600811_เทศน์ก่อนฉัน งานวันแม่ ศีรษะอโศก ไตรสิกขาและสัตตาวาส 9.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600811_เทศน์ก่อนฉัน งานวันแม่ ศีรษะอโศก ไตรสิกขาและสัตตาวาส 9

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นชุมชน พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2560 ที่ศีรษะอโศก พรุ่งนี้ก็เป็นวันแม่ วันนี้วันที่ 11 พอเหมาะพอดีเราจัดงานลงตัว รวมกันประชุมกันเราก็เลยจัดงานวันแม่กันวันนี้ อาตมาก็ตั้งใจเตรียมเรื่องที่จะเทศนาธรรมะเอาไว้ เป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องหัวใจของศาสนา เป็นเรื่องของศีลสมาธิปัญญา จะได้อธิบาย สู่กันฟัง ระยะเวลาวันนี้ เหลือชั่วโมงเดียว ตัดเวลาเราไปครึ่งหนึ่ง อาตมาทำงานมาตั้งแต่รู้ตัวว่าชีวิตเราจะเอาไปทำอะไร ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็เข้าใจชัดเจน ว่าเป็นสิ่งหลอกลวงในโลก หลอกคนที่ยังไม่เข้าใจชัดเจน ก็ติดยึด อาตมาออกมาก็ชัดเจน ทำงานมาตั้งแต่บัดนั้นมาถึงบัดนี้ ย่าง 47 ปี ก็ชัดเจน ในตนเอง ตนเองรู้ของตนเอง และตรวจสอบเอาตามมิเตอร์วัด จนเห็นว่าเราทำงานมาสามารถทำให้คน ที่ได้ยินได้ฟัง ที่อาตมาบรรยายไป คนในยุคนี้ ได้ยินได้ฟัง โดยเฉพาะชาวอโศก มาเป็นสมาชิกชุมชนชาวอโศกทั่วประเทศขณะนี้ ก็ได้สามารถ รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ซึ่งอาตมาเท่าที่มีภูมิมิเตอร์วัดก็เห็นว่าเกิดจริง 1 ถือศีล กำหนดเอาตามฐานะ เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ไปตามลำดับ จะเอาไปศีลเคร่งเกินฐานะตนเองไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าก็แบ่งไว้ชัดเจน ศีล 5 ,8, 10, จุลศีล ก็เห็นได้ว่า ถือศีลจนมีศีลได้จริง เอามาปฏิบัติจนเกิดได้ผลเกิดเป็นผล เกิดผลคืออะไร คือสิ่งที่เราตั้งไว้อย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็สามารถทำให้เกิดเป็นจริง เช่น เราจะไม่ฆ่าสัตว์ เราจะไม่เอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของของเรา เราจะไม่ไปละเมิดในเรื่องของสิ่งที่รักที่หวงของคนอื่น สิ่งที่ไปเสพทางรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อัสสาทะ ซึ่ง

อ่านต่อ

เราเองไม่มีสิทธิ์ มันไม่ใช่สิทธิ์ของเรา เราก็ระมัดระวัง สังวรระวัง อ่านอาการจิตเราได้ เมื่อเราสามารถควบคุมได้ไม่ละเมิดได้ตามหลักเกณฑ์ของศีล ข้อ 1 2 3 เป็นกายกรรม ศีล 4 วจีกรรม ศีลข้อ 5 มโน ตัวมโนก็รวมไปสังวรจิตจัดการกับจิตใจของเรา มนสิการ ทำใจในใจ มนสิกโรติ เราก็สามารถถือศีล และก็ลดกิเลส รู้จักตัวกิเลสชัดเจน มีญาณอ่านอาการกิเลส มันเป็นนามธรรมไม่ใช่รูป ก็อ่านได้ ทั้งๆที่ไม่ใช่สิทธิของเรา มันเป็นชีวิตของเขา แต่เราจะไม่ทำร้ายชีวิตของเขา ไปรุนแรงกับชีวิตของเขา ธาตุรู้ปัญญาไม่ใช่เฉกา เป็นความรู้ที่ชัดเจน เป็นความรู้เรื่องของจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นความรู้นามธรรม ปรมัตถธรรมยิ่งใหญ่ อ่านอาการนามธรรม จิตเจตสิกออก เห็นอาการว่ามันเป็นกิเลส เป็นอาการอย่างไร สามารถทำให้กิเลสลดได้ด้วยการข่มไว้ ก็ไม่ละเมิดได้ แต่ถ้าไม่ข่มหรอก แต่มีพลังของปัญญา ความรอบรู้เข้าใจฉลาดเฉลียว มีพลังจริง พอความฉลาดนี้ขึ้นมา กิเลสมันฝ่อ ลด จางคลาย ด้วยอำนาจพลังงานของปัญญา อย่างเห็นๆ มันเป็นพลังงานเป็นนามธรรมไม่มีเส้นแสงสีเสียงไม่มีตัวตน แต่เรารู้พลังงานเหล่านี้มันเป็นอย่างนี้ชัดเจนด้วยปัญญา อย่างนี้เป็นพลังงานของกิเลส พลังงานของปัญญาสามารถทำให้พลังงานกิเลสเปลี่ยนอาการ ลดละจางคลายได้ เราสามารถเห็นความจริงตามความเป็นจริง จนกระทั่งอาการของกิเลสหมด อาการ ดับ สิ้น จบไม่มีอาการเกิดขึ้นเลย เราทำได้ แล้วก็ทำอีกทำได้เก่งจนแข็งแรงตั้งมั่นไม่เกิดอีก กระทบกระแทกกับเหตุปัจจัยอย่างไรก็ไม่เกิดกิเลส เป็นความแข็งแรง อเนญชา อุเบกขา มีคุณสมบัติของ 5 ประการอุเบกขา เจริญขึ้นๆ จนพาปฏิบัติในเรื่องไม่ฆ่าสัตว์ ไม่รุนแรงกับสัตว์ ของๆเขาที่ไม่ใช่ของๆเราก็ไม่ละเมิด ด้วยอำนาจข่มเบ่งฆ่าแกงเลยไม่ทำ อาตมาประสบความสำเร็จทำได้ ศีล 1, 2 หรือศีลข้อ 3 แย่งเสพรสกาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่จะต้องไปแย่งชิงคนอื่นเขามา เห็นได้ชัดว่าพวกเราปฏิบัติได้ ไม่ละเมิดทำได้จริง เป็นหมู่มวลเป็นกลุ่มชุมชน มีมนุษย์เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นรวมเป็นสังคมกลุ่ม และพฤติกรรมที่จะละเมิดศีลไม่มีเลยทั้งหมดเป็นรูปธรรม ยืนยันได้ เช็คผลได้ เอาผู้ตรวจสอบ นับคะแนนเลยว่าผู้ที่เป็นมวลสมาชิกชาวอโศกทำได้จริงแค่ไหน มีเปอร์เซ็นต์แค่ไหน อาตมาว่า ท้าทายให้มากที่สุดได้เลย เป็นชุมชนคนมีศีล ทุกชุมชนชาวอโศก ไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป มีบกพร่องใน 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5% มันละเมิดบกพร่องบ้างนิดๆหน่อยๆ ซึ่งยอมรับว่าไม่ถึง100% หรอก แต่สอบได้ระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เกียรตินิยมระดับ 1 ชั้นสูงนะ นี่เป็นเรื่องจริงที่ยืนยันให้มาพิสูจน์ได้ ไม่ได้พูดเล่นในยุคนี้ มีเหตุปัจจัยเหมือนกันทุกคนยั่วยวนมอมเมา กระทุ้งกระแทก หลอกล่อโฆษณาถาโถม เราก็ไม่ถึงขั้นต้องปิดโทรทัศน์ที่มีสื่อสารไม่ให้รับสัมผัสเลยไม่ใช่ แต่เราให้สัมผัสรับรู้ เขาโฆษณากันตูมตูม ดีไม่ดีขนเข้ามาในนี้เลย เอาไหมๆ โฆษณาในนี้เลย เราก็สามารถที่จะไม่เอาไม่ยินดีไม่ต้อนรับ จนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของโลกๆมาที่นี่ก็เสียเที่ยว ไม่ไหว คนที่นี่เขาหาว่าโง่ ไม่รู้จักของดี เสียน้ำลายพูด พูดอย่างไรพวกนี้ก็ไม่เอา เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันได้ เราไม่ได้บังคับ ไม่หวงห้าม แต่มีหลักว่าอย่าเข้ามาเลย แต่เข้ามาเราก็ไม่จับไม่ตีรันฟันแทง แต่ก็อย่าเสียเวลามาเลย มายั่วให้กิเลสกระเพื่อม ศีลข้อ 1, 2, 3 เราก็เข้าใจทำได้สำเร็จในกายกรรมองค์รวม นอกในสำเร็จไม่ละเมิด วาจาก็ไม่พูดเชิงเสียดายอยากได้และเล็มเลียบเคียงไม่มี ใจของแต่ละคนอ่านเอาว่า มันกดข่มหรือมีพลังปัญญาชัดเจนว่าไม่เกิด ถ้าพลังงานทางใจจริงๆก็ตัวใครตัวมันต้องอ่านเอง ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ต้องรู้ด้วยตัวเอง ก็ยืนยันได้ มีผลสำเร็จแม้ในยุคนี้ ซึ่งมีวัตถุอบาย วัตถุนรก ยั่วยวนให้ลงต่ำติดยึดมากมายรุนแรงมาก แต่เราก็ชนะได้ ชนะจนกระทั่ง อธิบายต่อได้ว่าศีลตัวนี้ไม่ละเมิดเพราะใจเป็นประธานมีจิตใจที่ตั้งมั่นแข็งแรง จิตใจไม่หวั่นไหว กับสิ่งที่มาล่อ มากระทบสัมผัสยั่วยวน ตามหลักเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ จิตมันเป็นตัวจริง ภาษาบาลีว่า สมาธิ จิตแข็งแรงตั้งมั่นเป็นประสิทธิภาพยืนยันสมรรถนะของจิต ว่า แข็งแรงไม่ละเมิด อย่างรู้ๆเห็นๆ เรียกว่า สัมมาสมาธิ สมาธิแปลว่าตั้งมั่น มีสัมมากำกับ นำหน้าสมาธิ หมายถึงความตั้งมั่นแบบพุทธ แบบสัมมา เป็นพุทธนะ ไม่ใช่สมาธิแบบทั่วไป แบบทั่วไป วิธีปฏิบัติเป็นแบบหลับตา กดข่ม เป็นวิธีที่รู้กันทั่วโลก หลับตาสะกดจิตเข้าไป ไม่ได้เรียนรู้อย่างเปิดตาหูจมูกลิ้นกายแล้วรับรู้สัมผัส จิตก็มีสติสัมปชัญญะรู้ว่าอะไรคืออะไร วิจัยได้หมดเลย มีธรรมะวิจัย ว่ากิเลสเรามีหรือไม่ แล้วเรามีพลังงานปัญญาที่แข็งแรงสู้กับพลังงานกิเลสได้อย่างไรสบายเลย ไม่ต้องไปออกแรงอะไรกิเลสก็ยอมแพ้ไปเลย พลังปัญญาไม่ต้องออกแรงเลย พลังกิเลสมากระทบก็หลุดผล็อยหนีหายไป สัมผัสแล้วก็แพ้ ภาษาบาลีคือ ปฏินิสรณะ ปฏิคือมีการกระทบสัมผัส แล้วนิสรณะ คือไม่รับไม่เข้า กระทบแล้วผล็อยหลุดหนีวิ่งหนีไปเลย ไม่กล้าตอแย ไม่กล้ามาสัมผัสมาใกล้ด้วย บัญญัติคือนิสสัคคะ คือไม่มีสวรรค์ นิสรณะคือไม่ต้องพึ่งอาศัยอันนี้เลย เอ็งมากระทบก็ไม่ต้องการต้องพึ่งเอ็งเลยอย่ามาตอแย ไปหาลูกค้าที่อื่น ที่นี่ไม่เอา มันมีความจริงอย่างนั้นจึงจะถือว่าเป็นผู้ที่มีศีล และจิตใจแข็งแรงเป็นสมาธิ ไม่ใช่สมาธิหลับตาสะกดจิตไม่รู้เห็นว่าอะไรมากระทบ ทางตา มีรูป ทางหูมีเสียง ทางลิ้นมีรสมากระทบ ทางกายเย็นร้อนอ่อนแข่งสัมผัส ไม่รู้ไม่ใช่ แต่มีหมดตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกก็ได้กลิ่น ลิ้นก็มีรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ตามปกติที่มนุษย์จะได้รับเท่าเทียมกัน แต่ใจเราแข็งแรงมั่นคงทั้งๆที่รู้ๆทุกอย่าง เป็นพลังงานแข็งแรงชนิดที่ว่า ไม่อ่อนไหวไม่แปรปรวนไม่กระดิกเฉย เหมือนกับผู้ที่มีลำแขนแข็งแรง จับหัวเด็กตัวน้อย ผู้ใหญ่จับหัวเด็กตัวน้อยที่จะเหวี่ยงแขนอย่างไรก็ไม่โดนผู้ใหญ่ แล้วเราก็ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมาย จับหัวไปนิดหน่อย เด็กจะออกแรงอย่างไรก็ไม่มีฤทธิ์ระคายผิวเราเลย จึงเป็นความแข็งแรงที่ เป็นสภาพนามธรรมของจิตใจ จิตอย่างนั้น เรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิที่เกิดในสภาวะลืมตาสามัญปกติ เป็นเอกัคตาจิต จิตเป็นหนึ่งอย่างเปิดภพ อบาย ภพนรก สวรรค์ เห็นหมด ไม่ใช่หลับตาไม่เห็นอะไรไม่ใช่ มันคนละเรื่องกันเลยชัดเจน นี่เรียกว่าอยู่เหนือ ไม่ใช่หนีไม่ใช่หลบ เป็นเอกัคตาจิตชนิด สัมมาสมาธิ เกิดจากจิตที่เราให้เกิดให้เป็นโอปปาติกะโยนิ ก่อสร้างให้เป็นสัตว์ที่มีจิตอย่างนี้ เป็นโอปปาติกะ เป็นธาตุรู้ที่มีจิตนิยาม ธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ปฏิบัติจนได้ผล เอกัคตาจิตที่เป็นโอปปาติกะสัตว์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 ข้อ 1 และ 2 ความรู้ที่ทำให้เป็นแง่เชิงต่างๆถึง 9 ชนิด ของสัตว์โอปปาติกะ เรียกว่า สัตตาวาส 9 คือที่อาศัยของสัตว์ 9 ประการ ได้แก่ ๑. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า กายคือลักษณะธรรมะสอง คือมีสิ่งที่ถูกรู้คือรูป โดยธาตุรู้ของเราคือประธาน สัมผัสสิ่งที่ถูกรู้คือรูป object ส่วน ตัวรู้เของเราคือ Subject รวม 2 อันนี้เรียกว่ากาย ต้องพูดต้องเรียนรู้ธรรมะ 2 อย่างนี้ ถ้ามีอย่างเดียวไม่ใช่พุทธ ถ้ามีแค่รูปไม่มีตัวรู้ไม่ได้ แต่ถ้ามีแต่นามธรรม ก็ต้องรับรู้ภายนอกด้วย ไม่มีไม่ได้ต้องมีสองเสมอ โดยเฉพาะต้องมีนามธรรม ธาตุรู้ของเราเข้าไปรู้อีกอันหนึ่ง จะเป็นดินน้ำไฟลม คนสัตว์สิ่งของ จะเป็นอาการ ลาภยศสรรเสริญอาการสุขทุกข์ อันหนึ่งกับจิตเราเป็นนามธรรมเป็นประธานไปรู้ ต้องมี 2 อย่างนี้ มีอย่างเดียวไม่ได้ คือต้องมีกาย ในข้อนี้กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นกายเทวดา สัตว์นรก มนุษย์ ถ้าคนไหนมีความเข้าใจว่า กายจะต้องมีรูปร่าง สีสันเส้นแสงตัวตน กายต้องมีอย่างนี้ คนนั้นก็ต้องเห็นกายอย่างหนึ่ง แต่อีกคนบอกว่า กายนามธรรม ไม่มีเส้นแสงสีแท่งก้อน แม้อาการนามธรรมอรูปไหวๆ ก็ยังหยาบอยู่แล้ว มีแต่อาการไหวของความรู้สึก เวทนา จิต เป็นอาการอันละเอียดลึกซึ้ง ถ้าเราสัมผัสอาการนั้นรู้ได้ด้วยก็เรียกว่ากาย เป็น นามกาย ที่เขาว่าถ้าเป็นเทวดาต้องมีรูปร่างสีสันอย่างนี้ ถ้าเป็นสัตว์นรกก็มีรูปร่างบิดเบี้ยวอย่างนี้ อันนั้นหยาบไป ใช่ สำหรับคนติดยึดว่าต้องมีก็เห็น เป็นจริงนะ คนพวกนี้มีจริง เป็นตัวเป็นตน ก็ยิ่งหยาบ เป็นตัวตนสัตว์นรกเทวดา คนที่เขามีจริงๆก็มี คนที่หลุดพ้นแล้วก็ไม่ คนที่เข้าใจแล้วจะเห็นทั้ง 2 อย่าง เห็นแล้วก็คนเขามีแต่เราไม่มี เขาก็มีเพราะยังมีสัตว์นรกมีเทวดามีผีสาง ก็ไม่ได้แปลกอะไร เขายึดติดก็มีสิ แต่เราน่ะเห็นว่าเขามีแต่เราไม่มี เราไม่เกิดในตัวเรา กระทบอย่างไรเราก็ไม่เกิด แต่คนอื่นเขาเกิด เกิดเทวดา เกิดอร่อย มีสวรรค์ เกิดเจ็บปวดไม่ชอบเขามีนรก แต่เราไม่มี กระทบเหมือนกันแต่เขามีเราไม่มีก็ไม่ต้องไปลบหลู่ แต่สงสารเขาว่าเขายังวนเวียน สงสาร เวทนาเขาว่า ยังจมกับเวทนาสงสารอยู่นะ เราหลุดพ้นแล้วก็สบายมาก ธรรมดาปกติหายห่วงจริงๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จึงเป็นการเห็นรู้ สัตว์โลกที่มีอยู่เขาหลุดออกมาไม่ได้ เพราะเขาอยากจะไปติดอยู่ก็เรื่องของเขา หรือเขาทำออกไม่ได้ แม้เขาไม่อยากติด ก็ยิ่งน่าสงสารเราต้องช่วยเขาออกให้ได้อย่างมีเมตตาเกื้อกูล มีประโยชน์ที่เจริญและประเสริฐแก่กันและกัน ผู้ที่มีกับไม่มี ผู้ที่ไม่มีจะรู้จักความมี ส่วนผู้ที่มีอยู่ ยังไม่ถึงซึ่งความไม่มี ของเขายังไม่หมด ยังไม่ถึงสภาวะความไม่มีจริงๆ เราก็เข้าใจเห็นใจ พยายามช่วยกัน เมตตาเกื้อกูล อย่างอาตมาเมตตาเกื้อกูล ท่านอาจารย์ต่างๆที่สอนผิดๆ อาตมาก็สงสาร คนสอนก็ต้องการให้คนอื่นหลุดพ้น แต่คนสอนเองก็ยังไม่หลุดพ้น ถ้าการสอนผิดให้จมลงไป แล้วยึดมั่นถือมั่น กอดคอกันลงนรก มันน่าสงสาร ก็บอกว่าอย่างที่สอนกันนั้นพาลงนรก อาจารย์ก็ดื้อ จะไปเกลียดชังตีทิ้งก็ไม่ยากหรอก ไม่ใช่สงสารแต่อาจารย์สงสารคนที่เป็นลูกศิษย์ถูกอาจารย์พาลงนรก บอกว่าอาจารย์อย่างนี้ถูกนะ อาจารย์ก็ดื้อ ก็สงสารลูกศิษย์ อาจารย์ไม่ยอมฟังแล้ว แต่ลูกศิษย์ก็ศรัทธาแต่อาจารย์ไม่มาศรัทธาเรา มันเป็นตัวอิทัปปัจจยตาต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ก็เลยยากจริงๆ ก็ต้องใจเย็น อุตสาหะพากเพียร เพื่อที่จะให้พ้น สรุปคือองค์ประกอบธรรมะ 2 นั้นต่างกัน โดยมีการกำหนดหมายเรียกว่า สัญญา จิตเรากำหนดลงไปว่า ต้องเป็นอย่างนี้ สัตว์นรก เทวดา มนุษย์ ต้องเป็นรูปร่างตัวตนอย่างนี้ ต้องมีรูปร่างอย่างนี้ สัญญาของเขากำหนดไว้อย่างนี้ Specification อย่างนี้ แต่ของเรา กายไม่ใช่รูปร่างมีเส้นแสงสีเสียง แต่สัญญาความกำหนดหมายที่เรากำหนด Specเราก็ไม่เหมือนคุณ กำหนดไม่เหมือนกัน กายก็ต่างกันสัญญาก็ต่างกัน ของเราเป็นนามธรรมเท่านั้น แต่ของคุณยังเป็นรูปธรรมอยู่ ก็ต้องได้ สัตว์นรก เทวดา มนุษย์แบบของคุณสิ เพราะคุณกำหนดของคุณอย่างนั้นมันต่างกันนะ ที่คุณสัมผัสเกิดมาเป็นตัวตนสำเร็จเป็นกาย มันก็ต้องเป็นอย่างของคุณ ของเราไม่ได้กำหนดแบบนั้น เทวดา สัตว์นรก มนุษย์ มนุษย์คือผู้ที่มีจิตใจเป็นอย่างนี้ก็กำหนดกันคนละอย่าง

๒.สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ปฐมฌานคือจิตนั้นว่างจากนิวรณ์ 5 จิตไม่มีอาการ นิวรณ์ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็เป็นฌาน 1 กำหนดสัญญาอย่างเดียวกัน สายเทวนิยม ทำฌานก็กำหนดกำหนดไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันเขาก็ทำได้สำเร็จ แต่ของพุทธลืมตาทำ แต่ของเขาหลับตาทำฌาน แต่ไม่ให้มีนิวรณ์เหมือนกัน กายต่างกัน แต่สัญญาที่ไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันอย่างเดียวกัน นั่งหลับตาหรือลืมตาทำก็ไม่มีนิวรณ์ 5 สำเร็จเหมือนกัน แต่กายภายนอกต่างกัน แต่สัญญาว่า ไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เหมือนกัน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข จิตรวมเป็นหนึ่ง เอกัคคตา แต่ไม่มีอุเบกขา ไม่มีสุข ฌาน 2 มีสุข แต่ฌาน 3 ถือว่าสงบลง ฌาน 4 ถือว่าสงบสนิท ในฌาน 1 ปฐมภูมินี้ เป็นฌานต้น ฌานแรก สัตตาวาสชนิดที่สอง กายต่างกัน คนหนึ่งหลับตาอยู่ในภพ อีกคนหนึ่งลืมตาปฏิบัติ ได้กำหนดสัญญาที่ว่าไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน คนที่ไม่ศึกษาอย่างแท้จริงและไม่พิสูจน์ปฏิบัติอย่างมีสภาวะจริงก็จะไม่ได้ นั่งหลับตาปฏิบัติเขาไม่ได้ศึกษาไม่ได้มาเรียนทฤษฎีอย่างนี้ แต่เขาไปเรียนนั่งหลับตาปิดตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วเมื่อไหร่คุณจะได้ สภาวะลืมตาเปิด ทวารทั้ง 5 แล้วไม่มีนิวรณ์ คุณไม่ได้ปฏิบัติแล้วจะรู้จริงเหรอ พวกที่ไปนั่งหลับตาเก่งให้ตายอย่างไร สะกดจิตให้เก่งอย่างไร อย่างลืมตาอย่ามาอวดเก่งเลย อาจจะทนได้ กระทบกระแทกทนได้แต่ไม่เที่ยง ก็ไม่ได้รู้ด้วยปัญญา ว่ามันเป็นอย่างนี้แหละที่เราได้พิสูจน์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนจิตใจแข็งแรงตั้งมั่น อย่างที่ทำนั้นไม่ได้พิสูจน์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จะเอาที่ไหนมาแข็งแรงตั้งมั่นในขณะลืมตา ๓. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) พวกนี้สายธัมมชโย ต่างกับสายอาจารย์มั่นที่หลับตาดำมืด แต่พวกนี้ลืมตาใสเขาเรียกว่าตาบอดตาใส ตาเขาลืมตาใส แต่บอดสนิทภายใน แค่ตาบอดแล้วเห็นว่าตาบอดภายนอก ข้างในก็บอด แต่นี่มาหลอกคนว่าข้างนอกตาใสแต่ข้างในมืดบอดสนิท อันนี้เป็นตาบอดตาใสน่ากลัวกว่าตาบอดตาบอด พอเราเจอ คนตาบอดๆ จะช่วยแค่เขาระมัดระวัง แต่คนตาใสตาบอด มันเริ่มหลอกกันตั้งแต่ต้นว่าตาบอดหรือตาใส นอกจากตัวเองตาใส แล้วตนเองตาบอด ยังหลอกซ้ำว่าตนเองตาใสอีกนะ มันมีแต่รูปตาใส แต่ความจริงแล้วตาบอด รู้ว่าตัวเองตาบอดด้วยแต่หลอกคนอื่นว่าตนเองตาใส ได้แก่สายธรรมกายธัมมชโยทั้งสิ้นเลย หนักหนาสาหัสกว่าสายอาจารย์มั่น ดับดำบอดไม่หลอกใคร แต่นี่บอดแล้วหลอกว่าตนเองใสหรือบอดๆใสๆ หนักหนาสาหัส ตกนรกหมกไหม้ยิ่งกว่าสายอาจารย์มั่นเยอะเลย ไม่ได้พูดแบบดูถูกนะ แต่พูดอย่างวิชาการให้ฟัง กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกันนั้นคือพวกเอาแต่ใส จึงเรียกว่าพวกอาภัสรา ตนเองมืดสุดจะมืด แต่ก็หลอกคนอื่นว่าตนเองใส ไม่ยอมรับว่าตนเองมืดบอดแต่ก็บอกว่าตัวเองใส โสดาบัน ใสเท่านี้ สกิทาฯใสกว่าอีก อนาคาใสมากๆอีก อรหันต์ใสยิ่งกว่าอีก ขอบคุณที่มาเป็นตัวอย่างอันเลวทรามให้ได้อธิบาย มันดูยิ่งใหญ่นะ คนมืดบอด แล้วรับว่าตนเองบอดก็ยังไม่ชื่นชม แต่ตนเองตาบอดก็บอกว่าตัวเองตาใส มันก็เลยยิ่งหนักใหญ่ เลวหนักใหญ่กว่าสายอาจารย์มั่นอีก

๔. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) พวกนี้เอาทั้งสองอย่างรวมกัน กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน เอาใสและมืดรวมกัน ลืมตาก็มืด หลับตาก็มืด แต่คนที่เอาแต่ใสก็หลอกคนตะพึดว่าใส อันนี้ยอมรับความจริงว่าใสก็ใส มืดก็มืด คนที่ยอมรับนี้ดีกว่าชั้นที่ไม่ยอมรับ คนที่ดันทุรังตกต่ำ ตนเองเป็นแต่ไม่รู้ว่าตนเป็น

๕. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) พวกนี้ไม่มีการกำหนดรู้อะไร มืดหรือใสไม่รู้ อย่างพวกธรรมกายนี้เอาแต่ใสอย่างเดียวไม่รู้มืด จะเอาแต่ใสตลอดกาล พวกนี้ไม่รู้เรื่องโดยเฉพาะ อสัญญี แต่พวกกำหนดใสท่าเดียวนี้ ไม่รู้สิ่งอื่นก็อธิบายยาก พวกนี้หลงแต่รวยไม่มีจนหรอก เขาจะปิดประตูจนเลย จนไม่ใช่พวกเขาหรอก พวกคนจนเหม็นสาบเขาจะมีแต่พวกรวย ไม่ใช่สัจธรรมที่ต้องมีสอง มีจนและรวย เขาจะไม่สงสารคนจน เขาจะเอาแต่รวย เอาแต่สบาย ยิ่งน่าเห็นใจธัมมชโย ว่าใจเขาจะต้องไม่ทุกข์และบกพร่องเลย แต่ทุกวันนี้เขาได้บกพร่องและเขาได้รับโทษเท่าไหร่ นึกออกไหม อ้าวนึกว่าโลกนี้ไม่มีโทษภัยไม่มีการต่อต้านความสบาย แต่ตอนนี้เขาหนักมากน่าสงสารไหม เขาไม่นึกว่าโลกจะมีแรงขนาดนี้ด้วยหรือวะ เขานึกไม่ออก เขามองไปแง่เดียวว่ามีแต่ใส มีแต่รวย จนไม่รู้จัก ตอนนี้ถูกริบไปหมด จะจนไหม เขาบอกว่า อย่างนี้มันมีด้วยหรือ โหดอย่างนี้มีด้วยหรือ เขาจะทุกข์ทรมานขนาดไหน เมื่อไม่ตั้งใจกำหนดรู้ความเป็นจริงนี่เรียกว่า อาวาส ความเป็นอยู่ของมนุษย์ being มันมีอยู่ วิหารติ คุณหนีไม่ได้ สิ่งนี้มันอยู่ในคน เป็นอยู่ในคน มีอยู่ในคน being วิหารติ สิ่งที่คุณไม่รู้มันมีอยู่ แต่คุณปฏิเสธว่าคุณไม่มี ไม่เรียนรู้เพื่อเอามันออกให้หมด คุณก็จะมีมันอยู่ตลอดกาล เป็นคนที่ไม่รับรู้ไม่รับเรียนก็จมอยู่ตลอดกาล คนที่รู้ก็จะมาเรียนและเอาออก อยากเอาออกไหม อยากออกก็ต้องมาเรียน หากไม่มาเรียนก็ออกไม่เป็น คุณต้องเอาออกเอง สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน