600717_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาบรรลุโสดาบัน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600717_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาบรรลุโสดาบัน

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันบวรของชาวราชธานีอโศก เป็นวันที่ ชาวชุมชน ว.นบ.และเด็กนร. ได้ร่วมกันทำงาน และร่วมกันฟังธรรม ตอนนี้ข่าวในสังคมที่น่าประทับใจอันหนึ่งคือ ข่าว มีลุงคนหนึ่งลงจากรถเบนซ์ไปตบหัวเด็กนักเรียนที่ขี่จักรยานยนต์ชนท้ายของเขา ซึ่งต่อมาเขาก็ออกมาขอโทษ ว่าการกระทำของเขาเป็นการกระทำที่ไม่สมควร ขอรับผิดทุกอย่าง แบบไม่ขอแก้ตัวใดๆ สังคมก็ให้การยอมรับเขา ต่อมามีคนไปสืบประวัติพบว่าที่เขาโมโหเพราะว่าลูกสาวกำลังนอนป่วยอยู่ที่ไอซียู เมื่อมีอุบัติเหตุทำให้ช้าไปอีก ก็เลยโมโห พ่อครูเคยให้ข้อคิดว่า สังคมใดประชาชนมีตัวตนมาก ความเป็นประชาธิปไตยก็จะน้อยลง สังคมใดประชาชนมีตัวตนน้อย ความเป็นประชาธิปไตยก็จะมาก พอจะมีความเสียสละทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้น ชีวิตของคนคือการเรียนรู้ โลกกับอัตตา วันๆหนึ่งหากไม่มีโลกไม่มีอัตตามารบกวนเรา ชีวิตก็สบาย โลกและอัตตา เป็นความลึกซึ้งที่เราจะต้องมาศึกษากัน ตามที่พ่อครูได้มาให้สัมมาทิฏฐิ เพื่อทำประชาธิปไตยในประเทศไทยให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย พ่อครูว่า...ก่อนจะได้เริ่มอธิบายอะไรๆต่อ อาตมาก็ชีวิตนี้ ก็รู้สึกว่า เรานี่ก็ดีน้อ เกิดมาชีวิตนี้ เกิดมาเพื่ออธิบาย น่าจะชื่อว่าคุณอธิบาย อธิบายจัง แจกแจงอธิบาย และที่สำคัญที่อธิบายนี้ เหมือนอวดว่าตนรู้ และบอกว่าคนอื่นผิด พูดที่ถูกไปก็เป็นที่ตัวเองทำเสียทั้งนั้นเลย อาตมาเองก็จำนน จำนนอย่างไร จำนนที่ความจริง พอพูดความผิดก็ต้องโดนความผิด คนที่ผิดจริงๆ จะมาบอกว่าอันนี้ผิด มันโดนคนที่ผิด ก็แสดงว่ามันผิดจริง แต่พออาตมาบอกว่าอันนี้ถูกอันนี้ดี ก็มาโดนคนถูกคนดี อันนี้ก็จริงสิ อาตมาปฏิบัติตนเองให้ดี ดีก็อยู่ที

อ่านต่อ

่เรา แล้วเราก็มาอธิบายมาพูดบอกสอน ตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า ทำคุณอันสมควรก่อน พร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง เราก็ทำตัวเองให้ดีแล้วไปสอน สอนเรื่องไม่ดีก็ว่าคนอื่น เมื่อจะพูดเรื่องดีก็มาโดนตัวเอง ก็เพาะเราทำตัวเองให้ดีแล้ว จะให้พูดตลบแตลงว่าตัวเองไม่ดีคนอื่นดีอย่างนั้นอย่างไร บางคนอาจจะบอกว่าคนอื่นหรือไม่มีดีเลยหรือยังไงที่จะยก ก็คำว่าดีของอาตมานี้ ที่ติดอาตมาไม่ได้ติความดีแบบโลกียะ ความดีที่เป็นโลกียะไม่ค่อยชมด้วย แต่ที่อาตมาตินี้ ติโลกุตระ ติดความไม่ถูกต้องของโลกุตระเป็นส่วนใหญ่ ติเรื่องโลกียะนี้น้อย อาตมาบรรยายธรรมะมีแต่โลกุตระส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ได้โลกุตระนั้น มันไม่มีให้ชม อาตมาขอถามตรงนี้ ใครที่ประกาศตนเองได้ว่าเป็นอาริยะ ตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี หลายคนที่บวชมานี่ ประกาศตนเองได้ไหม ในสังคมที่ว่าอาตมา ยืนยันตนเองได้ไหมว่าเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาพูดให้ชัดลึก เอาความจริงมาพูด เพราะฉะนั้น ตัวเองก็ไม่สามารถรู้ ปฏิบัติประพฤติไป ชีวิตไปกับธรรมะ งมๆคลำๆ ที่จริงก็งมๆงายๆ ทำไปอย่างนั้นโมเมมั่วๆไม่ชัด บอกตัวเองก็ไม่ได้ แล้วก็ไปอ้างว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้บอกด้วยตัวเองมีที่ไหน พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าไม่ให้บอกด้วยตัวเอง อาตมายกคำตรัสของพระพุทธเจ้าอันเดียว ปัจจเวกขณ์ ข้อที่ 10 คุณวิเศษยิ่งกว่ามนุษย์สามัญ(อุตตริมนุสสธรรม)ที่เราบรรลุแล้ว มีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน(มังกุ) เมื่อถูกเพื่อนบรรพชิตถาม ในกาลภายหลังมีอยู่ไหม? ก็อาจมีคนถามซอกแซกว่า ไม่มีใครถามสักหน่อย ก็ตนเองบอกเอง ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ว่าจริง แต่ว่า ถ้าเกิดว่าไม่ติดยึด ถึงขนาดว่าเล่นแง่ขนาดนั้น อาตมาก็ขอถามหน่อยเถิด จริงๆแล้วอาตมาอธิบายธรรมะเป็นโลกุตระ ที่จะต้องยืนยันว่า เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์นะ โลกุตระมี 46 แล้วก็มีคนบอกว่า โลกุตระมีแต่ในพระอรหันต์ ไม่ใช่ มีโลกุตระ 37 และ 46 ตั้งแต่มีญาณรู้ เข้าใจสภาวะกายในกาย เป็นโลกุตระข้อที่ 1 ใน 37 ข้อคือ โพธิปักขิยธรรม 37 ข้อ นอกนั้นอีก 9 เป็นข้อสรุป โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล….และนิพพาน(มรรคและผล 8 นิพพาน 1) มีญาณปัญญารู้กายในกาย แยกรูปนามได้รู้จักธรรมะสอง แล้วก็รู้จักว่า ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่คือความรู้ปัญญาที่เป็นโลกุตรธรรม ของศาสนาพุทธ เป็นความฉลาดปัญญาของอาริยชน และขอยืนยันว่าเป็นความฉลาดของศาสนาพุทธโดยตรง อันอื่นมาเอาคำว่าปัญญาจากศาสนาพุทธไปใช้เรียก ความฉลาดทั่วไป ที่ผิดจากความเป็นจริง ความเป็นปัญญานั้นมาจากรากฐาน อัญญา อัญญะ เป็นความรู้ของโลกุตตระ ไม่ใช่โลกียะ อัญญะคือแยกจากโลกียะ เป็นความลึกซึ้งของจิตวิญญาณที่มี อัญญธาตุ จิตมันจะเกิดความมั่นใจชัดเจนเลยว่า มันต้องอย่างนี้ จิตที่มีโคตรภูจิต จิตตัวนี้คือโคตรภูจิต มีโคตรภูญาณ คือญาณข้ามโคตร ข้ามโคตร คือข้ามจากโลกียะมาเป็นโลกุตระ มีความรู้ยิ่งเห็นจริงว่าอย่างเก่านั้นไม่เอาแล้ว เป็นโลกธรรม แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ พยายามพากเพียร มีชีวิตเป็นแบบนี้ ไม่เอาแบบโน้นแล้วไม่เสียเวลา จิตมีโคตรภูญาณแบบนี้ ชาวอโศกมีจิตข้ามโคตร มีจิตเอาชีวิตมาแบบนี้เลย มีเงื่อนไขอยู่เพียงว่า จะต้องมาเอานิพพาน จะปฏิบัติธรรมเพื่อได้นิพพาน นี้แหละ มันมีความลึกซึ้งที่เป็นประเด็นที่จะบอกว่าเป็นโลกุตระได้หรือไม่ก็คือ คุณมีความเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ ลักษณะ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นอย่างนี้ อธิบายเป็นอย่างนี้ มีสัมมาทิฏฐิ อาจารย์ผู้นี้ คนกลุ่มนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วคนนี้ ก็เอาชีวิตมาทุ่มเทกับกลุ่มนี้ กลุ่มอื่นของพุทธ เขาก็เอาชีวิตไปให้ไปทิ้งได้ แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ เขาก็บอกว่าเขาเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่คุณอธิบายได้ ว่า ทำใจในใจเป็นไหม ก็บอกว่าได้ แต่ว่า ได้ผลเป็นโลกุตระไหม หรือเป็นอัตถิหรือนัตถิ เช่น คุณทำทาน ทำใจในใจอย่างไร ? จึงทำทานแล้วมีผลเป็นโลกุตระ อัตถิทินนัง ปฏิบัติอย่างไรจึงได้ทำใจในใจของเราให้ลดกิเลส อัตถิยิฏฐัง ข้อนี้ดูง่ายกว่าข้อ 1 ด้วย ทานนี่แหละดูเหมือนไม่ได้ปฏิบัติ การเป็นตัวแท้เลย คำว่าทำใจในใจคือมนสิการ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า หากไม่รู้จักการทำใจในใจ อาตมา เรียกว่าทำใจในใจไม่เป็น ถ้าหากทำใจในใจเป็น ภาษาบาลีวิชาการเรียกว่า โยนิโสมนสิการ แปลเป็นไทยว่าการทำในใจเป็น แต่เขาแปลกันว่า ทำใจในใจอย่างถ่องแท้ แต่ไม่ได้เข้าไปทำการจัดการใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คนที่อธิบายโยนิโสมนสิการไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับคนๆนั้น ไม่ได้พบสัตบุรุษ ในจักร 4 ปัญญาวุฒิ 4 ก็คือไม่ได้ฟังสัทธรรมก็จะไม่ได้ 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248) หากบอกว่าเรียนรู้มรรคมีองค์ 8 แต่ไม่ได้ทำใจในใจอย่างถูกต้อง ปฏิบัติก็ไม่ได้ผล เพราะไม่ได้เข้าถึงแสงอรุณ 7 คือ สุริยเปยยาลสูตร [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . ชาวอโศกเราแต่ก่อนเอาชีวิตไปกับทางโลก วิ่งไปกับโลก แต่ตอนนี้ ไม่แล้ว จะเห็นความสำคัญในความสำคัญ มาเอาโลกุตระนี้สำคัญกว่า ผู้ที่รู้จริงอย่างนี้จะไม่ประมาท จะมีทิฏฐิที่ชัดเจนและไม่ประมาท ข้อสำคัญข้อที่ 7 คือต้องเข้าถึงความเป็นโยนิโสมนสิการ สัมปทาแปลว่าเข้าถึง เรียกว่าพบแสงอรุณ ต้องมีความรู้เบื้องต้นอย่างถูกแท้ โยนิโส ถ่องแท้ชัดเจน ในการทำใจในใจ ต้องชัดเจนว่าอย่างนี้สัมมาทิฏฐิถูกต้องแล้ว จะให้ชัดคือ ต้องรู้เรื่องการทำใจในใจ แล้วรู้รูป อ่านรูปได้ รูป 28 อ่านอาการรูปได้ แยกรูปจิต แยกได้ว่า เวทนา โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 แยกได้ นี่เป็นเคหสิตเวทนานี่เป็นเนกขัมสิตเวทนา มีความรู้ความเข้าใจเข้าถึง สัมปทา ต้องเข้าใจไปถึงกายเวทนาจิตธรรม รู้กายแยะกายแยกเวทนาแยกจิตออก รู้เวทนา 2 แล้วทำให้เป็นเวทนา 1 ได้ ที่พูดนี้ อาตมายืนยันอวดตัวตน แต่ก็ไม่ได้อวดอย่างมีสาเฐยจิตอยากอวดแต่อย่างใด พูดไปนี้ไม่มีสะดุดใจว่าตนเองไม่ได้เป็น พูดไปก็ชัดเจนว่าตัวเองเป็นอย่างนี้มีอย่างนี้ อย่างที่บริสุทธิ์ใจจริงใจ และเห็นใจตัวเองรู้ใจตัวเองอ่านใจตัวเอง ในปัจจุบันนี้ด้วย ที่พูดไปนี้ ไม่ได้พูดโดยไม่รู้ ที่ได้มานี้ก็บอกว่าได้ข้ามชาติด้วย ที่อาตมาพูดย้ำ อวดตัวตน เพื่ออ้างอิงหลักฐานความจริงว่าของจริงเป็นจริง ยุคนี้มีผู้ปฏิบัติธรรมได้ เป็นเอหิปัสสิโก ยืนยันให้มาพิสูจน์มาตรวจสอบได้ พูดไปแล้วเหมือนท้าทาย แต่ท้าทายให้มาพิสูจน์ อาตมาก็ขอย้ำซ้ำ ขอยืนยันว่า ชาตินี้อาตมาเกิดมาเพื่อกอบกู้ศาสนาพุทธ เพื่อที่จะให้ศาสนาพุทธกลับมาสู่เนื้อแท้ แล้วก็จะเกิดจริงเป็นจริงในมนุษย์ จึงจะมีมนุษย์ผู้สืบสานสืบทอดสืบต่อ นำไปเป็นเนื้อของพุทธธรรม จนกว่ามันจะหมดยุคของศาสนาพระสมณโคดม 5000 ปี คือ เหลืออีก 2000 กว่าปี มาทำเช่นนี้จริงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะคือมงคลอันอุดม SMS 600716 วิถีอาริยธรรม _ 3867 กราบขออภัยพ่อครูฯผู้น้อยยอมรับผิดพลาดในการพิมพ์ชื่อรก.ไม่ถูกต้อง!แฟนเพลง ฯขวางโลกไขโลกุตระ นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชฯทุกอโศกกับธ.ลามก,ราคะ,สาระ,ธรรมะ,โลกุตระหลุดพ้นจากโลกธ.ฯรู้ถึงปรมัตถสู่นิพพานคือศิลปอันอุดมมงคลสาธุ พ่อครูเคยสอนจุดแบ่งโลกียะกับโลกุตระคือจิต!ถ้าเป็นอกุศลจิตฤาใจเพิ่มกิเลสใหญ่โตคือโลกียะ!ถ้าเป็นกุศลจิตฤาใจลดกิเลสละจางลงคือโลกุตระ ที่ๆใดอากาศผันผวนฟ้าดินปรวนแปรภัยพิบัติโลกถาโถม!สะท้อนอกุศลกรรมอกุศลจิตโลกียะทลายโลกที่นั่น!ที่ๆใดอากาศคงที่ฟ้าดินคงสมบรูณ์โลกคงปกติสุข!ประจักษ์กุศลกรรมกุศลจิตโลกุตระรักษ์โลกที่นั่น! กราบอนุโมทนาธ.พ่อครูฯกับราษฎรในห้าพันโครงการพระราชดำริฯ กับชาวอาริยะชุมชนพอเพียงประจักษ์กุศลกรรมกุศลจิตโลกุตระ รักษ์โลกจากใจภักดิ์ทศพิธราชธ. นำปย.สุขดียิ่งกว่าคก.ใดในโลก! พ่อครูว่า...งานหรือผลงานใดที่เป็นบอกว่าศิลปะ 1.ถ้าคนที่สัมผัสงานแล้วเกิดกิเลสเพิ่มขึ้น อย่างนั้นไม่ใช่ศิลปะ 2.ถ้าสัมผัสแล้วเกิดราคะเพิ่ม ก็ไม่ใช่มงคลอันอุดม 3.อย่างที่มีสาระ จะเรียกว่าธรรมะแบบโลกียะ เป็นสาระแทนที่จะเป็นศิลปะประโลมโลก ให้เกิดความชื่นใจดีใจอะไรอร่อยใจ ซึ่ง ก็จะกลายเป็นกามเป็นความชื่นใจ ก็ดูสุจริต ถ้าแค่นั้น เป็นสาระก็เป็นสุจริต ขั้นที่ 4 เป็นธรรมะ อันนี้เป็นการสื่อสารธรรมะ คนที่เขียนภาพแล้วมีแต่รูปของวัด ของพระ มีแต่เรื่องราวของศาสนา แล้วก็นึกว่าตนเองทำงานธรรมะ จริงๆบางทีนั้นไม่ใช่เลย มอมเมาด้วยก็ได้ แต่คนมีปัญญารู้ว่านี่ธรรมะ ไม่ได้มอมเมา อย่างน้อยเป็นโลกียกุศล ข้อที่ 5 เป็นศิลปะโลกุตระ หรือ ศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม อาตมาก็พูดพาดพิงศิลปินแห่งชาติ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็อุทานว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ... อาตมาก็ยืนยันว่า ศิลปะเป็นโลกุตระ พระพุทธเจ้ายืนยันมงคล 38 สิปปัญญจ เอตัมมังคะละมุตตะมัง เพราะฉะนั้นคนที่เรียนศิลปะ อาตมาวันนี้ขอพูดเต็มๆ ในโลกทุกวันนี้ ไม่ใช่แต่ในประเทศไทย ถ้าจะเอา หลักของพระพุทธเจ้าในการตัดสิน ก็จะพบว่าไม่มีศิลปะเลยในโลก มีแต่ฟุ้งซ่าน บ้าๆบอๆ มอมเมา หลอกขายกันทั่วโลก ไม่ได้เป็นสาระไม่ได้เป็นการลดกิเลส แล้วไปค้าขายราคาแพงกัน ไม่ได้ชื่อว่าโลกุตระ เลย แล้วหลอกกันต่อไป ว่า ศิลปะแบบนั้นแบบนี้ เลอะเทอะไปหมดเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วว่าศิลปะคือมงคลอันอุดม ท่านสรุปแล้ว แต่เอาไปแปลกันไป เช่น คนชงเหล้า punch ผสมเป็นศิลปะ ไปเรียนรู้ว่ามีส่วนผสมแบบไหน แท้จริงเป็นการมอมเมาเละเทะ เลอะเทอะ ไปหมด อาตมายืนยันว่าได้มาทำงานศิลปะ ตั้งแต่บวชมา ก็มาทำงานศิลปะ ก่อนบวชก็เขียนหนังสือบรรยายอยู่แล้ว เมื่อไม่ใช่แบบโลกุตระศาสนาพุทธจึงได้เสื่อมลงไป พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่าต่อไปในอนาคต ในอานีสูตร

ทรงบอกเหตุแห่งความอันตรธานของคำสอนเปรียบด้วยกลองศึก [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ อาตมาหอบเนื้อแท้ของพุทธมาใส่ให้กลับคืน แต่คนไม่เชื่อ เลยใส่ยากมาก ไม่ค่อยเข้า แต่ยังมีผู้มีดวงตา รู้ว่านี่คือโลกุตระ เอาชีวิตมาทุ่มเทปฏิบัติจนได้สิ่งนี้ให้แก่ตัวเอง แล้วเห็นว่าตัวเองไม่เสียชาติเกิดแล้ว อาตมาก็อนุโมทนาสาธุด้วย ความเป็นจริงมีที่เราได้ไป

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อย่าเอาบุญไปปนกับกุศล พ่อครูเคยสอนจุดแบ่งโลกียะกับโลกุตระคือจิต!ถ้าเป็นอกุศลจิตฤาใจเพิ่มกิเลสใหญ่โตคือโลกียะ!ถ้าเป็นกุศลจิตฤาใจลดกิเลสละจางลงคือโลกุตระ ที่ๆใดอากาศผันผวนฟ้าดินปรวนแปรภัยพิบัติโลกถาโถม!สะท้อนอกุศลกรรมอกุศลจิตโลกียะทลายโลกที่นั่น!ที่ๆใดอากาศคงที่ฟ้าดินคงสมบรูณ์โลกคงปกติสุข!ประจักษ์กุศลกรรมกุศลจิตโลกุตระรักษ์โลกที่นั่น! คำว่ากุศลกับบุญ อาตมาพยายามอธิบายให้ชัดเจนว่าอย่าเอาบุญไปปนกับกุศล เส้นตัดระหว่างบุญกับกุศลคือ บุญคือวิบัติ กุศลเป็นสมบัติ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติ เป็นบุญผู้นั้นไม่มี ถ้าเกิดความมีขึ้นมาผู้นั้นไม่เป็นบุญ เป็นแต่เพียงกุศล กุศลมีหน้าที่สร้างสมบัติสั่งสม บุญมีหน้าที่ทำลายถ่ายเดียวเป็นเอกังสะ ส่วนกุศลเป็นวิภัชติ บุญมีหน้าที่เดียวเรื่องเดียวทำงานเดียวคือลดกิเลส มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นที่ให้ความหมายเรื่องนี้แบบนี้ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตระ จึงสามารถทำให้บุญสูญ ไม่เกิดอีกอย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่ทำได้ ศาสนาอื่นทำไม่ได้ ทุกวันนี้เข้าใจผิดไปจน ฟั่นเฝือไปหมด แล้วเอาบุญไปค้าไปขายเอาไปหลอกกัน สารพัดเละเทะ อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยผิดเพี้ยนไปหมด ยังดีอาตมายังมีพยัญชนะบาลีอ้างอิงยืนยันได้อยู่ ยืนยันได้ว่าบุญนี่ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติเสร็จแล้วหายไป สิ้นบุญหมด เพราะพลังงานจิตของเราสามารถกำจัดบาปได้สูญหมด คือ ปุญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์ทุกองค์หมดบุญหมดบาป พระอรหันต์จึงเป็นผู้ที่หมดบุญไม่มีบุญ คำเหล่านี้อาตมาไม่ได้บัญญัติเอง อาตมาทำขึ้นมาเองไม่ได้ เมื่อเข้าใจบุญไม่ได้จึงปฏิบัติบุญไม่เป็น พอบอกว่าได้ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาค ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ รู้จักวิธีปฏิบัติจะปฏิบัติธรรมได้ผล ลดละจางคลายได้เรียกว่าได้ส่วนบุญ บุญคือการทำลาย การชำระความฉิบหาย เป็นความสูญสิ้นหมดไป นั่นคือหน้าที่ของบุญ ประสิทธิผลของบุญ บุญจะต้องทำการชำระกิเลส แล้วให้สำเร็จ สำเร็จแล้วก็จบ ประสิทธิผลของบุญก็คือสูญ หาย ไม่มี จบกิจ จบเรื่องมีแต่ในศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ ศาสนาอื่นไม่หรอก ส่วนบุญที่ทำได้ ชำระกิเลสฉิบหายไป 25 ก็ได้ส่วนแห่งบุญ 25% ชำระกิเลสฉิบหายไป 50 ก็ได้ส่วนแห่งบุญ 50% ชำระกิเลสเรื่องหมดก็จบเรื่อง หมดบุญหมดบาป

ความรู้ในญาณ 3 สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ญาณคือความรู้ รู้ว่านี่คือสัจจะ นี่คือกิจ นี่คือกต ไม่มีแล้ว ไม่มี เพราะสัจจะก็ไม่รู้ความจริงของสัจจะว่าคืออะไร ความจริงของโลกุตรธรรม เอาง่ายๆ ถ้าผู้ใดสามารถอ่านเวทนาในเวทนา เป็นมโนปวิจาร 18 เคหสิตะเป็นโลกียะ ทำให้กิเลสลดได้ เรียกว่าเนกขัมสิตะ เป็น 18 มโนปวิจาร ถ้าใครสามารถเห็น อ่านจิตในจิต แยกจิตในจิต แยกกาย เวทนา จิตออก แล้วก็เห็นอาการนี้ นั่นคือผู้มีญาณเห็นสัจจะ ผู้มีญาณเห็นสัจจะ เห็นจิต เจตสิก รูป แล้วก็กำลังลดละได้ ถ้าลดละเป็นเนกขัมมะได้ ก็คือทำกิจ กิจญาณ ญาณที่ทำกิจได้ ลดไปตามลำดับ ทำกิจดับกิเลสได้หมดเกลี้ยงเลย จึงเกิดญาณที่เรียกว่ากต จึงเกิดปัญญาญาณ ญาณธาตุรู้ ความรู้ เห็นความจบ มีญาณเห็นกต เห็นกิเลสมันดับ เป็นสัจจะเพราะได้ทำมาจริง ถูกต้องจริง เป็นกิจ แล้วมันก็หมดจริง เห็นอาการดับอาการหมด อาการจบหน้าที่แล้ว บุญไม่มีแล้ว ทำอย่างนี้เองบุญหายไป กตญาณ ญาณที่จบกิจ เสร็จแล้ว บาปก็หายไป บุญก็หายไป ไม่มีอะไร ทุกวันนี้อาตมาเห็นเรียนกันศึกษากัน แล้วก็พูดกัน อธิบายกัน อธิบายสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ อย่างโก้เลยนะ อธิบายกันในระดับเรียนชั้นสูงกันด้วย เสร็จแล้วมันก็เวิ้งว้าง อาตมาฟังแล้วก็เออ..พูดแล้วมัน คือคนที่พูดโดยไม่มีเนื้อ พูดไม่มีเนื้อเราก็จะรู้เวิ้งๆว้างๆ พูดฟ่ามๆ พูดไม่มีของจริง ขออภัยนะที่พูดอย่างนี้ อาตมาไม่ใช่ไปดูถูกดูแคลนใคร ที่พูดนี้พูดความจริงสู่ฟัง มันจึงน่าสงสาร พูดอย่างโก้เลยนะ เขาบอกมีญาณ 3 มีอาการ 12 เพราะว่าไปผนวกกับอาริยสัจ 4 แล้วมันก็เป็นอาการ 12 ก็เอาพยัญชนะมาร้อยเรียงกัน เราจะรู้สัจจะของทุกข์ รู้สัจจะของสมุทัย รู้สัจจะของนิโรธ รู้สัจจะของทางปฏิบัติ เพื่อที่จะให้เกิดนิโรธ 4 อย่างนี้แหละ เรารู้ ว่างั้นเลยนะ เกิดปัญญารู้ ก็เป็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วคุณรู้เรียกว่าปริญญา ปริญญา 3 มีญาตปริญญา เป็นความรู้ รู้จักจับตัวสภาวะ เรียกว่าสักกายะได้ เสร็จแล้วตีรณปริญญา สภาวะนั้นก็แยกได้ ตีรณะก็แยกว่าเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เช่นรู้เวทนาในเวทนา แยกเวทนาแท้เวทนาเทียม แยกจิต จิตตัวนี้เป็นตัวจิตจริง จิตตัวนี้มันเป็นจิตที่สังขารปรุงแต่ง เหตุตัวนี้เป็นตัวเหตุแท้ๆ เป็นสราคะ สโทสะ สโมหะ ตีรณปริญญาก็สามารถแยกต่างๆ พวกนี้ออก แล้วก็ทำลายปหานปริญญา มีญาตปริญญา มีตีรณปริญญา มีปหานปริญญาแท้จริงเลย จึงกำจัดกิเลส ถูกตัวตนของกิเลส ไม่มั่ว นั่งหลับตาสมาธิไม่เคยมีธัมมวิจัยอย่างที่ว่านี้เลย ปริญญา 3 นี้ไม่ต้องไปพูดเลย เพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่ปริญญา 3 เลย แม้แต่สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ เอาแต่พยัญชนะมาพูดกัน ไม่ได้มีสัจจะความจริงเลย เพราะไปปฏิบัตินั่งหลับตาแล้วก็สะกดจิต สะกดเข้าไปๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเลยว่าศาสนาพุทธนั้นให้ไปหลับตา ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม ที่พระพุทธเจ้าสอนว่าให้หลับตา เอาคำว่าหลับตาปฏิบัติมาสักคำหนึ่งสิ ตรงไหน ในสูตรไหน ในบรรทัดไหน ที่คำว่าหลับตาพระพุทธเจ้าแนะนำให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มีที่ไหน มีแต่ให้เกิดพยัญชนะว่าวิปัสสนาญาณ ญาณวิปัสสนา รู้ในขณะมีผัสสะทวาร 6 มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็เกิดสังขาร แยกต่างๆ นานาให้ออก มีแต่แบบนั้น ยืนยันตั้งแต่พระไตรปิฎกที่เป็นพระสูตร พระวินัยแล้วไปเถอะ พระวินัยเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์ของภิกษุ 8 เล่ม เริ่มต้นเล่มที่ 9 คือเรื่องของศาสนาเรื่องของธรรมะ อันนั้นวินัย 8 เรื่องของธรรมะเริ่มต้นสูตร 1 เลยคือ พรหมชาลสูตร

ถ้าอ่านแค่พรหมชาลสูตรแตก แล้ว ให้ปฏิบัติตามสามัญญผลสูตร ให้ปฏิบัติสังวรศีลสำรวมอินทรีย์ มีสันโดษอันเป็นอาริยะ มีสติอันเป็นอาริยะ คือปฏิบัติแล้วจะเป็นสมณะ 4 เหล่าได้ เป็นสามัญ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแบบเจโตสมาธิ ตามสูตรที่ 2 บอกไว้ และปฏิบัติตามสูตรที่ 2 ส่วนพระสูตรที่ 3 คือ อัมพัฏฐสูตร บอกว่าต่อไปศาสนาพุทธจะมีความเสื่อม 4 4 ประการ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163) อันที่ 4 นี้ก็คือธัมมชโย ธรรมกาย สร้างจานบิน สร้างลูกโลก อาคารดาวดึงส์ สร้างขึ้นทั้งหมดนั่นแหละ ออกแบบสารพัด ยิ่งกว่า star wars นี่คือความเสื่อม 4 ประการที่พระพุทธเจ้าตรัส ตั้งแต่ท่านได้สร้างศาสนาพุทธขึ้นมา ตอนนั้นศาสนายังไม่เสื่อมด้วยซ้ำไป แต่ท่านพยากรณ์ไว้เลย แล้วคนมิจฉาทิฏฐิ ยังบอกอีกว่า ผู้บรรลุธรรมแล้ว ไม่ควรบอกคนอื่น หากใครบอกว่าตนบรรลุธรรมผู้นั้นไม่บรรลุธรรม เข้าใจผิดอย่างนั้นเลย โลหิจจสูตร (ผู้บรรลุธรรมแล้วควรบอกผู้อื่นหรือไม่) โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่เป็นสิ่งที่อาตมาเพียรทำ แต่เขาบอกว่าอาตมามาทำลายศาสนาพุทธ แต่ในเมื่อศาสนาพุทธเป็นb จของอาตมา อาตมาจะทำลายศาสนาพุทธได้อย่างไร แต่พวกคนได้ทำลายศาสนาพุทธไปแล้ว อาตมาจึงได้มาท้วง มาว่า มาด่า ซึ่งมีศาสดา 3 จำพวกที่ควรทักท้วง 1. ไม่บรรลุธรรม บอกสอนสาวกเขาก็ไม่ฟัง และสาวกก็ไม่ได้บรรลุธรรมตาม 2. ไม่บรรลุธรรม สอนสาวกก็เคารพเชื่อฟังดี แต่สาวกก็ไม่ได้บรรลุธรรมตาม 3. บรรลุธรรมแล้ว บอกสอนสาวกแต่ไม่เชื่อฟัง และสาวกเองก็ไม่ได้บรรลุธรรมตาม 4. ศาสดาที่ไม่ควรท้วงคือ เป็นผู้บรรลุธรรมแล้ว ย่อมบอกสอนให้สาวกบรรลุธรรมตามได้ . พตปฎ. เล่ม 9 (โลหิจจสูตร) ไม่ใช่ว่าไม่ควรบอกใคร แต่ควรบอก ผู้จะอวดดีมี 4 อย่างนี้ อวดดีแบบไม่มีดีจะอวด 3 ข้อ แต่ผู้ที่มีดีจะอวดคือข้อที่ 4 อย่างอาตมานี้ ทำตามพระพุทธเจ้าตรัสเลย แล้วมาว่าอาตมา คุณเป็นแบบศาสดา 3 อย่างนี้ เป็นบุคคลปทปรมะ 1.อุคฆติตัญญู (ผู้บรรลุมรรคผลได้เพียงท่านยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น) 2.วิปัญจิตัญญู (ผู้บรรลุมรรคผลได้โดยการจำแนกเนื้อความให้พิสดาร) 3.เนยยะ (ผู้บรรลุมรรคผลเป็นชั้นๆ ไป โดยอุทเทส (หัวข้อ) โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบคาย โดยการสมาคม โดยคบหา โดยสนิมสนมกับกัลยาณมิตร) 4.ปทปรมะ (ผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย) พอเข้าใจโลกียธรรม แต่เป็น อเวไนยที่ไม่เข้าใจโลกุตระ หรือเข้าถึงธรรมระดับโลกุตระได้ยาก (พตปฎ. ล.36/108)

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ภูมิโสดาบัน อาตมานี้คนไม่มาเคารพบูชามาก มีแต่คนที่ชัดเจนเข้าใจแล้วมาเอาตาม ไม่ใช่ว่าอาตมาบอกสอนไปไม่มีใครบรรลุธรรม แต่ประมาณนี้บอกสอนไปแล้วมีคนบรรลุธรรม แล้วอาตมาก็บรรลุธรรม และพวกเราก็ได้ แต่พวกเราไม่ช่างอวด ก็ไม่ได้อวด แล้วเราก็เช็คกันอยู่ ตอนนี้ก็มีไล่เรียงโครงการตามหาพระโสดาบัน ข้างนอกเขาไม่กล้าพูดอย่างนี้หรอก แล้วจะเข้าใจไหมว่า ภูมิโสดาบันมีแค่ไหน?

ภูมิโสดาบันนี้ โสดาบันคือผู้ที่ สามารถที่จะอ่านสักกายะ ในสังโยชน์ 3 1. สามารถจับตัวกิเลสได้เรียกว่า อ่านสักกายทิฏฐิออก 2. มีอุบายเครื่องออก มีวิธีลดกิเลสได้ แล้วก็ทำได้ ไม่ใช่รู้แต่ปฏิบัติไม่ได้ อย่างชัดเจน พ้นวิจิกิจฉาฯ ที่บอกว่าไม่สงสัยในการเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ คืออ่านออกว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ลดกิเลสอย่างไร มีธรรมะอย่างไรตนเองเป็นพระสงฆ์ที่จะมีดวงตา รู้จัก สักกายทิฏฐิ ถ้าคุณมีดวงตาทำให้พ้นสักกายทิฏฐิได้ 3. สีลพตปรามาส ให้อ่าน มโนปวิจาร 18 แล้วทำให้ลดละจางคลายได้ แต่ถ้าคุณผัสสะแล้วกิเลสขึ้น คุณก็รู้กิเลสขึ้น แล้วทำวิกขัมภนปหานได้ กดข่มไว้ก็ได้หรือรู้ว่ากิเลสไม่เที่ยง มันพาทุกข์แล้วมีพลังทำให้กิเลสลดได้ อย่างต่อหน้าต่อตาเลย แต่ถ้า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน