350707 ความสำคัญของการขึ้นศาลา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข31 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350707 ความสำคัญของการขึ้นศาลา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ความสำคัญของการขึ้นศาลา เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

สำนึกดี เราชาวสันติฯ ถ้าไม่มีน้อยสักคนหนึ่ง คงจะเหลือน้อยกว่านี้นะ ชาวสันติฯ ดูกระพร่องกระแพร่งลง ศาลาน้อยๆลงๆมันเป็นภาวะเจริญ หรือเป็นภาวะเสื่อมอย่างไรยังไม่รู้นี่ อาการน้อยลงในศาลานี่ จะให้อาตมาติดตามข้อมูล ติดตามผลสรุปฯ อย่างสมบูรณ์ดูดีๆ เสียก่อนว่า สันติอโศกมันเสื่อมลง หรือมันเจริญขึ้นแน่ ไอ้ที่ว่าคนลงศาลาน้อยลงนี่นะ แต่ดูเผินๆ มาน่าจะเสื่อมนะ ที่มีมิติตื้นๆ ต้นๆ มันน่าดูเหมือนมันเสื่อมมันมีความสลับซับซ้อน ที่ซับซ่อนลึกซึ้ง ว่าไอ้น้อยลงนี่แหละ มันคือเจริญหรือเปล่า มันต้องค่อยๆ ติดตามหาข้อมูลกันอย่างจริงจังพอสมควรอย่างทีเดียวนะ ความจริงแล้ว มันเกิดจากความจริงนะ ว่าถ้าเผื่อว่าเรามีพิธีกรรม มีกิจวัตร หรือมีรายการ มีโปรแกรมอะไรอยู่ มีโปรแกรมๆ อะไรอยู่เป็นชีวิต จังหวะชีวิตที่รู้กันอยู่ในวันในเวลาว่า มันจะได้อะไรมามีอะไร การมารวมตามพิธีกรรมที่ตามกำหนดนัดหมาย เป็นกิจวัตร มาร่วมพร้อมทานข้าวกัน และได้ฟังโน่นนี่กัน มันมีเรื่องมีราวอะไร ก็บอกกล่าวกัน คุยกัน มันเป็นรูปอย่างน้อยตั้งแต่เริ่มต้น มันก็เป็นรูปของพิธีกรรม เป็นรูปแบบดูดี อาตมาเคยเน้นเคยบอกกับพวกเรามาตั้งแต่ไหนๆมาแล้วว่า รูปแบบไม่ใช่ลงทำวัตรหรอก แค่ทำวัตรนั่นแน่นอนอยู่แล้ว ทำวัตรนี่ชัดเจนนั่นเป็นพิธีกรรม แม้แต่ในรูปแบบที่ตอนร่วมลงศาลา ฉันข้าวพร้อมกันอะไรนี่ มันก็เป็นรูปแบบที่ดี ที่มีประโยชน์คุณค่าเอาไว้ มีสมณะนั่งเป็นแถวเป็นแนวกันอบอุ่นกันพอสมควร และก็มีฆราวาสนั่งฟัง มีอะไรก็พูดกันไปกัน มันเป็นความสามัคคีแท้ๆ และก็มีรูปแบบที่ดี ที่พ

อ่านต่อ

วกเรานั่งร่วมกันนี่ เป็นรูปแบบที่น่าดูนะที่พวกเรานั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยสงบเสงี่ยม ไม่ได้นั่งไปแล้วก็ดูจิ๊ดจ๊าด จี๋จ๋าเอะอะมะเทิ่งเจี้ยวจ๊าวกระดุกกระดิกวุ่นวาย ไม่ได้เป็นรูปแบบอย่างนั้น มันเป็นรูปแบบที่ต่างไปจากโลกเขา โลกๆนี่รูปแบบเขานี่ มันรวมกันแล้วก็แต่ละคนก็ดุกดิกกัน แต่คนดุกดิก มีวุ่นวายประสมประเสประสานเข้าส่งเสียงไม่น้อย ส่งเสียงอย่างมากด้วย โดยเฉพาะยิ่งคนจีนนะ ไม่ต้องห่วงหรอก ยิ่งคนจีนหนวกหูแซดเลยนะ แต่พวกเราไม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่กลับตาลปัตรน่าทึ่ง ชาวอโศกเรานี่นั่งเป็นร้อย สองร้อย ห้าร้อย เป็นพันก็ไม่เอะอะมะเทิ่ง ยิ่งมากมันยิ่งน่าทึ่งตรงเพราะว่าค่าของความสงบของเรามีมากพอ เรารู้ว่าเรามาประชุมกันแล้ว เราก็ไม่เจี๊ยวจ๊าวมากมาย มันเป็นวัฒนธรรม นี่เกิดวัฒนธรรมของชาวอโศกเรา พอรวมนั่งร่วมกันเป็นกิจจะ- ลักษณะ ยิ่งมีในพิธีกรรมเวลามารวมกันในอย่างนี้ ก็ไม่ส่งเสียง ก็ไม่เอะอะมะเทิ่ง มีเรื่องราวอะไรก็เก็บไว้ ถึงเวลาควรพูดก็นอกเวลานี้พอเจอหน้ากันก็จ่อเลย มันก็ไม่ใช่รูปแบบ นี่เป็นวัฒนธรรมของพวกเราชาวอโศกนะ ซึ่งมันต่างกับชาวโลก จนเขามอง พอเรามีวัฒนธรรมแบบนี้มาใช้มากขึ้น มากๆที่หมายความว่า เวลารวมกันอย่างนี้ เราก็มีกิจจะลักษณะ นั่งสงบเสงี่ยม ไม่เอะอะมะเทิ่ง ไม่คุยกันเจี๊ยวจ๊าวอะไร ดังที่กล่าวนี้ แม้จะออกจากนี้ไปแล้ว ออกจากกันนั่งรวมกันไป คบหากันคุยกันข้างนอกมันก็เป็นความสงบที่ไม่คุยกันเจ๊ยวจ๊าว และก็ไม่ทักทายกันมากนัก จนกลายเป็นเฉยเมย นั่นออกไปจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วย กลายเป็นเฉยเมย ทักกันก็น้อย ยิ้มแย้ม เจี๊ยวจ๊าวกันก็น้อย ยิ่งคนแปลกหน้าเข้ามา คนแขก ไม่ใช่แขกอินเดียนะ แขกอาคันตุกะเข้ามา เราก็เลยมีเลือดเฉยเมยมันมากขึ้น เขาเข้ามาก็เลยต่างคนต่างเฉย มันเป็นจืดๆ พวกชาวอโศกก็เลยกลายเป็นเหมือนกัน เป็นเชิงกระด้างๆ กลายเป็นคนที่ไม่มีปฏิสันถาร ไม่มีมารยาทสังคมอันหนึ่ง คือ มารยาทของสังคมความยิ้มแย้มต้อนรับแขก อันนี้เราเลยกลายเป็นลักษณะนี้ไป กลายไปเป็นลักษณะกระด้างหน่อย คนอื่นเขาไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ เพราะสังคมเขาไม่เป็นอย่างนี้ๆ ทีนี้สังคมอโศกเราที่เป็นมา อาตมากล่าวถึงที่มา มันกลายฝึกหัดอบรมไปแล้ว มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างนั้น มันเลยกลายเป็นสภาพที่แขกมาก็เลยพลอยรับผลวิบากๆวิบากของความจืดๆ ชืดๆ เฉยๆ เมยๆไป เรากำลังปรับปรุงกันอยู่ ให้รู้กาละนะว่า กาละอย่างนั้น โดยเฉพาะว่าเรารู้ว่าเป็นแขกแปลกหน้า คุณจะเฉยเมยกับพวกเราบ้าง พวกเราก็พอทนกันได้ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่อบอุ่นดี อย่างอาตมากำลังเติมนี่ว่า ยังไงก็สังสรรค์กันบ้าง ยิ้มแย้มกัน ทักทายช่วยเหลือกันบ้าง เป็นผู้มีน้ำใจกันบ้าง ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน อะไรๆ ก็เรื่องของกูๆ อยู่ในภพของกู มู่ลู่ทู่มะลื่อทื่อ อย่างนั้นมันมานานแล้ว เอาละ มันเก่งมันสงบได้เก่ง ไม่ไปยุ่งไปเกี่ยว ไม่ไปกระทบสัมผัส ไม่ไปวุ่นวายหาเรื่องหาราวอะไรกับใครได้ ก็ดีแล้วละ แต่ทีนี้ เราก็ต้องมีการพัฒนาว่า แม้เราจะพยายามมีกระทบสัมผัส ให้มีทั้งกายกรรม วจีกรรม อะไรนี่ มีน้ำใจนี่มีใจนี่แหละเป็นประธาน ให้มันเกิดการสัมผัสสัมพันธ์เรื่องอะไรเพิ่มเติมกันขึ้น หัดดูอีก แล้วก็มากระทบสัมผัสกันขึ้นนั่นแหละ มันจะเกิดปฏิกิริยา และมันก็จะเกิดผัสสะอีก จะก่อให้ยั่วยวน จะเกิดให้โลภ เกิดโกรธขึ้นมาได้ หรือเกิดราคะ หรือเกิดโทสะกันได้ ก็หัดเพิ่มเติมขึ้นมาอีก มันเป็นแบบฝึกหัดนะ โดยเป็นกรรมกิริยาของเรานี่แหละ กาย วาจา ใจนี่แหละ เป็นแบบฝึกหัดนะ เพราะฉะนั้น ได้แล้วเราไม่พูดจากะใคร เรานิ่งเราเฉย เราไม่กระทบ เราไม่สัมผัส ไม่มีบทบาทอะไร มันก็สงบได้ดี แต่ถ้าเผื่อว่ามีกิริยาเพิ่มขึ้นละ มีความสัมพันธ์อันดี และก็รู้จักประมาณ เมื่อสัมพันธ์สัมผัสด้วยกาย กิริยาอย่างไรมากไป วาจาอย่างไรมากไป แรงไป หนักไป อย่างไรพอดี อย่างไรน้อยไป เกิดความสัมพันธ์อันสนิท ความสัมพันธ์อันดีมันขนาดไหน นี่พวกนี้ เราเดาเอาไม่ได้ เราต้องฝึกหัด เราต้องฝึกฝน เราต้องปฏิบัติ มีบทบาท มีกรรมกิริยาของเราออกมาเป็นลักษณะกลับอีกทีหนึ่งละ ก็ต้องมีการทักทายโอภาปราศรัย กายกรรมก็ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ถ้าเราทำได้อีก ความลึกซึ้งของการลดกิเลสลงไปอีก ตัวตนอัตตามานะ หรือแม้แต่กามก็ตาม สิ่งที่จะเกิดราคะโทสะก็ตาม มันก็จะได้เรียนรู้ และมันก็จะได้ลดละเพิ่มเติมลึกซึ้งซับซ้อนขึ้นไปอีกนะ ไม่ใช่เอาแต่อยู่เฉยๆ ไปกระทบสัมผัสแล้วก็อยู่ได้ขนาดก็ดี แต่มันก็เป็นฐานะ จากฐานนี่แหละเพิ่มอธิศีล เพิ่มอธิขึ้นไปอีก มีการปฏิบัติที่ยิ่งขึ้นไปอีก ให้ได้จริงน่า ที่อาตมาพูดแนะนำอยู่นี่ก็ที่จะได้มากขึ้น เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ และมันเกิดความเจริญขึ้นจริงๆ เป็นการพิสูจน์ๆ ด้วยแบบฝึกหัดอันนั้น เป็นเรื่องจริงๆ มันเกิดกิเลสอีกไหมเราลึกซึ้งเราแข็งแรงเพิ่มเติมขึ้นกว่านั้นได้ไหม เพราะกระทบสัมผัสนี่ มันก็เกิดบทบาทการยั่วยวน การก่อให้เกิด เป็นที่ก่อเกิดโลภะ โทสะ อะไรนี่ เกิดมากขึ้นกว่าเก่า หรือราคะก็ตาม มันแน่นอนเลย เพราะฉะนั้น เราก็ยิ่งรู้จักการปรุงมันมากไป มันน้อยไป ก็รู้จักให้มันพอเหมาะพอดี และการ กระทบสัมผัสแล้วแรงแรงบ้างน้อยบ้าง มากบ้างอะไรก็แล้วแต่ มันจะมีอยู่โดยภาวะธรรมชาติที่เราเป็นไปด้วยจริงนี่ เราก็จะได้ปฏิบัติความจริง ไม่ใช่ปฏิบัติแต่เฉพาะตรรก มีแต่แนวคิด แต่ไม่ได้ลงมือมีสภาพจริงเลย ไม่ใช่เช่นนั้น แต่มีบทปฏิบัติที่มีเรื่องจริงนะ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ได้รับซับซาบกันด้วยว่าพวกเราต้องพยายามกันให้ดีๆ มาลงมามีพิธีนั่งวิธีกรรมรวมร่วมอะไร ได้บอกไปแล้วว่า มันมีรูปธรรมที่ดี และมันก็วัดใจเราด้วยนะ ว่าใจเราจะเอาแต่อำเภอใจเราหรือว่าดิ่งๆไป ดิ่งไปในทางที่เรามุ่งจัดจ้านไปในสิ่งที่เราจริงๆแล้วเราชอบมานั่งนี่มันไม่ค่อยชอบมาอยู่นี่โอ๋ย มานั่ง บางทีนี่ก็มานิ่งๆ อย่างนี้ไม่ไหว เพราะพวกเรานี่ ไม่ค่อยเก่งอย่างสมถะ ถ้าคนสมถะอย่างมานั่งนี่นะ สมถะมานั่งในที่นี่เหมือนกันกว่าจะกินข้าวเสร็จก็จะได้ไปนั่งดีไม่ดีก็นั่งๆเข้าฌานไปได้เป็นตั้งชั่วโมงเหมือนกันนะ คนติดแบบนี้มันก็ชอบ แต่พวกเรานี้เอาไปเอามานี่ พวกเรานี่ติดภพแบบพานั่งเจโตสมถะแท้ๆ ยังจะไม่ติดเลย ยังไม่ค่อยจะเอาถ่าน เพราะฉะนั้น ทิศทางนี่เราน้อยว่ากันที่จริงว่าเราน้อยไป อย่างน้อยก็ต้องลองมาหัดนั่งดู แม้ไม่นั่งหลับตานี่ นั่งเฉยๆ ยังไม่ชอบเลย เพราะอย่างนั้นป่วยการมาถึงมานั่งเจโตสมถะนั่งหลับตาเลย ขนาดนั่งนี่ก็ไม่มีอะไรมาก ก็ยังนั่งไม่ค่อยอยู่ นั่งไม่ค่อยทนอย่างนี้เป็นต้น เราพยายามพิสูจน์ไปอบรมฝึกฝนตน เราจะอยู่ในสภาพนิ่งหรืออยู่ในสภาพเคลื่อนไหวได้ทั้ง Static ได้ทั้ง Dynamic ได้ทั้งเป็นภาพของมีทั้งตัวนิ่ง Static ตัวนิ่ง กับตัวเคลื่อน Dynamic เราทนได้หรือว่าอยู่ในสภาพที่เป็นสุข สภาพที่ไม่ทุกข์ร้อน ถ้าเผื่อว่า เราจะฉลาดเฉลียวแทรกซ้อนขึ้นไปอีก เป็นสภาพนี่ แม้แต่นั่งนิ่งนี่แหละเราก็สร้างประโยชน์ได้ มองเห็นคุณค่ามองเห็นประโยชน์หลายๆอย่าง อย่างน้อยก็เป็นรูปแบบที่ดี อย่างที่ว่านี่ จัดแจงมีปฏิภาณบ้าง ทำโน่นทำนี่ให้ดี หรือฝึกเจโตสมถะไปในตัวเป็นอุปการะอย่างแท้จริง อย่างนี้เป็นต้น หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่สามารถจะเสริมซ้อนให้พอเป็นไป ซึ่งจะมีอะไรอีก อาตมานึกไม่ทันตอนนี้แหละนะ ตอนนี้มันจะมีค่าอะไรที่ละเอียดลออ ต้องโยนิโสมันเป็นของจริง โยนิโสมนสิการเขาไปมากๆ ขึ้น มันจะมีอะไรๆ ให้เราอบรมฝึกฝนฝึกหัดได้เจริญขึ้นได้ๆ แม้แต่การนั่งทนนี่ หลายคนอาตมาเคยได้รับการทักว่าอาตมาหัดนั่งยังไงๆ นั่งยังไงถึงทน นั่งอย่างไร เมื่อก่อนนี้ ถึงทนอาตมานั่งทนเมื่อก่อนนี้ ต้องนั่งรับแขกนานก็เพราะว่ามีงานน้อย มันก็ไม่ต้องไปรีบร้อน แต่เดี๋ยวนี้มันก็ไม่นานนัก แต่ก็อยู่ได้ แม้เดี๋ยวนี้ อาตมาจะนั่งทน 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง นั่งอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องไปกระสับกระส่ายอะไรมากมายนัก ดีไม่ดีนั่งอยู่ในท่าเดียวนี่ 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมงได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ อาตมามั่นใจว่าอาตมาทำได้ มันเป็นเรื่องที่ได้รับฝึกฝนที่อบรมแล้วมันก็ไม่เสียหายอะไร แม้แต่สรีระเราก็ไม่ได้เสียหาย ใจเราก็ไม่ต้องดิ้นรนอยากซัดส่ายกระดุกกระดิก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาตมาเห็นคนที่ไม่นิ่งๆ ไม่ได้นะ โอย ให้เขานั่งนี่แหละกลับไปกลับมา พลิกกลับไปพลิกกลับมาๆ แหม ไม่ถึงชั่วโมงหรอก 30 นาที พลิกได้ตั้งยี่สิบทีเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ มันถึงไม่ใคร่ได้ หลายคนที่เห็น โอ้ ทนไม่ได้จริงๆ นั่งพลิกไปพลิกมาๆ พลิกไปอยู่อย่างนั้นแหละ มันไปไม่รอดน่ะ มันแสดงว่าสรีระของเขาก็ไม่เอื้อ จิตใจก็ไม่เอื้อ สนิทไม่ได้ นิ่งก็ไม่ได้ ทนไม่ได้ มันมีอุปาทานอยู่ในนั่นอยู่ด้วยเหมือนกัน เป็นการลดอุปาทานอย่างหนึ่งด้วย เป็นการลดอุปาทานชนิดหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้น การฝึกฝนพวกเรานี่ ถ้าเข้าใจแล้ว เห็นในมุมเหลี่ยมแล้วว่าเป็นประโยชน์ผู้อื่นด้วย ทั้งในประโยชน์ของตนเองในรูปธรรม นามธรรมก็ตาม ของเราเอง มันก็ดีนะ ได้ผลนะ ทีนี้อีกอันหนึ่งนะ ทำไมไม่ลง ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ชอบ อาจจะชอบ อาจจะไม่ลำบากใจอะไร ลงก็ได้ แต่ว่ามันมีงานจริงๆ ไอ้งานจริงๆนี่แหละ อาตมาว่ามันก็น่าจะปลีกเวลาได้ ถ้าคนที่ยินดีจริงๆ นะว่า เออ เราก็ลงมาจริงๆ มันน่าจะปลีกเวลาได้ มันไม่ทีเดียวหรอก จริงๆที่ซ้อนลึกนั่นน่า อาตมากลับว่าเราไม่ได้ลงแล้ว ก็เลยไม่ค่อยชิน ไม่ค่อยชอบ ก็เลยกลายไปเป็นว่าไม่ฝืนลงมาแล้วก็ยิ่งยากขึ้น และก็มีงานมากพอที่เราจะต้องอ้างได้ด้วยนะ ก็เลยตีมุมไปเลย ก็เลยกลายเป็นไม่ได้เลย การผลักหรือการดูด มันก็ยังเป็นฤทธิ์แรงที่จริง เกิดที่จิตจริง จิตผลักจิตดูดมันเป็นจริงนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราไปตามใจมัน ผลักแล้วก็เออ ผลักแล้วก็ไม่เอาละ ไม่ทำไม่เป็นละ ถ้าเราก็เอามากๆๆ มันก็โต่งสองด้านชัดเจนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องสลับไปสลับมาให้ดี แม้มันจะมีคุณค่าเราก็รู้เท่ามัน เวลาพอที่เราจะแบ่งได้ มีจริงๆ มันไม่รีบร้อน มันไม่เร่งรัดไปเสียทั้งหมดหรอก มันมีวันเวลาช่วงวันนั้นวันนี้ ถ้าว่าไปแล้ว ระบบของพวกเรานี่ ที่เราจัดให้มีทำวัตรเช้า ก่อนฉัน มีรวมกัน มีงานชั่วคราว มีงานหลายชั่วโมง ไม่มีงานอะไรหรือไม่มีรูปปแบบอะไร มีกิจวัตร มีพิธีกรรมอันนั้นอันนี้อะไร หรือแม้มีกิจกรรม ทำงานอะไรต่างๆนานานี่ ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของพฤติกรรมในการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าใครจะฉลาด ที่จะใช้ทุกอิริยาบถ ทุกพิธีกรรม ทุกกิจกรรม แต่ละกิจกรรม แต่ละพิธีกรรมนั้นๆๆ ปฏิบัติประพฤติลึกซึ้งเข้าไปเป็นสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 สร้างอินทรีย์ 5 พละ 5 ด้วยโพชฌงค์ 7 มรรค 8 ได้สมบูรณ์แบบเท่าใดๆ มันอยู่ที่คนฉลาดคนนั้นๆ คนไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ยิ่งมีหลายเรื่องราว หลายรูปแบบหลายกิจด้วยพิธีด้วย เราก็ยิ่งช่ำชองเราก็ยิ่งทำได้ เราก็ยิ่งได้เข้าใจ เราก็ยิ่งได้ประโยชน์ ทำให้เกิดคุณค่าในการปฏิบัติธรรม ในการลดละกิเลสได้ด้วย คนนั้นแหละ ยิ่งยอดฉลาด ยิ่งยอดฉลาด และก็อยู่ในระบบ และมันก็จะเป็นสภาพที่ว่าเราอยู่กับสังคมนี้อย่างสมบูรณ์ กิจกรรมเราก็ไม่ขาด พิธีกรรมเราก็ไม่ขาด พฤติกรรมของเราก็ปรับได้ดีเยี่ยมไปตลอดเลย เพราะฉะนั้น เราจะเป็นเนื้อมวลที่เป็นตัวอย่าง เป็นตัวหลัก เป็นตัวแทน ตัวแก่น และเราก็ยิ่งปฏิบัติได้นั่นแหละ เรายิ่งจะรวมได้ ร่วมรวมได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้แข็งแรงสมบูรณ์ จัดเวล่ำเวลาได้รอบๆถ้วนๆ ครบครันขึ้น แม้มันจะมีขาด มีวรรค มีเว้นอะไรก็มีเหตุมีผลอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เพราะกิเลสเป็นตัวบงการ มันจะไปทั้งหมดเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ลงศาลาก็ลงมันทุกวันเลยนะ ไม่ขาดเลยนะ ดิ่งๆไปเหมือนกะยังเจ้าคุณนรฯ ท่านคุยของท่าน เจ้าคุณนรฯ ท่านบวชมานี่ สี่สิบห้า ห้าสิบพรรษา หกสิบพรรษาอะไรนี่ ท่านไม่เคยขาดการลงทำวัตรเลย ก็ท่านไม่มีอะไรเลย เจ้าคุณนรฯ ระบบของอย่างท่านนะ จะไปถอดถอนอะไรจากเจ้าคุณนรฯนะ ไอ้ลงได้มันก็จะไปวิเศษอะไร ไอ้ลงทำวัตรได้ทุกมื้อไม่ขาด ก็ท่านไม่มีกิจ ไม่มีห่วง ท่านไม่รู้จะทำอะไรเลย ท่านไม่เอาอะไร ท่านไม่เกี่ยวอะไรกะใครเลย ก็เอาแต่แค่งานลงทำวัตร ทำไม่ได้ก็แย่แล้วล่ะ แค่ลงทำวัตรอย่างเดียว ให้มันได้ทุกวันทุกมื้อ แค่นั้นลงไม่ได้ งานอื่นไม่มีจริงๆ ไม่เอาถ่านกะใครจริงๆเลยนะ และ แค่นั้นทำไม่ได้ โอ๊ย ล้มเหลวเลย เพราะฉะนั้น ไอ้เรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไรเลยน่ะ กลับจะเป็นเครื่องวัดว่าจะไม่วิเศษจะแค่นั้นทำไม่ได้ นี่มองให้ลึก อ่านให้ลึก ถ้ามองเผินๆ ก็ดูดีล่ะ แต่เจ้าคุณนรฯเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตลอดเวลาจนกระทั่งบวช จนกระทั่งชีวิตสุดท้าย ท่านก็เป็นอย่างนั้น ท่านไม่เอาถ่านกะใคร ปิดประตูเงียบมืดอยู่ของท่านอยู่อย่างงั้นน่ะ และท่านก็ไม่เอาถ่านกะใคร เพราะฉะนั้น ท่านก็มีเวลา จัดแจงซิเวลา เป็นอัตโนมัติก็ได้ถึงเวลามันก็เดินไปเอง แถบถึงเวลาก็เดินไปเอง เดินลงศาลาแล้วก็ขึ้นจากศาลา แทบจะเป็นอัตโนมัติแล้ว มีอยู่แค่นั้น ไม่เอาอะไรกะใคร ไม่มีอะไรกะใครเลย มันก็ได้ซิ ทำไมจะไม่ได้น่า แต่พวกเรามันไม่รูเดียวอย่างนั้นหรอก ถึงยังไงๆ พวกเราทำวัตรทุกวันไม่ขาดเลยจริงๆนะ มันไม่ได้หรอก เพราะเรามีงรานอื่น เรามีกิจอื่น มีโน่นมีนี่อะไรๆหลายๆอย่างนะ เพราะฉะนั้น ก็ค่าเฉลี่ยวแล้ว เป็นไปได้ดี สมบูรณ์สมควรลงก็ลง สมควรทำก็ทำอะไรต่ออะไรได้พรักได้พร้อมอะไรต่างๆนานาพวกนี้นะ นี่ก็เป็นเรื่องที่อาตมาคิดว่าเป็นเรื่องปัจจุบันๆ ที่ได้พบ ที่ได้สัมผัสแล้วก็เตือนกัน มากระตุ้นกัน หรือว่าให้ความรู้ และก็ไม่ได้มาบังคับอะไร แต่ทุกคนนะ ต้องมีสำนึก มีการศึกษา มีการอบรมฝึกฝน ซึ่งเราเองเราจะต้องเป็นตัวของตัวเอง อิสรเสรีภาพที่เราควรจะทำอะไร เจริญขึ้นอย่างไรแค่ไหน เราก็ประเมินประมาณ แล้วก็ฝึกฝนอบรมเอา ที่จริงแล้วรวมของชาวอโศกเรานี้ อาตมาค่ารวมนะ และรูปแบบอย่างอย่างมันเปลี่ยนไปลงไปบ้าง ที่ว่านี่ แม้แต่ลงศาลานี่น้อยลง เมื่อก่อนนี้ลงมากกว่านี้อะไร เดี๋ยวนี้มันน้อยลงไป อาตมาก็ไม่ได้ว่ามันเสื่อมลงหรือว่ามันเจริญขึ้นอย่างไรก็ไม่ได้ไปสรุปผลทีเดียว มันอาจจะมีลึกๆ ชั่วครั้งชั่วครา เมื่อนั้นเมื่อนี้ก็ได้ อย่างวันนี้นี่จริงๆแล้ว วันนี้มันอาจจะน้อยลง เพราะว่าไปช่วยงานไปเตรียมงานรามบูชาธรรมกันเยอะก็ได้ มันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ มันก็มีเหตุปัจจัย แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ อาตมาก็เอาเหตุปัจจัยพวกนี้แหละ เป็นสิ่งที่อธิบาย ขยายธรรมะให้พวกเราได้มีความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นได้เสริมขึ้น เพราะเรามาใฝ่ดี อโศกเราทำงานและปฏิบัติธรรมเท่าชีวิต และใช้ชีวิต เราทำอะไรต่อมิอะไรมามันก็มีหลายๆอย่าง หลายๆอันมากขึ้น เรื่องราวมากขึ้น จุดที่มันตกหล่น ตกล่วง มีพวกเราตกล่วง ตกต่ำไปบ้าง เปลี่ยนแปลงไปเป็นจุดในฐานที่ไม่ควรจะตกต่ำไป ก็มีบ้างในส่วนบางคน เห็นอยู่รู้อยู่ เราก็ช่วยกันเท่าที่จะช่วยได้มันก็มี แต่ยังไงๆแล้ว อาตมาก็ดูค่าเฉลี่ยมันดีขึ้น มันจะไม่ดีอยู่จะอย่างที่อาตมาได้ย้ำ พยายามย้ำกันอยู่มาก คือตรงที่อย่าเผลอที่เราจะไม่ฉันทะ เราจะเฉื่อย เพราะว่าฐานของพวกเรานี่เป็นไปรอดนะ ทุกวันนี้ เป็นไปรอด พวกเรายิ่งมั่นใจ อาตมายิ่งมั่นใจ นั่นแหละมันจะพาให้เราประมาท มั่นใจว่าไปรอดเสร็จแล้วไปรอดได้ ก็เพราะว่าพวกเราขยันหมั่นเพียร มีความขยันหมั่นเพียร มีวงจรมีแรงงาน มีกรรม กิริยาอะไรต่างๆนานา อยู่อย่างสมดุล หรืออุดมสมบูรณ์ๆ สมดุลอย่างอุดมสมบูรณ์ มันมีผลถ้าเผื่อว่าเราเกิดเฉื่อย พอเฉื่อยก็แรงงานก็ลดลง พฤติกรรมการสร้างสรรน้อยลง จริงมันเบาขึ้น แต่ละคนมันไม่ต้องทำอะไรมาก มันก็ว่างขึ้น เบาขึ้นแหละ แต่บทบาทแรงงาน ผลผลิตที่จะเกิดตามน้อยลง และเราเองความเชี่ยวชาญก็น้อยลง สิ่งที่จะสร้างสรรอย่างอุดมสมบูรณ์ก็ลดลงๆ จะไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์สมบูรณ์มันยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ มันยังไม่ถึงขั้นออกผลนี่ ไปไม่รอดแล้วนะ มันไม่ถึงขั้นก็จริงอยู่ แต่ถ้าทำอย่างนี้ไปแต่ละจิตแต่ละวิญญาณแต่ละงานนี่ มันสะสมกิเลสพวกนี้ประมาทขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น กรรมกิริยาหลายๆคน เข้าจะรวมเป็นบทบาทกรรมกิริยาที่รวมหลายๆคนแล้วก็ลดลงๆ มากขึ้นๆ จนถึงรอบหรือว่าถึงขีดหนึ่ง มันก็ไม่สมบูรณ์แล้วนะ ความอุดมสมบูรณ์หายไป และเมื่อนั่นก็ไปหวือหวากันไป อาตมาว่าไม่อยากให้พวกเราจะต้องไปเจอะสภาพแบบนั้น มันน่านะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น ไม่น่าจะต้องสะดุด หรือชะงักอะไร น่าจะเจริญขึ้น ถ้าเราพยายามๆ ที่จะมีวิริยะ มีวิยินทรีย์ขึ้นเรื่อยๆ มันก็ขยันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่จริงๆนะ แต่ถ้าเผื่อว่าเราไปลดมัน มันก็จะไปหาความขี้เกียจ มันก็จะไปหาสภาพที่หยุดมากขึ้น แม้คุณไม่ต้องมีปัญญา แม้ต้องใช้จิตวิญญาณเลยอะไรก็ได้ แรงกลอะไรก็ได้ ที่มันมีสภาพเคลื่อนไหวและให้มันเอียงโต่งไปในทางที่ค่อยเบาลง เบาลงก็ประเดี๋ยวมันก็หยุดเลย มันเบาลงไปหาเบาแน่ แต่ถ้าทวีๆขึ้นๆ มันก็จะไปได้เรื่อยๆ แต่ทวีขึ้นจนกระทั่งเลยขอบเขตนี่นะยาก ไอ้พลังงาน หรือว่าไอ้ตัวเกิดนี่ มันจะเกิดๆ จนกระทั่งไม่มีที่สิ้นสุด เกิดบานปลายจนไม่มีที่จะจบเลยนะ ไม่มีนะ แต่อ่อนลงๆ จากแรงงานที่อ่อนลงๆ จนตายนิ่งจนไม่เกิดเลย นี่ มีเป็นได้ ฟังดีๆจุดนี้ มีและเป็นได้จากแรงงานที่แรงๆ จนกระทั่งเบาลงๆ หาทางเบาลงสุดท้ายหยุดลง ตายเลย ไม่เกิดอีก เร่งไม่ขึ้นเลย อย่างนี้มีได้ แต่เร่งให้มันแรงๆไปมากๆ จนกระทั่งมากๆ จนไม่มีที่สิ้นสุดเลยนะ มากๆนับไม่ถ้วน เผาผลาญโลกเลยนั่นน่ะ แรงอย่างนั้น เป็นยากและเป็นไปไม่ได้ด้วย และเป็นไปจนไม่มีที่สิ้นสุด เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันจะแรงขึ้นไปได้ตามเหตุปัจจัยขนาดหนึ่ง แล้วและแรงสุดได้แค่นั้น แล้วเราต้องประมาณด้วยขนาดนี้พอดี เราแรงเกินนั้นได้ แรงเกินพอดีได้ เราจะให้มีกำลัง ให้มีความแรง มีปฏิกิริยาความเคลื่อนไหวนี่ ให้มันมากกว่านั้น มากกว่าความสมดุล มากกว่าความพอดี มากกว่าความพอเหมาะทำได้ๆ เสร็จแล้ว มันก็จะทำลายซ้อน นั่นแหละเรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค มันจะทำลายซ้อน เพราะฉะนั้น เราตองให้มันแรงขึ้นระดับหนึ่ง และคำนวณซ้อนว่าสรีระของเรานี่ ถึงขั้นเสื่อมหรือยัง โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวนี่ ยังไม่เสื่อมแรงขึ้นได้ อายุสัก 30-40 ปีนี่ แรงขึ้นได้ แต่ถ้าเผื่อว่าจิตวิญญาณเข้าใจผิดนะ มันไม่หยุดก่อนวัยแหละนะ มันไปหยุดก่อนวัย คุณไม่ได้เจริญบริบูรณ์สูงสุดหรอก หรือแม้แต่อายุจะเลย 40 ขึ้น 50 ไปนี่ ก็ตาม เลย 40 ขึ้นไปนี่ถือว่ากลางแหละนะ ทุกวันนี้เราถือว่า 75-80 นี่เป็นระดับส่วนสูงสุดของอายุขัยของคนแหละนะ เพราะฉะนั้น 40 ถือว่าเป็นกึ่งหนึ่ง เลย 40 ขึ้นไปแล้วนี่นะ ก็เอาละ มันจะเร่งให้มันมากขึ้นไปอีก ก็คงจะยาก จะให้เจริญ จะให้พัฒนาทั้งสรีระทั้งอะไรที่จะเติมแข็งแรงมากขึ้นนี่ มันจะค่อยๆหรี่ลงมาหาทางลดหย่อน หรือเสื่อมลงแล้ว แต่ขนาดนั้น เราก็จะต้องช่วยมันไว้ เราต้องช่วยมันไว้ ไม่ใช่หมายความว่า ไม่ใช่ว่าพอ 40 ก็เลยหย่อนลงพรวดเลย ก็ไม่ได้ ก็ตายไวเลยแหละ เราต้องช่วยมันไว้ มันจึงจะนำพา เรียกว่าอิทธิบาท อาตมาทุกวันนี้เรียนอิทธิบาทอันนี้จริงๆ ที่บอกพวกเรานี่แต่ก่อน อาตมาจะพยายามใช้อิทธิบาทที่จะให้อายุยืนร้อย พยายามเรียนรู้ความละเอียดลออพวกนี้จริงๆ อิทธิบาทของพระพุทธเจ้าที่หมายนี้อันนี้แหละ เพราะฉะนั้น เราจะอายุยืนเราแข็งแรง เราจะต้องไม่มีเพศ ไม่มีภัยอะไรในสรีรระ มันจะช่วยได้ เราจะไม่อ่อนแอ และก็อายุจะยืนยาวไป โดยที่เรียกว่ามันสามารถทำได้จริงๆนะ ให้มันสมดุล ให้มันมีสภาพที่แรงเพิ่มๆไปพอเหมาะพอดีขึ้นไป ให้มันช่วยเกิดสภาพที่หมุนเวียนสังเคราะห์ร่างกายเราต้องการอาศัยการสังเคราะห์กันด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้จริง และแล้วมันก็จะเป็นไปได้ ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจในสิ่งเหล่านี้จริงๆ เราก็อยู่เย็นเป็นสุข ชีวิตเราก็ไม่อ่อนแอ ชีวิตเราก็ยืนยาวดี แม้จะอายุยืนก็อายุยืนอย่างแข็งแรง ไม่ใช่อายุยืนอย่างกระปรกกระเปลี้ย มีโทษมีภัยมีป่วยมีเจ็บ มีไม่เข้าท่าอะไร จะไม่ใช่ ปรับได้ อีกหน่อยเราอาจจะมีวิบากสรีระของเรานั่นได้บุญมาแล้วนี้ โดยมาได้ยีนส์ที่จะไม่ดี แต่เราเพิ่มได้ ด้วยการรู้สัดส่วนดังที่กล่าวนี้แหละ คือมันละเอียดลออมาก อาตมาว่ามันไม่เรื่องตื้น ถ้าใครไม่ศึกษาจริงๆอย่างที่รู้นี่ ที่อย่างอาตมารู้นี่ เพราะอาตมาศึกษาตัวเอง อาตมาก็กระทำกับตัวเองจริงจึงเอามาอธิบายคุณฟังได้ๆ ไม่ใช่อธิบายเอาโมเม ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์อะไรหลายๆอย่างมันเป็นนามธรรมด้วยซ้ำ ถึงแม้จะเป็นรูปธรรม ก็เป็นรูปธรรมที่มันไม่เป็นก้อนแท่ง มันเป็นพฤติกรรมกิริยา อาตมาก็พยายามเอาพฤติกรรมหรือกิริยาต่างๆ นี่มาชี้ให้พวกคุณ คุณก็ฟังดูก็แล้วกันว่า กิริยาหรือว่าพฤติกรรมอะไรต่างๆของคน ที่มันไม่ได้เป็นแท่งเป็นก้อนอยู่ว่าอันเป็นไป อันนี้มันก็ประกอบไปด้วยชีวิตมนุษย์ด้วย มันเป็นการสั่งสมอย่างเราจะต้องเคลื่อนไหว เราจะต้องทำงาน มีการออกกำลังส่วนนั่นส่วนนี่อะไรต่างๆ นานา พวกนี่ ทำแล้ว มันก็ผ่านไป มันไม่ได้เป็นแท่งเป็นก้อนอยู่เป็นรูปตาย เป็นรูปเป็นชิ้นเป็นอันอะไรทำแล้วก็ผ่าน แต่นั่นแหละมันก็ประกอบชีวิตมันประกอบนะ ชีวิตเราต้องอาศัยพวกนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น ค่อยๆฟังไว้ แล้วเราก็ได้เรียนรู้ มันไม่ได้เป็นประโยชน์ตนเท่านั้น มันเป็นประโยชน์ทั้งสังคมด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเอาแต่ประมาท อย่างที่อาตมากำลังอธิบายเรื่องพวกนี้สำคัญในพวกเรานี่ว่า เมื่อเวลาเรามีพอกินพอใช้มันรู้สึกว่าจะมั่นใจ โอ ไปรอดๆ อโศกนี่ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ เจ็บป่วยมีคนคอยดูแลรักษา น่า ขี้หมูขี้หมามีคนเก็บคนกวาด เดี๋ยวคุณก็ประมาท เราก็เป็นคนในนั่นน่า ข้าวจะมีกิน เราก็ต้องสร้างขึ้น ข้าวมันไม่ได้บินมาเองนะ ในอโศกพวกเราก็ตาม มันไม่ได้เกิดจากท้องไร่ท้องนา มันไม่ได้เกิดจากแผ่นดินมาเอง เราจะไปเก็บเอามาฟรีๆได้ไม่ได้นะ มันต้องปลูก มันต้องสร้าง ยิ่งปีนี้แล้วข้าวยิ่งจะแพงนะ ข้าวจะน้อย นี่ก็พยายามเข็นพวกเราว่า เราปลูกข้าวของเราเองก็พอกินนะ ชื่อว่าเราพอกิน ในส่วนเราก็ยังดี ถ้าได้น้อยไปมันจะไม่พอกิน หรือมันก็ไม่คุ้มกับที่เราสร้างสรรนี่แหละปีนี้จะน้อยจริงๆแล้งกันไปหมด น้ำท่าขาดแคลน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล แพงแน่นอนนะและขาดแคลน ขาดแคลนแน่นอน ดูแล้วดีไม่ดี จะต้องซื้อข้าวต่างประเทศมากิน ต้องยุ่งกันใหญ่ ไทยเราเป็นเมืองที่ขายข้าวให้ชาวต่างประเทศด้วยซ้ำ แค่นี้แหละ ถ้าเราไม่สำเหนียก ไม่รู้จักสังคม และเราก็ทำไม่ถูกไม่ถูกจังหวะ มันก็ทุกข์ร้อนแล้วทุกข์ร้อนจริงๆไม่ดูไม่แล ไม่มีปฏิภาณมีปัญญารู้ว่าโลกมาไปยังไง มันก็มีสิ่งแวดล้อมยังไงไม่เข้าใจ มันก็พาพลอยพากันทุกข์ร้อนไปหมด อะไรๆ ก็ทุกข์ร้อนไปหมด มันก็ไปน่าจะสะดุด ถ้าเราฉลาดแล้ว เราจะสะดุดอะไรๆเลย เพราะฉะนั้น ข้างเราต้องสร้าง ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไร เราต้องจัดแจงดูแล ปรับปรุง นั่นเป็นสิ่งแวดล้อมจำเป็นของชีวิต กิจการงานอะไรก็ตาม อันไหนสำคัญน้อย อันไหนสำคัญรอง สำคัญมากสำคัญยิ่งยวดอะไรก็ต้องลำดับ มีปัญญาที่จะรู้ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ทุกๆอย่างๆคือปัจจัยของทุกๆชีวิต ทุกๆชีวะนะ ทุกๆ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน