…ในหลวงทรงพิสูจน์มา 70 กว่าปีแล้ว ท่านตรัสตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 70 กว่าปี สมณะเดินดินว่า...เหมือนพ่อครูเน้นว่า พระพุทธเจ้ามีประชาธิปไตยคือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) พ่อครูว่า เรื่องนี้ มีองค์ประกอบหลายนัยยะ มีอจินไตยหลายอย่างที่พูดเป็นภาษาออกมาให้ฟังกันไม่ได้ ทั้งที่รู้ แต่ไม่ควรจะพูด ก็ต้องขอไว้ ไม่รู้จะทำอย่างไร มันไม่เป็นประโยชน์ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไม่ควรพูดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นโทษ ก็ขออธิบายแต่เฉพาะระบบบุญนิยม บุญหรือปุญญะ มาจากรากศัพท์ของพระพุทธเจ้า คำว่าบุญเป็นคำของโลกุตระโดยตรง เป็นการกำจัดกิเลส ถ้าเผื่อว่าผู้ใดสร้างพลังงานในตัวเอง ให้มีฤทธิ์มีอำนาจ เป็นพลังงานที่ไปฆ่าพลังงาน ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งก็เป็นพลังงานเช่นกัน ที่เรียกด้วยภาษาว่า ไฟ เป็นอุณหธาตุ เป็นพลังงานความร้อน แล้วอันนี้คือบุญ สามารถจัดการพลังงานไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ ผู้ที่ได้สร้างพลังงานนี้จึงทำได้ผลจริงอย่างที่พวกเราทำได้ ในหลวงทรงงานมา 70 พรรษามีคนได้มาไม่น้อย จนเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย อาตมาขอรับรองว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย นักรัฐศาสตร์ทางตะวันตก เทวนิยมที่สอนๆกันมาเป็นของเทวนิยม ไม่ได้เอาของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เอาของพระพุทธเจ้าไปประกอบนิดหน่อย ตามประสาที่เขารู้ว่าทิ้งไม่ได้ ก็เลยเอาไปประสมบ้าง แต่ไม่ชัดเจน อาตมาไม่มีความรู้ในตำราเมืองนอก แต่ก็มั่นใจ อาตมาก็ขอพูด อย่าหาว่าอวดตัว แต่อาตมามั่นใจในทฤษฎีความรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาตมาว่าอาตมามีพอสมควรที่จะยืนยันพิสูจน์ได้ เอามาปฏิบัติที่เป็นประโยชน์จริงได้ในยุคนี้

_จีวรของเณรคำ ธัมมชโย มีส่วนทำให้เหล็กปากเหวนรกโก่งมากเพียงใดครับ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าเปรียบรูปธรรม ว่า ขุมนรก มีเหล็กเส้นเท่าลำตาล พาดปากบ่อนรก มีจีวรพระไปพาดที่เหล็กนี้ จนเหล็กแอ่นเลย ถามว่ามีส่วนไหมก็มีส่วนแน่นอน

_คำว่า"บวร" ของชาวอโศก ความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกับ"บวรรัตนโกสินทร์"หรือไม่ครับ พ่อครูว่า…รัตนโกสินทร์เรารู้แล้วว่าหมายถึงยุคของราชวงค์จักรี บวรแปลว่าความสูงส่งความประเสริฐความเลิศเอามาประกอบเป็นอุปสรรคนำหน้ารัตนโกสินทร์ ความหมายอันนี้ เมื่อใช้ผสมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มีคนแย้งว่า อมรรัตนโกสินทร์ไม่ใช่ บวร รัตนโกสินทร์ คำว่า อมร แปลว่าไม่ตาย บวรนี้ใช้คำว่า บวร พุทธศาสนาแต่ อมร ศาสนาไม่เห็นมีคำนี้ ก็ใช้คำว่าอมรรัตนโกสินทร์ ทีนี้ บวรของอโศกนี้ หมายถึงตัวย่อ บ-ว-ร รวมกันอ่านว่า บวร แล้วในคำว่า บวร หมายถึงความสูงส่งประเสริฐเลิศดีจริงๆ ซึ่งเป็นความดีเป็นความเลอเลิศของนามธรรม เป็นความเจริญประเสริฐของจิตวิญญาณ ซึ่ง หมายถึงความสามัญนะ บวรที่อาตมาว่า คือความเจริญประเสริฐของน้ำงคนทั่วๆไป อาตมาว่า ไม่ใช่สภาพองค์ประกอบบัญญัติรูปธรรมสมมุติสัจจะ สมมุติไว้แล้วว่าสูง ก็ไม่ใช่ แต่บวรที่อาตมาหมาย หมายถึงสามัญทั่วไป เป็นเรื่องสังคมศาสตร์ มนุษยวิทยา จิตวิทยาที่ดีของคนทุกคน ที่พึงศึกษาฝึกฝนอบรมให้จิตเกิดเป็นจริง บวร ตอนนี้อาตมาก็กำลังใช้ความพยายามอธิบายขยายความให้ฟังและนำพาปฏิบัติด้วย โดยมี บ้าน มีมนุษย์ หมายถึงสังคมเข้ามารวมตัวเป็นสังคม ชุมชนหมู่บ้านอำเภอจังหวัด รวมตัวกันอยู่ มีพฤติกรรมวัฒนธรรมสังคม แล้วก็มี นามธรรมของสัจจะคือธรรมะที่เราใช้คำว่า วัด วัด หมายถึงธรรมะ เป็นพฤติกรรมของคนปฏิบัติเสียสละไม่เห็นแก่ตัวมักน้อยสันโดษตามวรรณะ 9 ในสังคมที่เรียกว่าบ้าน และคุณธรรมที่ประกอบในคนประกอบเป็นสังคมคุณธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมะโลกุตระ เป็นธรรมะที่ถึงขั้นรู้จักกำจัดกิเลสได้จริงตามทฤษฎีกำจัดได้อย่างถาวรยั่งยืนตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ถ้าทฤษฎีของโลกียะกำจัดกิเลสได้ชั่วคราวแล้ววนเวียนกลับ ไม่ยาวนานยั่งยืน นี่เป็นความหมายนัยสำคัญเป็นประเด็นหลักนิยามหลักแท้ เราศึกษาธรรมะให้สัมมาทิฏฐิ แล้วมาปฏิบัติอย่างสัมมาก็จะเกิดผลเป็นสัมมาปฏิเวธจะได้ผลเป็นลำดับไป เบื้องต้น หยาบ กลางละเอียดไปเรื่อยๆ จะเห็นผลเจริญไปตามลำดับ สรุปแล้ว บวรที่อโศกพาทำนี้ มันมีสิ่งยืนยันปรากฏทั้งบ้าน ธรรมะ การศึกษาหรือโรงเรียน เป็นการศึกษาที่ไม่ได้แยกการศึกษาทางโลกและการศึกษาทางธรรม การศึกษาทางโลกและการศึกษาทางธรรมไปด้วยกันมาด้วยกัน เลือดราชธานีอโศก การศึกษาบ้านวัดโรงเรียนสามเส้า จะรวมตัวกันไม่แยกกันให้มีทั้งสามอย่างนี้จริง ไม่ใช่แต่พูด หรือเกิดจากการบังคับ แต่มีการพาทำปฏิบัติจนเกิดเห็นจริงเป็นจริงในนี้ อธิบายได้และทำให้เกิดผลอ้างอิงได้ เป็นปรากฏการณ์จริงได้

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน โยนิโสมนสิการให้ลึกถึงสังกัปปะ7 บวรของชาวอโศก อาตมาจึงมั่นใจว่ามันเป็นของจริงในยุคนี้ที่กำลังก้าวหน้า มันยากมากเลย จนอาตมาเอง ขออ่านตรงนี้หน่อยก็แล้วกัน บันทึกไว้เอง ...อาตมาทำงานมา รู้สึกสะดุดใจลึกลึกว่า ที่อาตมาเทศน์ธรรมะมานี่ หรือว่าบรรยายธรรมะของพระพุทธเจ้ามานานหลายสิบปีเกือบห้าสิบปีแล้ว ว่ากันจริงๆ ถึงห้าสิบปีแล้ว ตั้งแต่เป็นฆราวาสแต่มาบวชตอน ปี 2513 ทำงานเต็มสภาพเลยเมื่อมาบวช อาตมาบรรยายมานานขนาดนั้น คนฟังก็ไม่ค่อยกระเตื้อง คงจะเพราะไม่ค่อยรู้เรื่อง อาตมาก็พยายามไม่ได้หลงตัวเองนะ อาตมาก็ว่าอาตมาพยายามให้มันง่ายมันชัด มันดีที่สุด อย่างมั่นใจว่าไม่ผิดเลย ถูกต้อง แต่เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง หรือแม้รู้เรื่อง ไม่ซาบซึ้งเข้าไปถึงจิตใจจนสามารถแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดพลาดของตนได้ ไม่ถึงขนาดนั้น อาตมาก็ว่าเพราะอะไร มันคงเพราะเหตุว่า ชาวพุทธหรือประชาชนคนไทย เชื่อถือความเป็นคณะสงฆ์ใหญ่ หรือว่าคณะเถรสมาคม มากกว่าเชื่อหลักฐานที่เป็นพระวจนะ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีในพระไตรปิฎก แล้วอาตมาก็นำเอาคำสอนในพระไตรปิฎกมายืนยันอ้างอิงอธิบายให้ฟัง ท้าทายให้เอาไปยืนยันได้ พระไตรปิฎกฉบับเดียวกันนี้ เขาก็ฟังที่อาตมายืนยันนี้ยังไม่ได้เข้าใจจริงตามที่ว่านี้ ไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัส เขาก็ไม่สะดุ้งจนเอาไปแก้ไขตัวเองได้มันก็ไม่เกิด มันเกิดได้ แต่มีน้อย โดยเฉพาะคณะใหญ่คือเถรสมาคม ยังงุ่มงาม มะงุมมะงาหราอยู่ อาตมาก็เห็นผลอยู่ว่า ไม่กล้าเถียงอาตมาออกมาดังๆ จะไปพูดในหมู่กลุ่มตนเองก็ไม่รู้ล่ะ แต่ไม่กล้าออกมาทาง สื่อสาร แต่อย่างใด ไม่เห็นมีเลย ลับหลังอาจจะมีก็ไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่นอาตมายืนยันหลักฐานในพระไตรปิฎกว่า สมาธิของพุทธศาสนาที่เรียกว่าสัมมาสมาธิไม่ได้เป็นผลมาจากการนั่งหลับตาสะกดจิต อาตมาก็ย้ำตอกหัวตะปู พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องมาเกือบห้าสิบปีแล้วว่า อย่างนั้นไม่ใช่สมาธิอย่างนั้นไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นสมาธิที่เรียกตามภาษากลางๆทั่วไป ยุคพระพุทธเจ้าตอนออกบวช ท่านก็ไปหาวิธีการหาอาจารย์ ไปพบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ฤาษีชีไพรก็นั่งหลับตาสะกดจิตทั้งนั้น ท่านก็พบว่าไม่ใช่ทาง แต่ว่า ท่านเองก็ต้องใช้วิธีนั่งหลับตาสะกดจิตเช่นกัน มันยากที่จะแย้งเขา ท่านก็ใช้ตามที่เขานำพา แม้แต่อาตมายุคนี้ก็ทำเช่นกัน อาตมาทำไม่น้อย ใช้ประโยชน์ได้แต่ได้นี้ มันเป็นของแท้ของอาตมา สมาธินี้ เป็นภาษากลางๆใช้กันมานาน สมาธิเป็นภาษาบาลี ก็ใช้กันมาแล้วเพี้ยนไปมา กลับไปกลับมา พระพุทธเจ้าถึงใช้คำว่าสัมมาต่อหัวไว้ เป็นสัมมาสมาธิ ท่านก็ไม่กระเตื้องอะไรอยู่อย่างนั้น อาตมาก็ว่า สมาธิที่อาตมาพยายามอธิบายตามตำราพระพุทธเจ้าตลอดมาเลยยืนยันให้เห็นว่า ที่พระพุทธเจ้าตีทิ้งสมาธิหลับตาเจโตสมาธิ เอาพลความมาอธิบายก็พอเข้าใจกัน แต่มันไม่ถึงขั้น ไปทำให้จิตเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีพลังงานพอ ยังไม่เชื่อ ยังไม่เห็นจริงว่า สมาธิที่ได้จากการปฏิบัติลืมตา มีสติปฏิบัติในขณะที่ทำงานอาชีพ ก็สร้างสมาธิ ในขณะทำการงานทุกอย่าง กัมมันตะ ก็สร้างพลังสมาธิใส่จิตใจ ในขณะที่พูด โดยเฉพาะการสังกัปปะก็แน่ๆเลย คือการทำใจในใจ มนสิการ หรือมนสิกโรติ ก็สามารถเข้าใจกระบวนการของสังกัปปะ 7 ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกชัดเจน กระบวนการ process ของ สังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา สามารถปฏิบัติสังกัปปะ 7 เป็นผลได้สำเร็จเป็นสัมมาสมาธิ โดยทำ กายในกาย ทำเวทนาในเวทนา ทำจิตในจิต ทำธรรมในธรรมนี่ ให้เกิดผลมีส่วนบุญ ต้องคมชัดแม่นว่าบุญไม่ได้เป็นกุศลนะ แต่ถ้าทำกุศลสูงสุด ก็คือข้ามขีดเป็นปุญญะคือตัดกิเลสได้ ก็คือบุญ กุศลต้องเป็นบุญแต่ถ้ากุศลในกุศลเองไม่ได้ตัดกิเลสเลย กุศลคือความฉลาดแบบโลกียะ เราต้องสร้าง มนสิการในใจ สร้างอย่างไรก็พยายามทำให้เกิดพลังงานทางกายวาจา ทางจิต จนกระทั่งเกิดขึ้นมา เป็นผลของบุญไปตามลำดับ คือชำระกิเลสได้เป็นส่วนๆ จนชำระกิเลสได้ครบ จนดับสิ้นอาสวะ หมดครบ อาตมาได้อธิบายอาสวะจนถึงอนุสัย แต่เอาแค่ถึงดับอาสวะก็จบแล้ว สำหรับคนทั่วไป ต่อจากการดำเนินการดับอนุสัยก็คือเรื่องของพระโพธิสัตว์ คนทั่วไป สิ้นอาสวะ ปัญญาวิมุติคืออรหันต์แล้ว ส่วนจะได้อุภโตภาควิมุติก็ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ส่วนดับอาสวะเป็นพระอรหันต์ คือได้ใบไม้กำมือเดียว แต่พระโพธิสัตว์เป็นการศึกษาใบไม้ทั้งป่า กิเลสตนทำให้หมดได้เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนกิเลสคนอื่นๆ มีมากมาย แตกต่างกันไปจนนับไม่ได้ จะเอาหนึ่งของเราไปเทียบกับกิเลสทั้งหมดของคนอื่นด้วยได้อย่างไร เป็นปุคลาธิษฐานที่ชัดเจน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำบุญให้เด็ดขาดถึงเวทนาแท้ คำว่ามีส่วนบุญ ถ้าเข้าใจคำว่า ปุญญะไม่ถูกต้องตามนิยามแท้ๆ แน่นอน คุณจะแกว่งโดยเฉพาะ ถ้าเข้าใจคำว่าปุญญะนี้ไม่ได้ คุณเข้าใจโดยความรู้คือ ปัญญะ หรือปัญญา จะไปทำปุญญะต้องมีปัญญาก่อน ถ้าปัญญายังไม่มีไปทำปุญญะไม่ได้หรอก ปัญญาคือความรู้ที่ต้องข้ามเขตโลกียะปุถุชนก่อน ต้องตัดโคตร ข้ามโคตร ปุถุชนมาเป็นโลกุตระ ถ้าไม่เด็ดขาดก็ยัง เหลื่อมกันอยู่ ปนกันอยู่ จนกว่าจะขาดออกมาเลย ถึงเรียกว่าหลุดพ้น ท่านเรียกว่าหลุดขาด สิ่งเหล่านี้ เป็นนัยยะของนามธรรมที่เราต้องอ่านว่าหลุดพ้นไหมหรือยังคร่อมกันอยู่ หรือโอเวอร์แลป ยังไม่ขาด แม้ขาดจริงก็ต้องพยายามทำซ้ำให้รักษาผล ซ้ำจนกระทั่ง อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ที่อาตมานำพยัญชนะของพระพุทธเจ้าให้รู้ถึงการรักษาผล อนุรักขณาปธาน 36 36 36 ในเวทนา 108 สภาวะเรานั้นต้องสั่งสมจริงทำจริงจึงจะเกิดผลเหล่านั้น พูดเอาแต่ปากได้เล่นไม่ได้ จนสำเร็จ เสร็จบุญ เป็นอเสขบุคคล หมดบุญหมดบาป เป็นปุญญปาปริกขีโณ เป็นภาษาบาลี ก็ย้อนแย้งไม่ได้ เถียงไม่ออกหรอก ไปลบทิ้งไม่ได้ กดดูก็ยืนยันได้ ปุญญปาปปริกขีโณ ถ้าเข้าใจไม่ตรงก็ปฏิบัติไม่ได้ ช่วงแสวงหา 6 ปี ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม. เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ(ปุญญปาปปริกขีโณ) เป็นผู้ไม่มีอาสวะ...ฯลฯ (ล.32 ข.392) อาตมาเกิดมาในชาตินี้มากอบกู้ศาสนาพุทธจริงๆ คุณไปเสียเวลามากแล้วชาติก่อนๆคุณก็เสียเวลามาแล้ว แต่ชาตินี้เมื่อได้พบแล้ว เหลือเวลาชีวิตอีกเท่าไหร่ มันคงจะเหลือ 40 50 70 ปี ก็ขอเวลาที่เหลือนี้ได้ไหม มันไม่มากนะ ไม่กี่สิบปี ขอมาเสี่ยงกับอาตมาหน่อยน่ะ ขอสักชาติได้ไหม มันไม่ถึงชาติหรอกขอที่เหลือได้ไหม ..พวกคุณมาแล้วก็ได้นะ แต่อาตมาพูดกับคนที่ยังไม่มาน่ะ ขอกับคนที่ยังไม่มา เสี่ยงกับอะไรมา ร้อยชาติพันชาติแสนชาติ เพราะการเกิดมันไม่รู้กี่ชาติ ขอสักเศษเสี้ยวของชาติ อย่างไรก็มาพบกันแล้วตัวเป็นๆ มาเจอกันหน่อย มาลองทำตามอาตมา อาตมาก็ยืนยันตำราพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ก็พอเข้าใจได้ ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ยังวิจัย พิจารณาวิเคราะห์วิจัย อ่านธรรมะจนถึงสภาวะทางจิต ในความเป็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม เป็นภาษาแต่เป็นสภาวะทั้งนั้น กายในกายก็จิต เวทนาในเวทนาก็จิต ธรรมในธรรมก็จิต ไม่ใช่วัตถุธรรม ถ้าเข้าใจจิตเป็นตัวประธานทั้งหมดทั้งมวล แล้วพยายามอ่านวิเคราะห์ทำใจในใจให้เป็น โดยเฉพาะ อาตมาอ้างอิงยืนยัน ในพระไตรปิฎก ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เป็นประโยคทองที่ยิ่งใหญ่ ก็ให้อ่านเวทนา เอามาทำทีละสอง แล้วก็ทำให้เป็นหนึ่ง ให้ตกตะกอนลงเป็นหนึ่ง ให้ได้ หยั่งลงเป็นหนึ่งให้ได้ ทำให้เกิดผลสำเร็จ ภวันติ ทำสิ เราจะต้องอ่านเวทนา 2 ให้ออก หากอ่านเวทนาจิตของตนไม่ได้แยกเวทนาในเวทนาไม่เป็น คือความรู้สึกอารมณ์ คือความรู้ก็ได้ ที่ต้องมี ผัสสะ เป็นปัจจัยจากภายนอก ตามปัจจยาการ ต้องมีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ...ทั้งห้าทวาร มีห้าคู่ แล้วมีคู่ในคือมนายตนะ กับธัมมายตนะ (คุณอู๊ดว่า จาก 2 มาเป็น 1 แล้วจาก 1มาเป็น 0 ได้มั้นครับ?) ผู้ที่เข้าใจแล้วอาศัยศูนย์เหมือน 1 เหมือน 0 ได้จริงๆ ต้องเข้าใจเป็นสภาวะธรรมเป็นสภาวะ ไม่ใช่ว่าพูดแต่เพียงภาษา ) ทำได้แล้วจะไม่ถามเลยว่า 0 เป็น 1, 1 เป็น 0 ได้ คุณจะไปพักเป็น 0 ได้เป็นความสามารถพิเศษของคุณ ธรรมดาก็เป็น1แล้ว ไม่ก่อเกิดแล้วไม่เป็นเมถุน ไม่เป็นคนคู่แล้ว จะมีอีกเท่าไหร่ก็ 1 ใช้เลข 1 ทำงานให้เต็มที่ ทำงานกับโลกไม่พักเลย ก็จะอายุสั้น แต่ถ้ารู้จักพักรู้จักเพียร ใช้ 1 บ้าง 0 บ้าง ไม่งั้นจะหนักไปทาง เพียรมากกว่าพัก จะไปไม่รอด ผู้ที่สามารถอ่านเวทนา อาการความรู้สึกหรืออารมณ์ อ่านได้จริงๆเลย แล้วก็ทำให้เหลืออารมณ์หนึ่ง เห็นอาการอารมณ์ว่า นี่คือเคหสิตเวทนา เป็นอารมณ์เก๊ โลกีย์อารมณ์โลกๆไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน สามารถทำให้มันดับ มันพัก แต่อารมณ์โลกีย์คุณก็ยังพักได้ คราวนี้เราไม่ต้องมีอารมณ์นี้ เต็มอิ่มแล้วก็พัก หรือมันเซ็งๆ ก็พัก หรือมีวิธีสะกดจิตให้มันพัก แล้วแต่ หรือเหนือธรรมชาติมันก็พักของมันเอง มันมีพัก แวะไปหาท่านพุทธทาส ท่านอธิบายว่าการพักจากนี้คือนิพพาน อาตมาก็ว่าเอาภาษาของพระพุทธเจ้ามาทำให้เสียหาย นั่นไม่ใช่การนิพพาน มันเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ทำให้พักได้ นั่งหลับตาสะกดจิตก็พักได้ ท่านพุทธทาสบอกว่าเป็นนิพพาน นิพพานเล่นของสูง เอามาใช้ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่า นิพพาน เหมือนเอาหม้อข้าวที่ยังร้อนลงมาจากเตาทำให้เย็นมันก็คือนิพพาน อย่างนั้น มันเป็นโลกีย์ เป็นความสบายใจความเย็น เป็นซินโนนิม เอามาใช้แทนพอได้ แต่อย่ามาโมเม เอาคำว่าเย็นโลกีย์มาเรียกนิพพานของพระพุทธเจ้าลำลอง มันทำให้คนอื่นสับสน เอาของโลกียะมาเป็นโลกุตระไม่ได้ มันผิด อย่าบังอาจเอาของโลกุตระของพระพุทธเจ้า มาเรียกด้วยโลกียะ ละเว้นหน่อย ไม่อย่างนั้นปนเปกันไปหมด ขออภัยท่านพุทธทาสที่พาดพิงถึงท่าน ท่านก็สิ้นไปแล้ว อาตมาก็เคารพท่าน อาตมาก็รู้ว่า ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมอันควรเคารพได้ท่านหนึ่ง อาตมาไม่ได้หลงเลยเถิดไม่เคารพหรือลบหลู่ อาตมายืนยันจากตำราเลยว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรว่า กรรมฐานของผู้อื่นไม่มีนอกจากเวทนา ที่เขาไปรวบรวมเป็น กรรมฐาน 40 เอาวัตถุมาปนใส่ ก็จะให้เป็นพันกรรมฐานก็ได้เอาขี้หมูขี้หมาแห้งมาเป็นกรรมฐานก็ได้ เป็นการสะกดจิตจดจ่อนิ่งอยู่กับกสิณมันไม่ใช่ของพุทธ ใช้ต่างกันมากเลย กรรมฐานของพระพุทธเจ้าต้องอ่านรู้ถึงนามธรรมแล้ววิจัย ไม่ใช่สะกดจิตแน่จิตนิ่ง มันคนละทิศทางเลย เข้าใจไม่ถูกต้องไม่ถูกตรงก็ไม่ได้ผล แม้แต่คำว่า กาย กายในกาย เป็นคำแรกที่จะต้องแยกธรรมสอง แยกรูปแยกนาม แยกจริงกับเท็จ ของจริงกับของเก๊ สองให้ออกเรียกว่ากาย ถ้าคุณแยกอันนี้ไม่ออกหรือสับสนอยู่ คุณก็ดับผิดดับถูก จะดับของเก๊ ดันไปดับของจริง แล้วเหลือของเก๊ไว้ด้วยนะ จะดับของเก๊ ดันดับของจริง เพราะหลงสลับกัน เอาหัวเป็นหางก็ยิ่งน่าสงสารสังเวชใจ อาตมาก็บอกว่า เห

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน