570808_สรรค่าสร้างคน(๗)วนบ. เรื่อง ลักษณะบุญนิยม ๑๑ ประการ ตอน ๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570808 สรรค่าสร้างคน( 7 )วนบ. เรื่อง ลักษณะบุญนิยม 11 ประการ ตอน 1 วันนี้วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้สนช.ก็ได้เลือกประธานได้แล้ว เป็นเอกฉันท์ เรียบร้อยดีมาก เป็นนิมิตที่ดีมาก เมื่อกี้นี้ฟัง ประธานคสช. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดได้ดี พูดจริงใจ เราก็มาเอาดีๆ ของเราเหมือนกัน ขอให้ดีเถิดพ่อเจ้าประคุณ เหนื่อยจริงๆ วันนี้สรรค่าสร้างคน เราจะเร ิ่ มต้นสาธยาย บุญนิยมที่สมบูรณ์จะเป็นอย่างไร? อาตมาแจกไว้ถึง 11 ข้อ ในหน้า 17 ลักษณะของบุญนิยมที่สมบูรณ์ 11 ประการ 1 . ทวนกระแส(คนละทิศกันกับของทุนนิยม) 2 . ต้องเข้าเขตโลกุตระ 3 . ทำได้ยาก(ยกเว้นผู้มีบารมีจริง) แม้ยากก็ต้องทำ 4 . เป็นไปได้(ไม่ใช่ฝันเฟื่อง) 5 . เป็นสัจธรรม(ของจริงของแท้สำหรับมนุษย์และสังคม) 6 . “กำไร” ของชาวบุญนิยม หรือจะเรียก รายได้ หรือ ผลประโยชน์ สำหรับตนก็คือ ส ิ่ งที่ได้ให้ออกไป คุณค่าที่ได้สละจริง เพื่อผู้อื่น เพื่อมวลมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย จึงเรียกว่า บุญ คือการชำระสละออก 7 . สร้างคนให้ประสพผลสำเร็จเป็นหลัก 8 . ต้องศึกษาฝึกฝนจนจิตเกิดจิตเป็นเรียกว่าบรรลุธรรมตามลำดับ จึงชื่อว่า “เป็นผลสำเร็จจริง” 9 . ความร ่ำ รวยอุดมสมบูรณ์ไม่อยู่ที่ส่วนบุคคล แต่อยู่ที่ส่วนรวมหรือส่วนกลาง 10 . เชิญชวนให้มาดูหรือพิสูจน์ได้ดุจเดียวกับพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ 11 . จุดสัมบูรณ์คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ มาอธิบายรายละเอียดไปทีละข้อ 1 . ทวนกระแส(คนละทิศกันกับของทุนนิยม) บุญนิยมเป็นของใหม่สำหรับโลกยุคปัจจุบัน เขาเรียกโก้ๆ ว่าเป็นนวัตกรรม ตรงกันข้ามกับทุนนิยม ไม่กอบโกยแก่งแย่งกับเขา แต่ขยันหมั่นเพียรทำให้มาก ไม่กักตุน ให้เขาด้วย แต่ทุนนิยมทุกวันนี้เคี่ยวเข้ม ดุเดือนเลื
อ่านต่อ
อดพล่าน หนักหนาสาหัส มันคิดหาวิธีการ จิตวิทยาซับซ้อน กลเม็ด มากมาย หลอกคนให้ตายใจ หลงนิยมชมชื่นเชื่อถือยอมสยบ ปฏิบัติตามเขาได้สำเร็จ แล้วคนก็เพ ิ่ มให้จัดจ้านซับซ้อน เป็นค่ายกลที่ยากจะแก้ไขได้ น่าสังเวชสำหรับมนุษยชาติ เราจะต้องมาศึกษาฝึกฝนทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธศาสตร์ เรียกว่า บุญนิยม ล้อเลียนกับ ทุนนิยม เพื่อให้เข้าใจง่าย มีลักษณะทวนกระแส พวกเราชาวอโศกอาตมาว่าทำได้ผลแล้ว ได้ส ิ่ งจริงนั้นพอสมควร แล้วเราจะทำให้ดีกว่านี้ได้ไหม...ได้.. เป็นความหวังที่มีหวังได้ดีอยู่ ทั้งโลกรู้ว่าไม่เอาเปรียบดี เสียสละดี รู้หมด แต่ก็ทำท่าทีซับซ้อนหลอกให้ตายใจ ให้หลง มันก็ทำเสแสร้งกลับกัน ที่จริงเขาคดแต่พยายามทำเป็นตรง เขาทำได้สำเร็จ ต้องชมว่าเก่งจริงๆ จนใครไม่รู้ก็เป็นเหยื่อ ร้ายแรงจนไม่ไหวแล้ว มองไปถึงสังคมโลกเลย คุณเชื่อไหมว่าแต่ละประเทศที่เขาว่าใหญ่ไปช่วยเหลือประเทศเล็ก เขามีใจสะอาดจริงใจจริงๆ เลยไหม? คุณเชื่อไหม? ...ไม่เชื่อ หลักประกันแท้ที่ว่าจะจริงใจไหม มันอยู่ที่โลกุตรจิต จิตคนอีกโลกหนึ่ง จิตอาริยบุคคลแท้จริง เราเองศึกษาโลกุตระ อาริยบุคคล ของพระพุทธเจ้าเราจะรู้ ว่ามันไม่ง่าย มันหลอกเราเล่นกลกับเราซับซ้อนเราจะรู้ดี เราถึงพูดไปไม่ได้เดา แต่มีความจริงจากใจที่เรามีปัญญา เห็นจริง มันถึงตอบได้ประสานเสียงกันพร้อม ในเรื่องของ โลกุตระ หรืออาริยะธรรมพระพุทธเจ้า จะเป็นตัวแก้ปัญหาของโลก เพราะไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่จริงใจ ถ้าเราสร้างคนให้จริงใจ เสียสละได้เท่าที่เราทำได้ ไม่ต้องอวดเก่ง อย่างชาวอโศกเศรษฐกิจเราทำได้ เราก็ทำไม่น่าเกลียด ที่ผ่านมา เราก็อ่อนน้อมถ่อมตนใช้ได้ ไม่ได้น่าเกลียดว่าช่วยเขาแล้วเราไปเบ่ง แต่ก็มี error บ้าง ถือว่าเป็นทศนิยมความไม่บริบูรณ์ของสังคม อาตมาว่าทศนิยมแค่นี้ใช้ได้เลย ไม่ถึง . 5 % ดูดี เราก็ทำไปตามประสาที่จริงใจเสียสละสร้างสรร เอื้อเฟื้อเจือจาน ไม่เห็นแก่ตัว ทุกคนในโลกรู้ดีว่าไม่เห็นแก่ตัวนี้ดี เด็กๆ เราก็รู้แล้ว เพราะงั้นอาตมาว่าเราเริ่ม ชาวอโศกนั้น เศรษฐกิจเราทำมาถึงบัดนี้มีของจริงมากพอ เชื่อเช่นนั้น แม้ตนเองจะไม่ชัดเจน แต่ก็พอเชื่อว่าเราก็พอเป็นไป งั้นเอาให้จริงให้ชัดเลยเราเอาให้เต็มที่เลย สัจธรรมพระพุทธเจ้านี้ซ้อน จะล้างกิเลสสองด้าน คือด้านโลกีย์ธรรมดาเรียกกิเลสตรงๆ ก็ทำได้ทุกคน แล้วจะมีกิเลสซ้อนไม่ใช่ด้านนอก เป็นด้านใน เป็นมานะ อัตตา ซ้อน คือมันทำดี ทำความดี แล้วกิเลสซ้อนคือเอาดีไปข่มเขา ไปเบ่ง อย่างน้อยก็เอาไปอวดอ้าง ทวงบุญคุณ โชว์ พวกนี้เป็นอุปกิเลสซ้อน แล้วคุณก็อวดสิ่งดีด้วย โลกเขานิยมอวดรวย อวดกาม อวดเก่ง ซับซ้อน มันรู้ว่าไม่ดีแต่มันก็ทำแล้วก็ยอมกัน อย่างโลกีย์เขาเอาเหมือนคนตลบแตลง รู้ว่าไม่ดีแต่ก็จะเอาอย่างไม่ดี แต่ของโลกุตระซ้อน เราต้องเรียนรู้ว่าเมื่อได้ดีทางโลกีย์แล้วได้ดีไม่ต้องไปอวดดี ทำดีต่อไป อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ สูตรสำเร็จนี้แหละ เข้าใจความหมายแล้วทำให้ดี จะไปรอดไปได้ดี มันทวนกระแสโลก ชัดๆ เลย อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้นี่ พยายามศึกษาฝึกฝน ลักษณะทวนกระแสนี่คงไม่มีใครสงสัยลังเล 2 .ต้องเข้าเขตโลกุตระ เข้าเขตอย่างไร? .. โลกียะ คืออะไร ? โลกุตระ ตรงกันข้ามกัน เรียกว่าทวนกระแส โลกียะ คือล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข สุขเป็นคำกลาง ไม่ว่าโลกียะ หรือโลกุตระ ก็เรียกสุข แต่คนละขั้วเลยในสภาวะ โลกียะคือ สุขใจพอใจที่ได้มาเสพบำเรออัตตา ได้ของนี้มาเป็นของกู ได้อำนาจได้อารมณ์ได้สัมผัสมาเสพสมราคะ แม้แต่โทสะก็สมใจ ได้เปรี้ยงได้ฆ่าเขาสมใจก็สุขละ มันบำเรอกิเลสตน แต่โลกุตระไม่บำเรอกิเลส หยุดบำเรอล้างเหตุนี้ออกๆๆทวนกันเลย ทางโลกียะว่าอย่างนี้ ทางโลกุตระไปคนละทางเลย แต่โลกุตระ โลกียะ มันคนละขั้ว ดำกับขาวจริง แต่โลกุตระ ไม่เป็นศัตรูกับโลกียะ เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายจะเข้าใจ ผู้ขี้เหนียวโลกียะมากๆ เขาก็จะเห็นว่าเป็นศัตรูแต่เราไม่เลยไม่ได้เป็นศัตรูเลย แต่ทำให้สบายทั้งสองเลย คนหนึ่งเอาอีกคนไม่เอา ก็จบสิ แต่ที่เดือดร้อนทุกวันนี้เพราะกูก็จะเอามึงก็จะเอา มันตระกูลเอาเหมือนกันก็เลยฆ่ากัน แต่เราตระกูลให้นะ มันช่วยคุณได้ คุณจะเอาขอก็ให้ก็เลยสงบ อยู่กันอย่างดีเรียบร้อย เป็นสิ่งวิเศษลึกซึ้งโลกุตระ สัจธรรมจริง โลกุตระขั้นต้นที่เห็นง่ายๆนะ โลกียะ มีเหตุปัจจัยคือต้องได้สมใจ โลภ โกรธ หลง โลกียะ มีแต่กิเลสหนาโตอ้วนพองใหญ่จัดจ้านขึ้นโดยไม่รู้ เขาก็ย ิ่ งทำเพราะเขาว่าเป็นสุข เป็นอวิชชาเป็นความหลงผิดสุขเท็จ ลมๆ แล้งๆ แต่คนก็ติดมันมานานแสนนานไม่รู้กี่ชาติแล้ว ค้นหาต้นตอนับชาติไม่ได้เลย ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆชาติ ไม่ง่าย แต่ก็ต้องทำ เมื่อเข้าใจว่าสิ่งนี้คือสุดยอดของมนุษย์ประเสริฐ พระพุทธเจ้าได้ค้นพบโลกุตระว่าเป็นอย่างไร ตั้งแต่หัวใจศาสนาพุทธคือ อาริยสัจ 4 อาริยสัจ 4 นี้อาตมาว่า หลักไหนก็ไม่สมบูรณ์เท่าหลัก โพธิปักขิยธรรม 37 ส่วนโลกุตระมี 9 นั้น ก็คือสร้างธรรมะใส่จิตใจ ท่านรวมไว้รู้กันกว้างว่าคือโลกุตระ 9 คือโสดาฯมรรค, โสดาฯผล...ไปจนอรหัตตมรรค, อรหัตผล รวมเอานิพพานเป็น 9 แต่ถ้ารวมกับโพธิปักขิยธรรม 37 ก็เป็นโลกุตระ 46 การเรียนปริยัตินั้น ก็ไม่ถือว่าเข้าโลกุตระมรรค แม้จะเรียนปริยัติถึงผลเลย แต่ก็ไม่ได้มีในตน ต้องไปปฏิบัติให้ถึงขีดขั้น ต้องทำตามลำดับไป ลัดไม่ได้ แม้จะรู้ให้ละเอียดดีอย่างไรก็ไม่ได้ ต้องทำตามฐานะ โลกุตระ 9 นี่เป็นผล จากการปฏิบัติ แล้วเกิด เกิดอะไร มนสิการเป็น หรือโยนิโสมนสิการ เกิดผล ผลน้อยๆ จนเป็นผลเต็มเมื่อถึงรอบๆ ไป ปฏิบัติ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบ แล้วอ่านจิตวิญญาณเป็น แล้วมรรคอยู่ตรงไหนก็อยู่ที่โพธิปักฯ 37 แล้วได้มรรค อีก 9 เร ิ่ มปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปทาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรคองค์ 9 และมีหลักที่เรียกว่าจรณะ 15 ก็เป็นหลักใหญ่กว้าง แต่ไม่สมบูรณ์เต็มเท่าโพธิปักขิยธรรม 39 ส่วนไตรสิกขาก็กว้างกว่า แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็อันเดียวกัน ขยายเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จรณะข้อแรกๆ อปัณกปฏิปทาก็คือศีล แล้วเกิดผลตามมา เป็นสมาธิ เป็นปัญญา โดยมีปัญญาร่วมตลอด มีปัญญากับศีลทั้งสองอย่าง เหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า มีศีลเป็นพ่อ ปัญญาเป็นแม่ แล้วมีจิตที่เกิดเป็นลูก เป็นอธิจิต เร ิ่ มต้นมรรค คือโพธิปักขิยธรรม ข้อที่ 1 คือ กายในกาย ของสติปัฏฐาน 4 ทุกวันนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปมาก ท่านตรัสไว้ว่า [ 672 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [ 673 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ พ่อครูต่อ...ที่บอกว่าสาวกมาร้อยกรองเป็นภาษาอันวิจิตร แต่เป็นของภายนอก นั้นเดี๋ยวนี้เขาก็พูกกันเก่งๆ แต่คำพูดนี่เป็นโลกียะ มันวิจิตรมาก โลกียะมีทั้งกุศลและอกุศล เขาก็เอากุศลมาปรุงแต่งกันให้วิจิตร โลกียะคือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็มีเงื่อนไขว่าพยายามไม่ให้โกงให้ผิด แต่ไม่ลึกไปว่า มัน เพ ิ่ มลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขไหม คำสอนเขาก็มีแต่ขอให้สุจริต แต่มันผิดแต่ต้น ผิดที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มากกว่าเขา ได้เสพสุข เพราะกาม อัตตา มากกว่าเขา ปรารถนามากใหญ่เยอะแบบปุถุชน พยายามอย่าให้ทุจริต อย่าให้โกง ให้ซื่อสัตย์ตรง แต่ชาวโลกีย์ด้วยกันเข้าใจกัน ไม่ขัดแย้งในใจว่า ถ้าใครมีวิธีการคว้าลาภมาได้มากกว่าตามหลักเกณฑ์โลก ที่จะตั้งหลักเกณฑ์ซับซ้อนได้เปรียบมากขนาดไหนไม่แคร์ อย่างที่เห็นในโลกทุกวันนี้ตั้งอัตราไว้แค่นี้ๆ แม้จะซับซ้อนจะรู้ทันอยู่ มันก็ยังยอมให้ทำ เช่น เอาการพนันมาซ้อนในเศรษฐกิจ เป็นพนันล่อหลอก ได้ผลไปที่คนทุนหนา เพราะเข้าใจใช้จิตวิทยาที่จะเอาโดยใช้เครื่องล่อ ดึงเอามาเป็นพวกแบ่งกัน แล้วหลอกว่าเขาก็ได้นะ แบ่งส่วนนะ ถ้าไม่มีเขาเราไม่ได้นะ ซับซ้อนสร้างหลักเกณฑ์เอามาใส่ยอมรับกันทั่วโลก สรุปโลกียะบำเรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข บำเรอกาม บำเรออัตตา ไม่เข้าเขตโลกุตระ แต่เขารู้ว่าอย่าแสดงความโลภ แต่ทำให้คนเมาหลงรู้ไม่ทันเลย มึนเมา คนรู้ไม่ทัน กัลยาณธรรมโลกียะ คือหลอกได้หลอกดี ให้คนรู้ไม่ทัน แล้วจำนน คนจำนนแล้ว แม้รู้ทัน เขาก็จะเป็นอย่างที่เขาหลอกให้เป็น ก็พัฒนาไปเป็นคนถูกหลอก เพราะสมกิเลส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข และสังคมยอมรับด้วย โลกุตระมาประกาศ เขาไม่ยอมรับ แต่โลกียะด้วยกันมันยอมรับ ทั้งที่บอกว่าตระกูลเดียวกันแย่งกันแต่มันยอมรับกัน แต่ดูเหมือนโลกุตระมันคนละตระกูลไม่ได้ทำร้ายโลกียะด้วย ทำให้เขาเบาง่ายดีขึ้นด้วยกลับไม่ยอมรับ นี่คือความโง่ซ้ำซ้อน โง่โลกียะยังไม่พอ แต่แล้วยังโง่ที่ไม่เอาของดีคือโลกุตระเอามาให้ยังไม่เอาอีก เป็นสงครามสังคมในนี้ ทั้งที่โลกุตระไม่ได้ไปรบราฆ่าฟันเขาทำร้ายเขาด้วย แต่เขากลับเห็นว่าไม่ดี ไม่ให้ช่วย เราก็เอาอิสรเสรีภาพ ผู้ใดเต็มใจจะเอาก็มาเอา โพธิปักขิยธรรม 37 จะเป็นเครื่องตัดสิน เร ิ่ มแรกข้อ 1 เลยในโลกุตระ 46 ถ้าเข้าใจก็จะเข้าใจครบเลยตั้งใจฟัง 1 .รู้จัก “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือรู้จัก “กายในกาย” เป็นเบื้องต้น กายคืออะไร กายคือองค์ประชุมของรูป_นาม รูปมีอะไรบ้าง ตั้งแต่รูปธรรมคือรูปรูป คือดินน้ำไฟลม เป็นของที่ไม่มีวิญญาณในนั้น เรียกว่ามหาภูตรูป เป็นรูปใหญ่ เสร็จแล้ว คนมีจิตวิญญาณ แล้วมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะอยู่รวมกับดินน้ำไฟลม จะเป็นสังขารรูป ปรุงแต่งเป็นอุตุ พีชะ แม้แต่เป็นสัตว์มีจิต ก็อยู่ในโลกที่เราต้องเกี่ยวข้องแล้วจะเกิดกิเลส องค์รวมคือกาย เป็นรูปรูป แล้วเรามีจิตวิญญาณพร้อมร่างของเรา เมื่อตากระทบรูป ก็มีปสาทรูป ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปสัมผัสก็จะเกิด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วสัมผัส แล้วท่านไม่เรียกทั้งหมด 5 ท่านเรียกสัมผัสแล้ว ตาก็สัมผัส จมูกก็สัมผัส ลิ้น กายก็สัมผัส รวมทั้งหมดคือสัมผัส จึงถือว่ามีแค่ 5 กายนี้ก็คือสัมผัสแล้วเกิดรู้ กายนี้รวมกับสัมผัสแล้วมีมโนรู้ รู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เหลือ 4 คือ ตา หู จมูก ลิ้น เหลือแค่ 4 เป็นปสาทรูป โคจรรูป รวมกันเหลือแค่ 9 ไม่นับกาย …. ถ้าอีก 4 สัมผัสนี้ไม่ร่วมประชุม คุณปิด ตา หู จมูก ลิ้น แล้ว กายคุณก็ดับ ร่างผิวคุณก็ดับ คุณจะไปดับมันได้อย่างไร สัมผัสทางผิว มันทำไม่ได้ แต่คุณดับ ตา หู จมูก ลิ้นคุณดับมันได้ คำว่า กายนี้ลึกซึ้งมาก คำว่า กาย ถ้าไม่มีการสัมผัส กายก็ไม่เกิด กายและอายตนะ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยครบมันไม่เกิด ตา ก็อยู่มันอย่างนั้นไม่ได้สัมผัส หูก็ปิดสนิทเลยไม่ให้สัมผัสเสียง มันก็ไม่เกิดอายตนะ ไม่เกิด กาย ประสาทหลักเราอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้นเมื่อปสาทรูป โคจรรูปทำงาน สัมผัสกับ รูป รส กลิ่น เสียง ท่านเรียกว่าโผฏฐัพพะ ก็เป็นคำไวยพจน์กับคำว่า สัมผัส เพราะฉะนั้นสัมผัสไม่เกิด กายไม่เกิด อายตนะก็ไม่เกิด ก็คือมันดับนั่นเอง เมื่อสัมผัสเสร็จ เกิดวิญญาณก็เรียนอ่านวิญญาณ ซึ่งวิญญาณมีองค์ประชุมเรียกเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร พระพุทธเจ้าท่านมาไข เวทนา สัญญา สังขาร ไขออกเป็น 5 เรียกว่า นาม จะได้รู้ นามและรูปที่ท่านขยายออกไปอีก ในข้อ 14 พระไตรฯล. 16 ขยายว่า นามมี เวทนา สัญญา แล้วขยายสังขารออกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ มันปรุงแต่งด้วยอวิชชา แล้วมีเจตนาที่เป็นความมุ่งหมาย แล้วมีผัสสะ เช่นหูคุณก็มีเสียงมากระทบ แต่คุณไปเจตนาจับที่ตา มองอะไรอยู่ คุณก็ไม่ได้ยินอะไร ไม่มีผัสสะ คุณไม่เปิดการรับรู้ เมื่อไม่มีเจตนา ผัสสะก็ไม่เกิด เมื่ออวิชชา แล้วมีเจตนามีผัสสะเกิด เกิดปรุงแต่งมีการสังขาร แล้วมนสิการคือการทำใจเกิดการงานในใจ เป็นการปรุงแต่งตามอวิชชาพาเป็นตามสัญชาติญาณสัตว์โลก โดยถ้าคุณไม่มีเจตนามันไม่เกิดผัสสะหรอก มันดับหมด มนสิการก็ไม่ทำงาน สังขารก็ไม่ปรุงแต่ง แต่ถ้ามีอวิชชาก็ปรุงแต่งเลย เจตนาก็เป็น ภวตัณหา กามตัณหา คุณไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ วิภวตัณหาเลย เขาไม่เข้าใจว่า การไม่ให้มีภพทำอย่างไร แล้วมโนสัญเจตนหารที่เป็น วิภวภพที่จะต้องการล้างกามล้างภพเป็นอย่างไร? ถ้าเจตนาเป็นโลกุตระ รู้มโนสัญเจตนาเป็นวิภวตัณหาเป็นเช่นนี้ ต้องการล้างภพไม่ให้มีภพ ทำอย่างไร พระพุทธเจ้าให้ตรวจตนเองว่าอะไรเป็นเรื่องที่ทุกข์ที่เราตั้งใจจะจัดการ ล้างกิเลสที่ทำให้เราสร้างภพชาติ เราก็ตั้งศีล แล้วปฏิบัติโดยสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มีสัมผัสเป็นปัจจัย นี่คือของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปนั่งปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ตัดประสาทรับรู้ แล้วก็เข้าใจว่านั ่ นคือการปฏิบัติสร้างสมาธิ นั่นไม่เข้ามรรคเข้าทางเลย ไม่ได้มีโพธิปักขิยธรรม 37 เลย โพธิปักขิยธรรม 37 ตัวปฏิบัติหลักคือ สติปัฏฐาน 4 แล้วมีตัวกำกับคือ สัมมัปปธาน 4 แล้วตัวแรงส่งคืออิทธิบาท 4 ถ้าปฏิบัติอยู่แค่ข้างนอกก็ได้แค่ เอ็งสวยงามน่ามีน่าได้น่าเป็นก็ไม่ได้อ่านภายใน แต่อ่านภายในไม่ต้องไปหลับตา แต่รับรู้ กายในกาย ที่เกิดขณะรับรู้ กายนอกกาย นี่แหละ เห็นรูปนอก พหิทารูปานิ แล้วก็อ่านรูปข้างใน เป็นองค์ประชุมภายใน มันเป็นรูปก็เป็นรูป แต่มันมีนามด้วย มีทั้งเจตนา มีทั้งมนสิการ ปรุงแต่ง จัดแจง แต่ก่อนกิเลสจัดแจง แต่ตอนนี้รู้แล้ว เราจะจับเอ็งนี่แหละตัวร้าย เร ิ่ มต้นตั้งหลักเกณฑ์ของที่ง่ายก่อน เป็นอบายภูมิ เป็นภพแรกของกามภพ มันเกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นตัวต่ำสุดที่คุณต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายก่อน ทุกสติ ในขณะที่คุณยังไม่ตาย อานาอาปานะ ยังมีชีวิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ไปนั่งดูลมหายใจเข้าออกเฉยๆ การนั่งนั้นเป็นแต่เตวิชโช เป็นการเรียนรู้จากสัญญา แต่นี่เราทำเกิดจากสัมผัส เกิดอายตนะ มีความรู้รอบทันที ในรอบของ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ มรรคังคะ สัมมาทิฏฐิ นี่ต้องกำหนดรู้ตลอด แล้ววิจาร วิจัยต่อ เห็นเข้าไปในจิตว่ามันดำริ (ตักกะ) มันตริ ท่านแปลวิตกว่าตริ ส่วนวิจารท่านแปลว่า ตรึก ที่จริงตริเกิดก่อนตรึก ตริก็คือนึก เริ่มดำริคือเร ิ่ มรู้ เป็นตักกะ แล้วพยายามแยกแยะเรียกธัมมวิจัย ในขณะปฏิบัติมรรคองค์ 8 คือปฏิบัติมรรค 7 องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ทำทุกกรรมกิริยา เอามาประกอบกรรมการงานเพื่อเลี้ยงชีพ คืออาชีวะ พระพุทธเจ้าท่านรวมไว้หมดเลยในความเป็นมนุษย์ให้อ่านจากผัสสะ ในขณะทำงานเลี้ยงชีพเลย เรียกว่า ไม่ใช่ว่านั่งน ิ่ งๆ ปิดทวาร แต่มรรคังคะคือทำงานทั้งหมด แล้วธัมวิจัยให้ถึงสัมโพชฌงค์วิจัยให้เข้าหลัก ทำให้เกิดการตรัสรู้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้กิเลส รู้ตัดกิเลส แล้วตัดกิเลสได้จริง ก็จะเป็นโพชฌงค์ ก็จะรู้สักกายะ ทำแล้วผ่านศีลพตปรามาสได้ เพราะเกิดปัญญาเห็นว่ามันไม่เที่ยง มีกำลังปัญญา พลังไฟฌานทำให้กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ลดเป็นไปตามตลอดสายเลย มีสติสัมปชัญญะรู้นอกรู้ใน เป็นสัมปชาโน สัมปชติ สัมปชลติ(โหมไฟ) มีไฟแรงจนทำลายไฟกิเลสได้ กิเลสก็ลดลงๆ จึงเรียกว่า สัมปัตตะ คือบรรลุ เข้าไป เข้าถึงมีผลได้ผล เรื่อยๆ จนเป็นสัมปันนะ สมบูรณ์แล้ว สติสัมปชัญญะ สัมปชาโน สัมปัชติ สัมปชลติ สัมปัตตะ สัมปันนะ ต่อเนื่องกันไป เอาละเอียดแค่นี้ก่อนจะเอาละเอียดกว่านี้ก็ได้ เราเองโหมไฟปัญญานั้น เรียกว่าเกิดฌาน เป็นการเผา เผาได้ เสร็จแล้วก็โหมไฟไหม้ สัม ปัชชลติ มั นก็เกิดผลตามลำดับ เป็นสัมปัตตะ สัมปันนะ เป็นสัมปฏิเวธ ตามลำดับ องค์ประชุมทั้งหมดมีทั้งภายนอกและภายในอยู่ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 มีรูปี รูปานิ ปัสสติ คุณต้องสัมผัสรูปทั้งหลายตั้งแต่รูปภายนอกคือรูปรูปมันไม่รู้ตัวมันหรอก จนถึงรูปภายในเรียกว่านามรูป ก็อ่านต่อเนื่องไม่ได้ขาดกัน คุณต้องอ่านรูปออก ต้องมีผัสสะ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 แล้วคุณต้องรู้นอกแล้วเนื่องเข้าไปรู้ใน อัชฌั ต ตัง แล้วรู้ตั้งแต่รูป ไปจนถึงอรูป อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ แล้วให้รู้ของตนไม่ใช่ให้รู้ของคนอื่น เป็น เอโก โดยตน ส่วนตน ของตน ต้องสำคัญมั่นหมายเรียนรู้ให้ชัด ไม่ใช่ไปทำแบบฤาษีคือไม่ใส่ใจไม่รู้ ท่านก็จะเห็นทั้งนอกและใน ทั้งรูป และอรูป อันนี้คือกาโย เป็นข้อที่ 2 แต่ไม่ทิ้งมหาภูตรูป ไม่ทิ้งรูปรูป นามรูปก็ไม่ทิ้ง เมื่อทำได้สองข้อ ก็จะไปสู่ข้อที่ 3 วิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 คือสุภันเตว อธิมุติโต โหติ คือจิตน้อมไปทางเจริญ บรรลุ ทางละกิเลสได้ ไปอธิมุติ เราจะเห็นจิตของเราไปสู่ทิศทางเจริญ เรียกว่า สุภะ แต่สุภันเตวะ คือส ิ่ งที่คุณศึกษา มันไปสู่ความเจริญ ข้อที่ 3 นี้ให้รู้ความเจริญลดละกิเลสได้ ว่าส ิ่ งที่ได้น่ามีน่าเป็นน่าได้ คือสุภะ คือการลดกิเลส ว่าเจริญไปเรื่อยๆ จนลดละได้ ดับได้ ตัดกิเลสได้ ท่านก็ทิ้งไว้แค่นี้เป็นการปฏิบัติรูปฌาน 3 ข้อในวิโมกข์ 8 ท่านที่ไม่รู้ก็แปลไปแบบงงๆว่าทำไมรูปฌาน มีแค่ 3 ข้อ ท่านไม่รู้สภาวะของ วิโมกข์ 8 ไม่เข้าใจสภาวะของรูปนาม แล้วไปมนสิการอย่างไร มันสังขารอภิสังขารอย่างไรท่านมนสิการไม่เป็น ไม่ลงถึงที่เกิด ก็คือที่ที่จะให้ให้บรรลุผล ให้ฆ่ากิเลสตายนั่นแหละ นิสิตว่า..ตอนเราแต่งงาน พ่อแม่เราอยากให้เป็นฝั่งเป็นฝา ...แต่พ่อครูว่า อยากให้เราติดฝา เพราะเขาเลี้ยงด้วยลำแข้ง.. นิสิตว่า...ต่อมาเราก็หลงไปกับเรื่องกาม แต่มาเรารู้ว่าต้องฝึก ต้องตัดกาม ก็ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตา ต่อมาก็ลดละสบายได้เรื่อยๆ ต่อมามันก็ไม่กระดุกกระดิกแล้วไม่มีภพกับมันแล้ว เห็นเหมือนบุหรี่ เหล้า เห็นแล้วก็เฉยๆ กิเลสที่เราไม่ได้ล้าง แต่มันลืมไปตามวัย นั้นมันจะติดตัวเราไปไหม? ...ตอบ...ก็ติดตัวไปแน่ สังเกตว่าเด็กบางคนเกิดมาก็ไม่เล่นเหมือนเด็กทั่วไป อย่างอาตมาตอนเด็กก็ทำงานไม่เล่นเหมือนเด็กทั่วไป อาตมาไม่ได้ติดเหล้าติดพนัน แม้ไปฝึกตามเขาไปก็ไม่ติดเหมือนเขา จีบผู้หญิงก็ไม่เป็น