351023 อาวุธวิเศษที่จะพาสูงสุด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351023 อาวุธวิเศษที่จะพาสูงสุด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
อาวุธวิเศษที่จะพาสูงสุด ก่อนฉันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก
พัฒนาช้าหน่อยอยู่บ้าง เท่าที่มันไม่สมใจอาตมานักนี่นะ ก็คงจะเป็นกิเลสละนะ ลดไม่ค่อยได้ไวนัก ลดกันช้าหน่อย ไม่สมใจอาตมา แต่ที่จริงมันก็พอได้นะ แม้ว่าอาตมาจะติง หรือจะพูด ...เป็นการเปรยๆ ปรายๆว่า ติเตียนหน่อยก็ตาม ก็รู้สึกว่าจะลดกิเลสนี่มันไม่พัฒนา การลดกิเลสไม่พัฒนาสมใจอาตมา แต่ก็ว่ากันจริงๆ มันก็พอไปได้นะ พวกเรานี่ เพราะว่ามันไม่ง่ายแล้วเดี๋ยวนี้ มันยากเดี๋ยวนี้ ภาวะยาก เราก็ยังมีการศึกษา มีปริยัติ มีปฏิบัติ ก็พยายามที่จะปฏิบัติกัน เท่าที่เราจะติวกันอยู่ได้เรื่อยๆ เป็นตำรวจ พวกเรานี่เป็นตำรวจกันจนเก่ง ที่อาตมาได้เทศน์ตอนหลังๆนี่ ถ้าใครจะสังเกต หรือใครจะพยายามฟัง ที่อาตมาอธิบาย ก็คง จะเข้าใจได้นะว่า พวกเรานี่ มันมีความซับซ้อน ซับซ้อนเอามากๆ ก็ตรงที่ว่า จนกระทั่งเราเอง เราเป็นบุคลิก หรือว่าเป็นพฤติภาพ เป็นลีลาของพวกเราเลย ก็คือ พวกเรานี่ เรียนรู้ แล้วฝึกฝนมาในด้านตำหนิ ในด้านติกันเก่ง อาตมาใช้สำนวนตอนนี้ว่า พวกเราเป็นตำรวจ ตำรวจเก่ง มองติ แง่ดีไม่ค่อยมอง ในแง่ดีไม่ค่อยมอง ในแง่ที่มันน่าชื่นชม นี่ ไม่ค่อยมอง ซึ่งอาตมาก็เคยบอกแล้วว่า เราน่าจะมองด้านชื่นชมกันให้มากขึ้นหน่อย ไม่อย่างนั้น มันไม่เกิดการประสาน เพราะลักษณะการมองแง่ไม่ดีของกันและกันนี่ มันลึก จิตวิญญาณลึกๆ ทางจิตวิทยานี่ เมื่อเรามองสิ่งไม่ดี เราก็จะไม่ค่อยชอบ มองเห็นสิ่งไม่ดี เราก็จะผลัก แล้วมันก็จะตัดจะขาด จะแยก เพราะฉะนั้นการประสาน หรือการสนิทสนมการชื่นชมพวกนี้ มันก็จึงน้อย ยิ่งเราฝึกไปมากๆเข้าก็เลยกลายเป็นลักษณะพวกเรานี่
อ่านต่อ
กลายเป็นคนมีความไม่รื่น เริง มีความไม่ชื่นชม นั่นแหละตัวหลัก ก็เลยกลายเป็นเรื่องแข็งๆ ทื่อๆ สมานก็ไม่ค่อยสนิท อันนี้น่ะ อาตมาว่ามันซับซ้อน มันปะติดปะต่อกัน มันจะมาเชื่อมโยงติดต่อกันได้ยากอยู่ อาตมาก็จึงบอกความจริงอันนี้ ให้พวกเราได้ทราบว่าเมื่อเราเองเราเป็นนักมองจุดไม่ดีกันมา แล้วเราก็ยังจะมองต่อไปอีก มองจุดไม่ดี เพื่อแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้น แต่ขอให้ละเอียด ขอให้พวกเรานี่ สุขุมประณีตแยบคาย ละเอียดขึ้นไปอีกว่าไอ้ตัวไม่ดีก็คือความไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่ดี ทั้งคน คนของพวกเรานี่ เป็นคนมีคุณภาพนะ เป็นคนดีนะ ส่วนดีมีความดีมากกว่าความไม่ดีแล้ว จริงๆนะ ถ้าเทียบกับค่าของคนทั้งโลกเขาแล้วนี่ คนของพวกเรานี่ เป็นคนที่มีค่าของความดีมากกว่าความไม่ดี อย่างน่าพอใจทีเดียว แต่นั่นแหละเมื่อเราเผินๆ เมื่อเรากลายเป็นคนตื้นๆ แล้วเราจะก็มีนิสัยที่จะมองความไม่ดีอยู่แล้ว มันก็เลยหลวม มันก็เลยเผิน ตื้นเขินไป ไปตีทิ้ง หรือว่าไปตัดไปแยกกัน เราน่าจะรักกันได้มาก เพราะเรามีความดีกันมาก เราน่าจะชื่นชมกันได้มาก เพราะเรามีความดีมากกว่าสิ่งที่ไม่ดีนะ จริง กิเลสมันมีมาก กิเลสมันมีเยอะก็จริง ในฐานอันสูงนั่นเราก็มอง ฐานที่จะเป็นอริยคุณขึ้นไปสูงๆเพิ่มเติมขึ้นนี่ เราก็มอง เราก็อ่าน เราก็เพิ่มขึ้นไปละ แต่ค่าเฉลี่ยหรือว่าค่าของเกรด ค่าของมาตรฐานของคนอย่างพวกเรา เทียบกับคนทั่วไปในโลกปุถุชนนี่ เราดี ดีมากกว่าเขาไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้น ความจริงอันนี้ อาตมาถึงอยากจะสำทับให้พวกเราได้สำนึกสำเหนียกให้มาก ว่าเราอย่าเกลียดกันเลย เราเกลียดกันได้ยังไง คนอย่างพวกเราไม่รักกัน แล้วจะไปรักใคร คนอย่างพวกเรานี่ ไม่ชื่นชมกัน แล้วเราจะไปชื่นชมใคร จริงๆนะ นี่อาตมาพยายามวิเคราะห์ ไม่ใช่อาตมาพูดปากเปล่า ไม่ใช่อาตมาพูดไม่มีเหตุผล ไม่ใช่พูดไม่มีหลักฐาน มีหลักฐานนะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พวกเราเป็นคนที่ลดโลภ โกรธ หลง ละความเห็นแก่ตัว มาสร้างสรร มาเสียสละอดทน มาเป็นคนที่มักน้อย สันโดษอะไรไปตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาหยิบมาให้พวกเราปฏิบัติประพฤตินี่ เราได้อันนี้ เราได้สภาพพวกนี้อยู่จริง มากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งก็อยู่ในเกรดที่ใช้ได้อยู่ มาตรฐานที่ใช้ได้ มันมีจุดบกพร่องก็แน่ละ มันยังไม่สมบูรณ์สูงสุด เพราะว่าความเป็นอริยะ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบนี่มันสูงเหลือเกิน เป็นอรหันต์นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันสูงมาก แต่เราก็เป็นอริยะในระดับโสดา สกิทา อะไรกันขึ้นมาไม่ใช่น้อยแล้ว แล้วก็มีอนาคามีคุณกันขึ้นมา ก็ไม่ใช่น้อย อนาคามีคุณนี่ก็หมายความว่า ฐานของสังโยชน์กามราคะ ปฏิฆะ เรานี่น้อยลง เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้สึกตัว ใครๆก็ตาม เรารู้สึกว่าเราวันๆหนึ่งๆนี่ เราไม่ค่อยจะมีความโกรธหรอกนะ ความโกรธ ความไม่ชอบใจ ความ ปฏิฆะนี่ เราลดน้อยลง จนกระทบสัมผัสคนที่เราไม่ค่อยชอบนี่นะ คนที่เราไม่ค่อยชอบ คนที่เราชัง หรือคนที่เราพยาบาทอาฆาตนี่ ก็รู้สึกจางๆได้ คลายๆได้ แล้วก็เกี่ยวข้องได้ อะไรได้ อาการที่ใจของเราเกิดเกลียดชังผลัก มันแรงๆก็คุณต้องอ่านอาการพวกนี้กันจริงๆในจิตใจของเราเอง มันก็ลดน้อยลงจริงๆ แล้วมันก็มีอยู่บ้างก็น้อย ทนได้ ไม่ถึงขนาดจะบังคับให้เราแสดงออกทางกาย ทางวาจา ออกมาหยาบๆ มีสติพอ มีการรู้ตัวทันไวเร็ว แล้วก็ไม่มีฤทธิ์แรงพอที่จะให้เราแสดงอาการกายกรรม วจีกรรมที่หยาบๆ ในเชิงชัง ในเชิงชัง ในเชิงไม่ประสานได้เก่งพอสมควร อันนี้ก็เป็นพื้นฐานจริงของคน ราคะก็ตาม ราคะมันก็ไม่มีอะไรมากนะ มันก็ไม่เกิดสภาพที่จะต้องปรุง ต้องแรง ต้องจัดจ้าน จนแสดงกิริยากาย วาจา อดไม่ได้ ทนไมได้ ห้ามไม่ได้ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ก็ห้ามได้ อดได้ ทนได้ ไม่ต้องแสดงกริยามาออกทางกาย ทางวาจา แม้ในที่ลับหลัง แม้ในที่ไม่เจิดประเจ้ออะไร เราก็ไม่ได้แสดงอะไรมากมาย ไม่ใช่ว่าจะต้องว่ามันแรง จะต้องไปแสดงออกในที่ลับ เพราะว่าเรายังมีราคะ ยังมีกามมาก เราก็ลดถอยลงไปได้ ก็ไม่รุนไม่แรงอะไรอย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ในฐานของอนาคามี กามราคะไม่มีฤทธิ์ออกมาทางกาย วาจา ทั้งที่ลับและที่แจ้ง อย่างสมณะนี่นะ ขอบอกให้ฟัง มันถุกแล้วค่ะจะหยาบๆ หน่อย สมณะนี่นะ ถ้าเผื่อว่าเราไปทำกามราคะในที่ลับคนเดียว ไม่มีใครรู้ ไม่มีอะไรเป็นกามราคะในพฤติกรรมหยาบ ในระดับใดระดับหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านถือว่าอันนี้ยังไม่อยู่ในฐานของผู้ที่สมควรจะอยู่ที่แท้จริง เพราะฉะนั้น จะต้องมีบทปฏิบัติที่หนักถือเป็นสังฆาทิเสสอย่างนี้เป็นต้น จะต้องอยู่กรรม จะต้องอะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะจริงๆแล้ว ฐานของสมณะนี่ ฐานอนาคาริกะ หรืออนาคามีภูมิขึ้นไป เพราะฉะนั้น กามราคะ ต้องไม่ออกทางกาย ทางวาจา พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา เป็นกามราคะนี่ไม่ออก เพราะฉะนั้น แม้แต่จะมีกามในใจ แล้วก็ไปฉวยโอกาสจับต้องกายหญิง นี่ก็ต้องไปสังฆาทิเสสแล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น ประเจิดประเจ้อ หรือแม้ประเจิด ประเจ้อในที่ลับก็ตาม ในขนาดใดขนาดหนึ่ง ท่านออกหลักเกณฑ์ของท่านไว้ พระพุทธเจ้านี่ ละเอียดลออ เพราะฉะนั้น ถ้าใครยังผ่านขั้นของสังฆาทิเสสไม่ได้นี่ จิตยังไม่เข้าสู่อนาคามีภูมิ แต่ถ้าจิตที่ผ่านสังฆาทิเสสได้อย่างฉลุยเลย อย่างสบาย ไม่มีอาการสังฆาทิเสสพวกนี้ได้จริง นั่นละจิตมันกามราคะเข้าสู่อนาคามีภูมิแล้ว หลักสังฆาทิเสสของวินัยของพระพุทธเจ้านี่ตรวจได้ กามราคะอ่อนๆ เป็นรูปราคะ อรูปราคะเล็กๆน้อยๆ มันไม่มีฤทธิ์ มีแรงจะให้เราแสดงออก ยิ่งประเจิดประเจอต่อหน้านี่ ไม่ทำ ที่ลับในที่ลับส่วนตน ก็ไม่ปฏิบัติ ไม่ทำได้ อย่างไม่ต้องกด ต้องข่ม ไม่ต้องลำบากใจเลย ได้สบาย ได้ตลอด นี่เรียกว่าฐานอนาคามีภูมิในทางกาม ปฏิฆะก็ตาม ปฏิฆสังโยชน์ เราก็จะไม่รุนแรง ต่อหน้าต่อตา หรือต่อหลัง ก็ตาม เราจะอ่านได้ว่าเราไม่ทำกิริยาหยาบ ทางกาย ทางวาจา ที่เป็นสภาพของโทสะ หรือปฏิฆะ นี่เป็นเครื่องวัดที่แท้จริง ภูมิพวกนี้นี่ เราต้องรู้แต่ก่อนนี้ เราแสดงออกนะ เราทนไม่ได้ หรือเราเผลอตัวแต่พอปฏิบัติจริงแล้วนี่ ก็ไม่เผลอตัวมันเป็นอัตโนมัติมันเป็นได้ มีสติรอบ พร้อม พอได้ ต่อหน้าหรือลับหลังก็ไม่ได้ละเมิดสิ่งที่มีมาตราวัดพวกนี้อย่างที่อาตมายกตัวอย่างให้ฟัง เช่นใช้หลักสังฆาทิเสสใช้หลักที่จะรู้ว่า ควรจะประมาณ ตรวจค่าของกามราคะ หรือว่าปฏิฆะนี้ได้ พวกเรามีภูมิธรรมขนาดนี้เรามีกัน แม้จะยังไม่สอบได้ถึง 80% ขึ้นไป 90% ขึ้นไป ก็ตาม ก็แข็งแรงพอสมควร 60-70% ได้อะไรอย่างนี้เป็นต้น ยิ่ง 80-90% ขึ้นไปได้ เป็นภูมิฐานของอนาคามีขึ้นไปในเชิงของกาม เชิงของปฏิฆะอย่างนี้เป็นต้น มันเป็นได้ ทรัพย์ศฤงคาร ก็เหมือนกันอนาคริกบุคคล หรืออนาคามีภูมินี่ เรื่องทรัพย์ศฤงคารลาภ ยศ มันเรื่องจิ๋ว เรื่องเล็ก ซึ่งอาตมาว่าพวกเรานี่ได้ดีด้วย ไดดีได้ไวด้วย มีหมู่มวล แม้แต่ฆราวาส พวกเราก็ทำได้ดี เรื่องลาภทรัพย์ศฤงคาร เรื่องยศศักดิ์โลกๆ นอกจากสรรเสริญเยินยอ ซึ่งมันก็ลึกซึ้งซับซ้อนอีกชั้นหนึ่งในเรื่องลาภ เรื่องยศนี่ พอได้มั่นใจ ไม่ได้ไปยึด ไม่ได้ไปหลงใหลได้ปลื้มอะไรมากมาย ดีไม่ดี จะค่อนๆไปในในทางผลัก หรือในทางแรง ในทางที่จะต้องสลัดคืนอีกทีหนึ่ง ว่า เออ เอาละ เราก็ต้องอนุโลมปฏิโลม เพื่อที่จะต้องรับ ต้องมี ต้องรังสรรค์ เพื่อสร้างสรร เพื่อเป็นทุน เพื่อหมุนเวียน เพื่ออะไรต่ออะไรบ้างเราก็จะปฏินิสสัคคะ หรือว่าจะสลัดกลบท่าทีกายกรรม วจีกรรม กลับคืนมา เพื่อที่จะให้มันได้สัดส่วน ที่ลงตัวพอเหมาะพอดี ที่จะดำเนินกิจการไปได้ เพราะฉะนั้น เรื่องลาภ เรื่องยศ อะไรพวกนี้ ก็ยังมีนัยซับซ้อน ลึกซึ้งนี้อยู่ ซึ่งอาตมาก็ทำ พาทำอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเราต้องศึกษากันไปดีๆ ว่ามันมีอะไรไม่ง่ายนัก สรุปแล้วก็คือ คนของพวกเรานี่ มีภูมิธรรม มีความเจริญ มีวุฒิภาวะจริง มีวุฒิภาวะจริงไม่น้อย เพราะฉะนั้น คนส่วนในในวัด หรือว่าในชาวพวกเรานี่ มันน่าอบอุ่น มันน่าอบอุ่น แต่ก็จริงอยู่ ในรูปลักษณะนี่นะ ในรูปของสมณสารูปนี่ มันก็จะไม่เหมือนกันกับคนโลกๆ เพราะฉะนั้น คนโลกๆนี่ละ เรียกว่าสารูปของคนโลกๆ สารูปของคนโลกๆ ก็คือมีกรรมกิริยาพฤติกรรมของกาย วาจา ใจนี่ มันก็ มีกิริยา จะรักกันก็ แหม จะต้องกอดกัน จะจุ๊กจิ๊กกัน จะนัวเนียอะไรกันนี่ มันก็เป็นของแบบคนโลกๆ แต่ทีนี้ ของคนทางธรรมะนี่ สมณสารูปของเรานี่ เราก็กำหนดเป็นสมณสัญญาว่ากำหนดกันว่าอย่าไปนัวเนียคลอเคลียแตะต้อง นวดฟั้นสัมผัสเสียดสีหรือว่าคลุกคลีท่าทีอะไรกันนัก อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายตายตัวใช้ภาษาว่ายังไง ก็พูดกว้างๆ พูดละเอียดๆไปอย่างนี้ ก็คงพอเข้าใจละนะ เพราะฉะนั้น ท่าทีลีลา กิริยากาย วาจาของเรา ท่าทีของคนที่สัมพันธ์กันนี่มันก็จึงไม่เหมือนคนโลกๆ คนโลกๆเอาความรู้สึกค่ากำหนด เรียกว่าสัญญาอย่างที่เขากำหนดค่าว่า กิริยากาย วาจา ของคนที่สนิทสนมกัน คนที่อบอุ่นกัน หรือว่าคนที่สัมพันธ์อันสนิทกัน เป็นสังคมที่สัมพันธ์สนิท มันต้องมีกิริยาอย่างนั้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยัน มาถึงก็โผเข้ากอดกัน ต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไปจูบกัน หอมกัน สนิทชิดเชื้อ แตะต้องกัน มันนัวเนีย แต่ของเรามีสมณะสัญญามากกว่านั้น แม้จะไม่ใช่ผู้มาบวชเป็นสมณะแล้วก็ตาม เป็นฆราวาสก็ตามเราก็มีสมณสัญญา แม้แต่การพูดจาก็ไม่หวานจ๋อยเย็นเจี๊ยบ เป็นความสนิทชิดเชื้อกัน เกินกันเกินเหมือนกับอย่างภาษาวจีกรรมของชาวข้างนอก โลกๆเรามีขีด ขีดหนึ่ง มีสมณะสัญญาคือกำหนดในสภาพของผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว มีความสงบ หรือมีความไม่มีกิริยาของคฤหัสห์เต็มรูป ที่ท่านใช้ภาษาคำว่า เรามีเพศต่างจากคฤหัสห์แล้ว นี่มันจะมีสมณสัญญาพวกนี้อยู่บ้าง แม้เป็นฆราวาส ที่เรามาเป็นนักปฏิบัติธรรมก็ตาม เพราะฉะนั้น ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ที่เราสนิทสนม สัมพันธ์กัน รักกัน ใช้ภาษาง่ายๆว่า เรารักกัน เราสนิทสนมกัน เป็นคนที่ยังไงๆก็เป็นมิตรดี สหายดี ของกันและกัน อย่างแน่แท้อยู่แล้วนี่ เนื้อจิตวิญญาณ เป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ยิ่งกว่าเขา เพราะจริงใจว่าเป็นมิตรดีกัน ยิ่งกว่าเขา แต่กิริยากาย กับวาจานี่ มันไม่เหมือนกับของปุถุชนทางโลก หรือคฤหัสถ์ทางโลกเขา เพราะฉะนั้น เวลาคนสัมผัสกลุ่มของพวกเรานี่ บอกเอ๊ะ พวกนี้มันไม่ค่อยจะสนิทสนมกันเท่าไหร่ หรือแม้แต่พวกเราที่ไม่เข้าใจยังไม่ละเอียดนี่ ก็จะมองพวกเราเหมือนกันว่า พวกเรานี่ยังไม่สนิทสนมกันเท่าไหร่ จริงๆแล้ว ลึกๆของจิตวิญญาณแล้ว เราสนิท สนมเป็นญาติธรรม ความเป็นมิตรดี สหายดีกันซ้อนเชิง ยิ่งกว่าชาวข้างนอกของเขาโลกๆนี่ ฟังความให้ดีนะ มันซับซ้อนอย่างนี้ มันลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น จึงดูจะไปเทียบค่ากิริยาต่างๆ ที่เราสัมพันธ์อันสนิทกัน มีบทบาท พฤติกรรม กาย วาจา โดยเฉพาะ กาย วาจานี่ เราจะไปเอาค่าของชาวโลกมาวัดของเราว่านี่ พวกนี้ดูไม่ค่อยจะสนิทสนมกัน ดูเหมือนจะต่างคนต่างอยู่ แข็งๆอันนี้มีส่วน มีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะมันไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะฉะนั้น เขาจะมาคำนวณ หรือเขาจะมาประเมินราคา ค่าของพวกเรานี่ว่าพวกชาวอโศกนี่ มันดูมันเหมือนไม่อบอุ่นเลย ยิ่งคนไหนเขายิ่งเข้าใจอย่างโน้นเอา 100% มาเลยนะ แบบกิริยาของทางโลกมานี่ มานอนมาพัก มาคบคุ้น อยู่กับชาวอโศกเขาบอกชาวอโศกนี่ มันต่างคนต่างอยู่นะ มันแข็งๆมันไม่สนิทสนมกันหรอก มันไม่อบอุ่น เขาจะวัดค่า แล้วเขาจะเอาคำพูดนี้ไปพูดได้เลย คุณฟังเข้าใจนะ ฟังเข้าใจ เข้าใจได้ เขาจะอย่างนั้นเลยจริงๆ ยิ่งพวกเรามอง แล้วไม่มีองค์ประกอบ ที่หลายเรื่องหลายอย่างเป็นองค์ประกอบด้วยนะ ยิ่งพวกเรายิ่งเป็นตำรวจอีกอย่างหนึ่งด้วย ก็เลยยิ่งดู แหม ผสมผสาน สอดคล้องกันใหญ่เลย แล้วตำรวจเก่งอีกต่างหาก นอกจากจะกิริยาพฤติกรรมที่ว่านี่ แม้จะเป็นความสนิทสนม ต่างจากคฤหัสถ์ 100% อาจจะมีกิริยาของคฤหัสถ์อยู่บ้างก็ไม่จัดจ้าน เหมือนกิริยาคฤหัสถ์ 100% เพราะ พวกเรามันสอนกัน มันแนะนำกัน มันติงกัน ตำรวจติงกันอยู่ จนกระทั่งเรามาฝึกอบรมเข้ามาในระดับนี้ คนนอกๆเขาเอาความรู้สึกตามที่เขารู้สึก CONCEPT ของเขา ตาม CONCEPT ของเขาตรงๆเลย 100% ของเขา จะต้องเป็นอย่างนี้ มาวัด เข้ามาอยู่ที่นี่ แล้วเขาจะต้องสังเกตเห็น ไม่ต้องสังเกตมันก็เห็น ก็พวกเรามีกิริยาอย่างนี้ เขาจะบอกว่าไอ้พวกนี้ ไม่ไหวหรอก ไม่อบอุ่น อันนี้จริ๊งจริง เพราะฉะนั้น คนที่ยิ่งหวังมากๆ คะเนมากๆเลยว่าที่นี่ เขาคงจะสนิทสนมกัน เขาคงจะ แหม รักกันดี ยิ่งกว่าอะไรนะ เพราะว่าเขาลด ความโกรธเคือง เขาลดความเห็นแก่ตัว เขาคงเกื้อกูล เขาคงมันก็เลยยิ่งโน้นเอนไปว่า ถ้ามันมาก มันคนยิ่งจะนัวเนียกันยิ่งกว่า กิริยาคงจะนัวเนียกันยิ่งกว่าคนข้างนอก คนเขา เขาคาดผิดน่ะ มันประเมินค่าผิดน่ะ พอมาสัมผัสเข้าจริง มันกลับเป็นตรงกันข้ามกันอีกนี่อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยผิดหวัง คนจึงเข้ามาในพวกเรานี่ได้ยาก จะมาเข้าใจในพวกเรานี่ได้ยาก แค่อาตมาอธิบายนี่ ก็แสนยาก เนื้อยเหนื่อยแล้วนะ พยายามอธิบายให้พวกคุณเข้าใจ เพราะฉะนั้น ถ้ายิ่งไปพูดถึงว่ากิริยา ปฏินิสสัคคะ สลัดกลับ อย่างนี้ซับซ้อน หลายชั้นนี่นะ คนจึงเดาพระอรหันต์ไม่ออก อาตมาขอสรุปไปสูงๆให้ฟังจะเข้าใจ จะไปเดากิริยาพระอรหันต์ไม่ออกหรอกคุณ กาย วาจา ใจ เพราะเป็นยังไง ที่ท่านแสดงออก มันจะเหมือนกับซับซ้อน มันจะกลับตีลังกากับปฏินิสสัคคะไม่รู้กี่ชั้น เพราะฉะนั้น จะเดาไม่ได้เลยว่า เอ๊ะ ไอ้นี่ มันชั้นไหน กลับตั้งกี่กลับแล้วนี่ คุณเดาไม่ออกหรอก เดาไม่ออก ยากยิ่งอยู่ในการงาน ยิ่งอยู่ในการบริหาร ยิ่งมีการทำงานนี่นะ โอ๊ย มันยิ่งซับซ้อนมากมาย ประเดี๋ยวก็ทำอย่างนี้ ประเดี๋ยวก็ทำอย่างนี้ คนนี้ฐานะนี้ ต้องทำขนาดนี้ คนนี้ฐานะนี้ต้องทำขนาดนี้ ยิ่ง โอ้โห จับฉ่ายเลย ไม่รู้จับฉ่ายใหญ่เลย เพราะฉะนั้น บอก เอ๊ะ นี่จะเป็นเพราะ หรือจะเป็นชาวโลกๆ หรือจะเป็นอะไรกันแน่นะ มันจะปนกันไปหมด ถ้าเผื่อว่า ยิ่งทำงาน ยิ่งเกี่ยวข้องกว้างขวาง ยิ่งมีหลายฐานะนี่ มันจำเป็นอย่างนั้นน่ะ ที่อาตมากำลังพูดนี่ มันเป็นรายละเอียดมาก และในรูปต่างๆในลักษณะต่างๆ พวกนี้แหละ มันเป็นช่องทางให้คนตีกินหรือว่าหลอกลวง พรางคนอื่นได้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าคนใดไม่จริงใจ คนใดที่ไม่สังวรระวังตัวเองจริงๆนะ โดยเฉพาะ ที่ขี้โกงตีกินหลอกลวงนะ คนจะหาช่องทางพวกนี้ มาหลอกลวงได้ อาตมาจึงให้พวกเราสำเหนียกสังวรระวังนะ ที่ให้โศลกเอาไว้ปีนี้นี่ มหาปวารณาปีนี้นี่ ใครยังไม่รู้ว่า โศลกมหาปวารณาปีนี้ว่ายังไง ใครยังไม่รู้ ยกมือขึ้น โอ ไม่รู้หรือ ตาย ทำไมถึงได้เป็นคนเชื่องช้า VERY CLUMSY ขนาดนั้น ประเดี๋ยวเขาจะโลก นอกโลกกันไหนๆแล้ว ยังจะมา VERY CLUMSY ไม่อัพ ไม่ UP TO DATE เลยนะ เอ้า ก็บอกน่ะ โศลกนั้นอาตมาว่าดีนะ โศลกนี้ อาตมาว่าเอ๊อ เป็นโศลกที่เราจะมาแก้อัตตามานะ หรือแก้ภูมิธรรมของเราที่มันบกพร่องอยู่นี่ได้ดีมากเลย เพราะว่ามันเป็นปรมัตถ์ที่ดี จะแก้ปรมัตถ์ที่ดี โศลกนั้นก็คือ เจตนาแก้ตัวคือจัญไร เจตนาแก้ไข คือเจริญ เพราะฉะนั้น เราต้องอ่าน ตัวเจตนารมณ์ของเราให้ตลอดเวลาให้เก่ง เข้าใจคำว่าเจตนารมณ์ไหม อารมณ์ที่มันมีความมุ่ง ความเจตนา ความมุ่ง ความจงใจก่อนที่จะผลักดันให้มันไปเป็นอย่างที่จะเป็นมโนสัญเจตนา นี่เราก็ลองเรียนรู้ถึงอาหาระ อันที่เป็นมโนสัญเจตนาหาร ต้องเรียนรู้เครื่องอาศัย ที่เรียกว่ามโน-สัญเจตนานี่ให้ดี นี่เราฝึกอันนี้ สำคัญ มีผัสสะแล้วก็ต้องรีบอ่านมโนสัญเจตนา มีผัสสาหารนั้นมีอยู่แล้ว เรามีผัสสาหาร มีการได้ผัสสะเป็นปัจจัย แล้วเราก็ได้อาศัยผัสสะพวกนี้เป็นการปฏิบัติธรรม ทีนี้จะปฏิบัติเก่งขึ้น คุณก็ต้องอ่านมโนสัญ- เจตนาหารเข้าไป เก่งกว่านั้นอีกอ่านที่กำหนดมโนก็คือ จิตนั่นแหละมโนสัญเจตนา ก็คือ กำหนดลงไปให้รู้ในเจตนา ผู้ใดอ่านเจตนาเก่ง ผู้ใดเข้าใจอารมณ์เจตนา แล้วก็วิเคราะห์วิจัยว่ามีอะไรเข้ามาในสังขาร ในอารมณ์เจตนา ตัวที่มาสังขารในอารมณ์ ในจิตที่เจตนาของเรานั้น มีกิเลสเข้ามาร่วมสังขารไหม ถ้าไม่เจตนาเป็นไปเพื่อตัวเอง เป็นไปเพื่อแก้ตัว นี่มันเจตนาแก้ตัวให้แก่ตัวเองนี่หว่า มันเป็นอัตตามานะ ต้องรู้ตัวแล้วนี่หยุด อย่าแก้ตัวเลย พยายามฟัง แม้เขาจะลบหลู่ดูถูก แม้เขาจะข่มเราบ้าง ก็ให้ข่มให้ได้ นั่นเรียกว่า การลดตัวลดตน อ่อนน้อมถ่อมตน ให้ยอมรับยอมฟัง แล้วก็เอามาพิจารณาทดสอบ แม้จะรู้เดี๋ยวนั้นก็ตาม ว่า เออ นี่เขาข่มเราผิดนะ เขาติเราผิด เขาดูถูกเรามันผิด อันนี้ไม่ถูกต้องหรอก ถ้าเรายอมให้ได้ ลองฝึกหัดตัวเองให้ลดตัวลดตนอย่างนี้ได้ ก็จะได้ฝึกหัดลดอัตตามานะจริงๆน่ะ เพราะฉะนั้น มโนสัญเจตนา หรือเจตนารมณ์ที่ว่านี้นี่ ในคำว่าแก้ตัวนี่ ให้แก้อัตตามานะโดยตรง ยิ่งคุณฝึกหัดเข้าไปแล้ว อ่านเจตนารมณ์ของเราได้ดียิ่งขึ้น คุณก็จะรู้ว่า เรานี่ปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วะทามิ เจตนานี่เป็นกรรม พ้นเจตนาไปแล้ว ท่านก็ไม่ถือว่าเป็นกรรม ไม่ใช่ไม่ถือหรอก ที่จริงจริงๆมันก็ไม่ มันจะเจริญหรือไม่เจริญ มันก็อยู่ที่เจตนา นี่แหละเพราะเราจะต้องอ่านเลยว่า เจตนาของเรานี่ เป็นกุศลเจตนา หรือเป็นอกุศลเจตนา หรือเจตนาทำอะไรบำเรอกิเลสตน ถ้าบำเรอกิเลสตนตลอดเวลา คุณอ่านเจตนาของคุณได้ เมื่อนั้นแหละ คุณจะต้องปรับปรุงทันที เพราะนั้นคือการสะสมกิเลสแน่นอน บำเรอไม่ว่าจะบำเรอกาม มีอารมณ์กามนะ มีอารมณ์พยาบาทนะ มีอารมณ์ถีนมิทธะนะ มีอารมณ์อุทธัจจกุกกุจจะนะ มีลักษณะนี้ มีอาการอย่างนี้ อ่านอาการอย่างนี้ออกจริงๆเลย แล้วคุณก็จะต้องวินิจฉัย หรือว่าวิเคราะห์วิจัยให้เห็นเลยว่า อะไรจะเอามีอารมณ์กาม เอาแต่กามออกมาเพื่อตัวเพื่อตน หรือมาเพื่อตัวเพื่อตนแท้ๆ หยุด แต่ถ้าเผื่อว่า มันเป็นการปรารถนา เป็นธัมมกาโม เป็นกาม เป็นปรารถนาอยากใคร่ ที่จริงลึกๆ แล้วมันไม่ใช่เป็นความ มันไอ้คำว่ากามนี่ มันแปลว่า ความอยากใคร่ ความอยากใคร่นี้ มันมีทั้งเพื่อตน และเพื่อผู้อื่นอยู่ในตัว แต่เพื่อตนนี่ ถ้าเพื่อตนที่หมายความว่าตนเจริญ เพื่อตน เพื่อพัฒนาตนเองเจริญอันนั้นไม่มีปัญหา แต่ถ้าเพื่อตน เพื่อเสพ เสพรส กามรส เสพอัตตามานะ เสพกามสมใจที่จะได้สมอกสมใจอะไรนี่ เราก็จะต้องอ่านให้ดี ถ้าเผื่อว่า เสพเพื่อตน เราจะต้องลดละ แต่ถ้าเพื่อผู้อื่น เราก็จะต้องรู้ชัดเจนเลยว่า อ๋อ นี่ มันไม่ใช่เพื่อตนหรอกนะ มันปนอยู่นะ มันเพื่อตนด้วย เพื่อผู้อื่นด้วย แต่เพื่อตนมาก หรือเพื่อผู้อื่นมาก ถ้าเพื่อตนมาก ก็ต้องลด เพื่อตนนั่นให้ลดลงไปให้มากๆๆ ถ้าเพื่อผู้อื่นมากอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นไร เราก็ให้เป็นเพื่อผู้อื่น เพราะคนเราจะลดตัวลดตน หรือจะลดกิเลสตัณหาก็คือ ความไม่เห็นแก่ตัว เพื่อผู้อื่นนั่นแหละ มันเป็นสิ่งดี นี่เราก็ต้องดู ทีนี้คนเราถ้าเผื่อว่า ไม่ละเอียดลออ มันก็จะมองเผินๆบอกว่า เอ้ย นี่เราดูเจตนาเราแล้วก็นี่เราก็จะทำเพื่อผู้อื่นนี่นะ แต่เราไม่แยบคาย ไม่ละเอียดลงไปว่าไอ้เพื่อผู้อื่นแล้วมันมีเพื่อตนหรือเปล่านี่ มันก็จะมักจะไปอ้างเอาว่านี่เพื่อผู้อื่น มาแก้ตัวให้เราเองอยู่เรื่อย เราก็จะเผิน เราก็จะข้ามกิเลสตัวนี้ไป นั่นแหละ แก้ตัวจัญไรลงทุกเมื่อ มันก็จะอ้าง เพราะว่าไอ้การเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อตนเองนี่ มันจะซ้อนๆกันอยู่อย่างเสมอ ทำงานนี่ เมื่อไหร่ก็อ้างได้ว่าเราทำงานแล้ว มันต้องเพื่อผู้อื่น อ้างเมื่อไหร่ก็อ้างได้ เราจะมีกรรมกิริยาอะไรต่อไป มันจะอ้างได้เสมอใช่ไหม เพราะฉะนั้น ต้องละเอียดลออ จุดนี้ให้ดีๆน่ะ อ่านไม่อย่างนั้น เช่นนั้นมันจะแก้ตัวเพื่อความจัญไรของตัวเองตลอดเวลา แล้วมันไม่เจริญ ความจัญไรก็รู้อยู่แล้ว แปลว่าอะไร ก็คือความเสื่อมเสีย ความเลวร้ายลงไปทุกที ตกต่ำลงทุกที ความจัญไร ความไม่ดี ไม่งามนั่นละ เพราะฉะนั้น จะแก้ไขให้เจริญขึ้น เราจะต้องตรวจโศลกนี้ อาตมาว่าสำคัญ โศลกนี้อาตมาว่าจะเป็น แหม อาวุธ อาวุธที่เจ้าสำนักเพิ่งค้นพบ แหม ต้องใช้สำนวนนี้ อาวุธนี้ เป็นอาวุธของสำนักอโศก แต่ที่จริงคนอื่นเขาใช้ภาษาคำนี้เหมือนกัน แต่เราก็เอาภาษานี่แหละมาเรียบเรียง มาใช้เป็นคำที่จะเป็นศิลปวิธี ศิลปะที่จะเรียบเรียงคำเหล่านี้มาใช้ให้ได้ ให้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตเรา พัฒนาความเจริญของชีวิตเรา ให้ไปสู่ความประเสริฐ ให้ไปสู่ความสูงส่ง หลุดพ้นอะไรก็ตามใจเถอะ ถ้าจะอธิบายเป็นความเจริญของมนุษย-ชาติจริงๆ เพราะฉะนั้น ใครที่สามารถเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ได้เป็นประโยชน์ มีประ- สิทธิภาพสูง มันก็คือธรรมาวุธ มันก็คือธรรมาวุธ เป็นอาวุธที่ฉมัง เป็นอาวุธที่วิเศษ นี่เป็นอาวุธหนึ่งชิ้นหนึ่งที่เราค้นพบ เรียกว่าเจ้าสำนักค้นพบ ว่าอย่างนั้นเถอะ คือคำก็คำความที่เขาใช้กันมาแล้วนั่นแหละ เราก็เคยได้ยิน คนอื่นเขาก็พูดเหมือนกันว่า คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว เราก็เคยได้ยินมา แต่มันเรียบเรียงคำแล้ว ไอ้อย่างนั้น มันก็ฟังเข้าใจแล้ว แต่อาตมาว่าเรียบเรียงใหม่ คำมาเรียบเรียงใหม่ และเติมคำว่าเจตนาเข้าไปด้วยนี่ คำว่าเจตนาแล้วต้องอ่านเลย คนที่ปฏิบัติธรรม อ่านถึงขนาดจิตเจตสิกของเราไม่เป็น จะอ่านเจตนาเจตสิกไม่เป็น พวกคุณฟังๆดูแล้ว พวกคุณอ่านกันเป็นไหม เพราะฉะนั้น จะต้องรู้เลยว่า เดี๋ยวนี้คือเจตนาเจตสิก คือจิตที่มุ่งหมาย มุ่งมาดจงใจที่จะกำลังมุ่งจะทำอยู่นี่มีความมุ่งหมายมุ่งมาดนี่ นี่คืออาการของเจตนา อาการของจิต เรียกว่า เจตนาเจตสิก เราอ่านออกแล้วก็ซ้อนเชิง วิเคราะห์ลงไปซ้อนในเจตนาของเราเองเลยว่า แล้วในเจตนานั้นน่ะ มันเจตนาแก้ตัวหรือเจตนาแก้ไข อาตมาใช้โศลกอันนี้ลงไป เพราะถ้าเจตนาของเราแก้ตัว จะรู้ว่าตัวเองแก้ตัว ก็เพราะว่าตัวเองมีตัวผิด มีตัวที่ไม่ดีไม่งามผสมอยู่ด้วย โดยเฉพาะกิเลส เสร็จแล้วก็จะแก้ตัว อย่างที่อธิบายเมื่อกี้แล้ว มันมองประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านเสร็จแล้ว มันมองแต่ประโยชน์ท่านเอามาแก้ตัว เอาไปพูด เอาไปแก้ กลบเกลื่อนอะไรก็แล้วแต่ มันจะไปให้แก่ตัวเสพให้แก่ตัว จับไม่ค่อยละเอียด ไม่ถ่องแท้ ไม่โยนิโสแล้วก็เลยแก้ตัวไปตะพึด ไอ้แบบนี้ จัญไร แล้วก็เผิน ฝึกซ้อมอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น ถ้าเราฝึกซ้อมเป็นคนละเอียดลออแยบคาย เราก็ได้อย่างแยบคาย ถ้าเราฝึกซ้อมเผินๆ ทำเป็นไม่ค่อยมอง ไม่ค่อยพิจารณาซ้อน ไม่พิจารณาใหลึกซึ้ง ไม่พิจารณาให้ละเอียด ไม่แหลม ไม่คม ไม่ให้ประณีตเข้าไปอีก เราก็กลายเป็นคนหยาบ กลายเป็นคนไม่ลึกซึ้ง กลายเป็นคนไม่ได้คบ มันก็เป็นคนหยาบๆ ตื้นๆอยู่อย่างนั้นตลอดไป เท่ากับเราฝึกฝน เท่ากับเราลับญาณของเราให้คม เท่ากับลับญาณ อธิปัญญา หรือญาณของเราให้แหลมคม ญาณทัสสนะของเรา มันเป็นสภาพที่จะต้องฝึกฝนและสร้างสิ่งเหล่านี้สร้างจิตเจตสิกเหล่านี้ หรือว่าญาณ หรือว่าอะไรพวกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมนะ แต่สร้างได้ เพราะฉะนั้น คนฉลาดขึ้นได้ ทางโลกเขาก็ฝึกฝนให้ฉลาดขึ้นได้ ทางธรรมก็ฝึกฝนสร้างวิชา หรือสร้างญาณทัสสนวิเศษนี่ขึ้นมาได้ ไม่สร้าง ไม่ขึ้นหรอกอยู่ดีๆ มันเกิดเองไม่มี อยู่ดีๆ มันฟลุค เอ้อ เกิดญาณเอง นอกจากของเก่าของคุณถึงวาระของมันรอบถ้วนแล้วมันขึ้นมาโดยที่ว่าวันนี้ ก็ยังไม่ฉลาดเท่าไหร่ เอ้า ฝึกไป ไม่กี่วัน พรุ่งนี้ฉลาดแยะขึ้น มันมีเหตุการณ์ หรือมันมีอะไรที่มันปรับ นั่นเป็นของเก่าของคุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive