600712_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ ๓ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข5 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600712_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ ๓ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ

สมณะฟ้าไทว่า…วันพุธที่ 12 กรกฎาคม 2560 แรม 4 ค่ำเดือน 8 ปีระกา ที่ราชธานีอโศก พ่อครูแสดงธรรมทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ในรายการ พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครูตอนนี้เน้นเรื่องประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ ฟังมา 40 กว่าข้อก็มีธรรมะเต็มไปหมด มาแจกแจงเรื่องกาย คำว่าประชาธิปไตย ยังเป็นธรรมะ คำว่าผู้นำเป็นประชาธิปไตย กษัตริย์เป็นประชาธิปไตย ผู้นำและประชาชน ต้องมี โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) ถ้าพ่อครูอายุยืนยาวไปถึง 151 ปี สังคมคงดีกว่านี้มาก พ่อครูว่า...ถ้าอยู่ถึง 151 ปีและมีเงื่อนไขว่า ต้องทำงานได้อยู่นะ ผมมั่นใจว่าสัมมาทิฏฐิ ตามที่ผมพาทำ จะเฟื่องไปถึงต่างประเทศ แต่เขาอาจเข้าถึงยังไม่ได้เพราะแม้แต่ชาวพุทธในไทยเอง แม้มีหลักฐานก็ต่างฟังกันอย่างเผินๆ ถ้าผมอยู่ 151 ปี เมืองนอกจะมาได้โลกุตระก่อนนะเพราะเมืองไทยมีอคติ และผมไม่ไปต่างประเทศ หนึ่งภาษาผมไม่ได้และสองผมเจตนาให้คนในเมืองไทยได้ก่อน ความหมายของผม คือ จะต้องสร้างแก่นแกนให้มี status มี static เป็นตัวตั้งต้นที่มีคุณภาพเต็มที่ก่อน แล้วจะมีรังสีออกไปให้ง่ายขึ้น ไม่อย่างนั้นจะช้า ต้องสะสม ต้องมีก้อนแท้ที่มีคุณภาพ ที่แข็งแรงเพียงพอ สมณะฟ้าไทว่า...เราจะให้พ่อครูอยู่ 151 ปีแข็งแรง พวกเราก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนพ่อครูไปด้วย ถึงตอนนั้นเราจะดูสังคมที่มีผู้นำเป็นโลกุตระ มีนักการเมืองเป็นพระอาริยะพระอรหันต์ พูดแล้วก็น่าอยู่นะ แต่อย่างไรก็ให้พ่อครูอยู่ถึงก็แล้วกัน เรา ไปก่อนไม่เป็นไร พ่อครูว่า...ก่อนจะได้พูดกันก็มี ฝากประชาสัมพันธ์ อาตมาก็บกพร่องไม่ได้ย้ำ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ พวกเราเลยวนไม่รู้แล้ว ได้หรือไม่ได้ กิจกรรมค้นหาพระโสดาบัน เนื

อ่านต่อ

่องด้วย ช่วงเข้าพรรษานี้ ระหว่าง วันที่ ๙ กรกฎาคม ถึง ๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ ทีมงานวิจัยและพัฒนา จะขอจัดกิจกรรม ค้นหาพระโสดาบัน มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

๑.จัดกิจกรรม สังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สัปดาห์ละ ๑ ครั้งตลอดพรรษา ตามหลักเสขปฏิปทาสูตร หรือ จรณะ ๑๕ วิชา ๘ เป็นทฤษฏีที่สมบูรณ์แบบ ที่พระพุทธองค์ ท้าทายให้มาพิสูจน์ ในทุกยุค ทุกสมัย

๒.ร่วมกิจกรรม กำหนดมาตรฐานคุณธรรมของพระโสดาบัน ในระดับ ปริยัติ, ปฏิบัติ, และปฏิเวธ

๓.ร่วมกิจกรรม สรรหา และกลั่นกรองพระโสดาบัน ตาม เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ในข้อ ๒ สัมภาษณ์, ตอบแบบสอบถาม แบบฝึกหัดการ ตั้งตบะ เพื่อ ลด-ละ-เลิก สักกายะ ๑ พฤติกรรม ตลอดพรรษา ตามแบบฟอร์มที่แนบมานี้

๔.ตรวจสอบและพัฒนา (ด้วยตนเอง และมิตรดี – สหายดี ให้ตรงตามฐานะ)

๕.จัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มเพื่อพิจารณากระบวนการข้างต้น

จึงกราบเรียนมา เพื่อให้ท่านรับทราบ และพิจารณา (วันเวลา ในการจัดกิจกรรม ขอให้ทาง บวร ราชธานีอโศก เป็นผู้กำหนด)

ทีมวิจัยและพัฒนา ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐

กิจกรรมที่เราทำแม้ลากไป ฝืนทำ เราตั้งใจทำ คนอื่นอาจมองอย่างดูแคลน ถูลู่ถูกังไปทำไม ใครจะลบอยู่อย่างไร เราก็จะทำ เพราะเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ใครจะว่าไม่ได้เรื่องอะไร แต่เราว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งใหญ่ ใครจะว่าไปแสวงหาทำอย่างไรจะรวย จะโด่งดัง ทำอย่างไรจะเป็นลําไย ไหทองคํา ปุ๊บมาดังเลย ทั้งโลกจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เราก็ทำสิ่งดีของเราใครจะว่าไม่ได้ผล แต่เราได้ผลมาถึงทุกวันนี้ ก็จะขอขยายความ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ใครว่าไม่ได้ผล อาตมาว่า ชาวอโศกพัฒนามาได้ผล แม้แต่พวกเราเองบางทียังเบลอ ไม่รู้ว่าเราได้ผล ได้แล้วก็วนมาทำอีกซ้ำซากเพราะไม่ชัดเจนใน สามญาณนี้ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ

_เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ค่าย “เข้าพรรษาร่วมอาสา มุ่งมาเกิดโลกุตระ” ครั้งที่ ๒๐ ณ บวร ราชธานีอโศก ศุกร์ที่ ๑๔ - อาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฏาคม ๒๕๖๐ รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา ๐๘๗-๔๔๓๗๘๖๕ ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร onlineได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP

_มีกวีที่เขียนมาว่า…

ปฏิสันถาน งานหนึ่งพึงตระหนัก อโศกมักหนักใจใคร่หลีกหนี ควรเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อเกื้ออารีย์ สังคมดีมีผล คนเป็นแปลง ทำยังไง ได้เห็นเป็นเช่น รู้จักกันฉันมิตร คิดแถลง อัชฌาสัยไมตรีมีมาแสดง คุณค่าแรงยิ่งนักรักพอเพียง ในสำนึกฝึกไว้ให้ความรัก ได้รู้จักซักถาม ยามส่งเสียง สังคมดี อยู่ไปไม่สำเนียง ควงคู่เคียงหมู่เราเฝ้าเจรจา มวลมิตรใหม่สดใสให้ได้คิด เป็นนิมิตฟ้าเปิดเกิดศึกษา เผยภพภูมิชั่วดีมีปัญญา อย่างสัมมาอาริยะมโนธรรม นักกลอนใหม่ พ่อครูว่า...นักกลอนใหม่ ไปติดใจภาษาสัมผัสก่อนเนื้อหา เนื้อหาเลยไม่ดี ต้องเอาเนื้อหาก่อน แล้วถึงเอาสัมผัส อาตมาเล่นกลอนมาก่อน

_ช่วยกรุณาแจกแจงโครงการ อินทราโศก …พ่อครูว่าที่จริงต้องเป็น อินทผาลัมอโศก จะปลูกอินทผลัมล้านต้นเพื่อช่วยชาวโลก พ่อครูว่า...ทำไมใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ คือมันมีใจอย่างนี้อาตมาว่า คือจะเพาะแล้วปลูกมันไม่ง่ายนัก แล้วจะปลูกไปทั่ว แล้วจะออกลูก ใครจะมาเก็บผลกินก็ได้เลย ไม่ต้องมีเจ้าของ ปลูกทั่วไปให้ได้มากๆ นี่ก็ไปเกิดฟิตอะไรขึ้นมา จะเอาอินทผาลัมล้านต้น

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สิ่งเสพติดทั่วโลกคือสมาร์ทโฟน การทำพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้อาตมาส่งเสริมจะเก่งอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์อย่างไร คุณต้องกินอาหาร เพราะฉะนั้นการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ทำไปเถอะ ให้มันล้นโลก ให้เน่าทิ้งก็ยังดี ดีกว่าไปสร้างสิ่งเป็นโทษ อาตมากำลังกล่าวโทษก็คือที่จิ้มๆนี้ เป็นสิ่งเสพติดทั่วโลก เป็นสิ่งเสพติดร้ายแรงที่สุดในยุคนี้ สิ่งเสพติด เสียเวลาแรงงาน มักง่าย ใจเร็วด่วนได้ สารพัด อยู่ในนี้หมด เพื่อให้คนบริโภคของเขา เสร็จแล้วกลายเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดเลย มันมีประโยชน์ อาตมาไม่ได้โง่ไม่รู้ว่า มันมีประโยชน์ไม่ใช่น้อย แต่มันซ้อน กลายเป็นสิ่งเสพติด ที่ทำให้นิสัยเสีย เลวร้ายซ้อนในนี้เยอะ ถ้าไม่มีซะ อาตมาว่าโลกจะดีกว่านี้เยอะ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจมองว่ามันมีประโยชน์ แต่อาตมามองออกว่ามันเสีย ตัวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธประโยชน์ แต่มองไปในมุมเสีย อยากให้ชาวอโศกสังวร หากติดหนักหนาก็เพลาบ้าง ก็แทนที่จะเสียเวลาจมไปกับอันนี้ เงินก็จ่าย งานก็เสีย ถ้าอะไรไม่จำเป็น พยายามรู้เอง อย่าไปกดมันเลย จะเสียเวลาจะใช้เวลาต้องทำ ลงทุนลงแรงจะทำก็ต้องทำอย่าให้ไอ้นั่นเอาไปกินหมด อีกหน่อยก็กดอย่างเดียว มาเป็นจานให้กินเลย

SMS วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-บ้านราช)

_3867นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชฯนร.สส ข.เยาวอาริยะชนฯทุกๆบวรโลกุตระอโศก _3867พ่อครูกล่าวถึงพระนางสิริมหามายาพระมารดาในพระสมณโคดมฯทำให้นึกถึงสมเด็จพระศรีนครินทราพระมารดาในร.9พระโพธิสัตว์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมฯคงทรงมีบุญญาธิการบารมีสั่งสมมาดุจเดียวกัน มารดาบิดาท่านว่าเป็นบุรพาจารย์(อาจารย์คนแรก)ของบุตร(พุทธภาษิต) มารดาบิดาท่านว่าเป็นพรหมของบุตร(พุทธภาษิต) ลูกไทยภูมิใจมีพ่อหลวงฯดุจพระบุรพาจารย์องค์แรกแห่งแผ่นดินฯมีสมเด็จแม่ฯในร.10ดุจพระพรหมของลูกไทยทั้งแผ่นดิน

_0015ช่วงเข้าพรรษารัฐบาลน่าจะรณรงค์ให้ ปชช.ลด ละ เลิกอบายมุข และรัฐฯงดการออกหวย งดขายสุรา บุหรี่ จะเป็นการคืนความสุขให้ปชช. ทันทีอย่างแท้จริงครับ พลังงาน"สัมประสิทธิ์" สามารถเทียบเคียงกับพลังขับในระบบ"เทอร์โบ"ของรถยนต์ได้ไหมครับ พ่อครูว่า...พลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient 1 มันมีตัวตั้ง ตัวคงที่ constant พลังงานบวก 2 มีตัว dynamic พลังงานลบ มีพลังงานบวกและลบ รวมกันทั้งคู่ รวมกันเป็น static ตัวตั้ง แล้วก็มีพลังงานที่เพิ่ม มากกว่าพลังงานที่เกิดอยู่แล้วมากระดับ คูณ หรือยกกำลัง จะเป็นพลังงานก้าวหน้า เกินกว่าบวกขึ้นไป จึงจะถือว่า เป็นพลังงานระดับสัมประสิทธิ์ Coefficient ถ้าเป็นยกกำลังยิ่งเป็น Coefficient ตัวนี้เรียกว่าพลังงานตัวแปร เป็นพลังงานระดับคูณทำงานเสริม ส่งเสริมทดเข้ามาหาตัวตั้งที่มี static กับ dynamic อยู่แล้ว ก็จะส่งเสริมตกผลึกให้แก่ตัวตั้งทับทวีไปเรื่อยๆ มีแต่ความก้าวหน้า เป็นพลังงานก้าวหน้า ไม่มีพลังงานถอยหลังลดลงเลย ไม่มีที่จบด้วย แต่ที่พูดเมื่อกี้นี้เป็นพลังงานทางฟิสิกส์ต้องมีตัวควบคุม ไม่อย่างนั้นเครื่องพัง

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ มาอธิบาย สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ สัจญาณ คือ สิ่งที่เราจะต้องทำเรียกว่าสัจจะความจริง ถ้าสิ่งไม่เป็นสาระสัจจะ เป็นความไม่เข้าท่าเป็นความหลอกก็ปล่อยไปไม่ต้องทำ ต้องมีญาณรู้ว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ จะทำให้เจริญพัฒนา สัจจะ มีสองอย่างคือ สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ บางคน เข้าใจการปฏิบัติธรรมมีแต่ปรมัตถสัจจะในจิตก็เลยเอาแต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีข้างนอกเลย ข้างนอกมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จะทำงานแล้วเกิดทุกข์ เกิดทุกข์อาริยสัจ จะเกิดทุกข์ถึง 5 ตัว แต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต เกิดสัมผัสแค่ทวารเดียว พวกนั่งหลับตาสะกดจิตนั้นน่าสงสาร เขายึดมั่นถือมั่นว่าการปฏิบัติธรรม ต้องนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นสมาธิ อาตมาก็ตีเลยว่า นั่นเป็นเรื่องผิด เลิกเลยได้ ไม่ต้องนั่งหลับตาสะกดจิตเลยก็บรรลุได้ แต่จริงมันเป็นอุปการะได้ แต่ถ้าทำถูกต้องตามสัจจะ ไม่ต้องนั่งไม่ต้องใช้เลยก็ได้ ลืมตา ปฏิบัติธรรมแบบมรรคมีองค์ 8 ในขณะ มีอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เลิกเลย การนั่งหลับตาสะกด Meditation อย่างนั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธ อาตมาพูดอย่างไม่ไว้หน้าเลย เขาจึงไม่มีสัจญาณ ไม่รู้ความจริง มีแต่ปรมัตสัจจะ ไม่มีสมมุติที่มีทั้ง 5 ทวาร แล้วก็ทุกข์เพราะ 5 ทวาร นี้ แต่กลับไม่เรียนรู้ ไปเรียนรู้การนั่งหลับตา แทนที่จะเรียนรู้วิจัย เวทนาในเวทนา เวทนา 108 เป็นกรรมฐานจึงไม่รู้ และแยกเวทนา 108 ไม่เป็น โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 คือเคหสิตเวทนา(โลกียะ) กับ เนกขัมสิตเวทนา (โลกุตระ) คุณต้องรู้เวทนา และรู้เหตุ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้มันลดลง คุณก็ไม่รู้เลย คุณต้องรู้อาการและทำขณะปัจจุบันเดี๋ยวนี้ ทำให้เกิดนิพพานเดี๋ยวนี้ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ คุณก็ไม่ทำ แต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ก็จมกับตรงนั้น ไม่ไปถึงไหน นั่งสะกดจิตไม่เกิดโพชฌงค์ 7 ไม่เกิด สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ไม่เกิด ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เริ่มต้น สัจญาณ คุณก็ไม่รู้ เข้าใจผิด นึกว่าปรมัตถสัจจะ แต่ที่จริง สมมุติสัจจะ เปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่โลกุตระจะทำจิตให้เหนือโลก แต่ถ้าคุณไม่รับรู้เลย ดับไม่เห็นก็ไม่ได้เรียนรู้โลก คุณก็อยู่ในโลกรูๆ โลกกระบอก โลกในกระป๋อง โลกในกะลา พูดเพื่อให้เกิดความสะดุดใจ ไม่งั้นก็หลงงมงาย ไปกันใหญ่เลย ยิ่งคนเป็นครูบาอาจารย์ที่เขาเคารพนับถือ ฟังบ้างเปลี่ยนแปลงบ้าง มาเอาตามโพธิรักษ์ก็คือของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของโพธิรักษ์หรอก อย่าเข้าใจผิด ก็ไม่ต้องเสียเหลี่ยมหรอก เมื่อไม่รู้สัจญาณก็ไม่รู้กิจญาณว่าคุณทำหรือไม่ หรือไม่ก็แค่รู้แต่ไม่ได้ปฏิบัติ พวกด็อกเตอร์ เปรียญ 9 เรียนเต็มหูเต็มหัวไปหมด แต่ไม่ได้ปฏิบัติ เรียนเพื่อสร้างลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุขให้แก่ตัวเอง เรียนรู้ไม่เกิดมรรคผล ไม่เป็นกิจญาณไม่ได้ปฏิบัติ คนไม่รู้ แน่นอนปฏิบัติไม่ได้ แม้รู้แล้ว คุณก็ไม่ปฏิบัติ คุณก็ปฏิบัติเริ่มต้นตั้งแต่ศีล 5 เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ สัตว์จะไปฆ่ามัน อ่านใจตนตั้งแต่สัมผัสกับสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ จงเมตตาเอ็นดู หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะคน คนนี่แหละจงมีเมตตาเอ็นดู หวังประโยชน์ให้เกิดกับเขาทั้งหลาย แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว ต่อไปอาจจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ พัฒนาได้ คุณจะไปตัดประโยชน์เขาทำไม สัตว์ที่เกิดมาทั้งปวง เริ่มเป็นจิตนิยามก็อย่าไปทำลายเขา ถ้าทำไปก็เป็นกรรมตัดรอน และเป็นวิบากคุณอีก บ ถ้าไม่รู้ก็ทำไม่ถูก หรือเมื่อรู้แล้วก็ไม่ทำ อันนี้ไม่มีกิจญาณ ทำอย่างไรก็ทำศีลสมาธิปัญญา เริ่มต้นที่ศีล 5 เริ่มที่สัตว์ คุณสัมผัสกับสัตว์ทุกชนิด อย่าไปทำร้ายมัน อย่าฆ่ามัน หวังประโยชน์แก่เขา พอเข้าใจไหมว่าสัตว์เซลล์เดียวอันนี้ อาจจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็ได้ คุณต้องหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย คุณไม่ฆ่ามันก็ไม่เป็นไร หรือแม้แต่เชื้อโรค พยาธิ พิษร้ายแรงทำร้ายคุณได้ก็แล้วไป ก็ฆ่ามันก็แล้วแต่อีกที เพื่อให้คุณมีชีวิตต่อ ของที่ไม่ใช่ของของเรา คุณไปเอามาทำไม ไม่ต้องถึงขโมยหรอก ถือวิสาสะนี่ก็ไม่ดีแล้ว คุณจะบอกเจ้าของเขาหน่อย ถ้าเอาไปวิสาสะไม่ได้บอก เจ้าของเขาก็จะตามหา หรือถ้าจะขอ เราอยากได้ จำเป็น สำคัญ ก็บอกได้ หรือไม่ก็ซื้อเอา ศีลข้อ 3 คือการสัมผัสรส อย่าไปละเมิด มันเป็นวิบากมาก ศีล 3 ข้อนี้ถ้าละเมิด ถ้าคุณไม่ละเมิดคุณจะเจริญขนาดไหน มีแต่กุศล แต่เมื่อไม่จริงจังไม่รู้จักสัจจะในการปฏิบัติ ศีลข้อ 4 เรื่องวาจา ข้อ 5 เรื่องมโน ก็ยังไม่ขยายความ ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ยืนยันได้ว่า ทุกวัดทั่วไปขณะนี้ไม่มี มหาศีลแล้ว พระไม่รู้จักศีลแล้ว ฆราวาส จะไปรู้จักได้อย่างไร ศีล 5 8 10 ก็อยู่ในจุลศีล 26 ข้อ แต่เขาไม่รู้ว่าคือจุลศีล เพราะเขาทิ้งไปหมดแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล มัชฌิมศีลคือศีลที่ให้คนเอาไปปฏิบัติเพื่อลดกิเลส จนหมดได้ มัชฌิมศีลก็ขยายละเอียดขึ้นจากจุลศีล ส่วนมหาศีล นั้นคือศีลของศาสนา หมายความว่าที่ประกาศไว้ในมหาศีล 7 ข้อนี้ ที่จริงมีละเอียดกว่านั้น แต่ท่านก็ตรัสไว้ละเอียดมาก ท่านห้ามเดรัจฉานวิชชาเหล่านี้เพราะไม่ใช่ของพุทธ ท่านประกาศศาสนาว่า ศาสนาของท่านไม่มีเดรัจฉานวิชชาเหล่านี้ อาตมาพูด ที่ว่ามันง่ายแต่มันร้ายกินลึก คือ จุดธูปเทียนบูชาไฟ และใช้น้ำเป็นสื่อ สิญจนยัญ เป็นการรดน้ำมนต์ก็คืออันนี้ ในศาสนาพุทธไม่มีไม่ใช้ ถ้ายังใช้อยู่ก็ไม่ใช่พุทธ พูดไปเหมือนไอ้เข้ขวางคลอง แต่เป็นเรื่องที่อาตมาพูดมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ต้องศึกษาให้ดีไม่อย่างนั้นจะงมงาย เขาใช้น้ำและไฟเป็นสื่อให้ถึงวิญญาณ มันเป็นแบบเทวนิยม พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้มาก แต่อาตมาฉีกหน้าเขาเลย ในยุคสมัยพระพุทธเจ้าท่านต้องประนีประนอมเพราะมีแต่พวกเทวนิยมเต็มไปหมด ท่านต้องไว้หน้า แต่ยุคนี้อาตมาไม่ไว้หน้าได้เลย พูดถึงการอวดอุตริมนุสธรรมอาตมาจำเป็นต้อง อวด เพราะยุคนี้คนนึกว่าไม่มีแล้ว โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่ใช่แค่ภาษาคำพูด แต่อาตมาอธิบายแจกแจงสภาวะ อาตมาเกิดมายุคนี้ต้องมาอวดดี ไม่ได้อวดผิด อวดชั่ว มาอวดถูกอวดดี สมณะฟ้าไทว่า...มาแสดงให้คนเห็นสิ่งดีได้ไหมครับ พ่อครูว่า แสดงคือ show เช่นกันอาตมาต้องทำ เป็นไฟต์บังคับ ถ้าไม่ทำเขาก็ไม่เชื่อว่ามี ไม่มีหรอกในยุคนี้ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่มีหรอกไม่เชื่อ แต่เราบอกว่ามีแล้วเราก็เป็น และเราก็พากันเป็น ตอนนี้มีคนมาตรวจค้นหาโสดาบันกัน กตญาณคือญาณที่รู้แล้ว แต่ทีนี้มันแล้วไม่รู้แล้ว ทำซ้ำไปซ้ำมา วนไปวนมาก็มันจบแล้ว แต่วนมาใหม่อีกก็ดีเหมือนกันนะ แต่ทำแล้วได้แล้วก็เอากลับมาอีก วนมาอีกก็ดีเหมือนกันนะก็ไปใหม่ เพราะไม่มีกตญาณ แล้วก็วนไปอีกทั้งที่คุณก็ไม่ต้องเสพอีก เฉยได้วางได้แล้ว แต่ก็เอามาทำอีก เราไม่มีกตญาณ ไม่มีปัญญารู้ ว่าเราหมดแล้ว ไปขยำขี้ ขี้คือสิ่งที่ออกจากตัวเราแล้วกลับเอามาขยำ ถ้าเราตัดได้เด็ดขาดแล้ว เราอยู่กับหมู่ เขายังมี ก็คือเขา แต่เราไม่มีแล้ว แต่เราไม่มีกตญาณก็คือไม่รู้ กลับไปเผลอเสพอีกก็เลยวนไม่รู้แล้ว จบไม่รู้จักจบ ญาณ 3 นี้ สำคัญมาก โดยเฉพาะญาณ จบนี่แหละ ท่านใช้คำว่า ๑. สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ กำหนดรู้ให้ครบ ปริญเญยยันติ) ๒. กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจที่กำลังละล้างกิเลส ปหาตัพพันติ) ๓. กตญาณ . (รู้การจบกิจแจ่มแจ้งแล้ว สัจฉิกาตัพพันติ) . (พตปฎ. เล่ม ๔ ข้อ ๑๕ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บันเทิงและกีฬาคืออภิมหาอบายมุข _0015ช่วงเข้าพรรษารัฐบาลน่าจะรณรงค์ให้ ปชช.ลด ละ เลิกอบายมุข และรัฐฯงดการออกหวย งดขายสุรา บุหรี่ จะเป็นการคืนความสุขให้ปชช. ทันทีอย่างแท้จริงครับ พลังงาน"สัมประสิทธิ์" สามารถเทียบเคียงกับพลังขับในระบบ"เทอร์โบ"ของรถยนต์ได้ไหมครับ พ่อครูว่า…อาตมาเห็นด้วยอย่างมากเลย คำว่าอบายมุข การออกหวย สุรา บุหรี่ เป็นอบายมุขพอเข้าใจ แต่บันเทิงเริงรมย์กีฬา โกงกัน มีวิธีซับซ้อน เขาไม่รู้ว่า นี่คือมหาอบายมุข รุนแรงจัดจ้านยิ่งกว่าอบายมุข อาตมาเคยพูดมานานแล้วว่า ถ้าสังคมใด คนในสังคมนั้น ราคาค่าตัวทางการบันเทิงกับนักกีฬาสูงขึ้น นั่นคือสังคมเสื่อมสังคมเลว สังคมใดที่ราคาค่าตัวของนักบันเทิงเริงรมย์ กับนักกีฬาสูงขึ้นแพงขึ้น ยิ่งแพงขึ้นสูงขึ้น นั่นคือยิ่งเสื่อมเท่านั้น สังคมนั้น แย่ลงเท่านั้น ประเทศใด ที่ค่าตัวดารา นักกีฬาแพง ประเทศนั้นเสื่อมด้วยอวิชชา โดยไม่รู้เพราะว่าโง่ อวิชชา โอลิมปิก จะพาให้โลกชิบหายแล้วแข่งกันฉิบหาย ประเทศที่จะจัด จนมาก แต่ก็ไปกู้เงินเขามาสร้างเพื่อจะรองรับโอลิมปิก อวดโหญ่โต มโหฬารพันลึก บ้าบอ มาจัดใหญ่โต กู้เงินมาทำ หลงแข่งดีอวดโอ่ ไม่เข้าใจว่านี่คือ อภิมหาอบายมุข อินเดียไม่เคยจัดโอลิมปิกเลย ทั้งที่ประเทศเขาใหญ่มาก เขาไม่โง่เหมือนประเทศอื่น ประเทศกระจอกๆ กลับกู้เงินมาจากโอลิมปิก สาธุ…..!เมืองไทยมีพระสยามเทวาธิราช อย่าให้คนไทยโง่เง่าเอา olympic มาจัดในไทยเลย พระพุทธเจ้า สอนไว้ ถ้าไปโง่เสียแล้วน่าเสียดาย ถ้าไม่ใช่ชาวพุทธ ก็น่าสงสารแม้แต่พุทธเองก็ไม่รู้ อะไรไม่รู้เอาลำไยไหทองคำ ประเดี๋ยวเดียวก็รวย แสดงถึงความเสื่อมต่ำของสังคมประเทศ อาตมาอยู่ในสายบันเทิงมาก่อนบวช มาบวชแล้วน่าจะมีดารามา แต่กลับชังน้ำหน้าเราหมดเลย เพราะว่าไปว่าเขา แต่ก่อนเราไม่รู้ตัวก็ลิงลมอมข้าวพองไปกับเขา แต่พอรู้ตัวก็มาทางนี้แล้วให้สติเขาแต่ก็คงยาก

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ต้องมีตัวตั้งที่มากพอจะก่อ osmosis ได้ SMS เฟซบุ๊ค _ปรีชา ขำเพชร : การบรรยายธรรมะของพ่อครูหรือสิ่งที่พ่อครูได้ สร้างสรรค์ขึ้น เช่นตลาดอาริยะ โรงเรียนสัมมาสิกขา บวร...การกสิกรรมไร้สารพิษ โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อสังคมและมวลมนุษย์ แต่รัฐและสื่อมวลชนทั่วไปไม่เคยนำเสนอเลย มันเป็นการปิดล้อมทางสื่อสารมวลชนอย่างแน่นอนจากมือที่มองไม่เห็น(invisible hand) จึงเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งของชนชาวอโศกที่จะต้องช่วยกันนำธรรมะที่พ่อครูบรรยายและผลงานที่ชาวอโศกสร้างสรรค์ขึ้นนำเสนอต่อมวลชนอื่นอีกในทุกๆสถานการณ์ที่มีโอกาส....โดยมีความสำนึกว่า ตนเอง คือตัวแทนของพ่อครู ณ ขณะนั้น เพื่อลดบทบาทการปิดล้อมทางสื่อสารมวลชนของInvisible hand ครับ พ่อครูว่า…ก็จริงเราจัดตลาดอาริยะมา 38 ปี แต่ก่อนเราเคยส่งหนังสือเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าว เขาไม่สนใจเลย เดี๋ยวนี้เราก็เลยไม่ส่งไป เขาอาจไม่เชื่อว่าทำจริง อาจทำเล่น แต่นี่เราทำมาสามสิบกว่าปีแล้วนะ อาตมาภูมิใจที่ทำแล้วสอดคล้องกับในหลวงตรัส ไม่ได้เสแสร้ง ในหลวงท่านจริงพระทัย คำตรัสท่านซื่อๆตรงๆ บอกว่า เราเสียนี่แหละคือเราได้ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เราจัดตลาดอาริยะ เป็นการค้าขายแบบขาดทุน ต่างจากตลาดบุญนิยมที่มีการค้าขายแบบบุญนิยมทั้ง 4 ระดับ คือ ขายต่ำกว่าราคาตลาด ขายเท่าทุน ขายขาดทุน แจกฟรี ถ้ารัฐบาล จัดขึ้นมา จากตลาดอาริยะ จะได้ประโยชน์แก่ประชาชนมากเลย โรงเรียนสัมมาสิกขา เราสร้างโรงเรียนเพื่อสอนเด็กสร้างเยาวชนให้แก่สังคม ช่วยรัฐบาล ที่มีหน้าที่ให้การศึกษากับเยาวชน เราเปิดโรงเรียนสอน ไม่ได้เอาเงินทองเหมือนกับรัฐบาล สอนกินอยู่หลับนอนด้วย ไม่ใช่โรงเรียนไปกลับ เรามีหลักศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา มาตั้งแต่ต้น เป็นปรัชญาของโรงเรียน ไม่เอาศีลธรรม และทำการงานให้เป็น เป็นบวร เด็กเรียนอย่างพวกเราไม่ใช่เรียนแบบในกล่อง ตัดขาดจากสังคม อาตมาว่าอย่างนั้นไม่ได้ มันผิดหมดเลย การศึกษาของเราจึงอยู่กับสังคม ทำงานร่วมกัน กินใช้ร่วมกัน มีศึกษาวิชาการให้ด้วย ตามหลักสูตรที่เขามีกัน บ้านคือสังคม วัดคือธรรมะ โรงเรียนคือการศึกษา เราก็มีและไม่ได้แยกออกจากกันและกัน จากสังคม เรียนธรรมะ การงาน สังคม พวกเราเรียนกัน เป็น บวร เรื่องของบวร นี่ อยากจะบอกชี้อีกอันว่า บวรนี้ลึกซึ้งที่สุดคือ osmosis ต้องมีต้นทุนคือ status เป็นต้นทุนของค่าคงที่ต้องมีมากพอ เมื่อมากพอจึงจะไหลลงมาหาน้อยได้ ถ้าไม่มีความเข้มข้นมาก จะไม่ไหลซึมสู่คนอื่นได้ เพราะว่า osmosis ไม่มีใครทำให้ได้ ต้องไหลไปเอง น้อยไหลไปหามากไม่ได้ ต่ำไหลไปหาสูงไม่ได้ เพราะฉะนั้น Osmosis จึงต้องมีตัวตั้งต้นที่สูงพอ จึงจะเกิดการไหลซึมไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะฉะนั้นชาวอโศก มีแก่น status มากพอ คนเข้ามาในนี้ แม้ไม่มีปัญญาที่จะรับ แต่เพราะมีแกนตั้งแกนรับหลักมากพอจะซึมไหลเข้าหาคนอื่นที่ตั้งใจจะมาเอา แต่ถ้าคนปิดประตูรับเลยก็ไม่ได้ แต่ถ้าคุณเปิดประตูก็จะ ออสโมซิส ให้ สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าสมณะสิกขมาตุ ผู้ใหญ่ในชุมชนมีศีล มาก เด็กจะปัญหาลดลงเลย การกสิกรรมไร้สารพิษเราก็ทำ ปุ๋ยอินทรีย์เราก็ทำ อาตมาเข้าใจลึก แต่ถ้าพูดไปจะไปว่าสื่อมวลชนเขา พูดไปก็จะมีจิตในจิตของตัวเอง เป็นจิตไม่ค่อยดี ถ้าจิตดีจะไม่เป็นอย่างนี้หรอก อีกอันหนึ่งคือ คนที่รู้ว่าสิ่งไหนดีก็แล้วแต่ อันนี้ดีอยู่ในสังคมและกล้าส่งเสริม กล้าเปิดเผย ยืนยันกับสังคมว่าอันนี้ดี นี่เป็นความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน แบบคนจนที่ไม่ติดตำรา _กฤตพล นพเก้าแสงนิมิต : ส่วนใหญ่จะรูดบัตรเครดิตเพื่อสินค้าฟุ่มเพือย มากกว่า บางคนใช้เงินเหมือนดินพอกหางหมู วินัย คนไทยขาดวินัย ไม่มองอนาคต บัตรเครดิตแต่ละใบ เหมือนใบมีดที่คอยกีดเนื้อตัวเราเอง ผมก็เคยมีบัตรเครดิต แต่พ่อแม่ผมสอนว่าให้ไปปิดมัน แล้วใช้ชีวิตแบบปกติ ผมว่าดีนะ

พ่อครูว่า เงินเชื่อต้องมีดอกเบี้ย แต่ชาวอโศกยืนเงินกันก็มี แต่เราเรียกเงินเกื้อไม่ใช่เงินกู้ ไม่มีดอกเบี้ย เราไม่เรียกเงินที่เกื้อไปว่าหนี้ แต่เรียกเงินหนุน ยืมกันไปมาเผื่อแผ่กันไปมา ไม่พยายามสร้างให้เกิดทุกข์เดือดร้อน แบบดอกทบต้น เราไม่ทำกลโกงแบบนี้ ต้องมีน้ำใจ อย่างในหลวงตรัส อาตมาซาบซึ้งว่า ...เราต้องเอาแบบคนจน สามัคคี อลุ่มอล่วย แบบคนจน...ไม่ติดตำรา “แบบที่เรียกว่าทำแบบคนจน คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำก็ทำ แนะนำได้ ทำแบบคนจน เพราะเรา เราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก แล้วไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมากมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขาเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมสูง มีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว ...แต่ถ้าเรามีการปกครอง แบบ...เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากันก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามบัญชี ตามวิชาการแล้วก็วันหนึ่งก็วิชาการนั้นเราดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก อนาคตยังมีแต่ไม่บอกว่าต้องอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอะล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ อาตมาภูมิใจที่แม้ยุคนี้ยุคเสื่อม แต่ก็อยากมีคนพากเพียรมาปฏิบัติได้ จะได้จำนวนเท่านี้ก็พอเพียง ได้เท่านี้อาตมาก็ภาคภูมิใจ คนที่แสวงหามีทางออก แล้วเขาก็มาประพฤติปฏิบัติ พวกเราก็อยู่ตามประสาพวกเรา ผู้ใดเห็นรู้ว่าควรก็เข้ามาศึกษาฝึกฝนปฏิบัติ สร้างตนเองสร้างนิสัยใจคอ อาตมามั่นใจว่าได้พาทำอย่างสัมมาทิฏฐิ ยืนนานมา 40 กว่าปีแล้ว แม้แต่เถรสมาคมจะหาว่าทำผิด หาวิธีกั้น เขาไม่ได้ทางธรรมก็เอาทางโลก ฟ้องร้องอาตมาก็แพ้ เขาก็ลงโทษ สุดท้ายจำคุกหกเดือน ก็รอลงอาญา 2 ปี ข้างนอกคุก เจ้าหน้าที่คุมประพฤติก็มา 2 ครั้งแล้วก็หายไปเลย พอเขามาก็มากินมังสวิรัติ มาไหว้ มาฟัง ก็มารู้มาเห็น ไม่รู้จะคุมประพฤติอย่างไร อาตมาก็ไม่อยากพาดพิงถึงสื่อว่าทำตัวเป็น Invisible hand อย่างไร ทำไมไม่นำเสนอสิ่งที่ควรนำเสนอ อาตมารู้อยู่แต่ไม่อยากพูดไป คุณปรีชา เขียนมาก็ดีแล้ว ก็อาศัยอันนี้พูดไปบ้าง แต่ก็นึกตัดพ้อในใจสื่อสารมวลชน จะบอกว่าอยากให้โปรโมทก็ไม่มีหรอก แต่ว่ามันควรทำเป็นมหาปเทส ควรอย่างยิ่งด้วยเพราะเป็นสิ่งหายาก

_ไม่มีตัวตน คนไม่สำคัญ : อยา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน