350907 การเมืองกับการศาสนา ของ จำลอง ศรีเมือง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350907 การเมืองกับการศาสนา ของ จำลอง ศรีเมือง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
การเมืองกับการศาสนาของ จำลอง ศรีเมือง เลือกตั้ง 13 ก.ย.2535 พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2535
ที่จริงก็ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าความจำนนที่เป็นจริง คือสรุปง่ยๆ ถ้าคุณจำลอง หยุดทำงานตอนนี้นี่ดี แต่เราจำนนว่าคุณจำลองไม่หยุด แล้วถ้าจะบอกว่าในแง่ที่ความซับซ้อนแล้วคุณจำลองทำงานการเมืองดีไหมล่ะ คุณจำลองทำงานการเมืองเป็นประโยชน์ต่อสังคมไหมละ เป็นคุณค่าดีกว่าคนอื่นทำไมล่ะ เอ้า จำนน ดีกว่าคนอื่นทำอยู่ แล้วควรจะทำกับคนอื่นอยู่ แต่ว่าไปทำแล้วมันไม่พร้อม มีความไม่พร้อมหลายอย่าง งานศาสนาเราก็ทิ้งไม่ได้ งานการเมืองถ้าจะทิ้งจริงๆทิ้งได้ แต่คุณจำลองไม่ยอมทิ้ง แล้วคุณจำลองก็เต็มใจที่จะยอมเหนื่อย คุณจำลองถูกด่ามากนะ หนัก งานการเมืองก็หนัก มีวิบาก มีอุปสรรคก็เยอะ แต่คุณจำลอง ก็ยังสู้ทั้งๆที่มาเจออาตมาทีไร ก็บ่น บอกแย่ ผม ก็แหม เต็มทีแล้ว ก็อยากจะวาง มือๆ แต่พอเวลาเข้าไปอยู่ในวงกำลังมันก็ขึ้น พอมาเจออาตมาก็บ่นว่า อยากจะวางมือ พอไปที่โน่น ก็ฟิตขึ้นมาอีกแล้ว ไฟลุกขึ้นมาอีกแล้ว อย่างนี้แหละ ซึ่งมันก็เป็นสภาพของคุณจำลองเป็น สภาพของคุณจำลอง เพราะฉะนั้น ไอ้ความจำนนอย่างที่ว่านี่ก็คือ การเมืองก็ยังไม่หยุด เมื่อไม่หยุด มันก็ดำเนินไป ส่วนการศาสนานั้น อาตมาเอาคอขาดคาเลย ไม่หยุดแน่ และในความเห็นก็บอกว่า เลิกการเมืองมาทำการศาสนาได้นั่นก็ดีแน่ แต่ถ้าเผื่อว่า มันยังไม่หยุดอย่างนี้แหละ คุณจำลองก็มีแนวโน้มอยู่เหมือนกัน สักวันหนึ่ง ผมก็ต้องหยุด แต่การศาสนาน่ะ จนกว่าจะตาย ตายชาติหน้าก็ยังต่ออีกศาสนาน่ะ ใช่ไหม มันไม่หยุดหรอก ศาสนานั่นน่ะ ก็รู้ๆกันอยู่ เข้าใจกันอยู่ แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ มันก็ซับซ้อน
อ่านต่อ
มันลึกซึ้งซับซ้อน ไอ้ที่มันไม่เข้าใจกระจ่างนั่นตรงซับซ้อนนี่แหละ เอาละ ทบทวนแล้วก็จัดน้ำหนักให้มันลงตัวให้ได้ สรุปง่ายๆ ก่อนว่า ที่มีความเข้าใจผิดกันอยู่ ก็ว่า ที่อาตมาพูดไปแล้ว เขาไปสรุปกันบอกว่า ไม่ต้องไปเลือกตั้ง ทั้งๆที่อาตมากำชับกำชา เริ่มต้นก็พูด ลงท้ายก็สรุป ว่าต้องไปเลือกตั้ง ต้องไปใช้สิทธิ์ อย่าให้สิทธิ์เสีย แล้วก็เลือกคนดี อาตมาก็ทิ้งไว้แค่นั้น ส่วนคุณจะไปเลือกเป็นพรรค หรือจะไปเลือกเจาะคนก็เรื่องของคุณแล้วตอนนี้สิทธิของคุณ ยังมาถามซ้อนอีกว่า จะให้เลือกพรรคดี หรือจะให้เลือกคนดีล่ะ อาตมาบอกว่าอันนี้ อาตมาไม่ออกความเห็นหรอก เพราะว่าจะเลือกพรรคมันก็ดีอย่างหนึ่ง จะเลือกคน มันก็ดีอย่างหนึ่ง อันนี้ทิ้งเอาไว้ให้ตัดสินเอาเองให้ไปทำมันก็จะได้ประโยชน์อยู่ทั้งสองด้าน เลือกพรรค ก็ได้ประโยชน์ เจาะคนก็ได้ประโยชน์ ถ้าเจาะคนแล้วนะ เลือกประชาธิปไตยเป็นที่ แต่ถ้าเลือกพรรคแล้ว มันก็เป็นกรรมวิธีของยุคสมัย จริงๆแล้ว ประชาธิปไตยสมบูรณ์สุดไม่มีพรรคดีที่สุด ไม่ต้องมีพรรค ประชาธิปไตยที่แน่จริงสุด ยอดแล้วประชาชนทุกคนมีอิสรเสรีภาพลอยตัว แล้วเขาก็จะออกเสียง แล้วเขาก็จะแสดงของเขาอย่างเต็มที่ของเขา ไม่ต้องไปเข้าพรรค เข้าหมู่อะไร มันจะมีหมู่ มีมวลของมันเองโดยธรรมชาติ คนนี้มีความเห็นอย่างนี้ สอดคล้องกัน มันก็จะรวมเป็นพรรคของมันเองในตัวโดยธรรมชาติ ไม่ตายตัว ยืดหยุ่น ไม่เป็นนิจจัง ไม่เป็นการตีกรอบ มันจะเป็นจริงๆเลยนั่นคือสภาพประชาธิปไตยสูงสุด แต่มันเป็นไปไม่ได้ เขาต้องทำพรรคก่อน เพราะฉะนั้น ยังมีพรรคอยู่ นั่นก็คือส่วนหนึ่ง จงรู้ด้วยว่า พรรคคือลักษณะหนึ่งของธุลีของเผด็จการ ถ้ายิ่งนอกจากมีพรรคแล้ว ยังมีวิปอีก วิปอีกยิ่งไม่ใช่ธุลีเลย สะเก็ดของเผด็จการเลย นอกจากมีวิปแล้ว ก็ยังไม่พอ ดันมีโผอีกนั่นยิ่ง แหม กาบของเผด็จการเลย มีพรรค นี่คือธุลีของเผด็จการ ที่ยังเหลือเชื้ออยู่ ยังไม่สะอาด ไม่ใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ มีวิป ใครไม่เข้าใจวิป ไปศึกษาเอาเอง วิปคืออะไร ใครไม่เข้าใจไปศึกษาเอาเอง นอกจากมีพรรคแล้วดันผ่ามีวิปอีกคือไม่ใช่ธุลีแล้ว สะเก็ด เป็นสะเก็ดของเผด็จการอีกแล้ว นอจากมีวิปยังไม่พอ ดันผ่ามีโผอีกด้วย ยิ่งเป็นกาบเลย กาบของเผด็จการ ที่แฝงฝังอยู่ในประชาธิปไตยอย่างนี้เป็นต้น ยังมีรายละเอียดอีกเยอะแยะเลยในเรื่องของการเมือง หรือประชาธิปไตยที่อาตมาคิดว่า อาตมารู้ แล้วอาตมาเข้าใจ ถึงจะพูดกันได้ตามภาษาของอาตมาที่เป็นลูกทุ่ง ไม่ใช่นักการเมือง แบบวิชาการ อาตมาก็เป็นนักการเมืองลูกทุ่ง แต่ไม่ได้ไปอยู่ทุ่งบางเขน ไม่ได้ไปอยู่ทุ่งนอกๆอะไรนะ เราก็อยู่ทุ่งกรุงเทพฯนี่แหละ ทุ่งพระเมรุ นักการเมืองลูกทุ่งพระเมรุ ลูกทุ่งก็ลูกทุ่งพระเมรุ ลูกทุ่งก็ลูกทุ่งพระเมรุ ใครก็รู้ว่าลูกทุ่งพระเมรุ รู้จักลูกทุ่งพระเมรุหรือเปล่า เด็กๆนี่รู้จักลูกทุ่งพระเมรุหรือเปล่า รู้หรือเปล่า หัวเราะน่ะ พระเมรุคือที่ไหน แล้วกัน ทุ่งพระเมรุ คือสนามหลวง ในกรุงเทพฯนี่เอง กลางกรุงเทพฯนี่เอง ทุ่งพระเมรุ เพราะฉะนั้น ใครมาพูดว่าใครบอกว่าเราลูกทุ่ง อย่าไปกลัวผี ทางออกลูกทุ่งก็ลูกทุ่งพระเมรุ ลูกทุ่งพระเมรุคือสนามหลวง มันไม่ใช่ลูกทุ่งบ้านนอก ลูกทุ่งกรุงเทพฯ น่ะ เอ้า นี่ก็ฝอยไปเท่านั้นเอง เอ้า เข้าเรื่อง ไม่วิเคราะห์ต่อเรื่องเผด็จการ เรื่องประชาธิปไตย ไม่ วิเคราะห์ต่อ อาตมาจะเข้าเรื่องว่า จะสรุปว่า การเมืองมันจำนนอย่างที่ว่านั่นแล้ว ก็มันซับซ้อนนี่ เพราะฉะนั้น เมื่อพูดไปแล้ว อาตมามุ่งหมายอะไร เมื่อวานนี้มุ่งหมายแต่เพียงให้รู้ว่าอุปสรรคมันจะมา แล้วก็ได้วิเคราะห์วิจัยไปแล้วว่า อุปสรรคมันจะมา ก็คือว่า เหตุการณ์มันชักจะพลิกล็อก อาตมาก็บอกแล้วว่า มันกลัว อาตมากลัวว่าจะพลิกล็อก พลิกล็อกคืออะไร พลิกล็อกคือมันจะเกินคาดนะซี มันจะกลายเป็นว่าพลังธรรม ตอนแรกก็มาท่าทีแย่นะ อยู่บ๊วยนะ พลังธรรม พอค่อยๆใกล้วันเข้ามาชักขึ้นมาเรื่อยๆ นี่ มันจะมาถึงวันที่ 13 มันจะมาเรื่อยๆนี่ แล้วอาตมาก็เตือนพวกเราให้สัญญาณภัย สัญญาณภัย ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้ให้ไปสนับสนุนพลังธรรมนี่ มันยากอย่างนี้ล่ะ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ไม่ใช่ให้สัญญาณภัยนี่ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้ไปสนับสนุนพลังธรรม ถ้าคุณจะเห็นว่าพลังธรรมดี เมื่อวานนี้ ก็พูดอาตมาจำได้เมื่อวานนี้ ในรายละเอียดอันนี้ก็พูด ถ้าคุณเห็นว่า พลังธรรมดี ก็เป็นเรื่องของพลังธรรม อาตมายังจำได้ว่ายังกล่าวคำว่าสมัครด้วยซ้ำ ว่าถ้าคุณเห็นสมัครดี คุณก็ไปเลือกสมัครในเนื้อความนี้ อาตมาจำได้ ใครได้ยินไหม เมื่อวานนี้ อาตมาพูด แม้กระทั่ง อธิบายละเอียดบอกไปว่า คุณเห็นสมัครดี ก็ไปเลือกสมัครซิ ยังหัวเราะกันเลย อาตมายังจำได้ พวกเรายังหัวเราะ อาตมาว่า อาตมาพูดละเอียดอย่างนี้นะ เมื่อวานนี้ แต่ก็ไม่เข้าใจกันจนได้ ตอนนี้อาจจะเป็นคำไม่ได้ตรงที่ว่า อาตมาไปสรุปแล้วคำว่าซวยนี่ มันเป็นคำที่ไม่เหมาะกับกาละ หรืออย่างไรไม่รู้ น้ำหนักมันแรงไปหรืออย่างไร ก็ไม่รู้ เลยเอาคำนี้คำเดียวไปบวกลบคูณหาร เครื่องคอมพิวเตอร์เก๊ๆ หน่อยบวกลบคูณหารออกมาบอกว่าแปลว่าไม่ให้ไปเลือกตั้ง ไม่ให้ไปเลือกพลังธรรม แปลออกมาได้สองคำตอบ คำตอบหนึ่งแปลออกมาว่าการเทศน์ของอาตมาเมื่อวานนี้ 1. คือ ไม่ให้ไปเลือกตั้ง 2. ถ้าไปเลือกตั้งก็อย่าไปเลือกพลังธรรม โอ้ อาตมาว่าเครื่องคอมพิวเตอร์พวกคุณนี่เก๊มากแล้ว เก๊มากๆจริงๆ อาตมาว่า เอารายละเอียดมาทำความเข้าใจกันยังไงคำอธิบายเมื่อวานนี้ ก็ไม่ solve ผลออกมาอย่างนั้นแน่ ไม่บวกลบผลคูณหาร ออกมาว่าไม่ให้ไปเลือกตั้ง หรือไปเลือกก็อย่าเลือกพลังธรรม ไม่ใช่แน่ๆ ไม่ใช่แน่ๆ แต่อาตมาไม่ได้พูดว่าจงไปเลือกพลังธรรม เมื่อวานนี้ไม่ได้พูด บอกว่า ไปเลือกคนดีพูด บอกว่าถ้าพลังธรรมดี ก็ไปเลือกพลังธรรมพูด ถ้าสมัครดีก็ไปเลือกสมัครก็พูดๆหลายด้านไม่ใช่ไม่ได้พูด แต่เสร็จแล้วก็ไปสรุปกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ก็ขอทำความเข้าใจกันโดยประเด็นสำคัญหลักๆเสียก่อน แล้วขยายความประเด็นหลักก็คือว่า ไม่ได้ห้ามไปส่งเสริมและสนับสนุนแล้วก็บอกกล่าวกันด้วยว่า อย่าไปเสียสิทธิ ต้องไปเลือกตั้งคนที่มีสิทธิ์ไปเลือกตั้ง จงไป สรุปอีกทีหนึ่งซ้ำซาก ไปเลือกคนที่คุณควร หรือจะเลือกพรรคก็ตามใจที่ดี ก็ไม่ได้บอกว่าพรรคประชากรไทยดี หรือไม่ได้บอกพรรคพลังธรรมดี ไม่ได้บอกว่าเลือกบุคคลดี ไม่ได้บอกว่าให้ไปเลือกบุคคลใด ตามความเห็นของคุณ เป็นสิทธิเสรีภาพนี่ อาตมาพูดว่า อาตมาเป็นกลางที่สุดแล้วนะ ใช้ความเป็นกลาง แม้แต่จะแสดงออกให้มันเป็นกลางบ้างตามองค์ประกอบ ถ้าจริงๆแล้ว จะเอาน้ำหนักเรื่องด้านๆ มาจะแสดงออกในความเป็นกลาง ที่จะเข้าข้างเป็นคนดีแล้ว อาตมาก็แสดงได้ แต่ว่ากาละนี้ยังไม่ควร อาตมาก็ว่ากาละ แล้วก็น้ำหนักอะไรที่มันไม่ควรกระทำขนาดนี้ อาตมาก็ยังไม่อยากจะทำนัก เพราะว่า การค้านแย้งการไม่เห็นด้วย หรือว่าน้ำหนักของการต่อสู้ มันยังมากอยู่ สูงอยู่ เพราะฉะนั้น จนกว่าจะมีความเข้าใจสูงกว่านี้ เหมือนกับการเมืองของทางด้านการเมืองของอเมริกานี่นะ เขาไม่กลัวข้าราชการหาเสียง ลำเอียงให้แก่พรรคหรอก ขณะนี้บุชนี่กำลังรักษาการ ไม่ใช่รักษาการ ยังไม่ได้หมดหน้าที่เป็นประธานาธิบดี ที่อยู่ในคณะบุชที่หาเสียง ใช้น้ำหนักหน้าที่หาเสียงเต็มที่เลย หาเสียงให้แก่ตัวเองหมดเลยนี่ การเมืองของรัฐบาลนะอเมริกา เขาไม่แคร์หรอกคณะอื่น ที่จะมาขึ้นแข่งขันกับบุช นี่ กับประธานาธิบดีปัจจุบันนี่ คุณเอาเลย คุณจะเอาใครส่งขึ้นมาเพื่อที่จะละล้าง ทางด้านโน้นเขาแน่นอน เขาถือว่ามีเปรียบ ก็มีเปรียบ เพราะฉะนั้น คนที่จะไปโค่น ฆ่านี่จะต้องมองประเด็นปัญหา ประเด็นที่เสียหาย ประเด็นที่ไม่ดี เอาไปถล่มทลายเลย เอาไปถล่มทลาย เพื่อที่จะให้ประชาชนเห็นว่าการบริหารมาแล้ว นั่นน่ะ บกพร่อง เพราะฉะนั้น ฉันจะไปทำดี แก้ไขอย่างนี้ๆเอาไปเลย สู้เต็มที่เลย นี่คือประชาธิปไตย เขา frank กว่าของไทยมาก เขากล้าหาญชาญชัยกว่าของไทยมาก ของไทยนี่ โอ้ย อ่อนแอ เหยาะๆแหยะๆ เป็นข้าราชการก็จะเป็นจะตายถูกบีบ ขี้จะแตก ไปพูดอะไรก็ไม่ได้ จะหาเสียงก็พูดไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้หมดเลย เรียกว่า เหมือนเด็กๆ การเมืองของไทยประชาธิปไตยเเหมือนเด็กๆ ก็เอาเถอะมันเด็ก มันเด็กน่ะ ก็ต้องค่อยๆกระล่อมกระแล่มไปก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ทราบว่า ที่อาตมาพูดให้ฟังจริงๆก็คือ บอกไปแล้วว่า ประเด็นข้อผิดเข้าใจผิด เข้าใจเพี้ยนนั่นน่ะ บอกไปแล้วบอกว่าไม่ใช่นะ ไม่ให้ไปเลือกตั้ง ไม่ใช่แล้วก็ไม่ได้บอกด้วยว่า ไม่ให้เลือกพลังธรรม หรือเลือกพรรคพลังธรรม ก็ไม่ได้ไปบอกด้วย โดยเฉพาะ ข้อสำคัญ ก็คือว่า อย่าไปเลือกพลัง-ธรรม โอ้ อาตมาว่า อาตมาก็ไม่ได้เห็นว่าพลังธรรมเลวร้ายอะไรเท่าไหร่นะ ถ้าจะบอกว่า คณะทีมพรรคการเมืองแล้วละก็ อาตมาก็ว่าพรรคพลังธรรมก็หนึ่งๆอยู่เหมือนกันนะ แต่จะใครไม่หนึ่งเท่าก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่ระบุไปเต็มที่เท่านั้นเอง ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ไปเลือกพลังธรรมนี่ ก็ขอแก้ไขให้เข้าใจ ให้เข้าใจให้สำคัญให้ดี เอ้า ทีนี้ก็มาพูดถึงว่า ทำไมอาตมาต้องให้สัญญาณภัย แล้วสัญญาณภัยคืออะไร อาตมาพูดตามข้อมูลที่อาตมามีและปัญญา หรืออาตมาคือเครื่องคอมพิว- เตอร์เครื่องหนึ่ง ที่มีข้อมูลต่างๆที่อาตมาสามารถรับข้อมูลได้ เก็บข้อมูลได้เข้าโปรแกรมของอาตมาเอง แล้วมันก็จะบอกผล หรือบอกการคำนวณ บอกการคำนวณออกมาว่า ไอ้คราวนี้มันจะยังไงอยู่นะ การเมืองนี่ ถ้าเผื่อว่า พลังธรรมนี่ชนะ พลังธรรมได้ใหญ่โตขึ้นมา แล้วพวกเรานี่ อาตมาว่า อาตมามีข้อมูลอยู่ในใจว่า มันเข้าใจจิตใจพวกคุณว่าไม่ค่อยผิดหรอก ถ้าพลังธรรมขึ้นมาแล้ว รับรองกระดี๊กระด๊ามันจะฟูใจ มันจะตื่นตูม มันจะตื่นเต้น และบรรยากาศของสังคม น้ำหนักของอิทธิพล ก็จะมีขึ้น เมื่อวานนี้ อาตมาก็พยายามอธิบายว่า คำว่าอิทธิพล เราจะได้อิทธิพล คือคนเขาจะเกรงใจ เขาจะให้ค่าแก่เราขึ้นมา จริง แม้เราจะไม่เป็นมาเฟีย เราไม่ได้เป็นเจ้าพ่อก็ตาม แต่ต้องให้สัญญาณระวังมันจะเป็นมาเฟีย มันจะเป็นเจ้าพ่อ มันจะยึดอิทธิพล แล้วมันจะไปเบ่ง แล้วมันจะไปแสดงท่าทีลีลาอะไรที่ แหม ฉันอโศกใหญ่แล้วน่ะ ตอนนี้มันจะเขื่อง มันจะกร่างขึ้นมาอย่างนั้นน่ะ อาตมาให้สัญญาณน่ะ แล้วมันไม่มีเวลาแล้วน่ะ อาทิตย์หน้า อาตมาก็ไม่มีเวลาพูดแล้ว ที่จะมารวมกัน วันอาทิตย์น่ะ คนมามากน่ะ มันไม่มีเวลา เพราะว่าเช้าเขาก็จะไปลงคะแนนกันแล้วใช่ไหม วันอาทิตย์หน้า แปดโมง กว่าจะเทศน์ก็เก้าโมง สิบโมง สิบเอ็ดโมง ไปโน่นแหละ ซึ่งบางทีก็เอาเถอะ จะไปเทศน์ตอนนั้นก็ตาม มันก็พูดได้ตามหลัง แต่ว่ามันฟูฟ่าก่อนล่ะ มันอะไรๆก่อนล่ะ แล้วก็ไปเลือกผิดเลือกถูกอะไรก่อนล่ะ อะไรก็แล้วแต่ มันมีรายละเอียดอะไรๆหลายๆอย่าง อย่างที่อาตมาคำนวณเหมือนกันว่า เอ๊ กะว่าพูดตอนนี้ จะทันมันควรจะทัน ก็เลยต้องพยายามพูดในตอนนั้น อาจจะมีส่วนพลาดนิดหน่อยก็ได้ กาละมันไม่เหมาะ มีคนท้วงเหมือนกัน ว่าอาตมาน่าจะไปพูดหลังจากวันที่ 13 แต่อาตมาก็มองเห็นแง่เชิงอยู่อย่างหนึ่งอยู่ว่า เอ๊ ไอ้การที่ปรามในสิ่งที่มันเกิดการผิดพลาดที่มันจะไม่ดี โดยเฉพาะยิ่งแวบไหว ในเรื่องของจิตวิญญาณนี่นะ เพราะว่าเราก็ไม่รู้ ไม่มีเวลา เอาละ ได้พูดตอนเช้าก็เท่านั้น ก็ผ่านเวลานั้นไป ในวันที่ 13 มันก็ไม่มีโอกาสกันอีกแล้ว หลังจากวันที่ 13 มันก็จะเป็นผลละ ผลอันมันจะกระทบขึ้นมาว่า มันจะเกิดวูบวาบ แล้วคุณก็ไปกระดี๊กระด๊า จนกว่าจะได้พบกับอีก โอ๊ย อีกตั้งหลายวัน ก็ไปทำอะไรไปอีกก็ได้ ต่างๆนานา จะตัดสินใจ หรือว่าจะมีน้ำหนักอะไร จะเปลี่ยนแปลงอะไร 7 วันนี่ มันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ตั้งเยอะตั้งแยะแน่ะเดี๋ยวนี้ ดีไม่ดีก็หนีจากวัดไป นี่แหละ อาตมาเตือนที่สำคัญมากก็คือ ที่ตรงนี้น่ะ พอบอกว่าพลังธรรมได้ดีทีมโน้มกระดี๊กระด๊าขึ้นมาปุ๊บปั๊ป ทางโน้นก็จะต้องรวมพล ทางโน้นก็ต้องชมชื่น เสร็จแล้ว เจอตัวกันก็ดึงตัวบอกว่า มาช่วยกันน่ะ อะไรก็ปุ๊บปั๊บ ตกลงเลยมาดูดเอาไปหมดเลย วัดก็เลยไม่เหลือใครเลย อาตมาก็ตายเท่านั้นน่ะซี เพราะโดยจริงแล้วนี่ อาตมาว่าแรงงานจะมาทำงานทางศาสนานี่ ขาดแคลนมาก แรงงานคนจะไปทำงานการเมืองนั้นน่ะ มันยังหาได้ง่ายกว่า ใช่ไหม แรงงานจะไปทำงานการเมืองยังหาได้ง่ายกว่าส่วนการมาทำงานการศาสนานี่หาได้ยากกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าถูกดึงไปแล้ว มันก็แย่ กว่าจะได้พวกคุณมาแต่ละคนนี่ละ โอ้โฮ ไม่ใช่เลือดตากระเด็นนะ เลือดหัวใจกระเด็นรู้หรือเปล่า คุณรู้จักเลือดหัวใจหรือเปล่า เลือดหัวใจมันกระเด็นเลยนะ ไอ้เลือดตาแทบกระเด็นน่ะ มันไม่เท่าไหร่หรอก เลือดหัวใจมันกระเด็นตั้งเท่าไหร่กว่าจะได้พวกคุณมาแต่ละคนนี่ เพราะฉะนั้น อาตมาต้องรักษาสภานะ มีคนตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่า อาตมาแสดงออกไปอย่างนี้ มันเป็นการเห็นแก่ตัวไหม ไม่เป็นการแสดงเห็นแก่ตัวหรือ อาตมาก็ต้องบอกตรงๆว่า ต้องเห็นแก่ตัวไว้ก่อน ตัวการศาสนานี่ไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปเห็นแก่กว้างจนเกินไปนัก เพราะว่าเรายังอ้าขาผวาปีกไม่ไหวหรอก ไอ้ด้านโน้นน่ะ บอกแล้วว่า เขายังมีคนที่จะไปทำงานได้ เขายังมีตัวที่ยังง่ายกว่านี้ ไอ้นี่ตัวมันยาก เพราะฉะนั้น รักษาตัวนี้ไว้ก่อนตัวก็เล็ก เล็ก แหม ยังผอมเท่าไม้เสียบผีเท่านั้นเอง ตัวทางศาสนานี่ ไม่ใช่ตัวใหญ่ตัวโตอะไรถึงขนาดจะไปอ้าขาผวาปีก ไม่สงวนเนื้อ สงวนตัว ใครจะจากไป ใครจะจูงไปก็จะให้หมดได้ ยังตัวเรายังเล็กนัก หมู่เราเล็กนักสุดเอ่ย งานเราล้นมืออย่างเคย เจ้าจะเฉยแชเชือนได้อย่างไร พวกเรานี่ ยังเล็ก ยังน้อย ยังไม่ไหวหรอก เพราะฉะนั้น จะบอกว่า เห็นแก่ตัวก็เอา ก็ยอมรับได้ อาตมาไม่อายหรอก อาตมาไม่สะดิ้งหรอกว่าเห็นแก่ตัวนี่ บอกนี่ เห็นแก่ตัวบอกว่า ตัวก็ต้องเข้าใจนะว่าตัวอะไร ไม่ใช่ตัวอาตมานะ ตัวงานของศาสนา ตัวองค์ประกอบของมันยังน้อยอยู่ ยังเล็กอยู่ มันต้องสงวนเอาไว้ก่อน ต้องรักษาไว้ก่อน อย่าเพิ่งกระเด็นกระดอนออกไปนัก ไม่เช่นนั้นมันจะไม่หวาดไม่ไหว มันยังจะทำงานไปอีกจนตาย ไอ้นั่นอย่างเก่งก็ยุคหนึ่ง กาลหนึ่งใช่ไหม ยุคหนึ่ง กาลหนึ่งเท่านั้นก็ไม่ได้ไปคงทนถาวรอะไรนักหนาหรอก เป็นงานลอย ไม่ใช่งานหลักด้วยซ้ำ ไอ้นี่งานหลักแล้วก็ยังไม่แข็งแรง ยังไม่แข็งแรง มันยังไม่เต็มรูป เต็มแบบ เต็มตัวพอเลย กำลังสะสมอย่างกะอะไรดี จะถูกอุด ถูกสูบออกไปมันก็ยังไม่อะไรนัก เพราะฉะนั้น จะเอาในแง่เชิงของปรัชญา มาบอกว่า เห็นแก่ตัว ก็ดูไม่ดีไม่งาม แต่ถ้าบอกว่าด้วยสัจจะความจริงลงไปล่ะ มันควรจะเห็นแก่ตัวก่อนหรือยัง พระพุทธเจ้ายังสอนนะ ยังสอนบอกว่า อย่าพล่าประโยชน์ตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาคำสอนบทนี้แล้ว ก็คือเห็นแก่ตัว อย่าพร่าประโยชน์ตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก แม้มากด้วยนะ แสดงว่าคำสอนนี้ สอนให้เห็นแก่ตัวด้วยเหมือนกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่ ต้องรู้จักลำดับก่อนหลัง ไม่ใช่สอนให้เห็นแก่ตัว แต่สอนให้รู้ลำดับก่อนหลังที่เหมาะที่ควร จริงในหลักปรัชญาว่า หลักการทฤษฎีมันก็มีแนวลักษณะของมันคล้ายๆกับเห็นแก่ตัวอยู่ หรือจะมาชี้ว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ว่าจะต้องเข้าใจลึกซึ้ง แล้วมันควรเห็นแก่ตัวก่อนหรือไม่ หรือยัง ตอนนี้ เราควรเห็นแก่ตัวก่อน ก็อย่างที่อธิบายไปแล้วน่ะ เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องทำให้มันสมเหมาะสมสัดสมส่วนของมัน พอสมควรในอะไรๆพวกนี้ ซึ่งมันมีแนวลึกซึ้ง ที่อาตมาพูดคุณคงเข้าใจน่ะว่ามันลึกซึ้ง คุณฟังก็รู้ว่ามันลึกซึ้ง เรื่องพวกนี้ มันไม่ใช่ธรรมดาแล้ว แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องพูดกัน แล้วเราพยายามจะต้องขยายกัน หรือต้องทำลึกซึ้งก็ต้องทำ พอถึงบทนี้ แล้วลึกซึ้ง เลิก ไม่เอา ไม่เลิก ทำ มันต้องทำต่อไปนั่นแหละ แล้วเราก็ต้องเข้าใจความลึกซึ้งพวกนี้ให้ถูกต้อง มันจะได้ไปทำถูก ถ้าเข้าใจลึกซึ้ง ไม่ได้มันก็ไปทำไม่ถูก จึงต้องพูด จึงต้องอธิบาย ขยายความกัน ไม่ใช่ดูถูกพวกคุณว่าพวกคุณไม่เข้าใจหรอก แต่ก็คิดว่าพวกคุณก็คงยังเข้าใจไม่ได้ดีนัก ไม่ได้ดูถูกหรอก อาตมาคิดว่า อาตมาพอรู้มากกว่าอยู่คุณก็คงให้เกียรติว่าอาตมารู้มากกว่า ก็แสดงตามที่คุณก็เชื่อและอาตมาก็คิดว่าอาตมาใช่นะ คุณก็เชื่อว่าอาตมารู้กว่า แล้วอาตมาก็ไม่ใช่หลงตัวหรอก อาตมาคิดว่า อาตมาก็ใช่ด้วยว่า อาตมารู้กว่าน่ะ เพราะฉะนั้น ก็จึงพูดตามฐมนะ ที่คุณก็ให้อาตมาก็ยอมรับ ไม่ได้สะดุ้งสะดิ้งอะไรหรอก ก็ตามจริงตามตรงอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เรื่องนี้ มันเป็นจริงดังที่อาตมาว่ามีข้อมูล แล้วก็คำนวณออกมา บวกลบคูณหารออกมา ว่าถ้าพลังธรรมนี้ไปได้ตำแหน่ง ได้หน้าที่ ได้บริหารประเทศ อาตมาสมมุติ ไปจนกระทั่งคุณจำลองนี่ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แล้วอาตมาไปใช้คำว่าซวย เลยทำให้เข้าใจผิดคล้ายๆ กับอาตมาบอกว่า ไม่อยากให้เป็น ที่จริง อยาก หรือไม่อยากอะไรอาตมาไม่มี จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม อยาก หรือไม่อยาก อาตมาไม่มี เพราะอาตมาเอง อาตมาเห็นผลดีและผลไม่ดีทั้งสองด้าน ถ้าไปเป็นนายกฯก็มีผลดี ส่วนคืออะไร อาตมาเข้าใจ แล้วไม่ดีคืออะไร อาตมาก็เข้าใจ ไม่ดีก็คือเรานี่แหละจะแย่ นี่ อาตมาให้สัญญาณตรงนี้ ที่สำคัญ ก็คือว่าไม่ดีตรงที่เราจะแย่ บอกแล้วว่า คนข้างนอกน่ะ เขาแยกเราไม่ออก พูดให้ตายยังไงเขาก็ไม่แยก เขาก็บอกว่า พลังธรรมสันติอโศก สันติอโศกก็พลังธรรม พอมันใหญ่พลังธรรมใหญ่ คนที่ไม่ชอบใจ มันก็จะเล่นงานพลังธรรม มันก็คือเล่นงานอโศก เพราะขณะนี้ อาตมากล่าวเกริ่นแต่ต้นแล้วว่า เมื่อวานนี้ ที่เทศน์บอกว่า ขณะนี้นี่ การเมืองมันกำลังทั้งแหลมลึก และรุนแรง อาตมาเกริ่นตั้งแต่ต้นแล้ว การเมืองทุกวันนี้ มันกำลังเข้มข้นน่าติดตาม แล้วคนก็ตื่นตัวในการเมืองขึ้นเยอะ 60 ปี มานี่ คราวนี้แหละ เป็นคราวที่ทำให้คนตื่นตัวการเมืองขึ้นมามากๆ เด็กๆ เล็กๆก็เอา คนแก่บ้านนอก บ้านนา เอาหมด แข็งแรง อาตมาวิเคราะห์วิจัยเมื่อวานนี้ บอกให้หมดฟัง แม้แต่คนที่ไม่กล้าแต่ก่อนนี่นะนี่ ไม่กล้า ในด้านการเมือง แอบแฝงอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัว กลัวอะไร กลัวเผด็จการ กลัวมานานแล้ว ก็อยู่ใต้อำนาจอาณาจักรแห่งความกลัวนี่แหละ กลัวอำนาจเผด็จการ แล้วก็เป็นทาสของเผด็จการไป ไม่ว่านักวิชาการ ก็เป็นทาสเผด็จการ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าเปิดเผยตัว ดีไม่ดีถูกเขาประมูลตัวไป เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ไปเป็นที่ปรึกษา ไปเป็นโน่น เป็นนี่ นักวิชาการ ก็ตาม แม้แต่หมอ แม้แต่แพทย์ ก็ไม่กล้า คนปัญญาระดับไหนไม่กล้า นักธุรกิจเราถือว่าพวกนี้มีปัญญา หรือปัญญาชน นักธุรกิจ ที่อยู่ในระดับกลางระดับสูง ระดับถือว่าฉลาดเป็นผู้มีอิทธิพลในสังคม การศึกษา นักวิชาการผู้รู้ในระดับที่มันสมองของประเทศ ของสังคมอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ไม่แสดงออกละ ไม่กล้า แต่คราวนี้ ออกมาแล้ว อาตมาใช้สำนวนบอกว่ากูไม่กลัวมึงด้วยเมื่อวานนี้ บอกว่าพวกนี้เขาออกมาแล้ว เขามาประกาศตัวแม้แต่หมอ แม้แต่นักวิชาการ แม้แต่นักครูบาอาจารย์ทั้งหลายแหล่ออกมา กูไม่กลัวมึง ออกมาสู้แล้ว สู้กับเผด็จการ แต่ก่อนนี้ แหม เผ่นไม่กล้าหรอก ปิดเงียบ ปกปิด ไม่กล้าแสดงออก เดี๋ยวนี้ขู่ด้วย เห็นไหม ถูกขว้างระเบิด ถูกข่มขู่ต่างๆนานา สารพัด กูไม่กลัวมึง ขู่ก็ไม่กลัว แสดงให้เห็นถึงความจริง ที่มันปรากฏ มันไม่ใช่เหตุการณ์เล่นนะ มันเหตุการณ์จริงๆน่ะ ไม่ใช่เล่นละครน่ะ นี่เขาไปขว้างระเบิดนี่ เขาเล่นละคร ก็เลยตายอย่างละคร เลยเผากันอย่างละคร ไอ้ที่เผาไปแล้ว น่ะ เผาอย่างละครเหรอ ไปทำลายข้าวของทรัพย์ศฤงคารอะไรพังไปแล้วน่ะ ละครเหรอ ไม่ใช่ฉากละครนะบ้านเขาเรือนเขา รถยนต์ รถไฟของเขาจริงๆ อุปกรณ์สมบัติอะไรของเขาจริงๆน่ะ ไม่ใช่ละครน่ะ ไม่ใช่ฉากละคร นี่เรื่องจริงมันเกิดจริงน่ะ เพราะฉะนั้น พวกนี้เขาแสดงออกนี่ มันเป็นเรื่องถึงวาระแล้ว มันเป็นเรื่องจริงออกมาแล้ว เพราะฉะนั้น คราวนี้ เหตุปัจจัยต่างๆนานา นี่มัน โอ้โฮ ฟู่ฟ่ามากการเมือง โฆษณาก็โอ้โฮ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ตา หู แฉะมากมาย ประโคมกันมีทั้งสปอร์ต มีทั้งละเม็งละคร มีทั้งหาเสียงโดยตรง มีทั้งรายการ มีทั้งรายการอย่างนั้นอย่างนี้เต็มไปหมดเลย ไม่เคยปรากฏ ตั้งแต่ 60 ปีมานี่ ไม่เคยปรากฏเท่าปีนีร้เท่าปีนี้เท่าคราวนี้เลย เพราะฉะนั้น พวกนี้เป็นข้อมูลทั้งหลายแหล่ ที่จะทำให้อะไรๆ นี่พลิกผัน หรือผลิกล็อก หรือเปลี่ยนแปลงไป เพราะมันมีน้ำหนักที่กระตุ้นแรงเหลือเกิน จนกระทั่งเห็นบทบาทลีลา เพราะฉะนั้น มันน่าจะพลิกล็อกไม่ใช่น้อยเลยตามเครื่องคอมพิวเตอร์ของอาตมา ดูข้อมูลนี่ ยังไม่ถึงขั้นผลหรอก แต่ก็คาดคะเนไปตามข้อมูลที่มีอยู่นี่ ที่อาตมาพูดนี่ ยังไม่หมดน่ะ หยิบมาพูดเป็นรูปธรรมให้คุณฟังนี่ ยังไม่หมดหรอก มันยังมีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง ในเหตุปัจจัยของการเมือง หรือเหตุปัจจัยของประชาธิปไตยคราวนี้ มันมีเยอะแยะ เท่าที่อาตมาพูดออกมานี่ คุณฟังนี่ คุณก็คงจะรู้ได้ว่ามันจริง แล้วมันก็ไม่ใช่น้อยมันผิดประหลาด มันมีน้ำหนัก มันมีฤทธิ์แรง มันมีบทบาทอะไรมากกว่าแต่ก่อนมามากมายจริงๆ ประโคมกันต่างจังหวัด ชาวบ้านนอก บ้านนา แม้นอนหลับ ก็แทบจะตื่นหมดแล้วเดี๋ยวนี้น่ะ ตื่น มารับฟัง มาได้ยิน แม้จะอ่านหนังสือไม่เป็น แม้แต่ข่าวคราว อะไรก็ออกไปหมด แต่ก่อนนี้ ต้องอ่านหนังสือ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องอ่านหนังสือแล้ว โทรทัศน์มันก็พูดแย้วๆ โทรทัศน์มันก็มีทั่วบ้านทั่วเมือง ต่างจังหวัด มันก็มีทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ วิทยุก็ตาม ไปกันกว้างขวางหมด ฟังกันรู้เรื่อง ไม่ต้องอ่านหนังสือ อ่านหนังสือไม่เก่งก็ฟังเขาพูด พูดภาษาลูกทุ่งด้วย ภาษามึงมาพาโวด้วย เยอะแยะไปดูดอย่างไรก็พอเข้าใจเดี๋ยวนี้น่ะ เพราะฉะนั้น ข้อมูลต่างๆ ที่อาตมาหยิบมายืนยัน หยิบมาประกอบ การอธิบายนี้นี่ มันก็พอฟังได้เห็นได้ ที่มันพูดมาไม่หมด หยิบมาไม่หมดก็มีอีก เพราะฉะนั้น คราวนี้ มันจะดูแล้ว ท่าทีลีลามันจะเป็นอย่างนั้น แล้วมันชักเข้าใจถูก มันเจริญขึ้นน่ะ ประชาธิปไตย มันเจริญขึ้นตอนนี้เจริญขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ มันก็ควรจะดี แล้วดี มันจะไปตกที่ใครล่ะ ก็ตกไปที่พรรคดี พรรคที่ดีๆ คณะที่ดีๆ คนที่ดีๆ ก็จะได้สิ่งเหล่านี้ขึ้นไปมันถูกสัจจธรรม มันยุติธรรมขึ้นบ้าง แต่การต่อสู้บอกแล้วว่า ขณะนี้นี่ ยังไม่เสร็จสิ้นเผด็จการ เผด็จการยังไม่ได้ถูกปราบ เป็นแต่เพียงเขาหลบฉาก แต่ก็ยังมี่อำนาจกรุ่นอยู่ เพราะฉะนั้น มันจึงแรงอย่างไร การต่อสู้ของคนที่เสียอำนาจก็ไม่ได้ยอมแพ้ เสียอำนาจเขาก็ต้องฟักฟูมฟักหาโอกาสสะสมกำลังอะไรของเขาอยู่เหมือนกัน เขาไม่หยุดหรอก แต่เขาจะมาบอกคุณเหรอ จ้างเขาก็ไม่บอกคุณ แล้วเขาก็ไม่ยอมวางมือ ดูท่าทีเหมือนดูวางมือให้ตายใจเท่านั้นแหละ ส่วนทางด้านประชา- ธิปไตย ก็ได้ช่อง ได้โอกาสกระดี๊กระด๊า...(ม้วนเทปมีเนื้อหาเพียงเท่านี้)
ถอด โดย สท. ดงเย็น ตรวจทาน 1 โดย สม. ปราณี พิมพ์ โดย สม.นัยนา ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเทปฯ 30 ธ.ค.2535