600730_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวิตกของพระโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข6 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600730_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวิตกของพระโพธิสัตว์

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก ตอนนี้มีข่าวประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย มีคนจะถามว่าต้องการอะไร เขาบอกว่าต้องการเงิน คนนี้ไม่สามารถ แสวงหาความรู้สึกพ้นจากทุกข์ทางใจได้ คนน่าจะแสวงหา พุทธแบบไหนที่ทำให้พ้นจากความเดือดร้อนทางใจ น้ำท่วมก็ยังฉลองน้ำได้

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สิ่งที่คนเกิดมาควรได้เป็นสมบัติแท้ พ่อครูว่า...เราก็มาโอภาปราศรัยกับ sms ยุคนี้วันนี้จะหาคนมาใส่ใจในโลกุตรธรรมนั้นยาก คนไม่เข้าใจว่าเป็นของที่มีคุณค่าแล้ว ไม่รู้สึกว่ามันจะมีอยู่แล้วหรือ มันเป็นอะไร ไปเสียเวลาสนใจมันทำไม ไปบ้าอย่างนั้น น่าสงสาร คนไปห้อมล้อมกรี๊ดกร๊าดกับโลกียธรรม เถิดเทิง ไปชอบอะไรอย่างนั้น อาตมาให้เขาคิดว่า ถ้าสังคมใดหมู่ชนใด ให้ราคากับการละเล่นดารา ความฟุ้งเฟ้อ การประกอบ ปลอมแปลงมอมเมาสร้างวิมานให้เกิดการชื่นชม ระริกระรี้มากมาย สังคมนั้นกำลังเสื่อมต่ำ เช่นทุกวันนี้คนในโลกกำลังหลงใหลโอลิมปิกหลงใหลฟุตบอลโลก หลงใหลเกมกีฬา ชกกันฆ่ากัน แล้วราคาค่าตัว คนแสดง คนที่หลงใหลเจ็บเนื้อเจ็บตัว มุ่งมั่นกับสิ่งนั้น ก็โด่งดัง ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นราคาแพงขึ้น ส่อให้เห็นว่า โลกกำลังเสื่อมหนัก ตรงกันข้ามกับสัจจะเลย อาตมาให้ข้อคิดนี้คนจะสะดุดฉุกคิดหรือไม่แค่ไหน ยุคนี้เป็นยุคพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างศาสนามาแล้ว ผ่านไปถึง 2600 ปี รวมทั้งที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานก็นับหนึ่ง เอาอีก 45 ปีที่ท่านตรัสรู้มาบวกเข้ากับ 2560 ก็เป็น 2605 เลยครึ่งที่เขาทำนายไว้ อาตมาก็รับด้วยว่า ศาสนาพุทธพระสมณโคดมมีอายุถึง 5,000ปี เลยจากนั้นไม่มีเชื้อของศาสนาพุทธแล้ว มันเสื่อมจนเกือบไม่เหลือเชื้อแล้ว เราก็ต้องมาเติมเชื้อ มาพยายามทำคว

อ่านต่อ

ามถูกต้อง เอาสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปมาแก้ไขปรับปรุง เตือนกันให้รู้จัก คนที่มีภูมิปัญญา เห็นจริงเห็นแจ้ง รีบแก้ไขปรับปรุง ส่วนคนไม่รู้สึกรู้สาก็ฟังผ่านหูไป คนจำนวนนี้มีเยอะ คนที่เห็นว่าเป็นสิ่งบ้าบอเลย บ้าอะไร คนก็เป็นอย่างที่เขาเป็นกัน หลงใหลได้ปลื้มกับโลกียะ ราคานักกีฬาค่าตัวแพงเท่าไหร่ หรือนักธุรกิจที่มีกำไรมากเท่าไหร่ นั่นคือความไม่เจริญ ประเทศไทยมีพระโพธิสัตว์เจ้า พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ของเรา ตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เขาฟังแล้วก็คงฟังแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วก็ว่าอะไร พูดอะไร พูดอย่างนั้นได้ยังไง ในหลวงท่านก็ตรัสเรียบๆซื่อๆ ตามพระทัยของพระองค์จริงๆ ท่านก็ตรัสไป ท่านตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ ฟังแล้วก็ยิ้ม อาจนึกว่าในหลวงเพี้ยนไปแล้วแต่ไม่กล้าว่าในหลวงหรอก แต่ที่จริงแล้วคนที่ผิดเพี้ยนไปจากสัจจะนั่นแหละน่าสงสาร นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจไม่ได้ว่าขาดทุนจริงๆนี้คือกำไร นั่นน่าสงสาร ในมนุษย์มีความคิดกลับกันกับโลกปฏิโสตังทวนกระแสโลก นั่นคืออาริยะ ความเจริญกลับกันกับโลกีย์ แต่ผู้ที่มีความรู้สึกทวนกระแส อย่าไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ต้องแย่ง มาล้างกิเลสตัวเองดีกว่า(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เรามาปฏิบัติล้างกิเลสตัวจริงในตน ก็ล้างออกๆ คนนั้นก็เจริญกลายเป็นอาริยบุคคล เป็นพระอรหันต์ได้ ก็จะอยู่ในโลกอย่างไม่มีโทษภัย เป็นคนที่โลกานุกัมปา เป็นคนช่วยโลกอนุเคราะห์โลก ส่งเสริมสนับสนุนรับใช้โลกตามบารมีแค่ละองค์ พาประชาชนเป็นสุขสงบเจริญพัฒนา สัจจะเหล่านี้เมื่อไหร่ก็จริง ผู้ที่ได้รับฟังเห็นจริงชัดเจนไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่ผิดเพี้ยนไป ไม่เสื่อม อยู่อย่างนั้นนิรันดร เป็นอมตะ ผู้ที่มีได้แล้วจะชัดเจนในตัวเอง แล้วสามารถเอามาถ่ายทอดประกาศ มาช่วยกันสร้างให้เกิดในคนเป็นจริงตามกันมาได้เรื่อยๆ ไม่มีอะไรดีเท่านี้หรอก เกิดมาเป็นคนแล้วถ้าไม่ได้สัจจะที่เป็นโลกุตรธรรมที่เป็นอาริยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็จะวนเวียนสูงๆต่ำๆ ไม่เที่ยงแท้ จนกว่าจะได้เป็นพระโสดาบัน ก็เที่ยงแท้พอสมควร คือได้ 25% เป็นสกิทาคามีก็ได้ 50% เป็นอนาคามีก็ได้ 75% เป็นพระอรหันต์ก็ได้เต็มร้อย สัจจะนี้เป็นจริงทุกกาละ ได้อันนี้แล้วจะไม่หลงเลอะเทอะเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับอันอื่น มาอยู่กับอันนี้ มีคนสนใจเท่าไหร่ก็เอา สองคน ร้อยคน พันคน หมื่นคนก็เอา ไม่เป็นล้านคนก็เอา เอาสัจจะ น้อยไม่ว่า ขอให้เป็นของจริง อาตมาเกิดมาในยุคไหน ก็คงเป็นความคิดเดิม ความเห็นเดิม ความเชื่อมั่นเดิม

600730 SMS วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก)

_3867นมก.พ่อครูฯถึงท่านบ่ได้อำนาจบ่มีลาภยศ แต่ท่านได้ใจหมู่มักน้อยชนสันโดษคนพอเพียง

_3867ขอส่งกำลังใจแด่ผู้ประสบอุทกฯวาตะฯธรณีภัยรอดพ้นทุกพิบัติภัยทั้งปชช.จนท.อ สม.กู้ชีพกู้ภัยพบสวัสดิภาพ ปลอดภัยทุกคน

_3867เราจะอดทนทุกวิกฤติเราจะฝ่าฟันทุกขภัยไปด้วยกันเพื่อวันนั้นวันที่"ฟ้าสีทอง "ส่องแสงทองเหลืองอร่ามกระจ่างกรุงสยามแจ้งเจิดจรัสทั่วราชอาณาจักรไทย

_3752ขอให้อโศกอยู่คู่โลกตลอดกาล อำนาจ

_0015การเชื่อถือและศรัทธาในอาจารย์ขององคุลีมาลกับศิษย์ธรรมกายมีนัยะที่เหมือนและต่างกันอย่างไรครับ พ่อครูว่า...แต่เดิมนั้นองคุลิมาลชื่อว่า อหิงสกะ เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เมืองสาวัตถี มารดาชื่อ นางมันตานี อหิงสกะได้ไปเรียนวิชาที่เมืองตักกสิลา และสามารถเรียนได้รวดเร็ว อีกทั้งยังปรนนิบัติอาจารย์อย่างดี จนเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์อย่างมาก เป็นเหตุให้ศิษย์อื่นริษยา จึงยุยงอาจารย์ว่าองคุลิมาลคิดจะทำร้าย อาจารย์จึงคิดจะกำจัดองคุลิมาลเสีย โดยบอกกองคุลิมาลว่า ถ้าจะสำเร็จวิชาต้องฆ่าคนให้ได้หนึ่งพันคนเสียก่อน องคุลิมาลจึงออกเดินทางฆ่าคน แล้วตัดนิ้วหัวแม่มือมาคล้องที่คอเพื่อให้จำได้ว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว เหตุนี้เอง อหิงสกะจึงได้รับสมญานามว่า องคุลิมาล จนครบ 999 คน ก็มาพบพระพุทธเจ้า และได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ออกบวชเป็นพุทธสาวก โจรองคุลิมาลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ก็วิ่งไล่จะฆ่าพระพุทธองค์ แม้องคุลิมาลจะวิ่งจนสุดกำลัง ก็ไม่อาจทันพระผู้มีพระภาค ผู้เสด็จไปตามปกติได้ เมื่อเป็นดังนั้น องคุลิมาลโจรก็ได้มีความคิดว่า น่าอัศจรรย์จริง เมื่อก่อนนี้ แม้ช้างกำลังวิ่ง ม้ากำลังวิ่ง รถกำลังแล่น เนื้อกำลังวิ่ง เราก็ยังวิ่งตามจับได้ แต่ว่านี่เราวิ่งจนสุดกำลัง ยังไม่อาจทันสมณะนี้ซึ่งเดินไปตามปกติได้ คิดดังนี้แล้ว จึงหยุดยืนกล่าวกะพระผู้มีพระภาคว่า จงหยุดก่อนสมณะ จงหยุดก่อนสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่านเล่าจงหยุดเถิด ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรคิดอยู่ว่า สมณศากยบุตรเหล่านั้น ปกติมักเป็นคนพูดจริงมีปฏิญญาจริง แต่สมณะรูปนี้ กำลังเดินไปอยู่แท้ ๆ กลับพูดว่า เราหยุดแล้ว คงจะต้องมีนัยอะไรสักอย่าง เราน่าจะถามสมณะรูปนี้ดูจะดีกว่า ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค สมณะ ท่านกำลังเดินไป ยังกล่าวว่า เราหยุดแล้ว และยังกล่าวกะข้าพเจ้าผู้หยุดแล้ว ว่าไม่หยุด สมณะ ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านหยุดแล้วเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่หยุด เป็นอย่างไร? พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราหยุดแล้วในอกุศลกรรมทั้งหมด แต่เธอสิยังไม่หยุด เท่านี้ องคุลิมาลเหมือนถูกดาบเสียบหัวใจ สมัยโบราณเขาซื่อแต่สมัยนี้รับรองดิ้นยิ่งกว่ายิ่งลักษณ์ อาตมาว่าถ้าเขาหยุดจะได้รับการอภัย แต่ถ้าเขายิ่งดิ้นต่อไปยิ่งได้รับการลงโทษ คนมีปฏิภาณฉลาดรู้ว่าตนผิดพลาด ก็ยอมรับ ประเด็นสำคัญ ที่เขาผิดคือ เขาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขาไม่ทำหน้าที่ ละเลยหน้าที่ ภาษาเหมือนเล็กน้อย คนโง่ๆ จะดูว่าดิฉันไม่ได้ผิดอะไร เขาพูดซื่อๆ เขาละเลยหน้าที่ที่ไม่ควรละเลย คนเตือนก็แล้ว ห้ามก็แล้ว ต้านก็แล้ว กูจะทำ แล้วเขาก็ทำจริงๆ ฉิบหายไปเป็นแสนล้าน เรื่องจำนำข้าว คนก็ผูกคอตายเป็น 10 คน แกก็ว่า ข่าวผูกคอตาย ไม่ได้ไปทำให้ คนที่ไม่เคยยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำผิด จะมีแต่ Coefficient ประสบความเสื่อมต่ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ได้เรียน ปรมัตถ์ สัจธรรม หลงอยู่กับโลกีย หลงสวรรค์เก๊ ลงนรกจริง นรกเป็นอาริยสัจ สวรรค์เป็นสุขขัลลิกะ เป็นความเท็จ นรกเป็นอริยสัจเป็นความจริงแท้ของผู้ที่เป็นอาริยะเท่านั้นจะรู้ได้ ผู้ที่ไม่เป็นอาริยะจะไม่รู้จักว่า ทุกข์คืออาริยสัจ ส่วน สวรรค์ เป็นสุขเก๊ ของเก๊ แล้วนึกว่าตนเองมีตนเองได้ หลอกซ้อน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ปริวิตกของพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่อาตมาทำงานศาสนามาเกือบ 50 ปีแล้ว อาตมาได้สาธยายภาษาสัจจะมามาก ผู้ที่รู้สาระในสัจจะก็มาเอา อย่างพวกคุณ ผู้ที่ไม่เห็นจริงฟังแล้วก็คิดว่าจะจริงหรือ งงๆ สงสัย ถ้าน้ำหนักที่พอฟังขึ้นไม่มีเขาก็ผ่าน สะดุด แล้วก็ผ่านไม่เอาใจใส่ ส่วนคนฟังแล้วก็ว่าน่าจะดี แต่ไม่ใส่ใจ เพราะว่า แรงของลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข ดึงเขาไว้ โดยเฉพาะบุคลากรทางด้านศาสนา ถูกลาภ ยศสรรเสริญดึงไปหมด มาฟังโพธิรักษ์ก็ว่าดี แต่ทางโน้นดึงไปหมด แบบพูดที่ฟังไม่เข้าใจก็จะบอกว่าพูดอยู่ได้อายุ 80 กว่าแล้ว ทำไมยังไม่ตาย คนอย่างนั้นก็มี ก็น่าสงสารเขา ต้องด่าต้องติเขา จะได้รู้ตัว ขืนไปชมเขาก็หลงผิดชื่นใจจมหนัก หรือปล่อยไปตามเวรตามกรรมก็ไม่ได้ อาตมาไม่ใช่คนใจจืดใจดำ เห็นคนจะตกน้ำตกนรกอยู่กับตา ก็ปล่อยไปทำมาทำไม่ได้ อาตมาทำงานมา ย่างเข้า 48 ปีมีผลอย่างที่เห็น และเท่าที่ภูมิธรรมอาตมาเป็นมิเตอร์วัดกระแสสังคม รู้สึกว่ากระแสสังคมดีขึ้นเข้าใจขึ้น ไม่มืดมัว โมหัน เหมือนในยุคต้นๆ จะเอาอาตมาตาย ต้องจัดการอาตมาให้ดับสูญให้ได้ เพราะไปขัดความรู้สึก ความรู้ย้อนแย้งอัตภาพเขา แต่เสร็จแล้วเขาทำไปสุดฤทธิ์แล้ว ได้ตัดสินว่าอาตมาดำเนินไปได้ มาถึงวันนี้ ก็ได้ผู้ที่มีดวงตามีปัญญาเข้ามา และขยายผลขึ้น ที่เพราะว่า เห็นผลว่ามีการขยายผล อาตมาจึงได้ปรารถนาอยู่ต่อไป แต่หลายปริวิตก ของอาตมาก็มีแวบๆว่า เอ้อ เราพอสักทีดีไหม เลิก หยุด สรุปคือ ตายจากโลกนี้เสียทีเถอะ หลายปริวิตกของอาตมามี รู้สึกเมื่อยจริงๆแล้วมันคงสุดที่แล้ว คงจะได้เท่านี้แหละ มันคงไม่ได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่เมื่อพยายามเพ่งมอง เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า อาตมาแต่งกวี ไปสรรหาคำมาร้อยเรียงได้อย่างไร เขาอ่านกันก็ว่าอย่างนั้น อาตมาเคยแต่งกลอนกลบท ให้นสพ.ไทยโพสต์ คุณเปลวสีเงินก็ให้คุณชัชรินทร์ ชัยวัฒน์(ท่านขุนน้อย) ไปจัดการ ก็เขียนมาว่า ไปหาคำมาร้อยเรียงได้อย่างไรนี่ กลบทนั้นก็พอจำได้ เพราะว่าไม่ได้เขียนมากมาย อันนี้เป็นกลบท นาคบริพันธุ์ ศรีสวัสดิดาษด้าว แดนสาร เด่นส่งดั่งปาฏิหาริย์ เห็จฟ้า เหินเฟื่องเผ่นผยองยาน ยาวชีพ

ภาษากวีอาตมาเป็นภาษาโบราณ อาตมามีนามปากกา โบราณ สนิมรัก ต่อมาเป็น โบราณ นวทัศน์ ต่อมาเปลี่ยนเป็น โบราณ ใหม่เสมอ อาตมาใช้คำว่าโบราณในสามนามปากกา อาตมาเป็นคนโบราณจริงๆ แต่อาตมานี้ทันสมัยนำหน้าเขาไปหลายช่วงตัว เช่น อาตมาเข้าใจคำว่าประชาธิปไตย นำหน้ากับทั่วโลก อาตมาพิพากษาเลยว่าขณะนี้ในโลกสองร้อยกว่าประเทศนี้ ประชาธิปไตยของไทยดีที่สุดเจริญที่สุด ถูกต้อง ความเป็นประชาธิปไตยดีที่สุด แล้วอาตมาก็จะเรียกว่าดัดจริต เรียบเรียบความเป็นประชาธิปไตยถึง 77 ประเด็น

อาตมาก็ทำงานมาก็ไม่ใช่ไร้ผล ไม่เป็นหมันอะไร ได้ แต่ได้แล้วก็รู้สึกว่า ที่ปริวิตก ก็รู้ว่ามันแค่นี้จริงๆ จะไม่ได้อีกแล้วหรือ มันน่าจะจบจะหยุดได้แล้ว ก็เลยมาระลึกถึงว่า มันจะมีพลังงานเหลืออยู่ อาตมามองทุกอย่าง ทั้งสสารและพลังงานตั้งแต่อุตุนิยาม อาตมาอ่านพลังงานของจริง ที่เป็น ฟีโนมีนอน เป็นของจริงที่มีอยู่เป็นปรากฏการณ์จริงมี พลังงาน Coefficient มีอยู่จริงไหม พลังงาน Coefficient ต้องเป็นจำนวนที่มีอัตราการก้าวหน้า progression ratio สภาพของพลังงานอันนี้ มันเป็นอัตราการก้าวหน้า มันยังก้าวหน้าอยู่ แล้ว Coefficient จะต้องมีอัตราการก้าวหน้า ที่มีพลังงานในระดับคูณ ไม่ใช่แค่บวก แต่ต้องมีคูณ ตอนนี้ไม่ถึงยกกำลัง มันเป็นระดับคูณอยู่ตอนนี้ แต่ถ้าอัตราการก้าวหน้าเป็นระดับต่ำกว่าคูณ เป็นระดับบวก อาตมาอาจจะถอย แต่นี่ก็ยังมีระดับคูณ Coefficient อาตมาจึงได้เอาคำว่า Coefficient มาอธิบาย ก็มีแต่อาตมานี่แหละเอาสิ่งเหล่านี้ที่เป็น อุตริมนุสธรรม มาอธิบาย ตอนนี้มี ปรากฏการณ์ จริง status quo มันมีอยู่จริงไหม อาตมาก็ตรวจอ่านจริง ไม่ได้พูดโดยโวหาร อาตมาอ่านพลังงานนี้จริง เป็นพลังงานอรูป หรือพลังงานนามธรรม ที่เกิดจริงเป็นจริงในเอกภพ อาตมาว่าอาตมามีญาณอ่านออก ที่พูดนี้อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม แล้วอาตมาท้าด้วยว่า ใครอวดอุตริมนุสธรรมเท่าอาตมาได้ อาตมาว่าสู้อาตมาไม่ได้หรอก ที่อาตมาทำนี้อ่านปรากฏการณ์จริง status quo ที่มีอยู่จริงจึงได้จำนนว่า เราจะใจดำปล่อยปละละเลยทิ้ง มันไม่ถึงกับไม่ก้าวหน้าแล้ว แต่มีอัตราก้าวหน้าอยู่ สังขารร่างกายจะแย่อยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับทรมานทรกรรมเกินไป สมณะฟ้าไทว่า...การพอของพระโพธิสัตว์คือ 1.คนไม่ก้าวหน้าและกับ 2.มันไปไม่ได้แล้ว สรีระไม่ได้แล้ว พ่อครูว่า...ใช่ก็หนึ่งทำแล้วไม่เกิดความก้าวหน้า หรืออีกอย่างก้าวหน้าแล้วปล่อยได้แล้ว เลี้ยงลูกให้รู้จักโต คืออาตมา เป็นผู้ที่เลี้ยงลูกให้รู้จักโตเลี้ยงความแม่ให้รู้จักตาย คนไม่ได้รู้และทำอย่างนี้ก็โง่ เมื่อประเมินประมาณดูเหตุปัจจัยจริงแล้วก็ยังไม่สมควรตาย แต่อาจจะมีคนบอกว่า คนนี้สมควรตาย แต่เขายังฆ่าอาตมาไม่ได้ หนึ่งผิดกฏหมาย สองระวังบาปไม่ใช่เบา ทำร้ายฆ่าอาตมานี่บาปไม่เบา ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ หนึ่งไม่สิ้นไร้ไม้ตอกยังดำเนินไปได้ดี สองสังขารร่างกายอาตมายังพอถูไถไม่เสื่อมโทรม เอ้า หามกูไปตีกับมันหน่อย ก็ไม่ถึงกับอย่างนั้น ยังมีเรี่ยวแรงกำลังวังชาของตัวเอง พอออกเรี่ยวแรงได้อยู่ ก็เลยต้องทำ สาม ทำไปเถอะ ที่อาตมาทำนี้เพิ่มพลังงานต่อแรงของล้อธรรมจักร ทำงานต่อแรงของล้อพระธรรมจักรให้หมุนไปถึง 5,000 ปีในอนาคต ก็เติมแรงนี้ได้อยู่ๆ แม้คนจะต้านไม่ให้อาตมาเติมไม่ให้ทำ อาตมาก็ยังสามารถเติมแรงของวงล้อพระธรรมจักรได้อยู่ ไม่ช้าหรือหมดแรง อาตมามองอย่างนั้น คนอื่นจะไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ อาตมาเห็นว่าก้าวหน้าได้อยู่ก็ควรจะต่อ เพื่อความมั่นใจไม่ประมาท เผื่อพอ ถึงแม้จะเกินห้าพันปีก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่ถึงห้าพันปี ก็ไปใหญ่โลกพังทลาย หรือถ้าอาตมามาช่วยไม่ถึงห้าพันปี อาตมาเป็นผลเสีย มาแล้วทำไมไม่ต่ออายุศาสนาถึงห้าพันปี รีบตายไปทำไม? สหัมบดีพรหมมาอาราธนาด้วย สหัมบดี คือ สห กับ บดี คือผู้เป็นใหญ่ทั้งหมดรวมกันมา

_0015การเชื่อถือและศรัทธาในอาจารย์ขององคุลีมาลกับศิษย์ธรรมกายมีนัยะที่เหมือนและต่างกันอย่างไรครับ พ่อครูว่า...ธัมมชโยนี้หลอกลวงเลวร้ายได้มากกว่าอาจารย์ขององคุลีมาล เขาทำสำเร็จด้วย ธัมมชโยนี้มีนัยเลวร้ายกว่า อ.ขององคุลิมาลอีกหลายต่อหลายเท่านัก

_0015การที่พ่อท่านฯพาลูกๆมาอยู่ที่บ้านราชฯเป็นบุญญาวุธหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...ทุกอย่างไม่เที่ยง แต่เราพยายามทำให้เที่ยง ตอนนี้พยายามขยายคำว่าบุญ คำว่าบุญไม่ใช่เรื่องสามัญที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ บุญคือการกระทำที่ลดกิเลสชำระกิเลสจากจิตสันดานให้หมดจดได้จริง แต่ถ้าได้ลดเป็นส่วนๆ คือได้ส่วนแห่งบุญ เป็นเสขบุคคล หากกำจัดกิเลสได้หมดสิ้นอาสวะ ก็เรียกว่า อเสขบุคคลเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ

SMS จากเฟซบุ๊ค

_อำภา รื่นใจดี : พระพุทธองค์ตรัสไว้แล้วว่าผู้ที่ตายแล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกมีจำนวนเท่าดินที่ติดเล็บของพระองค์ท่าน ในเมื่อกลุ่มกระแสหลักเขาอยากเป็นดินก้อนใหญ่กอดคอกันไปนรกก็ปล่อยเขาไป ท่านพ่อครูเอาเสียงเอาเวลามาสอนดินที่ติดเล็บของพระองค์ท่านเถอะเจ้าค่ะ สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน หลับตาปฏิบัติได้แต่เจโตสมาธิ _รายงานสภาวะธรรม เมื่อชีวิตU-turn(ยูเทิร์น)ตึกขาว ชีวิตที่ดิฉันU-turn(ยูเทิร์น)กลับตัวเอง จากอยู่สงบสบายอยู่ในบ้านที่ดิฉันคิดว่า ก็เจริญในธรรมดี สมดุลดีแล้ว ไปช่วยงานศูนย์อาหารหน้าวัด ชีวิตใหม่ของดิฉันต้องเหนื่อยกว่าเดิม ดิ้นรนกว่าเดิม แต่ก็พยายามที่จะจัดสมดุลใหม่ให้ลงตัว หลายวันนี้ดิฉันไม่ได้ใช้เงินเลย รู้สึกมีความสุขดีที่ไม่ต้องใช้เงิน อาหารเป็นหนึ่งในโลกจริงๆ ดิฉันรู้สึกว่า ตั้งแต่ไปช่วยงานวัด ได้พบปะผู้คน มีผัสสะมาทุกวัน ได้ทดสอบตนเองว่า จิตกระเพื่อมไหม? เวลามีคนแสดงอย่างนั้นอย่างนี้ พูดอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันรู้สึกขอบคุณพ่อครูที่ช่วยกระทุ้ง(ด้วยบรรยากาศของบวร)ให้ดิฉันได้ออกมามีผัสสะมากขึ้น จากพลอยแผ้ว ชาวหินฟ้า(จอย) สุดชดา ทรรศนะวิเทศ พ่อครูว่า... ก็ดีแล้วที่ได้ประโยชน์จากการกลับมา มาอยู่นี่มีผัสสะกระทุ้งกระแทกให้กระเพื่อม เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมี ผัสสะ มีเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานให้ปฏิบัติ พวกนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีเวทนาให้เรียนรู้ พวกนี้เป็นโมฆะบุรุษ ไม่รู้จะศึกษาอย่างไร อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก อ่านคำสอนพระพุทธเจ้าไม่แตก ไปหลงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าให้ทิ้งแล้ว ให้มาคิดเสียใหม่ ไตร่ตรองตรวจตราใหม่ อ่านพระไตรปิฎกใน 45 เล่มให้ดี ถ้าอ่านแตกแล้ว เล่ม 9 พระสูตรแรกก็ชัดแล้ว พรหมชาลสูตรท่านบอกไว้ว่า ทั้งหมดที่ไปปฏิบัติแบบนั่งหลับตา เป็นเพียงการทำเจโตสมาธิ ไม่ทำให้บรรลุได้ จะไปนั่งหลับตาตามเขาให้ปฏิบัติทั่วไป จะได้แค่อดีต 18 และอนาคต อีก 44 เป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 อย่าง ซึ่งมีแค่นี้แหละในโลก สูตรที่สองสามัญผลสูตร ปฏิบัติอย่างนี้จะได้ผลเป็น สมณะที่ 1 2 3 4 คือ สังวรศีล สํารวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ มีสันโดษ อันเป็นอาริยะ ปฏิ บัติการลืมตา คนสันโดษไม่ใช่คนโดดเดี่ยว แต่เป็นคนที่มีจิตใจเพียงพอ ไม่มักมาก พอแล้วก็น้อยลง นั่นคือจิตใจเจริญก้าวหน้า ปฏิบัติอย่างนี้ พระสูตรที่ 3 อัมพัฏสูตร ยืนยันว่าไปปฏิบัติแล้วจะมีความเสื่อมนั่นมี 4 หลัก ใหญ่ ขนาดนั้นศาสนาพุทธก็ยังไม่เสื่อม แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้แล้ว ว่าความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆมีสี่ประการคือ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วพำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 1๖3) มีคนมองว่าโพธิรักษ์ก็สร้างใหญ่ แต่ที่จริงมันคนละทาง เขาสร้างไปทางนอกโลกดาวเทียม แต่นี่เราสร้างแต่ธรรมชาติ เพราะว่าธรรมชาติมันฉิบหายหมดแล้ว เราไม่เคยไปบุกรุกป่าเขา แต่เราไปที่ไหนก็พาสร้างธรรมชาติจนเป็นป่า เราไม่ได้สร้างแบบดาวเทียม ออกนอกโลกบ้าบออย่างธัมมชโย ต้องมองให้ออก สร้างเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน คนที่สร้างสิ่งที่ขาดแคลนสิ่งที่จำเป็นเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์ของโลก สร้างคนดีให้แก่โลก คนที่ไปสร้างคนหลอกลวงโง่งมงายให้แก่โลก กับคนที่สร้างให้รู้ทันโลก และเป็นคนที่จะต้องช่วยโลก เกื้อกูลโลก มักน้อยสันโดษ กันคนสร้างให้คนมักมากใหญ่โต มันเป็นคนละทิศทาง ดูว่าเหมือนกันแต่มีนัยยะที่ไม่เหมือนกัน ต้องศึกษาเรียนรู้ให้ดีๆ สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 _กราบนมัสการพ่อครู อย่างสุดเศียรค่ะ จากหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร ขอกรา บเรียนขอพ่อครูช่วยขยายความตามพระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ "ปฏิบัติมรรค๗ องค์" ปฏิสัมพัทธไปพร้อมกับ " โพชฌงค์" ทั้ง ๗ จาก ชาวบ้าน[ที่เจตนาจะเป็นชาว(ข้าง)วัด] พ่อครูว่า... มรรค 7 องค์เป็นตัวปฏิบัติ ส่วนมรรคที่ 8 คือสมาธิ เรียกโดยศัพท์ว่า เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธินั้นจะทำให้เกิดได้ เรียกว่าจิตตั้งมั่น สมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิต แต่เขากลับแปลกันว่าเพ่งจิต แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นวิจัย การวิจัยนี้เป็นของพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติมรรค 7องค์ แล้วจะสั่งสมผลเป็นสมาธิ เอกัคตาจิต ในพระไตรปิฎก มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 ข.252-281 มีสติ ธัมมวิจัย วิริยะ พากเพียรวิจัย มีสตินำ เสมอๆๆ แล้วก็พยายาม พยายามให้เกิดสัมมาๆๆ ทำให้สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปัญญา สัมมาวิมุติ หลุดพ้นจากกิเลส ทำให้กิเลสตายลงได้ก็คือบุญ เกิดความชำระกิเลสลงได้ ถ้าทำไม่หมดอาสวะอนุสัย เรียกว่าส่วนแห่งบุญ เป็นเสขบุคคล จนกิเลสหมด ขณะที่ทำให้ลดลงได้เห็นความจางคลายวิราคานุปัสสี อ่านอาการจิตออก จับตัวกิเลสได้ ทำให้กิเลสจางคลายได้ ลดละจางคลายได้ ปีติก็เกิด เกิดโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ กิเลสลดได้เป็นปีติสัมโพชฌงค์ กิเลสหมด สงบลงเป็นปัสสัทธิ ตัวป.ปลา เป็นตัวดำเนินการงานให้สำเร็จ ในพยัญชนะ วรรคนี้ ในห้าวรรค ป เป็นวรรคสมบูรณ์แบบ เป็นวรรคของตัวทำงานให้เจริญบริบูรณ์ทุกอย่าง แล้วก็มีปฏิกิริยา ป ผ ภ ภ คือพัฒนาเจริญขึ้น ม คือจิต หากไม่เจริญก็เป็น มม คือมมังการ ตัวเริ่มคือ ก ตัวจบคือ ม ในโลกนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็คือเกิดจาก ก กับ ม นี่แหละ รวมกันเข้า เกิดโลกทั้งโลก คือ ก กับ ม เมื่อสามารถทำปัญญาให้สมบูรณ์ลงตัว โพชฌงค์กับมรรค ทำงานร่วมกัน ในคำสอนพระพุทธเจ้ามีโพชฌงค์กับมรรค เป็นคำสอนหลักใหญ่ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เกิด โพชฌงค์ไม่เกิด การก้าวเดินคือโพชฌงค์ ทางเดินคือมรรค เขาก็เอาไปเป็นบุคลาธิษฐาน ว่า พระพุทธเจ้าเดิน 7 ก้าว ตอนเกิด อาตมาก็ถามต่อว่า แล้ว ก้าวที่ 7 เสร็จแล้ว ท่านนั่งหรือท่านนอนหรือท่านเดินต่อ บางคนก็แปลเป็นว่าพระพุทธเจ้าไปประกาศศาสนาใน 7 แคว้น หลักใหญ่ของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้า อุบัติ โพชฌงค์ 7 จึงอุบัติ พระพุทธเจ้าเกิดมรรคมีองค์ 8 จึงเกิด ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ไม่เกิดมีได้ พระพุทธเจ้าก็มาปฏิรูปปฏิสังขรณ์ ให้ถูกต้อง อาตมาที่ตั้งอกตั้งใจที่มาอธิบาย โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 รวมแล้ว ต้องเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนคือ โลกุตรธรรม 37 ปฏิบัติไปแล้วจะเกิดผลเป็น บุคคล 8 และนิพพาน 1 เป็นโลกุตรธรรม 9 รวมแล้วเป็น โลกุตระ 46 พระไตรปิฎก ล.31 ข.620 ไม่รู้รูปนาม รูปมี 28 รูปคือตัวที่ถูกรู้ เราต้องฝึกฝนให้เกิดญาณปัญญาที่เป็นตัวรู้เข้าไปรู้ รูป 28 หากรู้อย่างมีสติปัญญา ก็มีวิชชา แต่ถ้าสัมผัสแล้วไม่รู้ ไม่มีตัวรู้เข้าไปวิจัยวิจารได้ก็วนกลับความไม่รู้อย่างเดิม ในโลกียภูมิแล้วหลงในกุศล ฟังให้ดี [911] โลกิยธรรม เป็นไฉน? กุศลในภูมิ 3 อกุศล วิบากในภูมิ 3 กิริยาอัพยากฤตในภูมิ 3 และรูปทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า โลกิยธรรม. ถ้าคุณอยากได้วิมานอยากได้สวรรค์อยากได้อัตตา ก็ตั้งจิตจริงก็เป็นวิบากจริงเป็นอกุศลวิบาก แต่ถ้าทำอาการที่ไม่ดีออกไป ก็ได้เป็นกุศล จริงๆแล้วไม่มีกุศลแต่ไม่มีวิบาก มันหายไปเลยเพราะได้ฆ่าหรือชำระอกุศล วิบากก็ไม่มี ไม่มีผลเหลือก็ 0000 ไปเรื่อยๆ และรูป 28 คุณก็ไม่รู้ ตั้งแต่ภายนอก แล้วมีปสาทรูป 5 ดำเนินบทบาทคือโคจรรูป ไปดำเนินบทบาทสัมผัสกับภายนอก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ เกิดภาวะสอง คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คุณไม่ได้เรียนเลย มีแต่ไปนั่งหลับตา มันเป็นพิษภัยมาก อาตมาก็นั่งหลับตาสะกดจิตมานักหนา อาตมาไม่ได้ทำได้ด้อยกว่าใคร เรียนรู้ให้สัมมา แต่ที่ต้องถล่มเพราะว่าทำด้วยอวิชชา ก็พาลงนรกหมด ไม่เกิดประโยชน์ไม่เกิดบรรลุธรรม ในความหมายของโลกียธรรม เมื่อคุณไม่สามารถเรียนรู้รูป 28 ได้ จนกว่าจะมีญาณรู้ ถ้าไม่รู้รูปนาม ต้องมีญาณรู้ สัมผัส ตา หู จมูก ก็มีรูปเกิดขึ้นที่คุณจะไปรู้ได้(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) คุณถ้าไม่ได้เรียนรู้รูป 28 หรืออุปาทยรูป 24 เพราะฉะนั้นรูปทั้งหมดคุณอวิชชาเป็นโลกียะ ถ้าคุณรู้ก็เอามาอธิบายให้ผู้คนเข้าใจ แล้วจะได้ปฏิบัติ จะได้มีญาณหยั่งรู้สัมผัสรู้รูปต่างๆ แม้เป็นนามธรรม เป็นรูปที่เป็นนามธรรม ดิน น้ำ ลม ไฟนั้น เป็นรูปก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ปสาทรูปทำงานกับโคจรรูปเป็นรูป ที่เป็นภาวรูปสอง ก็ต้องรู้แล้วทำให้เป็นหนึ่งเดียวได้ จะทำได้ต้องรู้ ชีวิตรูปอาหารรูป ในทหยรูป ทำให้เป็นทีละ ปริเฉทรูป

_ยุคนี้เป็นภัทรกัปป์ แล้วในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระภัทรมหาราช เกี่ยวข้องกันไหม พ่อครูว่า...ก็แค่เขียนอักษรก็เกี่ยวกันแล้ว

จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน