351031 สมาธิปฏิบัติ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข22 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

351031 สมาธิปฏิบัติ โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

สมาธิปฏิบัติ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า 31 ตุลาคม 2535 ที่ พุทธสถานสันติอโศก

วันนี้บรรยายก่อน แล้วถึงค่อยไปนั่งตอนท้าย เราได้เรียน เราต้องเรียนจริงๆ การเรียนปริยัติ แล้วก็เรียนปฏิบัติ แล้วก็เรียนปฏิเวธ ได้ประโยชน์จริงๆ ถ้าเผื่อเราไม่รู้อานิสงส์ ไม่เห็นคุณ ไม่เห็นค่า ในการที่จะเรียนปริยัติแล้ว ก็ฟังๆไม่เป็น ปฏิบัติก็ไม่เข้า ก็ไม่ถูก หรือบางคนเรียนแต่ปริยัติ ไม่ปฏิบัติ เรียนไปแล้วก็จำได้ ท่องได้ บางทีก็ แหม สนุกสนานเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อยไปกับปริยัติเท่านั้น แต่ก็ไม่ฝึกไม่เพียร ไม่ลดไม่ละ ไม่ตั้งศีล หรือว่าศีลที่จะเป็นตบะ เป็นกรรมฐาน เป็นธุดงค์ก็ได้ ที่เป็นเครื่องชำระ ให้เอาจริงเอาจังกับมัน แล้วก็สังวร ระวัง หัดฝึกจริงๆ ในการสังวร ระวัง ตั้งสติ หัดตั้งสติ หัดสังวร มีสติรู้ตัวจริงๆ มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ต้องพยายามใช้สัมมาวายามะ คือพยายามที่จะมีสติ พยายามที่จะปฏิบัติตามที่เราเข้าใจ แล้วก็สัมมาสติ ซึ่งเป็นหลักของมรรคองค์ 8 พยายามตั้งใจ พยายามอยู่เรื่อยแหละ ไม่ได้ก็ต้องพยายาม ก็พยายามๆ อยู่เรื่อย คำว่า วายามะ หรือคำว่า พยายาม ก็นัยหนึ่ง ก็เขาว่าเป็นความเพียร แต่อันหนึ่งเป็นความ จะใช้ภาษาอะไร จะใช้คำว่าพยายามก็เข้าใจแล้ว เพียรก็คือความขยัน ส่วนพยายามนั้น ความตั้งใจทำให้มันเกิดให้ได้ๆ พยายามมันต่างกันอยู่กับเพียร เพียรนี่คือ ความขยันๆ ทำให้สิ่งที่เป็นแล้วก็คือความเพียร แต่ความพยายามนี่ก็คือ แม้แต่สิ่งที่ยังไม่เป็นนี่ ต้องพยายามทำขึ้น แม้เป็นแล้ว ก็พยายามทำให้มันติดต่อ ให้มันมีบ่อยๆ ให้มันมีเสมอๆ จนความพยายามนั้นกลายเป็นปกติ เราต้องพยายามที่จะทำรู้ตัว มีสติรู้ตัว นี่เราตั้งใจแล้วพยายาม มันยังไม่เป็น ก็ต้องพย

อ่านต่อ

ายามทำให้เป็น เพียรขึ้น ขยันขึ้น อย่าขี้เกียจ และก็ตั้งใจ พยายามไม่ขี้เกียจ แล้วก็ตั้งใจ พยายามขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งสติให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าสติคืออะไร ก็ให้รู้ และเราก็สังวร สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีสัมมาทิฐิ ความเห็น ความเข้าใจ เรียนไปปริยัตินี่ ให้เกิดทิฐิเป็นสัมมาขึ้นเรื่อยๆ ปริยัตินี่เรียนไปเรื่อยๆ เราก็จะเข้าใจไปเรื่อยๆ องค์ธรรมของสัมมาทิฐิ ก็มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ซึ่งอธิบายซ้ำซ้อนเสมอ เมื่อเราฟังไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจ ก็จะเป็นปัญญานี่แหละ ปัญญาในเบื้องต้น แต่แค่สุตมยปัญญา จินตามยปัญญาก็ตาม เมื่อได้สุตะ เมื่อได้จินตา เราก็เอาไปปฏิบัติ โดยมีสติสัมโพชฌงค์นั่นแหละ ก็คือ ปฏิบัติมรรค โพชฌงค์นั่นแหละ มีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นในองค์ธรรม 6 ของสัมมาทิฐิ ต้องจำนะ สิ่งพวกนี้เป็นปริยัติ เป็นภาษา เป็นองค์ธรรม เป็นหลักที่เราทำ ที่เราปฏิบัติให้เข้าใจดีนะ เกิดปัญญา พอปัญญาแล้ว จะไม่เกิดปัญญินทรีย์ทีเดียวหรอก ปัญญินทรีย์ กับปัญญาพละนี่ จะเกิดการปฏิบัติมี จะเกิดปัญญาที่เป็นภาวนามยปัญญา ไม่ใช่แค่สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ไม่ใช่เป็นแค่นั้น เพราะฉะนั้นปัญญาตัวแรกคือแค่สุตมยปัญญา หรือจินตามยปัญญา พอเราปฏิบัติไปๆ มีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีองค์ธรรม 3 จำได้ไหม ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ แล้วอะไรจำได้ไหม เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฐิ แล้วก็มัคคังคะ อีก 3 ตัวหลัง ตัวนั้นแหละ ตัวที่จะชอบให้เกิดปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นตัวปฏิบัติโพชฌงค์ 7 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติก็มีอยู่ในมรรคอยู่แล้ว สัมมาวายามะ สัมมาสติ ก็ให้เป็นสัมมาสติ หรือให้เป็นสติสัมโพชฌงค์ แล้วก็เดินบทธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อเดินบทธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ด้วยความเพียรสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ก็จะเกิดผลขึ้นไปเรื่อยๆ เกิดผลขึ้นไปๆ สัมมาทิฐิ ก็จะสูงขึ้น และในสัมมาทิฐิ ตัวที่เป็นองค์ธรรมตัวที่ 5 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฐิ แล้วสัมมาทิฐิตัวนี้ มันจะซ้อน จะเป็นองค์ธรรมที่ซ่อนอยู่ในสัมมาทิฐิตัวหลักใหญ่ ในสัมมาทิฐิมีองค์ธรรม ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฐิ มัคคังคะ สัมมาทิฐิตัวนี้ ไม่ใช่ตัวโน้น มันจะซ้อนลึก มันจะเพิ่มสัมมาทิฐิขึ้นมาเรื่อยๆ ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะขึ้นไป เกิด สัมมาของสังกัปปะ เกิดสัมมาของวาจา เกิดสัมมาของกัมมันตะ ของอาชีวะ ในสัมมาต่างๆทำให้เรายิ่งเกิดความจริง ยิ่งเกิดปัญญาหรือทิฐิ เสริมเป็นปัญญินทรีย์ ยิ่งปฏิบัติมัคคังคะ คือมีองค์มรรค ตัวปฏิบัติในองค์มรรคที่ 7 ตามมหาจัตตารีสกสูตร จนปฏิบัติองค์ 7 โน่นแหละ ปฏิบัติสัมมาทิฐิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นเครื่องห้อมล้อม แล้วก็ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ รอบ 7 ตัวนี่แหละ สั่งสมลงไปเป็นสัมมาสมาธิ เราก็ปฏิบัติมัคคังคะ ปฏิบัติองค์ของมัคคังคะ ก็คือมรรค องค์ทั้ง 8 นั่นแหละ มันจะเกิด ปฏิบัติองค์ 7 เกิดสัมมาสมาธิ พอเกิดสัมมาสมาธิแข็งแรงขึ้น ก็เกิดผลตามเป็นสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติ เป็นผล 2 มรรค 8 ผล 2 สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ มันก็เกิดตาม และจะเกิดขึ้นไปจริงๆ ซับซ้อนขึ้นไป เป็นภาวนามยปัญญานั้นแหละ คือปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เมื่อเกิดผลซ้อนๆขึ้นไป มันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ องค์ธรรมต่างๆ พวกนี้นี่ ถ้าเราไม่เข้าใจปริยัติดีแล้ว ไม่เข้าใจสภาพที่มันพันกัน สมังคีกัน มันมีความซับซ้อน มีการขยาย มีการเกื้อหนุน มีการส่งเสริมกันและกัน เราก็ไม่รู้เรื่องนะ เมื่อเราตั้งหลักศีลขึ้นมา เพื่อที่จะปฏิบัติ ประพฤติ เป็นศีล อธิศีล คือศีลที่กำหนดเองนั่นแหละ สูงขึ้น เคร่งขึ้น เราได้ขนาดนี้ แม้บอกว่าไม่ฆ่าสัตว์ ก็มีระดับ ไม่ลักทรัพย์ ก็มีระดับ มีเคร่ง มีหย่อน มีกลาง มีละเอียด หรือว่ามีตั้งแต่ง่ายๆ ไปจนกระทั่งยากขึ้น ยากขึ้นๆ อย่างนี้เป็นต้นนะ เราปฏิบัติหลักมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 นี่เป็นหลักใหญ่ โพธิปักขิยธรรมปีนี้จะขยาย ตั้งใจว่าจะขยายในงานปลุกเสกฯ งานพุทธาภิเษกฯ เดี๋ยวให้ถึงเวลาแล้วจะขยายให้สำคัญ ให้เห็นจริงๆเลยว่า ทฤษฎีนี้ยิ่งใหญ่ ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ต้องตรัสรู้ โพธิปักขิยธรรม หรือมรรคองค์ 8 หรือโพชฌงค์ 7 ที่ท่านตรัสเอาไว้ว่า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด มรรคองค์ 8 ไม่เกิด พระพุทธเจ้าเกิดเท่านั้น มรรคองค์ 8 หรือโพชฌงค์ 7 นี่จึงเกิด คือ ท่านตราไว้อย่างนั้นเลยว่า ศาสนาอื่น ไม่มีศาสนาไหนจะมีอย่างนี้หรอก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ยิ่งมรรค 8 แล้ว ยิ่งตรัสไว้ชัดเจนเลยว่า ไม่มี ลัทธิอื่นว่างจากมรรคองค์ 8 เพราะฉะนั้นลัทธิอื่นก็ว่างจากสมณะ 4 เหล่า สมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หรือว่างจากโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีศาสนาไหน ที่เขาจะมาไล่เรียงอาริยะนี่ เจริญตามลำดับ ไม่มีล่ะนะ เป็น 4 แยกออกเป็น 8 อะไรอย่างนี้ เป็นหลักวิชาที่ให้พิสูจน์ ให้ยืนยัน มีหลักสังโยชน์มาวัด มีหลักอะไรต่ออะไรมาวัด ให้รู้จักคุณค่าของการเจริญ ที่ลดโลภ โกรธ หลง ลงไปยังไงๆ และมีอาการต่างๆ ที่แตกตัว ขยายตัวกิเลส ชี้หน้าชี้ตา ตั้งชื่อกิเลสในขณะนั้น ในขนาดนั้น ในระดับนั้นออกมา ได้ละเอียดลออ ศาสนาไหน เท่าที่ดูแล้วไม่เห็นจะชี้ลงไปถึงขนาดนั้น แม้แต่ศาสนาดั้งเดิม ก็ไม่ได้มีหลักมรรคองค์ 8 ไม่มีหลักโพชฌงค์ 7 อย่างนี้นี่ ที่เราได้เรียนมา เอาหลักพระไตรปิฎกเล่ม 24 มาอธิบายไปทีละสูตร บางสูตรก็ไม่ได้อธิบาย ก็บางสูตรเป็นวินัยของพระบ้าง บางสูตรเป็นเรื่องของความลึกซ้อนที่เป็นเรื่องที่ยังไม่น่าพูดถึงบ้าง อาตมาก็ผ่านไปบ้าง พระไตรปิฎกเล่ม 24 นี้ ตั้งแต่สูตรที่ กิมัตถิยสูตร ในเล่มนี้นี่ กิมัตถิยสูตร มีอยู่ 2 นะ ในเล่ม 24 นี่ กิมัตถิยสูตร มีอยู่ 2 อยู่ในข้อที่ 1 กับข้อที่ 208 นะ แต่แปลกนะ เขียนต่างกัน กิมัตถิยสูตร ส่วนที่ข้อ 208 กิมัตถิยสูตร อันข้อที่ 1 นี่ ว่าด้วยอานิสงส์ของศีล ว่าอย่างนั้น ส่วนข้อที่ 208 นี่ ว่าด้วยผลของศีล ผลของศีล 5 บอกว่า ผลของศีล 5 ที่เป็นกุศล แต่เนื้อความมีอานิสงส์เหมือนกันว่า ถ้าปฏิบัติศีลเป็นกุศลแล้ว จะมีอวิปฏิสารเป็นอานิสงส์เป็นผล และก็มีปราโมทย์ พอ มีอวิปฏิสารแล้ว อวิปฏิสารก็จะก่อให้ปราโมทย์เป็นผลเป็นอานิสงส์ พอเกิดปราโมทย์แล้วก็มีปีติเป็นผลเป็นอานิสงส์ ต่อไป อย่างนี้เป็นต้น คล้ายกัน แต่ว่ามีรายละเอียดที่อาตมาเคยอ่านในรายละเอียด แล้วก็ขยายความละเอียดให้ฟังอยู่บ้างนั่นแหละ เราลองทบทวนดูนะ กิมัตถิยสูตรนี่ เกิดอะไรบ้าง 10 ข้อ 10 หลัก นี่มัน ทสกนิบาต ทสะนี่ ก็ 10 ส่วนใหญ่ 10 นะ ถ้าจำไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรเป็นหลัก ทบทวน ถ้าเผื่อว่าจำได้ มีอะไรเป็นหลักทบทวน เราก็จะปฏิบัติไปได้ อ่านสภาวะ เออ ตรงกับภาษา ก็ได้เช็คได้ตรวจว่าเราตรงนะ เราเกิดลำดับอย่างนี้ อาการเราจะอ่านอาการ หรืออ่านสภาวะของจิตของเจตสิกนี่ออก ท่านบอกว่า ศีลที่เป็น กุศล จะเกิดอวิปฏิสาร คือความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ร้อนใจ ไม่ลำบากใจ มันไม่ทุกข์ใจนั่นแหละ มันไม่ร้อนใจ ปฏิบัติเป็นกุศล แล้วมันจะเกิดสภาพระงับ หรือว่าเกิดสภาพเย็น หรือว่าสภาพเบิกบานร่าเริง สภาพโปร่งใจ สภาพที่ไม่ร้อนใจ มากหรือน้อย ก็จะช่วยบรรเทาไป ไม่ใช่ว่ายิ่งปฏิบัติไป ยิ่งร้อนใจ ปฏิบัติศีลก็ยิ่งเกิดอาการที่ลำบากลำบนอะไรขึ้นไป มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิบัติถูกทางแล้ว จะอาการอย่างนี้แหละนะ เราจะรู้จะเห็นว่า อ้อ ปฏิบัติแล้วทำให้เราค่อยยังชั่วขึ้นบ้าง เบาบางขึ้น เดือดเนื้อร้อนใจน้อยลงๆ จนกระทั่งไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อย่างนี้เป็นต้น เป็นหลัก แล้วก็จะขยายลึกๆ หรือสูงขึ้นไปอีก จากอวิปฏิสาร แล้วก็ปราโมทย์ แล้วก็ความยินดี ปราโมทย์ แล้วก็มีปีติ หรือความปรีดาก็ได้ ยินดีปรีดา ภาษาบาลีมีคำของเขาทั้งหมด แต่ว่าของไทยเราแปลไม่ไหว ภาษาไทยของเราไม่มาก ปราโมทย์ ก็แปลว่ายินดี ปีติก็แปลว่ายินดี อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าอะไร คำว่ายินดี อยู่ภาษาบาลี แปลว่ายินดี ตัวนี้ตัวเดียวเยอะเลย ภาษาไทยแปลได้แค่คำว่ายินดี พอใจ ชอบใจ อะไร อย่างนี้เป็นต้น มันได้ขยายความแค่นั้น แต่ทีนี้ ภาษาบาลีนี่ท่านระบุลงไป เราก็เห็นว่า เป็นขั้นๆ ต้องแตกต่างกันแน่ แต่อาจจะคล้ายกัน อาจจะมีลักษณะที่คล้ายๆ อย่างปราโมทย์กับปีตินี่ อาจจะคล้ายกัน เราก็อ่านอาการ มันเป็นยังไง มันควรจะยิ่งขึ้น จากปราโมทย์แล้ว ปีติ มีความยินดี มีความปรีดา มีความพอใจ ยังไง เออ คุณค่ามันยิ่งจะเห็นว่ามันเสริมสาน มันจะเกิดความพอใจๆ เราก็ต้องรู้ว่าอาการของใจเราเป็นอย่างนั้น พอใจขั้นปราโมทย์เป็นอย่างไร พอใจขั้นปีติเป็นอย่างไร จากปราโมทย์ จากปีติ แล้วก็ไปเป็นปัสสัทธิ ก็ว่าสงบระงับ สงบระงับอย่างไร เราก็อ่านอาการไปนะ จะเป็นผล จะเป็นอานิสงส์ไปเรื่อยๆนะ จากศีล ปฏิบัติศีลเป็นกุศล เป็นอวิปฏิสาร จากอวิปฏิสาร ก็จะไปเป็นปราโมทย์เป็นผลเป็นอานิสงส์ จากปราโมทย์ก็ไปเป็นปีติเป็นผลเป็นอานิสงส์ จากปีติไปเป็นปัสสัทธิ เป็นผลเป็นอานิสงส์ จากปัสสัทธิไปเป็นสุข เป็นผลเป็นอานิสงส์ ทีนี้เป็นสุขนี่ อาตมาก็วิเคราะห์ ก็วิจัย เราก็เรียนกันมาแล้ว สุขที่ว่า ไม่ใช่สุขัลลิกะ ไม่ใช่กามสุข หรือไม่ใช่โลกียสุข ที่เป็นสุขเสพสมนะ เพราะบอกแล้วว่า ปัสสัทธิ มันสงบระงับ เบาบางลงมาจากกิเลสแน่นอน ศีลที่เป็นกุศลเจริญนี่ ต้องขัดเกลาสิ่งที่เราจะขัดเกลาออกไปแน่นอน มันระงับลงมา เกิดความสุขๆ สุขเย็น สุขว่าง สุขยังไง วูปสโมสุข ไม่ใช่โลกียสุข วูปสโมสุข เป็นสุขพิเศษ สุขที่เป็น ที่มีความสงบระงับ สุขที่ไม่มีอามิส เป็นนิรามิสสุข เป็นสุขที่ไม่เหมือนกันนะ ต้องเข้าใจ ต้องอ่านอาการออก เราจึงจะรู้เหล่านี้ จากสุขก็เป็นสมาธิ เป็นผลเป็นอานิสงส์ อย่างนี้เป็นต้น มันสุขแล้ว มันก็ได้ลักษณะนั้นขึ้นมาเรื่อยๆ จนระงับ ยิ่งระงับลงมาเท่าไหร่ องค์ฌาน เราก็เคยเรียกว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข อะไรพวกนี้ ก็เป็นลำดับมา สิ่ง เหล่านั้นระงับลงมา อุปกิเลสก็ระงับลงไปด้วย ก็ยิ่งสุขเข้าไป สงบรำงับลงไป เสร็จแล้วยิ่งทำก็ยิ่งแข็งแรง ยิ่งทำก็ยิ่งตั้งมั่น สมาธิแปลว่าตั้งมั่นก็ได้ ในนี้สูตรต่อไปนี่ ท่านใช้คำว่า สมาธินี่ ท่านใช้คำว่า สัมมาสมาธิเลยนะ ในพระไตรปิฎกเล่มนี้นะ พอถึงคำว่าสมาธิ ใช้คำว่า สัมมาสมาธิเลยนะ เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ใช้คำว่าสมาธิทีเดียว อาตมาก็ไม่ได้เช็คกับเล่มก่อนๆ เล่มฉบับหลวง เขาใช้สัมมาสมาธิหรือสมาธิเท่านั้น แต่ในฉบับสังคายนา ใช้คำว่าสัมมาสมาธิ คือเกิดความตั้งมั่น เกิดความอธิ อาตมาว่าอธิบายนี่ ทางบาลีเขาค้อนว่า อธิ นี่ มันเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นเอาอธิมาเป็นปัจจัย มาขยายไม่ได้ มันอุปสรรคเท่านั้น เขาว่ายังงั้น มันจะต้องนำหน้า ขยายคำเป็นอุปสรรค คือคำจะต้องเอามาขยายข้างหน้า ไม่ใช่เอาไปขยายข้างหลัง เอ้า ก็ไม่เป็นไร เขาจะว่าอย่างนั้นก็แล้วแต่ ก็แปลว่า ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่นเป็นสภาพของคุณภาพ ของเจริญขึ้นอย่างหนึ่ง เป็นสมาธิก็ดี เป็นสมาหิตะ สมาหิโต สมาหิตะก็เคยอธิบาย แปลเป็นภาษาไทย ก็แปลว่าเป็นสมาธิเหมือนกัน สมาหิตะ หรือสมาทหะ นี่เขาก็แปลว่าสมาธิเหมือนกัน เป็นความเกิดสภาพเกิด จะได้เห็นคำว่าสมาทหะก็ดี สมาหิตะก็ดี สมาธิก็ดี มันก็คือมีคำที่ต่อ หรือว่าคำผสม ภาษามันก็มีสมะ สมานี่ นำอยู่ แต่แล้วก็แปลว่าสมาธิทั้งนั้น จะผันไปข้างหลังยังไงก็เถอะ มันก็คือเอาคำผันข้างหลังมาสนธิ หรือว่ามาสมาสกันแน่ๆ นะ เท่าที่อาตมาดูพยัญชนะนั่นแล้วนะ ทีนี้ความหมายเขาขยายไม่ออก เขาก็แปลว่าสมาธิคำเดียว สมาทหะ ก็แปลว่า สมาทหะ สมาทหัง ก็แปลว่าสมาธิ สมาหิตะก็แปลว่าสมาธิ อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นไร เราก็เข้าใจความหมาย ถ้าเผื่อว่ารู้สภาวะ อาตมารู้สภาวะ อาตมาก็เข้าใจว่า สมาทหะ สภาวะอย่างไร สมาหิตะ สภาวะอย่างไร หรือไปเรียกสมาธิเฉยๆ สภาวะอย่างไร จะแปลว่าความตั้งมั่น เป็นภาษาไทยตัวเดียวกันหมด ไม่มีปัญหาอะไร ก็เกิดสภาพจิต เจตสิก นี่แหละ แข็งแรง มั่นคง สั่งสมลงไปเป็นสิ่งที่เป็นจริง ถาวรดี มีอำนาจ มีอินทรีย์ มีพละดี มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพขึ้นมาจริงในจิต ยิ่งทำก็ยิ่งขึ้นอย่างนั้น เสร็จแล้วสมาธิมียถาภูตยาณเป็นผลขึ้นมา เป็นผลเป็นอานิสงส์ ต่อมาอีกเป็นต้น มีนิพพิทา วิราคะต่อขึ้นมาอีก เป็นผลเป็นอานิสงส์ จากยถาภูตญาณทัสสนะ ที่จริงยถาภูตญาณทัสสนะ จะเกิดอยู่เรื่อยๆ เป็นปัญญานี่แหละ ปัญญาหรือปัญญินทรีย์ ปัญญาพละนี่ มันจะขยาย จะประกอบอยู่ในนั้น ยิ่งเราปฏิบัติแล้วก็ตรวจสอบ เราก็จะเห็นอาการ เห็นสภาวะ เพราะว่าเราปฏิบัติ ไม่ใช่เราปฏิบัติอย่างงมงาย จิตใจเราเปลี่ยนไปอย่างไร จิตใจเราลด เราละได้หรือไม่ เกิดความเป็นสมาธิขึ้นอย่างไร อ่านว่าสมาธิหรือสัมมาสมาธิคืออย่างไรกันแน่ ปฏิบัติองค์ 7 ของมรรค และปฏิบัติมันก็ตรวจสอบแม้แต่ปริยัติ ถ้าปฏิบัติศีลเป็นกุศลแล้วมีลักษณะอย่างนี้นะ เราก็ตรวจสอบได้ ยถาภูตญาณหรือปัญญา จะประกอบ ขึ้นเรื่อยๆ เกิดอาการที่จะรู้ จะเห็นจริง รู้จริง เห็นจริง รู้แจ้ง เห็นแจ้ง รู้ความจริงตามความเป็นจริง ยถาภูตญาณทัสสนะนี่อ่านรู้ สัมผัสรู้ รู้เห็น เอาญาณเห็นไม่ใช่เอาลูกนัยน์ตาไปเห็นหรอก เป็นธรรมจักษุ เป็นตาญาณ เป็นตาทิพย์ เป็นตาที่อ่านนามธรรม อ่านจิต อ่านเจตสิก อ่านอาการที่เป็นนามธรรมในจิต ซึ่งเป็นปรมัตถ์ เราก็อ่านออก จริง อาการอย่างไร แตกต่างอย่างไร มีนิมิตให้รู้ว่า เออ อย่างนี้เป็นอย่างนี้นะ อ่านรู้ได้จริงๆ ตลอดมามันจะอ่าน ยถาภูตญาณ จะรู้หมด รู้ว่าอวิปฏิสารอาการอย่างไร ปราโมทย์อาการอย่างไร ปีติอาการอย่างไร ปัสสัทธิอาการอย่างไร สุขอาการอย่างไร สมาธิอาการอย่างไร สมาธิเป็นอัปปนาสมาธิ หรือว่าเป็นแค่อุปจารสมาธิ หรือว่าเป็นขณิกสมาธิ อะไรก็เข้าใจ ที่มีความแตกต่าง มีลิงค หรือเพศ มีความต่างกัน คนละอย่าง ก็ต่างกัน หรือว่าอย่างเดียวกัน มีมากมีน้อย อะไรก็จะต่างกัน เกิดความต่าง เกิดการแยก มีธัมมวิจัย ที่แยกๆได้ละเอียดขึ้น รู้อาการ รู้สภาวะขึ้น นิพพิทา วิราคะเป็นอย่างไร นิพพิทา วิราคะ ก็จาง ก็คลาย ก็ไม่เอาแล้ว เบื่อหน่ายแล้ว หรือว่าปล่อยมันละ วางแล้ว นิพพิทาวิราคะ เห็นชัดๆ ว่าเกิดการปลดปล่อยไปจริงๆ นิพพิทา วิราคะนี่ เห็นว่า เออ เราทิ้งจริงๆ เราไม่เอาหรอก ไอ้นี่ ไม่เอาไว้แล้ว เพราะเรารู้หน้ามันดีแล้ว ปล่อยนได้ก็เห็นอานิสงส์ เห็นผลว่า โอ นี่เจริญกว่านะ นี่สุขสงบ สบายกว่า เกิดคุณค่าที่ดีกว่า ยิ่งเรามีชีวิตประจำวันนี่ กาย วาจา ใจ เราลดละสิ่งเหล่านี้ไปได้ เดินถูกทาง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้มากมายในคำสอน จะเกิดเห็นความประเสริฐ ความดีงามของชีวิต เราไปติดไปยึดสิ่งไม่เข้าท่านี่ ทำให้เราเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่เป็นคุณค่าเลย เราเองต้องมาบำเรอตน ต้องมาเป็นภาระตนเองนี่แหละมาก จะเห็นอานิสงส์ของมันชัดเจน นิพพิทา วิราคะ แล้วสุดท้ายก็วิมุตติญาณทัสสนะเป็นที่สุด มีญาณทัสสนะที่เห็นวิมุติ เห็นเบื่อหน่ายจางคลายแล้ว จนกระทั่งสุดท้าย ก็เป็นวิมุติเลย อย่างนี้เป็นต้น เราก็จะเห็นอานิสงส์ จะเห็นผล เห็นอานิสงส์ของการปฏิบัติ ปฏิบัติศีลเป็นอานิสงส์นี่ ปฏิบัติแล้ว พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเอาไว้นี่ เป็นตัวอธิจิตทั้งนั้น อวิปฏิสารก็ดี ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อะไรพวกนี้ แม้แต่สมาธิเป็นอธิจิตทั้งนั้น เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีลเป็นอธิ เป็นอธิศีล ก็เกิดคุณค่าที่แท้จริง เกิดความ เจริญยิ่งๆ ขึ้นด้วยศีล เจริญด้วยศีล มีสภาพที่เกิดเจริญขึ้นจริง มีสภาวะเจริญขึ้นจริงๆ เรียกว่าอธิศีล ซึ่งเจริญด้วยข้อศีลนั้นแหละ มีคุณภาพที่แท้ขึ้นมา พ้น สีลลัพพตปรามาส ก็เป็นอธิจิตในตัว ที่ท่านไม่ได้อธิบายกายเลยนะ ท่านจะบอก ก็ต้องบอกกายในกายเป็นองค์ประชุมในจิต ที่เราจะต้องหยั่งรู้ตั้งแต่อวิปฏิสารข้อ แรกไปจนถึงวิมุตติญาณทัสสนะข้อสุดท้าย เรื่องอธิจิตทั้งนั้น แล้วอธิปัญญาก็คือปัญญาก็รู้แจ้งสิ่งเหล่านี้ขึ้นไป แล้วก็มีส่วนสภาวะพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ นี่เป็นสูตร ศีลอย่างนี้เป็นต้น เราก็จะต้องเข้าใจพยัญชนะ เข้าใจบัญญัติ เข้าใจความหมาย รายละเอียดอะไรๆ ของมัน เราก็เป็นสภาพที่เอาไปใช้ เราเอาไปตรวจ เอาไปปฏิบัติ มันก็จะเข้าใจ หรือ ศรัทธาสูตร ต่อมาอย่างนี้ เป็นต้น นี่อาตมาทบทวนนะ ศรัทธาสูตรเมื่อเป็นผู้มีศรัทธาแล้ว ก็จะต้องเจริญศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละขึ้นไปด้วย มันจะเจริญขึ้นไปอย่างไร มันจะเจริญขึ้นไปนั้นบอกว่า ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติศรัทธานั้นไม่มีศีล ก็ไม่บริบูรณ์ ศรัทธาอะไรก็ได้คนเรา ศรัทธาว่ากินเหล้าแล้วนี่เปลื้องทุกข์ ปลดทุกข์ เขาก็เชื่อนะ เขาศรัทธา เพราะฉะนั้นเขาจะแก้ทุกข์ด้วยการกินเหล้านั้น ก็คนอย่างโลกๆ เขา มันทุกข์มาก ก็ต้องไปเที่ยวทะเล ไปเที่ยวภูเขา ไปเที่ยวไนท์คลับ นี่แก้ทุกข์ไปอย่างนั้น เขาก็ศรัทธาอย่างนั้น เขาก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ หรือเขาเชื่อว่าคนเราเกิดมา ต้องตั้งหน้าตั้งตาหาเงินให้ได้มากๆ ถ้าหาเงินได้น้อย ไม่เป็นสุขหรอก หาเงินได้มากๆ นี่จะเป็นสุข ก็หาเงินไป โดยวิธีอะไรต่างๆนานา ดีไม่ทุจริต เอาอกุศลอะไรก็เอา อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เขาก็ทำ นั่นก็คือ ความเชื่อที่ไม่มีหลัก ความเชื่อที่ไม่เข้าท่าอะไร พระพุทธเจ้าก็ตั้งหลักเอาไว้ ถ้าเผื่อว่าศรัทธานี่ ไม่มีศีล เป็นศรัทธาไม่มีทางเดิน ศรัทธาสะเปะสะปะ เชื่อโลกๆ หลอกอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นจะเชื่อก็ต้องเชื่อ ลองๆ ดูซิ ตัดใจ ทำอย่างพระพุทธเจ้าท่านพาทำนี่ เอาศีลมาประกอบศรัทธาเชื่อดูซิว่าเราไม่ฆ่าสัตว์ สังวรระวังไป ไม่ลักทรัพย์ ไม่อยากได้ ของใคร ของเขา ขยันหมั่นเพียรเอา ไม่เมามายในกาม ในราคะ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือว่าไม่ระมัดระวังวาจา หรือแม้แต่ข้อที่ 5 ก็พยายามมีสติสัมปชัญญะดีๆ ให้ตรวจสามัญสำนึกของเรา สามัญสำนึกของผู้อื่นเขาบ้าง ให้รู้เกรงอกเกรงใจมั่ง ไม่ทำอะไรไปตามอำเภอใจ มีสติระมัดระวัง อะไรที่เสพ อะไรที่ติด ก็ตรวจตราดู ผู้ที่ท่านเจริญ ท่านเป็นอย่างไร ก็ต้อง ตัวอย่างท่านไม่เสพ ไม่ติด ตั้งแต่ของไม่เข้าท่า ก็ละลดมา ตั้งสติ ตั้งปัญญา ศีลข้อ 5 นี่ เป็นศีลปฏิบัติหมดความเสพ หมดติด หรือเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะปัญญาที่สมบูรณ์ ไม่เป็นคนเมา ไม่เป็นคนเบลอๆ ไม่เป็นคนหลงวน วุ่นว่ายวนอยู่สังสารวัฏ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ความหมายที่สูงสุด ว่าเป็นอย่างนั้น เราก็ว่าไปตั้งแต่หยาบๆ เป็นในความหมายก็ตามแต่หัดมาเลิก มามีศีลประกอบ เพราะฉะนั้นศรัทธาแล้ว ถ้าผู้ใดปฏิบัติแล้ว ก็ยืนตามหลักของพระพุทธเจ้าปฏิบัติไป ก็จะเกิดศรัทธาที่เชื่อนะ เราหัดฝึกไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ในศีลหลัก 5 ข้อแรก นี่ก็ได้ จะบอกว่าเลิกเหล้า เลิกสิ่งเสพติด และเลิกอบายมุขก่อน เราก็ทำ ปฏิบัติไปๆ ศรัทธามีศีลขึ้นมา ก็ถือว่า ศรัทธานี่จะดีขึ้น บริบูรณ์ขึ้น บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ท่านว่าอย่างนั้นนะ บริบูรณ์ยังไง จะรู้สึกว่าเต็ม รู้สึกว่าจะเกิดประโยชน์คุณค่าครบพร้อมขึ้นมา บริบูรณ์แปลว่าครบพร้อมขึ้นมา เสร็จแล้วศรัทธาก็ต่อไปถึงศีล จากศีลไปเป็นพหูสูต จากพหูสูตก็ไปถึงธรรมกถึก จาก ธรรมกถึกก็เข้าถึงสู่บริษัท อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราก็รู้ว่า เออ สิ่งเหล่านี้ ท่านตรัสเอาไว้เป็นข้อๆๆ ถ้าเราได้เช็คตามหลักข้อธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้เรียงเอาไว้เป็นลำดับ 10 หลัก อย่างนี้เป็นต้น มันก็จะได้เข้าท่าเข้าทาง ก็จะได้เข้าหลักเข้าเกณฑ์ จะเจริญจริงหรือพากเพียรไป ปฏิบัติไป ปฏิบัติมีศีลแล้ว พหูสูตก็คือ ได้รู้หมด ฟังหมด ได้ศึกษาหมด เป็นผู้คงแก่เรียน ปริยัติก็ตาม จริงๆพหูสูต ก็ปฏิบัติ ปริยัตินั่นแหละ เอาปริยัตินั้นแหละ มาปฏิบัติเพิ่มเติมเข้า ก็จะกลายเป็นพหุสัจจะ ที่อาตมาหมาย ท่านก็ว่ามันอันเดียวกัน รากศัพท์เดียวกัน เอา ตกลง ก็ไม่เป็นไร เอาพหูสูต เอาพหุสัจจะ ศัพท์เดียวกัน ก็ไม่ว่าอะไร แต่เราว่า ตัวสภาวะควรจะเจริญขึ้นมาบ้าง พหูสูต ไม่ใช่ว่ารู้มากเฉยๆ ควรจะทำได้มาก มีผลขึ้นมากได้ด้วยนะ เป็นพวกรู้ พหูสูต ก็คือผู้รู้ คือรู้จริง รู้แจ้ง เกิดปัญญาญาณ เกิดญาณ เกิดญาณทัสสนะ ถ้าปฏิบัติแล้วควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เอาแต่รู้ แต่ฟังมาก ได้ยินมามาก ได้ฟังมามากเท่านั้น เรียนรู้แต่สุตมยปัญญา หรือจินตามยปัญญา มันควรจะเป็นปัญญาภาวนามยปัญญาบ้าง เมื่อพหูสูตเกิด เราก็ปฏิบัติ ผู้ที่มีความรู้ก็ต้องพระธรรมกถึก ต้องฝึก การ แสดงธรรมนี่นะ การกล่าวสอน เป็นผู้กล่าวสอนนี่นะ ธรรมกถึก นี่ แปลว่าเป็นผู้ กล่าวสอน กถึก กถะนี่ คำกล่าว ผู้กล่าว ธรรมกถึก ผู้กล่าวคำ ผู้กล่าวสอน ผู้ กล่าวธรรม ผู้ธรรมกถึก ก็คือผู้กล่าวธรรมนี่แหละ เป็นผู้กล่าวธรรมะสอน เพราะฉะนั้นเราได้เรียนปริยัติก็ตาม ยิ่งได้ฝึก ได้ปฏิบัติ เกิดผลจริงด้วย ยิ่งดีใหญ่ ยิ่งจะเป็นผู้กล่าวสอนที่ได้ทบทวน ที่ได้กล่าวชัดเอาสภาวะ คนมีสภาวะมันอดไม่ได้หรอก คนมีสภาวะจริงมันอดจะชักสภาวะ ใครๆก็ไม่มีทางหรอก ไม่ชักสภาวะของตนเองมาพูด การชักสภาวะของตนเองมาพูด เท่ากับเราทบทวนเท่ากับเราตรวจสอบ เท่ากับเรารู้ของจริง มีจริงเท่าไหร่ แล้วได้ตรวจสอบกับพยัญชนะ ที่เรายิ่งเป็นพหูสูตแล้ว ได้ยินมามาก ได้ฟังมามาก เอามาประกอบกัน จริงหรือไม่จริง จะได้รู้ตัว และจะดึงออกมาเหมือนกับชักลิ้นชักแน่ ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่ได้ทำ มันทำให้เกิดเตวิชโช ทำให้เกิดการระลึกย้อนสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว จะเห็นจุตูปปาตญาณด้วย มันจะดึงของอดีตที่เราได้ทำไปแล้วด้วย มันจะเกิดนัยของเตวิชโช เป็นสภาพจริง เพราะฉะนั้นถ้าตั้งใจพยายามแสดงธรรมกล่าวธรรมสอนผู้อื่น พระพุทธเจ้า ถึงได้ตรัสไว้ว่า การสอนธรรมก็เป็นการบรรลุธรรมได้ชนิดหนึ่ง ฟังธรรมก็บรรลุธรรมได้ชนิดหนึ่ง ไม่ได้เอาแต่ฟัง ได้ทั้งสองด้าน แล้วมันก็นัยต่างกัน ฟังธรรมก็ได้แต่รับเข้า ส่วนการสอนนี่ ชักออกมาดูด้วย อย่างที่อาตมาอธิบาย มันชักออกมาดู คนเรามันยิ่งมีของจริงเท่าไหร่ เหมือนเรามีสมบัติ มีเพชร มีพลอย เราชักออกมาดู เอาให้คนดู เอามาอวดคนอื่นด้วย ถ้าเผื่อว่ามันมีกิเลสอยากอวด อยู่บ้าง มันก็ต้องระมัดระวังการอยากอวด อวดโอ่ อวดเขื่อง อวดอย่างเกิดอาการที่มันโลกีย์ มันเป็นสุขอย่างหนึ่ง เป็นความสมใจอย่างหนึ่ง เป็นความอยากใหญ่ อยากโต ก็อย่างหนึ่ง แต่ว่าเราไม่ได้ชักออกมานี่เพื่ออวด แต่ชักออกมาเพื่อยืนยัน ชักออกมาเพื่อมาแลกกัน ชักออกมาด้วยความเมตตา ออกมาเกื้อกูล เพื่อผู้อื่น ชักเอาสิ่งเหล่านี้ออกแจก ทรัพย์ที่มี ทรัพย์ความรู้ ทรัพย์ความจริง มีทรัพย์ที่เป็นความรู้ ความจริงนี่ เป็นอาริยทรัพย์ เอาออกมาแจกคนอื่น ไม่ได้ อยากอวด เราก็จะต้องอ่านซ้อนลงไปอีก เป็นการปฏิบัติธรรมซ้อนลงไป เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมด้วยวิธีเป็นธรรมกถึกนี่ จึงเป็นการปฏิบัติซ้อนเชิงเข้าไปอีกทีหนึ่ง เราชักธรรมะออกมาบรรยาย มาสอนคนอื่นนี่ มีกิเลสซ้อนลงไปเป็นอุปกิเลส อยากอวดไหม เป็นสโฐ สาเถยยะ เป็นจิตที่อยากอวดอยากโอ่ เป็นไหม อาการอยากอวดอยากโอ่ นั่นน่าต้องระงับด้วย แม้เราจะชักออกมาอวด ก็อวดอย่างมีจิต ต้องทำใจในใจ ทำจิตในจิต มนสิการให้ดีว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน