350920 10 อย่างที่พระอริยะต้องใช้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
10 อย่างที่พระอริยะต้องใช้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
10 อย่างที่พระอริยะต้องใช้ อบรมทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
วันนี้อาตมาตั้งใจจะเอา อริยวสสูตร นะ มาอธิบายกัน มาบรรยายสู่กันฟัง ดูพระไตรปิฎก เอามาด้วยไหม ดูซิว่าแต่ละองค์ธรรมนี่ แต่ละองค์ 5 ประกอบองค์ 6 แต่อย่างเดียวนี่ พระบาลีท่านว่าอะไรบ้าง ตั้ง 10 ข้อนี่ เอ้า... ลองฟังดูนะ อาตมาจะอ่านเอาตามนี้ไปทั้งหมดเสียก่อนให้ฟัง แล้วเดี๋ยวจะได้อธิบายกัน ขยายความกันนะ อริยวสสูตรในพระไตรปิฎกเล่มที่ 24 อาตมาก็ไม่จำเสียที มันใช้หลายเล่ม เล่มที่ 24 อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต ข้อ 19 ข้อ 20 เดี๋ยวอาตมาจะอ่านทั้งสองบทนี้เลย ข้อ 29 นี่ก็บทอย่างสั้นนะ อริยวส- สูตรที่ 1 ข้อ 20 นี่อริยวสสูตรที่ 2 พระอริยะอยู่ด้วยธรรม 10 ประการ อริยวสสูตรนี่หมายความว่าพระอริยะ นี่อยู่ด้วยธรรม 10 ประการ หรือธรรมะที่เป็นที่อยู่ของพระอริยะก็ได้ นัยว่าพระอริยะอยู่ด้วยธรรม หรือว่าธรรมะที่เป็นที่อยู่ของพระอริยะ หมายความว่า ทรงไว้ซึ่งอย่างนี้แหละ ลักษณะอย่างนี้แหละ พระอริยะจะอยู่กับคุณลักษณะอย่างนี้ สภาพอย่างนี้ ถ้ามีสภาพอย่างนี้แล้ว พระอริยะอยู่กับอันนี้แหละเป็นดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี สิบประการนี้เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ 6 หนึ่ง รักษาแต่อย่างเดียวหนึ่ง มีธรรมะเป็นที่พักพิงสี่ประการหนึ่ง มีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้วหนึ่ง มีการแสวงหาอันสละเสียแล้วด้วยดีหนึ่ง มีความดำริไม่ขุ่นมัวหนึ่ง มีกายสังขารอันสงบระงับแล้วหนึ่ง มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง มีปัญญาอันหลุดพ
อ่านต่อ
้นแล้วด้วยดีหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี 10 ประการนี้แลหมายความว่า ธรรมะทั้ง 10 ประการนี้นี่เป็นธรรมะที่พระอริยะได้ทำมาแล้ว ก็เรียกว่าอยู่ แล้วได้ทำมาแล้วเป็นอดีต แล้วก็ได้อาศัย กำลังอยู่ ทำมาแล้ว แล้วก็กำลัง เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ เป็นปัจจุบัน แล้วก็จักอยู่ ก็หมายความว่า ในอนาคตต่อไปจักหรือจะ จะอยู่ต่อไปนี่ จักหรือจะ จะอยู่ต่อไป จะอยู่ก็ดี ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน ทั้งอนาคต นี่แหละเป็นธรรมะของพระอริยะทั้งหลายนะ นี้ข้อ 20 อริยวสสูตรที่ 2 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมของชาวกุรุ ชื่อ กัมมาสธรรม ในแคว้นกุรุ ณ ที่นั่นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับคำพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี 10 ประการ นี้ 10 ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์5 ได้แล้วหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ 6 หนึ่ง รักษาแต่อย่างเดียวหนึ่ง มีธรรมะที่เป็นที่พักพิง 4 ประการหนึ่ง มีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้วหนึ่ง มีการแสวงหาอันสละแล้วด้วยดีหนึ่ง มีความดำริไม่ขุ่นมัวหนึ่ง มีกายสังขารอันสงบระงับแล้วหนึ่ง มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละกามฉันทะได้แล้วหนึ่ง นี่ข้อที่หนึ่ง นี่อ่านไปก่อน เดี๋ยวอาตมาจะได้มาย้อนทวนอธิบายขยายความกันอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ท่านขยายแล้วนะ อันที่หนึ่ง ที่บอกว่าละองค์ 5 นะ ที่บอกว่าเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วนี่ก็คืออย่างนี้ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละกามฉันทะได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละพยาบาทได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละถีนมิทธะได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละอุทธัจจะ กุกกุจจะได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละวิจิกิจฉาได้แล้วหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอย่างนี้แล ทีนี้ข้อต่อมา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติ- สัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหูก็ดี ก็เหมือนกับเมื่อกี้นี้ คือเห็นรูปด้วยจักษุนั่นก็คือทวารตา ต่อมาฟังเสียงด้วยหูก็ทวารหู ดมกลิ่นด้วยจมูกก็ทวารจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้นก็ทวารลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย สัมผัสทางกายนี่ ก็ด้วยกาย เสร็จแล้วขยายความน่ะ เหมือนกันหมดนะ คือ ฟังเสียงด้วยหู หรือดมด้วยกลิ่นก็ตาม ก็รู้แจ้งธรรมด้วยใจก็เหมือนกัน แล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติ- สัมปชัญญะอยู่ สรุปแล้วก็คือเป็นผู้มีฐานนิพพาน ที่อาตมาว่าแล้ว เคยอธิบายเคยย้ำแล้วว่า อยู่ในฐานอาศัยพระนิพพาน หรือว่าผู้ที่ได้นิพพานแล้ว นี่อาศัยอุเบกขา หรืออาศัยความไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นคนที่วาง ไม่ดูด ไม่ผลักทั้งหมดนี่แหละ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ไม่ใช่ว่าดับจิต ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่อง นิโรธ นิพพานของท่านนี่มีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 อย่างนี้แล ต่อมาอันที่ 3 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียวอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยสติ อันนี้ข้อที่ 3 นี้ เป็นผู้รักษาอย่างเดียวนี่ เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียวนี่ คือ มีใจที่มีสติดูแลรักษาอยู่อย่างดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียวอย่างนี้แล มีสติเป็นสำคัญ ที่รักษาดูแลใจด้วยใจ มันได้ฝึกกันแล้ว เมื่อฝึกกันมาแล้ว มันก็จะมีเหลือเท่านี้ เอ้า เดี๋ยวค่อยขยายแล้วกันะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง 4 ประการ เป็นอย่างไร อันนี้ข้อ 4 ภิกษุเป็นผู้มีธรรมะเป็นที่พักพิง เป็นที่พักพิง 4 ประการ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วย่อมเสพของอย่างหนึ่ง เป็นที่พักพิงหรือเป็นที่อาศัย อาตมาบอกแล้วว่า คนนี่ต้องมีที่อาศัย เป็นพระอรหันต์ก็ต้องมีเครื่องอาศัย เป็นที่อาศัยสุดท้าย มีรูปนามขันธ์ 5 จะอยู่อย่างไรไม่มีอะไรอาศัยไม่ได้นะ ต้องมีที่อาศัย นี่ ท่านก็บอกแล้วว่า ถ้าอาศัยแล้วจะอยู่อย่างไรพระอริยะนี่ จะอยู่อย่างพิจารณาแล้ว ย่อมเสพของอย่างหนึ่ง นี่หนึ่ง สองพิจารณาแล้วย่อมอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วย่อมอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วย่อมเว้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วย่อมบรรเทาของอย่างหนึ่ง นี่ 4 สภาพ หนึ่งเสพย์ สองอดกลั้น สามเว้น สี่บรรเทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีธรรมะเป็นที่พักพิง 4 ประการอย่างนี้แล ต่อมาอันที่ 5 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะบรรเทา นี่เป็นศัพท์เลย มันรวมๆ แปลทับศัพท์ออกมาจากพระบาลีนั่นแหละนะ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้บาลี บาลีว่ายังไง เดี๋ยวก็ได้รู้ บาลีทั้งหมดนะ เราจะเข้าใจตัวความหมายของภาษาบาลีบ้างนะ เราก็เรียนบาลีอยู่ด้วยบ้าง เรียนอะไรต่ออะไรอยู่แล้วบ้าง ตอนนี้ก็ว่ากันไป เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะบรรเทาอย่างไร ปัจเจกสัจจะเป็นอันมาก ปัจเจกสัจจะ นี่เป็นคำหนึ่ง ปัจเจกสัจจะ ปัจเจกสัจจะบรรเทา นี่ก็เป็นคำมาขยายกัน ทีนี้ปัจเจกสัจจะเป็นอันมากเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คำว่าปัจเจกสัจจะคำหนึ่ง นี่มันคงจะมีความหมายของมันเองนะ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมากเหล่าใดเหล่าหนึ่งของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก คือของสมณพราหมณ์ทั้งหลายนั่นแหละ หรือส่วนใหญ่สมณพราหมณ์เป็นอันมาก คือสัจจะว่าโลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดแล้ว โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง ชีพเป็นอื่น สรีระเป็นอื่นบ้าง สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์เมื่อตายไป ย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง สัจจะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นของอันภิกษุในธรรมวินัยนี้บรรเทาได้แล้ว บรรเทาได้แล้ว ก็หมายความว่ามีปัจเจกสัจจะ นี่คือมีจุดอะไร เดี๋ยวค่อยอธิบายนะ แล้วก็บรรเทาได้แล้ว กำจัดออกแล้ว บรรเทาได้แล้ว กำจัดออกแล้ว สละได้แล้ว คลายได้แล้ว พ้นได้แล้ว ละได้แล้ว สลัดได้เฉพาะแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้ว อย่างนี้แล ดูคำว่าบรรเทาด้วยนะ ดูคำว่าบรรเทา กำจัด สละได้ คลายได้ พ้นได้ ละ ได้ สลัดได้นี่อีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตอนนี้ข้อที่ 6 ก็ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วยดีอย่างไร เป็นผู้แสวงหา ไม่ใช่ว่าภิกษุนี้ไม่แสวงหาอะไร หยุดนิพพานแล้วไม่แสวงหาอะไรเลย เด๋อ ไม่ใช่นะ ก็ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้ว แสวงหาแต่ท่านวางได้แล้ว ท่านสละได้แล้ว แสวงหาแต่ไม่ได้ติดหรอก เพราะฉะนั้น จะต้องมีทั้งสภาพที่เหมือนกับดูด เหมือนกับผลัก บอกแล้วว่าท่านไม่มีดูด ไม่มีผลัก แต่ก็เหมือนกับท่านก็ดูด เหมือนกับท่านผลัก แสวงหาคือดูด สละได้แล้วก็คือผลัก เดี๋ยวค่อยว่ากันเดี๋ยวค่อยอธิบายกันนะ ก็ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วยดีอย่างไร ภิกษุในธรรวินัยนี้เป็นผู้ละการแสวงหากามได้แล้ว เป็นผู้ละการแสวงหาภพได้แล้ว เป็นผู้ละกาม เป็นผู้ละการแสวงหาภพได้แล้ว เป็นผู้สงบระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วยดีอย่างนี้แล้ว เป็นผู้ละ เป็นผู้สงบระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้แล้ว ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วยดีอย่างนี้แล้ว นี่ข้อ 6 7. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัวอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละความดำริในกามได้แล้ว เป็นผู้ละความดำริในพยาบาทได้แล้วเป็นผู้ละความดำริในวิหิงสาได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัวอย่างนี้ได้ อย่างนี้แล 8. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบระงับแล้วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้บรรลุจตุตฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสกอ่นได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบแล้วอย่างนี้แล 9. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีจิตอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีอย่างไร จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้วจากราคะ หลุดพ้นแล้วจากโทสะ หลุดพ้นแล้วจากโมหะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีจิตอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีอย่างนี้แล 10. อันสุดท้าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นแล้วด้วยดีอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดว่า ราคะเราละได้แล้ว ตัดรากได้ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ย่อมรู้ชัดว่าโทสะเราละได้แล้ว เหมือนกันกับเมื่อกี้นะ ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วนได้แล้ว ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปๆ เป็นธรรมดา ต่อมาก็ย่อมรู้ชัดในโมหะ เหมือนกันน่ะ นะ เราละได้แล้ว ตัดรากขาดได้แล้ว ตัดรากได้ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่าหนึ่งในอดีตกาล อยู่อาศัยแล้วซึ่งธรรมเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า 10 ประการเหล่านี้เทียว พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักอยู่อาศัยซึ่งธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า 10 ประการเหล่านี้เทียว พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันนี้ อยู่อาศัยซึ่งธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า พระอริยเจ้าเหล่านั้นทั้งหมดย่อมอยู่อาศัยซึ่งธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า 10 ประการเหล่านี้เทียว จะย้ำยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน พระอริยเจ้าจะเกิดอีกกี่กัปกี่กาลก็ตาม ก็จะต้องอาศัยธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า 10 ประการเหล่านี้นี่แหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ที่พระอริยเจ้าอาศัยแล้วก็ดี กำลังอาศัยก็ดี จักอยู่อาศัยก็ดี 10 ประการนี้แล เราก็จบที่อ่านในพระไตรปิฎกนะ เพราะฉะนั้น เครื่องอยู่เครื่องอาศัยนี้ ถ้าเรายังไม่ตาย คนไหนก็แล้วแต่ในโลก ยังมีชีวิตมีรูปนามขันธ์ 5 มันก็ต้องมีเครื่องอาศัย เพราะฉะนั้น มันก็ยังไม่ปรินิพพานสูงสุด มันก็จะต้องยังมีทุกข์อยู่นั่นแหละ เป็นทุกข์ที่จะต้องอาศัย ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ดังที่เคยอธิบายไปแล้วนะ คนที่เข้าใจผิด ศึกษาศาสนาพุทธว่านิพพานหมดทุกข์สิ้นทุกข์นี่ ยังเข้าใจไม่ถูกจุดนี้อยู่เยอะ เข้าใจว่าพระอรหันต์เจ้านี่นะไม่ทุกข์เลย ท่านดับทุกข์สิ้นแล้ว ว่างั้นนะ ก็บอกว่าหมดทุกข์สิ้นนั่น ก็เลยกลายเป็นคนไม่เจ็บไม่ปวด ถูกแทง ถูกยิง เอาอะไรกระบองตีกบาลก็คงจะไม่เจ็บ ไม่ทุกข์นี่ เจ็บมันก็คือทุกข์ใช่ไหม เอาอะไรตีหัวก็คงไม่ทุกข์ เดาไปเกินขอบเขต อะไรๆต่างๆนานาสารพัด น่ะที่จะเดาไป มันก็ได้ความวา ก็คนหมดทุกข์แล้วนี่ อาตมาก็บอก เออ ดีเหมือนกันนะ มันเลยเถิดไปอย่างไม่เข้าท่าอย่างนี้ มันเป็นจริงๆนะ พวกที่ไม่เข้าใจนี่ เดาไปเป็นทุกข์อะไรแล้วทีนี้มันก็รายละเอียดอีกเยอะแยะเลย เพราะฉะนั้น ก็เลยจะกลายเป็นคนที่ไม่มีทุกข์อะไร ไอ้โน่นไอ้นี่อะไร ก็จะไม่ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ มันไม่ได้ ทุกอย่างหลายๆอย่างที่มันจำเป็นจะต้องอาศัย มันจะต้องเป็นทุกข์ มันเจ็บมันก็ต้องเจ็บ มันป่วยมันก็ต้องป่วย มันก็ต้องทุกข์ทั้งนั้นแหละ มันยังมีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ มันยังเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันยังเป็นทุกข์ เกิดอยู่ แก่อยู่ หรือว่าแม้แต่เจ็บป่วยอะไรพวกนี้ มันก็ต้องทุกข์ ตายก็ต้องเป็นสภาวะทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น มันเลี่ยงไม่ได้หรอก สภาวะทุกข์ น่ะ ปกิณณทุกข์นั่นแหละที่เป็นตัวสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าท่านศึกษาเรียนรู้อยู่ ความพรากจากสิ่งอะไรต่างๆเป็นทุกข์อย่างนี้ หรือว่าความชอบ ความรัก ไม่ได้สมรักก็เป็นทุกข์ ปกิณณทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอันนี้ต้องศึกษามันกิเลส หรือสันดาปทุกข์ ทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ อะไรพวกนี้ ต้องละได้ขาด ทุกข์อะไรอีกล่ะ ที่ต้องละได้อีก ปกิณณทุกข์นั่นพูดไปแล้ว สหคตทุกข์ ทุกข์ที่เป็นไปด้วยอะไรด้วยลาภ ยศ ด้วยลาภ ด้วยยศ ด้วยสรรเสริญ ด้วยอะไรพวกนี้ ทุกข์เพราะไปด้วยลาภ ด้วยยศ เป็นสุข เป็นทุกข์อยู่อะไรพวกนี้ เราตัดได้ขาด หมดกิเลสได้นะ มัน 4 หรือไง นี่ 4 ทุกข์ที่ วิวาทมูลกทุกข์ ทุกข์ที่จะต้องก่อความวิวาท มีความวิวาท มีไอ้โน่นไอ้นี่อยู่แล้ว ไม่มีว่าหรอก ใครจะมาว่าเรา ใครจะมา ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งเขา แต่อาจจะโต้ตอบ เราอาจจะพูดกัน วิเคราะห์กันอะไรบ้าง แต่คนเราก็เข้าใจว่าวิวาทก็ได้นะ แต่วิวาทมูลกะ มีมูลแห่งการวิวาทจริงๆ นี่รู้จักเจ็บ รู้จักกิเลส รู้ว่าเราไม่ได้มีการยึดติด แล้วมันก็อะไรอีกอัน 4 แล้วเหรอ 4 ทุกข์นี่ นอกนั้นอีกตั้ง 5-6 ทุกข์ หลีกไม่พ้น ทุกข์ที่เราจะต้องอาศัย มันเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเข้าใจอย่างนี้แล้วนะ ในพระไตรปิฎกนึ้ พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายแหล่ มีในพระไตรปิฎกเลย คนจะงง พระอรหันต์บอกว่า ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นแหละดับไป ถ้าไม่เข้าใจนัยพวกนี้แล้วนะ ไม่รู้ความจริงพวกนี้ คนเขาจะงงว่า อ้าว ก็ไหนก็พ้นทุกข์แล้ว ทำไมพระอรหันต์บอกว่าทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป มันก็ไม่พ้นทุกข์ซิ คนงงๆ จริงๆมันไม่พ้นทุกข์ในทุกข์นี่ เพราะฉะนั้น การรู้ทุกข์ เรายิ่งลึกซึ่งไปอีกว่า ที่อาตมาเคยเอามาพูด อาตมาไม่เห็นนะในพระไตรปิฎกของเถร วาทที่บอกว่า ผู้ที่จะรู้ทุกข์อย่างลึกซึ้งนี่ เหมือนกับเป็นคนที่ยิงลูกศรไปแต่ไกล จะไปเสียบกุญแจ รูกุญแจนี่ร้อยดอก เสียบ ยิงลูกศรร้อยดอก ให้ไปเสียบกันที่รูกุญแจรูเดียวนี่ ร้อยดอกนี่ จากที่ไกลด้วยนะ ยิงลูกศรจากระยะไกลด้วยนะ ไม่ใช่ใกล้ มันยากนะ แต่การรู้ทุกข์ทั้งหมด รู้ทุกข์อย่างละเอียด เป็นการรู้ที่รู้ได้ยากยิ่งกว่า หรือการจักเส้นผมออกเป็นร้อยแฉก ให้แต่ละแฉกนี่เสมอกันด้วยนะ นี่ความหมายน่ะ ละเอียดลออไปถึงอย่างนั้น จักเส้นผมให้ได้ร้อยแฉกนี่ ยังไม่รู้ว่าจะเอามีดชนิดไหนจักเลย เครื่องมือมันคงต้องวิเศษ อ้อ เดี๋ยวนี้เขาใช้แสงเรเซอร์ คงจักด้วยแสงเรเซอร์นะ ให้เป็นร้อยแฉก แล้วให้แต่ละแฉกนี่เท่ากันด้วยนะ เราฟังความหมายแค่นี้ เป็นการเปรียบเทียบ นี่เราก็พอเข้าใจแล้วละ ว่ามันยากนะ ที่จะรู้ได้จริงๆ นี่มันยาก ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป แต่ทุกข์นั้นคือสิ่งที่เราทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก แล้วเป็นการทนที่ไม่ใช่อย่างชาวโลกีย์ด้วย ชาวโลกีย์เขาทนทุกข์ที่ไม่น่าไปทน ทนทุกข์ที่เขาจะต้องไปต่อสู้ จะต้องแย่งชิง ไอ้นี่เป็นสิ่งที่รักที่ชอบใจ จะต้องไปแย่งชิงสิ่งที่รักที่ชอบใจ เขาก็ทุกข์แสนทุกข์ แล้วเขาก็ทน ทนได้ด้วยได้ยาก ด้วยไม่ลำบากด้วยนะ ไปเฝ้าอีสาวบางทีงี้ โอ้โห! ทรมานทรกรรมต่างๆนานา โอ้ ! ก็ต้องทนเอา ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก นี่ยกตัวอย่างง่ายๆนะ แล้วแต่ละ จะไปเที่ยวแย่งชิงเอาลาภ ยศ สรรเสริญ หรือว่าเอาโลกียสุขชนิดไหนก็แล้วแต่ ทนได้ทนดี คนในโลก แล้วจะไปถือว่าอาการทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบากอย่างนั้นมาเป็นอาการพ้นทุกข์ หรือว่าเป็นอาการที่ตีขลุมไปเลยว่าเหมือนกันนั่น แหละ มันก็ไม่ได มันมีนัยซ้อนอยู่นะ มันจะรู้ว่าไปทนอะไรล่ะ ไอ้สิ่งที่ไม่น่าทน เพราะฉะนั้น ต้องเรียนรู้ไปเลยว่า ทุกข์ต่างๆที่เรา อย่างปกิณณกทุกข์ สันตาปทุกข์ สหคตทุกข์ หรือว่าวิวาทมูลกทุกข์ อย่างที่ว่านี่ มันไม่น่าจะไปทนอะไร ส่วนทุกข์ที่เป็นสภาวทุกข์บ้าง เป็นนิพัทธ์ทุกข์บ้าง นิพัทธ์ทุกข์ก็ทุกข์ที่มันยังเกี่ยวยังข้องอยู่กับชีวิต มันละไม่ออกหรอก ปวดขี้ปวดเยี่ยวอะไรอย่างนี้เป็นต้น ต้องร้อนต้องหนาวอะไร มันต้องร้อนต้องหนาว ร้อนมากไป มันก็ต้อง มันก็ร้อนน่ะ มันก็เป็นทุกข์ตามที่ควรเป็น บางคนทนได้ ฝึกได้มากก็ไม่เท่าไหร่อย่างชาวโลกขั้วโลกเหนือ หรือว่าพวกที่มีน้ำแข็งมีหิมะมากๆนี่ เขาฝึกจนกระทั่งเขานั่งบนหิมะ นั่งกลางก้อนน้ำแข็ง เขานั่งนี่เฉย กี่ชั่วโมงๆ เขาทนเย็นได้ หรือทนร้อนได้ อย่างนี้เป็นต้น มันก็อยู่ที่ฝึกนะ คนทนไม่ได้มันก็ต้องทุกข์ ไม่ได้ฝึกมันทุกข์ เป็นพระอรหันต์เจ้าก็ต้องทุกข์ พระอรหันต์เจ้าไม่ได้ฝึกร้อน ไม่ได้ฝึกทนร้อนทนหนาวอะไรขนาดนั้นได้มันทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น อาหารปริเยฏฐิทุกข์ พยาธิทุกข์ ทุกข์ที่มันเจ็บมันป่วยจริงๆ มันมีพยาธิ มีความเจ็บความป่วยขึ้นมาถึง อาจจะเพราะเหตุปัจจัยใดๆ หรือเพราะวิบากอะไรก็ตาม ซึ่งคนมันเลี่ยงพ้นไม่ได้หรอก ความเจ็บความป่วยนี่ อย่างนี้เป็นต้น มันก็ต้องเจ็บต้องป่วย พระอรหันต์แล้วเจ็บ ป่วยก็ไม่ โอยไม่ได้ ปวดก็โอยไม่ได้ แผลเจ็บก็โอยไม่ได้ มันต้องไม่เจ็บ มันต้องไม่ทุกข์ แหม บังคับกันเกินไป มันไม่ไหวหรอก มันมีประสาท มันมีความรู้สึก มันมีความรู้สึกว่า มันโอ้ ไอ้นี่มันทนได้ แล้วฝึกด้วยนะ จะเจ็บจะน้อยเจ็บได้มากอะไร มันก็ฝึกก็ทน เพราะฉะนั้น บางคนจะไม่รู้สึกว่า เออ ทนเก่งนะ ไม่ค่อยเจ็บค่อยปวดง่าย ไม่โอยง่าย ไม่ร้องง่าย บางคนก็ง่าย มันอยู่ที่ฝึก อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่จะต้องแสวงหานี่ละ คล้ายๆอย่างนี้ คล้ายๆจะต้องแสวงหา อาการแสวงหา ที่แสวงหาบ้างแล้วก็สละได้แล้วอยู่ในตัว เดี๋ยวจะได้อธิบายกันนะ แสวงหาด้วยความมีชีวิตมันจะอยู่ดูดาย ปล่อยลอยไปเหมือนกับเศษสวะอยู่ในน้ำ ร่องแร่งๆ ไปตามยถากรรมไม่ได้ ต้องมีเจตนารมณ์ มีมโนสัญเจตนาที่เป็นกุศล มีกุศลเจตนาว่าเราควรจะต้องสร้างสรรอะไร ทำอะไร แสวงหางานการ แสวงหาอาหารมาใส่ท้อง เลี้ยงดูตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเราละ เราไม่ต้องแสวงหาอาหารมาใส่ท้องเรา เพราะว่าเรามีผู้ที่เกื้อกูล และเราก็ได้เอาเวลา เอาแรงงานอะไรนี้ไปทำอื่น ไปทำประโยชน์อื่น เป็นการแสวงหางาน สร้างสรรงาน สร้างสรรประโยชน์ทดแทน คนอื่นเขาก็หาอาหารมาให้แก่เรา ทดแทนแล้ว เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องนี้ เราก็เอาเวลา แรงงาน ทุนรอนอะไรต่างๆนานาไปทำอื่นที่มันจะเป็นคุณค่ากว่านี้กัน อย่างนี้เป็นต้น ซ้อนๆอยู่ นี่การแสวงหา เป็นการแสวงหา เป็นเครื่องอาศัย อาหาระนี่ คือเครื่องอาศัย แสวงหาเครื่องอาศัยอยู่ มันก็เป็นทุกข์ แต่ว่าก็ต้องทำ เป็นพระอรหันต์เจ้าก็ต้องทำ ยิ่งต้องทำด้วยพระอรหันต์เจ้านี่ เพราะว่าท่านรู้จักคุณค่าประโยชน์ รู้จักบุญรู้จักกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อมอย่างสันโดษในกุศล เป็นคนมีคุณค่านะ ทุกข์อะไรอีกล่ะ ทุกข์ขันธ์ หมดแล้วเหรอ? หกแล้วเหรอ ? นั่นซิ เมื่อกี้นี้ขันธ์สุดท้ายนีทุกข์ขันธ์ อ้อ พูดไปพูดมา ครบอีก ทุกข์ขันธ์ อาตมาไม่ค่อยได้เรียบเรียบเท่าไหร่ เออ วิปากทุกข์ ยังไม่ได้ว่าเมื่อกี้นี้ เออ ถึงว่า ที่เลี่ยงได้ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ วิปากทุกข์ เลี่ยงไม่ได้นะ วิบากมานี่เลี่ยงไม่ได้ วิบากมันถึงตัวที่เป็นสิ่งที่มันตามมา จะเป็นกุศลวิบากก็ตาม อกุศลวิบากก็ตาม ที่จะต้องได้พบ ได้ประจัญ ซึ่งเป็นวิบากที่มันสุดทาง วิปากทุกข์ ซึ่งเป็นทุกข์ที่เป็นวิบาก เป็นผลวิบากเก่าที่มาถึงเรา เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นี่ พระอรหันต์เจ้าจะต้องได้รับวิบาก อย่างที่ท่านเล่าของท่านน่ะ ท่านต้องปวดหัว ท่านต้องอะไรต่ออะไร แม้แต่ถูกพระเทวทัตกลิ้งหินมาทับพระบาท ท่านก็บอก เป็นวิบากที่มันมีผลมาตั้งแต่อดีตที่ท่านได้ไปทำเอาไว้ ไปฆ่าน้องชายอะไรอย่างนี้ ที่เราเคยเล่าให้ฟังแล้วในพระไตรปิฎกบันทึกมา ก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าก็ไขความให้เห็นในสิ่งเหล่านี้เป็นต้น หรือแม้แต่ช่วิตของพวกเรานี่แหละ ถ้าเราศึกษาไปดีๆ แล้วจะรู้ จะเชื่อ เชื่อกรรมนะเป็นศรัทธา วิปากศรัทธา กรรมสกตาศรัทธา ตถาคตโพธิศรัทธา ศรัทธา 4 นี่ เราก็จะเชื่อ เราก็จะเชื่อ เราจะไม่ใช่เชื่อดายๆ เชื่อเพราะพิสูจน์สภาวะ เชื่ออะไรที่มันเป็น ที่ได้ ที่มี มันจะเข้าใจ มันจะเห็นลึกซึ้งว่า อ้อ กรรมนี่แหละ เราต้องเชื่อกรรม เราต้องเชื่อวิบาก เราต้องเชื่อว่ากรรมนี่เป็นตัวสำคัญ กรรมสกตา กรรมเป็นของๆตน ตนทำดีก็ดี ตนทำชั่วก็ชั่ว ตนทำบาปก็บาป ตนทำบุญก็บุญ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรๆ มานี่ก็มาเน้นเข้าหากรรมนี่ เป็นกรรมนิยาม เป็นกรรมนิยามะ หรือกรรมสัจจะ กรรมนี่แหละ ศาสนาพุทธ กรรมไม่ใช่ว่าใครๆมาสร้าง ใครๆมาทำให้ ใครๆมาบันดาล ใครๆมาบันดาล อันโน้นอันนี้เกิดเองเป็นเองอะไร ไม่มีเหตุที่ไม่มีที่มาไม่มีหรอก ทุกอย่างมาจากเหตุ เราสั่งสมอะไรก็เป็นอันนั้น อย่างนี้เราจะเข้าใจอย่างดีนะ เพราะฉะนั้น เครื่องอาศัยต่างๆ พวกนี้นี่ หรือว่าเราไม่รู้ทุกข์พวกนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจในรายละเอียดอะไรต่างๆนานา มันก็ มันก็ไม่ข้องใจ มันก็วิจิกิจฉา มันก็ไม่ทะลุ มันได้เล่าเรียนได้ศึกษาปริยัติ แล้วก็ปฏิบัติพิสูจน์อะไรต่ออะไรไปนี่ มันก็จะเข้าใจดี ที่ยิ่งรอบถ้วนเลย ยิ่งมากมายทุกๆด้าน ทุกๆมุม ก็เข้าใจทะลุรอบหมดเลย รู้แจ้งแทงทะลุ หรือว่ารู้แจ้งรอบรู้แจ้งรอบ มันก็ยิ่งดีใหญ่ จะเป็นปริยัติก็ตาม แล้วก็เอาไปปฏิบัติพิสูจน์ทุกด้านทุกมุม มันก็ยิ่งจะมีสิ่งรองรับ มีสภาวะอะไรต่ออะไรเกิดแก่เรา ที่เรารู้เราเห็น เราเป็นเราจริงขึ้นมา มันก็จะถึงขั้นเจริญได้ดี เอ้า ทีนี้มาไล่ดูซิ ข้อที่หนึ่งนะ พระอริยเจ้าอยู่ด้วยธรรมะ อย่างนี้ หรือว่าธรรมะที่เป็นอยู่ของพระอริยเจ้านี่ ข้อสำคัญ กับตัวสำคัญแรกๆนี่ก็คือ จะต้องเป็นผู้ละได้แล้วในองค์ 5 นะ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้ว ก็เคยได้ยินได้ฟังมาทั้งนั้นแหละ มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราเรียนๆมา ที่อาตมา... แต่นั่นมันมีภวตัณหาสูตรกับอะไรสูตร อวิชชาสูตร เอ้อ ภวตัณหาสูตร อวิชชาสูตร ภวตัณหาสูตร ที่บอกว่านิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอวิชชานี่นะ นิวรณ์ 5 อธิบายขยายความไปมากแล้วนะ อาตมาเองอาจจะไม่ขยายความมากนัก ก็พูดคร่าวๆ นิดหน่อยเท่านั้นนะว่า เป็นผู้ละกามฉันทะ เป็นผู้ละพยาบาท ละถีนมิทธะ อาตมาอธิบายอยู่ที่ปฐมอโสกก็อธิบายแล้ว แล้วก็มาซอยลึกใน ขยายความนิวรณ์ 5 นี่ไว้ดีนะ ที่อาตมาขยายไปคราวก่อนนี้ ที่นี่เปิดฟังกันหรือยัง อริยวส-สูตรนี่ เคยเปิดหรือยัง ขยายไปหลายทีนะ แม้นิวรณ์ 5 นี่ได้นำมาขยายอีก ซอยลึกลงไปอีก ให้เห็นว่าถีนมิทธะก็ดี อุทธัจจะกุกกุจจะก็ดี นัยมันก็คือซ้อนลงในภพอีกทีหนึ่ง แล้วภพที่ว่านี่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งหลับหูหลับตาเท่านั้น มันตีแตกยากนะ ถีนังมิทธังที่ตกผนึกนี่ ถีนังมิทธังที่ตกผนึก กามที่เหลือ กามหยาบเรารู้ได้ แต่ญาณเราก็ยังไม่ลึกในสิ่งที่มันนอนเนื่อง มันเป็นอนุสัยกิเลส มันก็เป็นผนึกเหมือนผนึกอยู่ข้างใต้ก้นบึ้งของจิต เป็นถีนังมิทธัง เป็นตัวก่อน เป็นตัวข้น เป็นตัวที่เป็นผนึกนั่นแหละ ถ้าเข้าใจผนึก คืออะไร มันตกตะกอน มันเกาะกัน มันจับกัน มันแน่นอยู่ มันหยั่งยังไม่ถึงก็ได้ เรายังตามรู้มันไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าถีนังมิทธัง ซึ่งเราเองหนึ่งไม่รู้มัน สองแม้รู้มันเห็นมัน แล้วมันก็ยังแข็ง มันยังกระด้าง มันยังแน่น ที่เร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive