600726_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
5600726_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา
สมณะฟ้าไทว่า…26 กรกฎาคม 2560 ที่บ้านราชฯ วันนี้ฝนตกเกือบทั้งวัน แดดไม่มีเลย น้ำท่วมแถวศรีสะเกษ หรือที่ใกล้เคียงน้ำท่วมแล้ว เราก็เตรียมเก็บของไว้ที่สูง คงจะท่วมบ้างไม่มากก็น้อย ที่บ้านราชฯช่วงนี้มีกิจกรรม ค้นหาพระโสดาบัน ก็มีคนมาร่วมกันมาก ได้ประโยชน์มาก และพ่อครูได้เน้นให้เราทำใจในใจให้เป็น อ่านกิเลส กาม พยาบาทเป็นไหมเราปรับสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะให้เข้าสู่สัมมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เรามาฟังธรรมที่นี่จะได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษผู้มีสยังอภิญญา สามารถรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้า สามารถพาคนปฏิบัติได้ เมื่อเราทำได้ชัดเจน ก็จะเป็นคนโลกใหม่ พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็โอภาปราศรัย กับ SMS วันที่ 24 กรกฎาคม 2560
33867ม๋าต๋ายุคล้ม..เผาเมืองเป็นผู้พิทักษ์สันติรัฐ(สภา)ไทยใหม่?โปลิศยุคคืนความสุขให้ปชช.ในชาติเป็นผู้ปราบปรามทุจริตชน!สิ่งที่ปชช.อยากได้จากตร.2แผ่นดิน คือหัวใจผู้พิทักษ์สันติราษฎ์เพื่อประโยชน์สุขราษฎรตามรอยพ่อฯ! พ่อครูว่า... อาตมาก็วิจัยแล้วว่า ตำรวจมีอำนาจมากเกินไปในประเทศไทย จะปฏิรูปก็ยังไม่ลงเลย แม้แต่ทหารก็ยังทำอะไรไม่ค่อยได้ มีอำนาจบาตรใหญ่ซับซ้อนหลายชั้น เพราะมีเกี่ยวทั้งวัตถุ อำนาจ มวลชน เกี่ยวกับอรูปที่อาตมาก็บรรยายไม่ถึงทีเดียว มีทั้งเรื่องบุญคุณ ความเกรงกลัว เกรงกลัวคนก็ยอม มีบุญคุณคนก็ยอม แล้วแต่ใครจะเห็นบุญคุณใคร กรอบขอบเขตสากลของตำรวจ ต่างประเทศก็ให้เป็นผู้ดูแลช่วยเหลือประชาชน ไม่ได้ให้มีอำนาจบาตรใหญ่อย่างนี้ เป็นผู้รักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามกรอบขอบเขต ก็จะต้องมีความสามารถที่จะดูแลได้ ถ้าต่างจังหวัดก็มีกรอบขอบเขตเขา สูงสุด ตำรวจไม่น่าจะมีความจริงใจเกินกว่ากรอบขอบเขตของแต่ละจังหวัด ไม่น่าจะมีอำน
อ่านต่อ
าจข้ามจังหวัดได้ เช่นในบ้านหลังหนึ่ง มีพ่อแม่ มีอำนาจสูงสุดในบ้าน ก็มีกรอบขอบเขตแค่ในบ้านตน ไม่ใช่นอกบ้าน มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ที่จะมีอำนาจเกินกรอบขอบเขตที่ควรเป็น ไม่ได้ดูถูกตำรวจ แต่มันเกินกรอบขอบเขตมากไป อาตมาก็แสดงออกตามความเห็นในทางประชาธิปไตย
เห็นเจดีย์ใหญ่ริมแม่น้ำถูกน้ำกัดเซาะพัดเจดีย์จมหายไปกับแม่น้ำอิรวดีในพม่า!เตือนภัยเพื่อนบ้านริมน้ำทั่วเอเซียบทเรียนภัยอันตรายที่ตามหลังอุทกภัยคือโคลน ลนถล่มดินทรุดตลิ่งพัง!ไม่มีกำแพงใดป้องกันอุทกวิปโยคได้นอกจากถอยร่นไปตั้งหลักก่อนหายไปกับน้ำ!
_3867 ร.ร.สสข.คงมีฝึกสอนเด็กนร.ว่ายน้ำเมื่อเจอภัยน้ำหลากอย่าว่ายทวนน้ำให้ว่ายตามน้ำ!บอกต่อผองเพื่อนยิ่งว่ายต้านน้ำยิ่งเสี่ยงสูญแรงพัดพาจมหาย! พ่อครูว่า...คือให้ว่ายแบบมีองศา ที่จริงว่ายตรงไป ฝืนบ้างไม่มาก แล้วน้ำจะพัดไปสู่จุดเหมาะสม แต่ถ้าทวนไปนี่ไม่ได้ ตามเลยก็ไม่ได้
_3867พิธีกรรมเก่าแก่ของพุทธจีนในวันตรุษจีนสารทจีนจะหยุด ด้วยธูปเทียนตามลัทธิอื่นได้ฤา?พิธีก.แต่โบราณของพุทธไทยจะหยุดไหว้ด้วยธูปเทียนได้ฤา?พ่อค้าสังฆภัณฑ์แม่ค้าผลิตธูปเทียนคงถาม? พ่อครูว่า…
_3867ยุคไอทีภิวัฒน์เจริญด้วยนวัตกรรมใหม่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เช่นถ่านเตาครัว,ยากันยุง,ธูปเทียนฯลฯทำจากสมุนไพรสูตรลดควันน้อยลงฯสิ่งเก่าแก่ที่เปลี่ยนแปลงพิธีก.ไม่ได้แต่แปรรูปสิ่งที่ใช้ในพิธีกรรมได้!สณ.สม.เห็นเป็นเช่นไร? พ่อครูว่า...ก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ อย่างครัวเตาถ่าน ก็ไม่เป็นพิษภัยเกินการณ์อะไร ถ้ายากันยุงมีสารพิษก็ต้องศึกษา โดยเฉพาะธูปเทียนที่ใช้บูชา อันนี้อาตมาตัดสินได้เลยว่า ไม่มีประโยชน์อะไร เปลือง ดีไม่ดีไหม้ข้าวของบ้านเรือนไหม้มาเยอะแล้ว ทรัพย์สินหมดเพราะธูปเทียนแค่อันเดียว ก็มีมาแล้ว คนตายไปแล้วไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย มารับรู้หรอก แล้วจะไปบอกว่าจิตหยั่งรู้เอง ก็คิดง่ายๆ จิตวิญญาณที่ยังไม่มาเกิดในโลกนี้ ไม่ได้เกิดมามีอาการ 32 นั้นมันนับไม่ถ้วนไม่ได้อาศัยสถานที่ วัตถุ อะไรเลย ละเอียดจนเข้าใจไม่ได้ พูดถึงกายทิพย์ นิรมานกาย อาทิสมานกาย ธรรมกายกัน จนอธิบายไม่ไหว เกินกว่าสภาวะรูปธรรม เกินอรูปที่เราไม่สามารถเดาได้เลย แค่เสียงแสง กลิ่น รส สัมผัส เราก็รู้สู้สัตว์เดรัจฉานไม่ได้เยอะไป มันละเอียดสัตว์รับได้ แต่เรารับไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น มันเกิน เราเองก็ไปตามเหตุปัจจัย สังขาร สังเคราะห์
_0015หลักสูตรสัมมาสิกขา มีการเรียนลูกเสือ ยุวกาชาดบ้างหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...มี ของเรามีเต็มสภาพ เราก็เลยไม่มีบัญญัติเอาเนื้อหาเราเป็นเลย มีนามธรรมแล้ว
_0015การเดินสายไหว้พระ 9 วัดเกิดอานิสงส์อย่างไรครับ พ่อครูว่า...ไม่เกิดประโยชน์มีแต่ความเสีย เสียเงินทองเสียเวลา เสียแรงงาน แต่ถ้าจะไปสงเคราะห์เกื้อกูล อุดหนุนจุนเจือ คุณไปเถิด ได้ประโยชน์แน่ แต่ถ้าจะไปวัดเหล่านี้เพื่อให้เกิดความหลงติดยึด ก็ไม่น่าไป คนสายศรัทธานี้เสียเวลากว่าสายปัญญาสองเท่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ประเภท จำแนกตามความยิ่งหย่อนของปัญญา ศรัทธา และ วิริยะ คือ 1. ผู้ที่เป็นปัญญาธิกะ ยิ่งด้วยปัญญา สะสมบารมีน้อยที่สุดคือ 4 อสงไขยแสนกัปป์ 2. ผู้ที่เป็นสัทธาธิกะ ยิ่งด้วยศรัทธา สะสมบารมีปานกลางคือ 8 อสงไขยแสนกัปป์ 3. ผู้ที่เป็นวิริยาธิกะ ยิ่งด้วยวิริยะ สะสมบารมีมากที่สุดคือ 16 อสงไขยแสนกัปป์ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม 2 ภาค 3 ตอน 1 - หน้าที่ 17
_6965ขอนอบน้อมแด่หลวงปู่ครับ ขอท่านจงสุขภาพแข็งแรงนะครับ{ดอกแคขาว}
SMS เฟซบุ๊ค
_วาส ทองจันทร์ · กราบมัสการพ่อครูเป็นอย่างสูงครับ วันนี้ฟังพ่อครูที่บ้านทางบุญนิยมเพราะกระผมได้กราบลาท่านฟ้าไท กลับบ้านเพื้อมาหาหมอและรับยา พอเสร็จธุระที่บ้านก็จะรีบกลับบ้านราชครับ
_SMS วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 (สมณะสิกขมาตุ-สันติอโศก)
_3867นมก.พ่อครูณ.บวรบ้านราช!สณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรสันติโศก!กับธ.สันติสุขในจิต!สันติธรรมในใจ!เพื่อสังคมสุขสงบสันติสาธุ!seufaasin
_3867กราบอนุโมทนาธ.ท.จันทร์ ท.ซึ้งท.ฉิกตาฯกับธ.อันให้ เกิดการลดอัตตาด้วยทุกกรรมกิริยากับบุคคลสังคมสิ่งแวดล้อมทุกที่อันเกื้อกูลให้จิตวิญญาณละกิเลสได้จากสัปปายะ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน องค์คุณ 4 โสดาบัน _ทำทุกข์ที่เกิดปัจจุบันให้เป็นศูนย์ได้ก็เป็นอรหันต์ได้ พ่อครูว่า...ศูนย์อย่าง นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ได้ก็ใช่เลย โสดาบัน ต้องรู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วต้องรู้ว่าเราเข้ากระแส โสตาปันนะ แล้วเรารู้ว่าเข้าไปได้แล้ว รู้ฐานของจิตว่าไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แต่ยึกยัก แช่อยู่นาน อย่างนางวิสาขา ตอนนี้ก็ยังช้า ไม่รู้ว่าพอจะบรรเทาการเสพสุข อย่างปปัญญจรามตา ยินดีในความเนิ่นช้า มันยิ่งกว่าสีลลัพพตปรามาส ถ้าผู้ใดเข้าใจความเป็นทุกข์ แล้วจับเหตุแห่งทุกข์ได้ มีวิธีการที่จะประหารกิเลสให้ดับสนิทได้แล้วทำให้เต็มที่ ทำให้กิเลสที่เป็นตัวเหตุ ในทุกปัจจุบันเลย สัมผัสแล้วก็ศูนย์อย่างเด็ดขาด คนจะมีชีวิตอีกกี่ปี กิเลสก็ไม่เกิดอีกเลย นั่นแหละอรหัตตผล 10 ปี 20 ปี 30 ปี บางทีสิบปีก็มีแวบอีก คือผีหลอก ก็ต้องทำเข้าใจ อย่าให้มันเกิดอีก 20 ปี ถ้ามันแวบอีก ก็ของคุณ แต่คุณก็อยู่มาได้ 20 ปี หรือ 30 ปี 40 ปี แวบก็ตาม แต่มันไม่น่าจะเกิน 30 ปี ไม่น่าจะเกินไปถึงเลข 4 ถ้า 30 ไม่แวบอีกแล้ว นั่นแหละเรยกว่านิยตะ เที่ยง แต่ถ้าอวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แต่แวบได้ ยึกยักอยู่ ถ้ายึกยักมาก ก็เรื่องของใครของมัน แต่ต้องไม่ตกต่ำ คุณอย่างไรก็ไม่หลุดออกจากกระแสโสดาบัน นั่นคือ อวินิปาตธรรม จะเหลืออีกน้อยนิดเท่าไหร่ นิยตะนั้นเที่ยง ในความเที่ยง ประมาทไม่ได้ ถอยออกมาเป็นอนาคามีซ้อนในโสดาบันก็ได้ บางคนอาจติดดอกสเลเต หอมหวานประแล่มๆ แม้จะเหี่ยวแล้วก็ยังหอม ก็อธิบายไปตามลำดับ แต่ชัดเจนแล้วว่าเราไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ต้องอ่านจิตว่าโลกียะ โลกุตระเป็นอย่างไร อ่านอาการ เนกขัมสิตเวทนากับเคหสิตเวทนา ชัดเจนว่าออกจากรสโลกีย์ จนเบาบาง อวินิปาตธรรม ไม่โกรธอีกแล้วแต่มันก็มีอีก จนเที่ยงแล้ว นิยตะ เราแยกชัดว่านี่โลกียรส มันยังชื่นชอบใจกับเฉยๆ มันจะไม่เหลือทุกข์ทรมานเท่าไหร่หรอก คนที่เหลือเศษธุลีละออง มันแวบๆแต่ไม่ได้ทำลายให้เราตกต่ำหรอก แต่ไม่จบ นี่แหละพวกนี้พวกไม่จบ ปปัญจรามตา ระวังเถอะ มันไม่เป็นโทษใช้อะไรมากนี่ ตัวผีหลอกนี่สำคัญมากคือความประมาท แต่โทษของคุณคือไม่ไปไหนสักที ติดแป้นอยู่นั่นแหละ เหมือนเสี้ยนในจิต มันไม่ห่างสักที จะไปไหนรอด
อาตมาทำงานด้านนี้มายิ่งชัดเจนมั่นใจว่า พวกเราจะเป็นผู้ที่ สร้างความเป็นโลกุตระบุคคล อาริยบุคคลมาสืบสาน ศาสนาพระพุทธเจ้าไปถึง 5000 ปีได้ ตั้งอกตั้งใจให้ดีก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน โสดาบันเอกพีชี กับสกิทาคามีต่างกัน _คำถาม ข้อ 1 ขอคำอธิบาย กับคำว่า ถ้าทำทุกข์ปัจจุบันให้เป็นสูญ ก็เป็น อรหันต์ได้
ข้อ 2 ขอความกระจ่างแจ้ง คำว่า "ปัญญินทรีย์" ค่ะ
จาก "ชาวบ้าน " ค่ะ อินทรีย์ก็เป็นกำลัง แต่พละนี้สูงกว่า ปัญญาพละคือผลจบสูงสุด ปัญญิทรีย์คือขั้นกลาง เลยกลางเป็นอินทรีย์สูงขึ้นไปจนจบ อินทรีย์เป็นกำลังนี้จะเยอะ เช่นในโสดาบัน นับไปถึงขั้นสอง ขั้นหก เรียกว่าสกิทาฯ ถ้าขั้นเจ็ด 1-7 เรียก สัตตักขัตตุ ปรมโสดาบัน 2 คือสกิทาคามี 3 สูงขึ้นไปอีก 4 5 6 พอ 7เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบันขั้นสูงสุด ซ้อนสกิทาคามีขั้นแท้ เป็นโสดาบันขั้นสูงสุด ขั้น 2-6 เขาถึงนับว่าเป็นสกิทาฯ บางทีเรียกโกลังโกละ ถ้าขั้นเอกพีชี ท่านเรียกอีกศัพท์หนึ่ง คนสงสัยว่า โสดาบันเอกพีชี กับ สกิทาคามี ต่างกันอย่างไร เพราะทั้งสองคำแปลว่าเกิดอีกชาติเดียว คนที่ยังไม่เข้าใจการเกิดของนามธรรม สัตว์โอปปาติกะก็เลิกพูดกันอธิบายไม่ถูกแน่ต้องมีภูมิรู้การเกิดการตายของจิต เอกพีชี กับสกิทาคามีต่างกัน คือ บารมีของโสดาบัน เป็นคนบารมีไม่สูง พอเริ่มเป็นโสดาบันได้ ก็พากเพียรได้ อุตสาหะ แล้วบรรลุพระอรหันต์ได้ในชาตินั้น โสดาบันแล้วพากเพียร 2 3 4 โกลังโกละ บรรลุอรหันต์ได้ในชาตินั้น มีฐานบารมีมา พากเพียรบรรลุได้ในชาติเดียว ส่วนสกิทาคามี ไปตามลำดับ ไม่ต้องพากเพียรมากเท่า โสดาบัน ก็สามารถจะบรรลุอรหันต์ได้ในชาติเดียวเหมือนกัน ต่างกันตรง บารมีกับความเพียร บารมีของสกิทาคามีต้องมากกว่าโสดาบัน สกิทาคามีชาตินี้ก็ได้อรหันต์แต่นอนไม่ต้องพากเพียรมาก แต่โสดาบันหากไม่พากเพียรไม่ได้บรรลุ แต่ถ้าพากเพียรมากก็บรรลุได้เช่นกัน สกิทาคามีไม่ต้องพากเพียรมากก็บรรลุได้ในชาตินี้
คนไม่มีพื้นฐานก็จะฟังไม่เข้าใจ ยิ่งมีสภาวะจะเข้าใจได้ง่าย แต่ถ้ามีปฏิภาณบางคนก็เข้าใจได้เช่นกัน ถ้ามีพื้นฐานแต่ไม่ฟังเต็มที่ไม่ค่อยใส่ใจก็ยากแน่
_อโศกสัมปวังโก … (เชิงมีศรัทธาดีแต่อาจเป็นวิริยาธิกะได้ แต่เห็นมีศรัทธามากแล้วพยายามเพิ่มปัญญา) ผมว่า ถ้ามีความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยแบบพุทธ เป็นอย่างนี้… คือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และยุติธรรมในสมัยพุทธกาล ต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้ เป็นไปตามความเห็นชอบของอัครสาวกไปตามลำดับ หากไม่มีอัครสาวก ก็ให้เป็นไปตามความเห็นชอบของพระอรหันต์ หากไม่มีพระอรหันต์ก็ให้เป็นไปตามความเห็นชอบของพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบันไปตามลำดับ หรือต่อไปก็เป็นความเห็นชอบของ หมู่มาก พ่อครูว่า..คุณเข้าใจถูกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ครบ หากยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ใช้อย่างที่ว่านี้เป็นเกณฑ์ได้ แต่อันนั้นจะเรียกว่าประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าก็เป็นประชาธิปไตยแม้ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ใช้ตามเกณฑ์อย่างที่ว่า แต่ในยุคนี้เป็นประชาธิปไตยเอาอย่างนั้นมาใช้ไม่ได้ อันนั้นมันต้องอนุโลม คือต้องเอาคนมีภูมิธรรมสูงมากตัดสิน ต้องอาศัยอันนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คำจำกัดความสายเจโต สายปัญญา _คำจำกัดความของสายเจโต สายปัญญาของชาวอโศกไม่แน่ชัด โดยคนส่วนมากเข้าใจว่าสายเจโตคือไม่ฉลาด สายปัญญาคือฉลาด สายเจโตจะพอใจเมื่อคนมองว่าตนเป็นสายปัญญา คนสายเจโตจะไม่พอใจเมื่อคนมองว่าตนเป็นสายเจโต ชาวอโศกส่วนใหญ่จะพอใจเมื่อคนอื่นมองว่าตนเป็นสายปัญญา เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ฟังคำจำกัดความของสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ท่านจำกัดความว่า คือคนที่แม่นแต่ไม่มุ่งมั่น ส่วนสายเจโตคือมุ่งมั่นแต่ไม่แม่น พ่อครูว่า อย่าไปตีขลุม คนที่ชัดก็ชัดแล้ว คุณก็พยายามถ่วง จริงๆแล้วสายปัญญาฉลาดจริงกว่าเจโต แต่คุณก็พยายามแก้ตัวให้เจโต ไม่มั่นใจว่าปัญญาจะเก่งกว่าเจโตหรือไม่ กำลังหลงปัญญา ทั้งที่ตนเป็นแกนเจโต ไม่ยอมรับตัวเอง คือวิตักกจริต มันจะสลับกลับไปกลับมา ความคิดจะเพี้ยนไปได้ กลับไปกลับมา นึกว่าถูกแล้วแต่มันผิด เลยอยู่อย่างนั้น จะเป็นปัญญาหรือเจโตก็ตามใครจะชี้อย่างไรเราก็ไม่น่าจะไม่พอใจ ต้องตรวจสอบตนเองเรื่อยๆใครจะว่าอะไรก็ได้ จนคุณก็เอาคะแนนจากคนที่มาชี้ได้ จะบอกว่า ก็ไม่ผิด เพราะปัญญามันคมชัดเร็ว แม่น แต่ไปเข้าใจแล้วตัดสินให้ตัวเองเร็วก็หลุดได้ ถ้าจะบอกว่าผิดพลาด สายปัญญาจะผิดพลาดได้มากกว่าสายเจโต แต่ไม่ยอมรับได้ง่ายๆ สายปัญญาจะแกว่ง การสลับไปสลับมานี่บางทีอาตมาก็พลอยเมาไปด้วย ไม่ใช่ง่าย รายละเอียดหนักเข้าต้องตั้งสติให้ดี คนชัดเจนในความจริงก็เอาความจริงเป็นหลัก ถ้ากำหนดผิดไปรู้ก็แก้ แต่ถ้าคนมีตัวตนก็จะช้า การอยู่ในหมู่บัณฑิตมีภูมิปัญญาแล้วก็เอาความเห็นของ หมู่ เยภุยสิกา ไม่ต้องเสียเวลา แต่ถ้าอยู่ในหมู่ไม่ใช่บัณฑิตอย่าเอามติหมู่มาตัดสิน
ขออ่านเรื่องของการเมืองต่ออีก… “ระบอบการปกครอง”ของมนุษย์
(1) การปกครองมนุษย์นั้น แสนยาก เพราะมนุษย์หลายจิตหลาก กิเลสล้น แต่ละชาติต่างต้องพาก- เพียรสุด กำลังเฮย ทั้งพูดทำคิดค้น เพื่อได้ทางเจริญ (2) ไม่เกินกว่ามนุษย์รู้ ศึกษา ทุกประเทศล้วนเสาะหา ทิศก้าว ตามภูมิแห่งเฉกา ที่ฉลาด สุดแล ใครไป่ปรารถนาน้าว ชาติให้เลวเลย (3) แต่เคยสะดุดบ้าง มีไหม ว่า“ระบอบ”ดีสุดใด นั่นแท้ มี“ทิฏฐิวิเศษ”ไหน สร้างโลกุตร์ ตรา“กฎธรรมนูญ”แล้ เลิศพร้อมเพ็ญพูน (4) “ ธรรมนูญ”พุทธพิสุทธิ์แท้ รู้เถิด สามหมวด“ศีล”สุดประเสริฐ ยิ่งล้ำ “จุลศีล”หมวดหนึ่งเกิด อาริยะ- ชนเฮย “มัชฌิมศีล”สองย้ำ ขยายซ้ำละเอียดเสริม (5) เติม“มหาศีล”เข้าครบ หมวดสาม ข้อกำหนดห้ามปราม วิเศษนี้ หากใครปฏิบัติตาม ศาสน์สุด สะอาดแฮ ไร้“ดิรัจฉานวิช”ชี้ พุทธแผ้ววิสุทธิ์ธรรม (6) กำหนดได้ระบอบนี้ ดีวิศิษฏ์ หลักพุทธแสนสุจริต ประสิทธิ์แท้ ปกครองมนุษย์ชนิด “ธรรมาธิ- ปัตย์”เลย ชัด“อัตตา-โลก”แก้ ปรับได้โดย“ธรรม” (7) สัมฤทธิ์“อธิปัตย์”ล้วน พิเศษผล “ระบอบพุทธ”สัมมาชน สำเร็จได้ มี“ศีล”กำกับคน ตัดกิเลส “สมาธิ-ปัญญา”ไซร้ ชี้มนุษย์เจริญจริง. “สไมย์ จำปาแพง” 12 ก.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 325 ประจำเดือนสิงหาคม 2560]
โลกุตระนี้ นิยามคือทำให้กิเลสหมดไปจากจิตได้จริงถาวร ถ้ากดข่มไว้อย่างไรมันก็ต้องออกฤทธิ์ แต่ของพุทธนี้สะอาดจริงไปได้เรื่อยๆ ไม่มีอะไรตีตลบ หลังเลย อาตมามั่นใจ ในยุคที่ใกล้กลียุคมีคนจะแสวงหามาเอาปัญญา แม้จะมีน้อยก็มีฤทธิ์มาก มีน้ำหนักมาก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี้ครบหมดแล้ว ไม่ใช่ศีลสำหรับพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์ปฏิบัติได้ ทำได้ผลเป็นได้ตั้งแต่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามีอรหันต์ มีนิยาม 5 ของชีวิตพร้อมหมดแล้ว ศีลคือธรรมนูญของศาสนาพุทธ สังคมอโศกมีมหาศีล สะอาดจากเดรัจฉานวิชชาทั้งหมด เอาสิ่งที่ต้องสูญเสียคืนมาได้หมด เป็น ครน.หรม.
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา อำนาจของศาสนาพุทธที่ไม่ใช่อำนาจของตัวเอง ไม่ได้เป็นอำนาจเบงข่มทำให้คนอื่นกลัว อำนาจที่เป็นธรรมาธิปไตยเขาจะเกรงแต่ไม่ใช่กลัว จะมีความรักบูชาเชิดชูแต่ไม่ได้กลัว นักรัฐศาสตร์บอกว่าการเมืองคือการแย่งชิงอำนาจ อาตมาว่านี่คือความล้มเหลวตั้งแต่ต้น แต่ที่จริงต้องไม่แย่งชิงอำนาจจากประชาชนเป็นผู้ยอมรับให้เขาได้ใช้อำนาจเพราะว่าพวกนี้ 1 มีปัญญา 2 ไม่มีอัตตาโต ไม่บังคับข่มเหงไม่เบียดเบียนใคร มีแต่ช่วยคนอื่นเสียสละ ผู้นี้ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ มีแต่คุณค่าประโยชน์ คนผู้นี้จึงถือว่ามีอำนาจสุดยอดแห่งอำนาจ จึงเรียกว่าธรรมาธิปไตย ท่านเป็นอย่างนั้นได้เพราะว่าท่านเข้าใจเรื่องโลกและอัตตา
พระพุทธเจ้าท่านได้สอน อธิปไตยมีสาม 1.โลกาธิปไตย 2.อัตตาธิปไตย 3.ธรรมาธิปไตย ท่านสอนเท่านี้ แต่มีความจบสมบูรณ์สุด โลกคือสภาพที่ร่วมกับคนอื่น อัตตาคือเรื่องของตัวเองไม่ร่วมกับใคร คนที่มีความร่วมกับผู้อื่น เอาผู้อื่นเป็นหลัก ถ้าเอาผู้อื่นเป็นหลักโดยไม่เอาเราเลย เราก็โง่ไปกับโลก เช่น ในสังคมตอนนี้คนมีกี่แบบมีจำนวนมาก หากเอาคนมากเป็นหลักไม่เอาเราถ่วงเลย กิเลสก็จะเป็นใหญ่ เราต้องมีความถ่วงดุลโลก เราจะถ่วงได้ คนในโลกนั้นจะต้องยอมรับเรา ว่าคนนี้ซื่อสัตย์สุจริตไม่ลำเอียง ไม่เห็นแก่ตัว ฉลาดรอบรู้มีสมรรถนะช่วยผู้อื่นได้อย่างมากที่สุด เท่าที่จะมากได้ เขาก็จะยกให้ตามจริง ใครที่มากที่สุดยกให้เป็นเบอร์ 1 รองลงมาเป็นเบอร์ 2 เป็นสัจจะ ท่านผู้ที่มีอำนาจจะไม่ได้อยากได้อำนาจแล้วไม่ยึดติดว่าเป็นอำนาจของเราด้วย คนอื่นยกให้ท่าน นี่คืออำนาจโดยธรรมว่า คนนี้ซื่อสัตย์สุจริตมีความรอบรู้มีความเมตตามีความไม่ลำเอียง ชัดเจน เหมาะสม เป็นนักอภิบาล เป็นนักบริหารที่ยิ่งใหญ่เพราะว่ามีธรรมะเป็นอำนาจ จึงอภิบาล บริหารปกครองดูแล ช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม เพราะมีธรรมะเป็นอธิปไตย จึงทำธรรมาภิบาลได้ คนจะไปอภิบาลคนอื่น ถ้ามีธรรมะเลอะเทอะก็อภิบาลอย่างเลอะเทอะ ผู้ที่รู้โลก รู้สิ่งผสมกันร่วมกัน ตั้งแต่ 2 สิ่งจนถึงเป็นล้านสิ่ง จัดการร่วมกันอยู่ อยู่ร่วมกันก็พยายามปรับปรุงกัน เรียกว่าสังขาร ปรุงแต่งกันแยกแยะสังเคราะห์ อะไรไม่ดีก็มาตกลงกันนะว่าไม่เอาก็ปฏิสังเคราะห์สังขารตลอดเวลา แล้วเหตุปัจจัยไม่เที่ยง แต่ละวินาทีแต่ละนาที แต่ละองค์รวม มีข้อมูลใหม่มาเร็ว ยิ่งตอนนี้ ข้อมูลใหม่มาเร็วเยอะด้วย เราก็ต้องรู้ทัน ใครเก็บข้อมูลได้ครบก็ดี ผู้ที่รู้เรื่องโลก อธิบายเรื่องโลก ว่าจะต้องมีการผสมกับคนอื่น อัตตา อยู่แต่ตัวคนเดียว ไม่เกี่ยวกับใครก็อยู่ในภพ หลับตา อยู่คนเดียวจริงๆ ต่อให้คุณเก่งทางอาเทศนาปาฏิหาริย์ สามารถส่งจิตไป แต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลย ใครจะมารับรองคุณ ก็ไม่มีประโยชน์กับใคร อันนี้ตีทิ้งได้เลย จริงหรือไม่จริงไม่รู้ คำว่าจริงของโลกต้องมีสอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ถ้าสองคนรับรองว่าตรงกันเป๊ะก็หนึ่งเดียวกัน สามคน ห้าคน ร้อยคน ตรงกันเป๊ะ แสนคน ล้านคนก็ยืนยันตรงกันเป๊ะ สัจจะมีหนึ่งเดียว ยิ่งคนอื่นรับรองกันมากขึ้นก็ยิ่งจะตรงกันเป็นสัจจะตรงกันมีหนึ่งเดียว แต่ถ้าคุณคนเดียว ก็รับรองไม่ได้ แต่ถ้ามีสองคน อีกคนรับไม่ได้ก็ไปไม่ออก สัจจะมีหนึ่งเดียวไม่ใช่ว่าสัจจะกูคนเดียว แต่สัจจะคือคนอื่นเห็นร่วมได้มากก็เป็นสัจจะเท่านั้น คนเถียงกัน เอาเหตุผลมามุมไหนก็ได้ ความรู้แล้วถึงไม่เถียงกัน ความเห็นของคุณก็ของคุณ ของเราก็ของเรา โลกจะต้องมีสองแต่ความเห็นต้องเป็นหนึ่งเดียวกันจึงจะเป็น สัจจะเป็นหนึ่งเดียว อัตตา อัตตาตัวตน ถ้านั่งหลับตาสะกดจิต อยู่คนเดียวต่อให้เป็นยอดรู้สักเท่าไหร่ แต่ไม่ร่วมกับคนอื่นเลยก็ไม่ถือเป็นสัจจะในโลก เพราะฉะนั้นจะมีหรือไม่มีก็ต้องให้คนอื่นร่วมรับรู้ ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไปรับรอง แต่ 2 คนก็จะน้อยไป ในโลกนี้มีคนเป็นล้านคนจะต้องมีคนรับรองมากพอสมควร แม้คนจะมีโลกีย์อวิชชามากก็ตาม จำนวนคนที่ควรก็มีพอสมควร
พระพุทธเจ้าสมณโคดมพยากรณ์ด้วยว่า หมดพุทธกัปป์นี้ไปจะเป็นพุทธันดร คือระยะที่ว่างจากศาสนาพุทธไปอีกนาน แล้วจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มา พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะมาประกาศศาสนา ทุกองค์ชื่อว่า ศรีอาริยเมตไตรย คำว่าศรีอาริยเมตไตรยเป็นชื่อของตำแหน่งพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้า ไม่ได้เป็นชื่อ proper noun ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแต่เป็น common noun เป็นชื่อสามัญ ธรรมะพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย ของศาสนาอื่นก็มี เป็นคำสามัญนามมีเหมือนกันไม่ได้ชื่อตายตัว แต่เป็นชื่อตำแหน่งพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้า แต่ของพระพุทธเจ้าองค์นี้พยากรณ์ไว้ว่า องค์ข้างหน้าจะมีคนเจริญมาก เพราะยุคนี้ใกล้กลียุค โลกจะแตก และต่อไปโลกจะฟักตัวใหม่ ต่อไปจะเกิดมนุษย์ขึ้นมาใหม่อีก โลกจะแตกก่อนหรือไม่ เราไม่ไปคิดให้ปวดหัว สรุปแล้วจะมีคนเกิดในระยะต่อมา คนก็จะยังไม่เลว กิเลสก็จะไม่มาก ต่อมานานเข้า กิเลสคนมาก จนอำมหิตฆ่ากันแรง ในระหว่างคนมีกิเลสไม่มาก สังคมมนุษยชาติก็อยู่กันอย่างไม่เดือดร้อน จนเดือดร้อนมากพอ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งจะต้องมาอุบัติ นั่นแหละคือ พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย ในยุคคนดีมาก คนเลวน้อย เพราะฉะนั้นสอนก็ต้องได้ดี สอนได้เร็ว เข้าใจไหม มันเป็นสัจจะของมัน จะต้องเป็นเช่นนั้น
อาตมาเกิดมาในยุคนี้ไม่สงสัยว่าต้องโดนอย่างนี้ เป็นการทดสอบตัวเอง หนักหนาสาหัสพอควร ยากก็ยาก มันเกิน 45 ปีแล้ว พระพุทธเจ้าสมณโคดมสร้างศาสนามา 45 ปีก็ปรินิพพาน อาตมายังไปได้ไม่ถึงไหนเลย ไม่รู้จะถูไถไปได้สักเท่าไหร่ จะถึง 151 ปี ก็เหลืออีก 67 ปี อาตมาพยายามที่จะยื้อ อายุขัย นี่ยื้อมาได้ 1 นักษัตรแล้ว ถ้ายื้อไปได้อีก 1 นักษัตรก็เป็น 96 ปี ถ้ายื้อไปอีก 1 นักษัตรก็เป็น 108 ปี จาก 108 ปีเป็น 120 ปี จากนั้นเป็น 132 ปี จากนั้นเป็น 144 ปี สามเส้าอีก พูดนี่หลายคนก็ฝันเพ้อว่าอาตมาจะได้ 151 หรือเผื่อจะน่าเห็นใจว่าไม่ต้องอยู่ถึงขนาดนั้นหรอก หากไม่ไหวแล้ว คนก็ไม่อาลัยอาวรณ์มาก ไม่ได้ร้องหาอาลัย สมณะฟ้าไทว่า...ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังบอกว่า 80 ปี สรีระพระพุทธเจ้าก็เป็นเหมือน เกวียนคร่ำคร่าแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน อัตตาสามอันลึกซึ้ง พ่อครูว่า...สิ่งเหล่านี้ เป็นสัจจะ เหตุปัจจัยต้องลงตัว สรุปคือต้องเรียนรู้ อัตตาสาม โอฬาริกอัตตา มโนมยาอัตตา อรูปอัตตา โอฬาริกอัตตาคือหยาบหนักหนา จัดจ้าน ก็หมดไป จิตคุณเหนือได้ ถ้าคุณมีกำลัง จิต เหนืออัตตาได้ เป็นอธิปไตย ไม่ได้หมดอัตตา แต่อาศัยได้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ผู้เป็นอมตบุคคล นี่จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ ท่านอยู่เหนือแล้ว จะตายหรือไม่ตายก็ได้ อาศัยอัตตานี้ไป อัตตาที่อยู่เหนือโลกหยาบ หมดอบายไปตามลำดับ อบายที่คนทั่วไปรู้แล้ว หยาบต่ำหนักหนาสาหัสแล้ว ก็จะ ของหยาบที่คนนักเลง ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก ใครก็รู้ได้ง่าย อย่างธัมมชโยหรือว่าทักษิณนี้ คนดูได้ยากกว่า แต่ทำลายประเทศได้ยิ่งกว่านักเลงตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก เลวร้ายกว่าไม่รู้กี่รอบ คนจะไปรู้เรื่องหยาบของคนเลวร้ายเรื่องโลกอย่างทักษิณกับธัมมชโยแล้วสร้างหมู่กลุ่มอีก โง่ สกุลเดียวกัน เขาเรียกว่าตระกูลแดง อยู่อย่างนั้นโดยเขาไม่รู้คือโอฬาริกะ อย่าว่าแต่ธัมมชโยเลย ขนาดเณรคำก็ยังมีพระมาเถียงให้อีก สมณะฟ้าไทว่า...มีญาติธรรมบอกว่าสามีตนไปกราบเณรคำอีก ผมก็เลยว่าคนทำไมเป็นถึงขนาดนี้ พ่อครูว่า..เขาก็ดูไม่ออกยังเชื่อมั่นเข้าใจว่าดี เราไปบังคับความเฉลียวฉลาดคนไม่ได้ ภูมิใครก็ภูมิใคร คนที่เข้าใจแล้วว่าอัตตาตัวตนของใคร เขาก็เป็นของเขา เราจะไม่กดขี่ข่มเหงแม้ธัมมชโยก็มีอัตตาเช่นนี้ จิตเราไม่ได้โกรธเคือง แต่มีเมตตาสงสารแต่ต้องประกาศให้โลกรู้ว่ามันต่ำ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...มีโลกและอัตตา แต่สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ต้องมีตั้งแต่สองคนเข้าใจตรงกันยืนยันกันได้ ตั้งแต่สองคนเป็นต้นไป พ่อครูว่า...ตัวเองก็ติดยึดในสิ่งหยาบๆนี้เป็นตัวตน เป็นอำนาจ หลอกให้คนอื่นมาเป็นพวกของตนได้อีก คนนี้หลงอัตตาตัวตน ใครที่หลุดออกมาได้ จากอบาย จากกาม ตั้งแต่ภายนอก เป็นมโนมยอัตตาภายนอกเป็นกายภายนอก รูปร่างตัวตนเป็นชิ้นเป็นอัน แม้ที่สุด มันไม่มีรูปร่าง ตัวตนก็นึกว่าเห็นรูปร่างตัวตน เช่นเห็นผี เห็นเทวดา มันไม่มีของจริงเหรอ แม้ทางแพทย์เรียกภาพหลอน เสียงหลอน ไม่มีกลิ่นเขาก็สัมผัสกลิ่น ไม่มีสัมผัสเขาก็รู้สึกสัมผัสได้ บางคนมีผัวเป็นพระพรหมเลย เขาก็ปั้นได้ในจิตเขา ยิ่งละเอียดกว่านั้น รสอร่อยไม่มี เราไปสร้างมันเอง หรือแม้อันนี้สวย คนนี้มาดูว่าสวย แต่อีกคนหนึ่งมาดูว่าไม่ได้สวยอะไร บางคนว่ากลิ่นอย่างนี้หอม บางคนบอกว่าเหม็น ไม่ชอบ ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่าหยาบ แต่เราก็ไม่เห็นว่าหยาบคือเรามีโอฬาริกอัตตา มีการยึดถือวัตถุสมบัติเป็นชิ้นเป็นอันเป็นของเรา ทั้งที่ไม่ใช่ของเราตัวเรา มันก็อาศัยเพียงชั่วระยะเวลา ในกามภพ แม้แต่ยึดถือคนนี้ๆ คนนี้หน้าดี มีตรงนั้นตรงนี้ดีแล้วแต่ก็บ้าๆบอๆไป แค่ถุงขี้ผูกโบว์(หญิง)หรือแค่หนังควายหุ้มขี้(ชาย)
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive