350725 ความรู้เรื่องประชาธิปไตย โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์367 KB
วันที่แก้ไข22 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350725 ความรู้เรื่องประชาธิปไตย โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ก่อนฉัน วันที่ 25 กรกฎาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

สำนึกดี ท่านผู้ใฝ่พุทธธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ วันนี้อาตมาตั้งใจนะ ตั้งใจจริงๆว่าจะเทศน์ในเรื่องเกี่ยวกับให้ความรู้ทางด้านการเมือง ที่อาตมาจะเทศน์ให้ความรู้ทางด้านการเมืองนี่นะ คนเผินๆ จะบอกว่าอาตมานี่ไปยุ่งเกี่ยวการเมือง ไปเล่นการเมืองดีไม่ดี บางคนจะขนาดหนัก หาว่าอาตมาไปทำงานการเมืองด้วย จะไปกันใหญ่ อาตมาไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวการเมือง แล้วก็ไม่ได้ไปเล่นการเมือง ไม่ได้ไปเล่นหรอก แต่ว่าอาตมาจะต้องมีหน้าที่ให้ความรู้แก่พลเมือง ให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะว่าอาตมามีหน้าที่สอน หรือมีหน้าที่แนะนำสิ่งที่ดี พลเมืองดีไม่มีความรู้นี่แหละ โดยเฉพาะไม่มีความรู้เรื่องการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเองนี่แหละ พลเมืองไม่มีความรู้ในเรื่องการเมือง จึงถูกนักการเมืองฉวยโอกาส สุดท้ายระบอบประชาธิปไตย เลยกลายเป็นระบบนักการเมืองเผด็จการ เพราะฉะนั้น การเผด็จการไปอยู่ที่มือของนักการเมืองหมด ประชาชนไม่รู้เรื่อง เพราะว่าไม่ได้รับความรู้ ไม่ได้รับการศึกษา ผู้รู้ก็ไม่ค่อยรู้ แล้วผู้ที่ยิ่งเป็นคนเป็นกลาง เป็นคนที่ไม่ลำเอียง เป็นคนที่มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ คำว่าความเป็นกลางนี่ เป็นความลึกซึ้งมากน่ะ ค่อยๆ อธิบายกันไปมัชฌิมานี่ ความเป็นกลางนี่ ไม่ใช่เรื่องของไอ้ตื้นๆ ไอ้แค่ว่าความเป็นกลางก็คือ ครึ่งหนึ่งของ 100 ครึ่งหนึ่งของ 50 ก็ได้ ก็คือ 25 อะไรอย่างนี้ ครึ่งหนึ่งของ 100 ก็คือ 50 นี่คือความเป็นกลาง ถูก ประเภทชั้น ก. ขี้ไก่ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก อย่างนั้นนะ แต่ความเป็นกลางที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ พระพุทธเจ้านี่ท่านตรัสรู้ความ

อ่านต่อ

เป็นกลาง ตรัสรู้ถึงหลักอริยสัจอันเอก คือ มัชฌิมา หรือมัชฌิมาปฏิปทา เป็นความเป็นไปถึงขั้นมีบทบาทอย่างเป็นกลาง ความที่เป็นไปอย่างบทบาท อย่างเป็นกลางนั้นไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน คนเป็นกลางนี่ คือคนที่สูงสุด คือคนที่จะต้องได้รับการยกย่อง คนที่เป็นกลางนี่ แล้วคนเป็นกลางนี่ จะต้องชี้ถูก ชี้ผิดได้ เช่น ผู้พิพากษา ตุลาการ เป็นต้น คนเป็นกลาง ชี้ถูก ชี้ผิด มีปัญญา ต้องมีปัญญา คนเป็นกลาง คนที่ไม่สามารถชี้ถูกชี้ผิดได้ เขาไม่เรียกคนเป็นกลาง เขาเรียกคนโง่ธรรมดาๆ ไม่รู้จะชี้ยังไง ผิดก็ไม่รู้ ถูกก็ไม่รู้ แล้วจะบอกว่า นี้คนนี้กลาง ไม่เข้าข้างใคร แล้วจะไปเข้าข้างใครเป็นละ ก็มันไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ไม่ใช่คนเป็นกลาง หรือแม้แต่คนที่พอรู้ว่าใครผิด พอรู้ว่าใครถูก แต่ไม่กล้าชี้ ไม่กล้าบอก เพราะอำนาจภยาคติ เพราะความกลัว หรือความอะไรก็ตามใจเถอะ จะมีอคติในความชอบความชัง ความกลัว ความหลงผิดอะไรก็ตามใจเถอะ ไม่กล้าชี้ว่า ใครถูกใครผิด แล้วก็วางตัวเฉยๆ ไม่ชี้ใครถูก ไม่ชี้ใครผิด ถึงแม้จะรู้ คนนั้นก็คือคนยังมีอคติ ภยาคติ คือยังมีความกลั้ว ยังมีความไม่สมบูรณ์ เป็นคนยังมีทุคติ ยังมีความไม่ดีไม่งาม ยังทำความเป็นกลางไม่ได้ เพราะยังไม่แน่ใจในปัญญาของตัวเอง ยังไม่กล้า ยังไม่เด็ดขาด ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้น คนนี้ไม่ใช่คนเป็นกลาง คนนี้คือคนเป็นกลัว รู้จักคนเป็นกลัวไหม ไม่ใช่คนเป็นกลาง นี่ อาตมาเกริ่นๆไว้หน่อยก่อนน่ะ เพราะฉะนั้น คนที่จะรู้ในเรื่องอะไร ก็คือคนที่จะต้องศึกษา จะต้อง แนะนำประชาธิปไตยที่อาตมาจะต้องมาพูดวันนี้ ก็เพราะว่า นี่ก็ใกล้การออกเสียงเลือกตั้ง ใกล้ที่จะต้องได้ไปคัดเลือกนักการเมืองอะไรต่ออะไร หรือผู้ที่จะไปทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ จะเป็นตัวแทนของเรา แล้วเราก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช้ปัญญาจริงๆว่า จะไปเลือกคนที่จะไปเป็นตัวแทนของเรา แล้วไม่ทำหน้าที่พลเมืองดี แม้แต่จะไม่ไปออกเสียงนี่ ก็ทิ้งสิทธิ์ไป ดีไม่ดีเขาไปโกงสิทธิ์ โดยที่มีวิธีการอะไรก็ตามใจเถอะ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น การเมืองในประเทศไทยก็ดี หรือหลายประเทศมันไม่เจริญ ก็เพราะว่ามันบกพร่อง...เพราะฉะนั้น ก็ขอบอกก่อนว่า อาตมาจะอธิบายการเมืองในขณะนี้ อาตมาไม่ได้ไปเล่นการเมือง แล้วก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมือง และแน่นอน อาตมาไม่ไปทำงานการเมืองเด็ดขาด อาตมาทำงานศาสนานี่ ดีที่สุดแล้ว เป็นงานที่อาตมาสมัครใจ อาตมาสนใจ แล้วอาตมาก็ทำงานนนี้ ขอยืนยันวา จะทำไปจนตาย งานการเมืองอาตมไม่ไปทำหรอก เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความหมายว่า เล่นการเมือง ยุ่งเกี่ยวการเมือง หรือทำงานการเมืองนี่มันขนาดไหน ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ เพราะว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องยากที่จะรู้ จะแบ่งขีดได้ว่าขนาดไหน แต่ต้องมีปัญญาจริงๆ จะรู้ว่า ผู้นี้ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่ได้ไปทำงานการเมือง แต่เป็นคนที่รู้จักการเมือง เป็นคนที่สามารถที่จะให้ความรู้ในด้านการเมือง และทำหน้าที่พลเมืองดี อาตมากำลังบรรยายความรู้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองขณะนี้ นี้คืออาตมากำลังทำหน้าที่ พลเมืองดี อาตมายังไม่ได้ไปเล่นการเมือง ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่อาตมาต้องทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ทำหน้าที่บรรยายความรู้เกี่ยวกับอันนี้ ในระบบประชา- ธิปไตยนี่แหละ อาตมาก็ต้องให้ความรู้ ไม่เช่นนั้นก็ มันถึงได้ตกต่ำ ข้อตกต่ำนี่แหละที่อาตมาจะพูดกัน หรือว่าข้อบกพร่องที่ไม่ทำ ทำให้เกิดประชาธิปไตย ไม่เจริญ นี่แหละ ที่อาตมาจำเป็นจะต้องพูด เพราะอาตมาเอง ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ใครเข้าใจผิดอยู่ จะมาตู่ว่าอาตมาพูดการเมืองนี่ คือคนเล่นการเมือง พูดการเมืองนี่ คือคนยุ่งเกี่ยวการเมือง พูดการเมืองนี่ คือคนทำงานการเมือง ก็ตามใจเขาเถอะ อาตมาไม่ไปเถียงกับเขาหรอก ก็คนมีปัญญาแค่นั้น ไปเถียงกับเขา ก็เท่านั้นเองละนะ ไม่ใช่ว่าอาตมาหยิ่งอะไรหรอกนะ ไม่ใช่ว่ายกตนข่มท่านอะไร แต่ว่าจะไปเถียงกับเขาทำไม เขาแค่นี้ เขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วจะไปพูดกันทำไมมี เพราะฉะนั้น อาตมาก็จะพูดกับคนที่มีปัญญาพอที่จะพูดกันได้ ถ้ายิ่งมาเถียง เอาชนะคะคานเฉยๆ หรือว่ามาหาเรื่องไม่เอา เรื่องที่อาตมาจะพูดก็คือว่า หัวข้อที่จะพูดนี่ก็คือว่า ประชาธิปไตยไม่เจริญ เพราะเหตุไร ประชาธิปไตยไม่เจริญนั้น เพราะเหตุ 5 ประการ ที่อาตมาเห็น แล้วก็เอามาพูดตามประสาที่อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ตามระบบ ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ที่เขาเรียนกับมหาวิทยาลัย อาตมาไม่ได้เรียนหรอก อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง ไม่เคยสนใจมาตั้งแต่เกิด โตมาแล้วก็ไม่สนใจ ไม่เคยไปลงคะแนนเสียงให้ใครเลย นั่นก็เป็นความโง่ แล้วก็เป็นความผิดพลาดที่อาตมาพลาดมาแล้ว เพราะฉะนั้น อาตมาก็ต้องสำนึก ทุกวันนี้ อาตมาก็ต้องแก้ไขความผิดพลาดอันนี้ แล้วก็บอกกล่าวกัน อย่าไปทำความผิด เป็นความผิดพลาด ไม่ใช่พลเมืองดี เป็นพลเมืองเลว ไม่ไปลงคะแนนเสียงเป็นพลเมืองเลว ได้เป็นพลเมืองเลวมาตลอดชีวิตแล้วอาตมา ไม่ได้ไปลงคะแนนเสียงมา ในเมืองประชาธิปไตย อาตมาเกิดนี่ หลังจากเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะอาตมาเกิด พ.ศ.2477 เขามีประชาธิปไตยเริ่มตั้งแต่พ.ศ.2475 อาตมาเกิด 2477 อาตมาก็พบประชาธิปไตยมาตั้งแต่เกิด เสร็จแล้วก็เป็นคนเลว เป็นพลเมืองเลว ไม่ใช่พลเมืองดีมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ในข้อบกพร่อง ที่เลว ที่ว่าไม่ได้ไป ไม่ไปออกสิทธิ์ออกเสียงของตัวเอง ไม่ไปทำหน้าที่พลเมืองดี เพราะฉะนั้น คนไหนที่ไม่ไปลงคะแนนเสียง ที่มีสิทธิ์ไปลงคะแนนเสียงได้ แล้วไม่ไปลง ไม่ไปทำหน้าที่เมื่อถึงเวลา คนนั้นเป็นพลเมืองเลว ทีนี้เราจะไปลงคะแนนเสียง เราก็จะต้องศึกษาว่าใครเป็นคนที่ควรจะไปลงคะแนนให้ ไม่ใช่เขาเอาเงินมาจ้างให้ไปลง อย่างนั้นก็นั่นแหละคือความบกพร่องอีกชนิดหนึ่ง นี่ที่มันไม่เจริญ ก็เพราะเหตุพวกนี้ เดี๋ยวอาตมาจะได้สาธยายทั้งหมด อาตมาสรุปรวมแล้วว่า ประชาธิปไตยไม่เจริญเพราะเหตุ 5 ประการ 1.เพราะการปิดกั้นที่ผิดพลาด 2.ขาดการศึกษา 3.พาประชาชนหลงผิด 4.ไม่รู้กิจรู้หน้าที่ 5.ปู้ยี่ปู้ยำการเมือง 5 ประการคล้องจองกันนะ ฟัง 5 ข้อนี่ คล้องจองกันนะ อาตมาเจตนาให้มันคำคล้องจองกัน 5 ข้อ ที่ว่ามันทำให้ประชาธิปไตยไม่เจริญนี่ เพราะอย่างนี้นี่ มันเป็นยังไง ข้อที่ 1 ที่ว่าการปิดกั้นที่ผิดพลาด เพราะการปิดกั้นที่ผิดพลาดนี่ ข้อที่ 1 นี่ ก็คืออย่างนี้ ก็คือว่า ที่จริงก็นักการเมืองเองนั่นแหละ ออกกฎหมาย ออกระเบียบ ออกอะไรออกมาบังคับปิดกั้น ปิดกั้นที่ผิดพลาด ปิดกั้นผิดพลาดยังไง ปิดกั้นผิดพลาดก็อย่างปิดกั้นข้าราชการ นี่ตอนนี้ เห็นไหมนี่ เกิดบทบาท ตอนนี้ก็ชักๆ จะแย้งๆกันอยู่ ข้าราชการห้ามไปยุ่งเกี่ยวการเมือง คือปิดปากนะ อย่าไปพูด แม้แต่นอกเวลาก็ไม่ให้พูด นักการเมืองก็เลยหมดสิทธิ์ไป ไม่ได้เป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแล้ว เท่ากับฆ่าคนนั้นทิ้งไปแล้ว หมดสิทธิ์พื้นฐาน และหมดสิทธิ์ที่สำคัญด้วยในระบอบประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตยนี่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะต้องแสดงความเห็น ถ้าจะไปห้ามเขาในขณะที่เขาทำงานราชการ ที่จริงก็ยังละเมิดสิทธิ์ ก็ข้าราชการเขาก็ไม่ได้บกพร่อง แต่เขาจะพูด เขาจะคิด เขาจะทำอะไรไม่ได้ผิดกฎหมายนะ แต่มาออกกฎหมายเอง ซ้อนลงไปว่าห้ามเขาพูดเรื่องการเมือง โอ้โห มันปิดปากกันดื้อๆ นอกจากปิดปากแล้ว ก็ห้ามทางความคิด เขาคิดก็ไม่ให้เขาพูด ให้อั้นอยู่อย่างนั้นละ จะคิดยังไง ก็อย่าได้พูดออกมา ถ้าความคิดที่เราไม่พูดออกมานี่ ใครมันก็ไม่รับรู้จากเราได้ยากใช่ไหม จะรับรู้ได้ยังไง เราคิดอยู่ในใจ เราคิดยังไงๆ ไม่ให้คิด แล้วไม่ให้เอาละ เขาห้ามความคิดคงไม่อยู่ แต่ว่าห้ามพูดนี่ มันก็เท่ากับห้ามไม่ให้คิดด้วย มันก็เท่ากับไม่ให้แสดงอะไรออกมาเลยในเชิงความคิด นี่เป็นการตัดลิดรอนสิทธิ์มนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์แบบ ข้าราชการในประเทศระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีหลัก ไม่ควรจะมีหลักเกณฑ์มาปิดกั้น ไม่ให้คิด ไม่ให้พูด ก็พูดทำงานของเขาก็ทำไปซิ จะเป็นข้าราชการ จะเป็นพ่อค้า จะเป็นอะไรต่ออะไรก็ตามใจ เขาก็มีสิทธิ์พูดเรื่องการเมือง เพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เรื่องการเมือง โดยเฉพาะ ระบอบประชาธิปไตยแล้วก็คือว่า ประชาชนทุกคนนี่แหละ จะต้องเป็นเจ้าของอำนาจ เจ้าของความคิดเห็น เจ้าของความพอใจ เราพอใจอย่างไร เราไม่พอใจอย่างไร แสดงออก บอกออกมา เขาก็จะได้ซาวด์เสียง เอาความพอใจของส่วนมากเป็นประมาณ เพราะฉะนั้น ไปปิดกั้น ปิดกั้นไปหมด ปิดกั้นอะไรต่ออะไร ยิ่งมากเท่าไหร่ เป็นการปิดกั้นที่ผิดพลาด ก็ยิ่งหมดสิทธิ์หมด เสียงมากเท่านั้น เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยก็ไม่มีท่า ไม่มีสิทธิ์เจริญ แล้วคนที่ออกกฎ ออกระเบียบ ออกกฎหมาย ออกข้อห้ามพวกนี้ ก็ คือนักการเมืองนั่นแหละ เป็นนักการเมืองนั่นแหละ ตัวดีมาห้ามเขา ก็ปิดเสียงเขา นี่คือเป็นการปิดกั้นที่ผิดพลาดน่ะ ห้ามข้าราชการ ห้ามไม่ให้ใช้สถานที่ ห้ามไม่ให้ความร่วมมือในทางใดๆ อะไรก็ตามใจเถอะ ที่จริง มันจะต้องให้ความร่วมมือ มันต้องให้ความร่วมมือ แต่ว่า ในนัยละเอียดเขาจะร่วมมือกับใครนั่นน่ะ ก็เป็นสิทธิอันพิเศษของเขา เขามีสิทธิ์เต็มที่ใน 1 เสียง เขาจะเห็นว่าใครดี ไปปิดกั้นเขาได้หรือ เขาจะโง่ หรือเขาจะฉลาด มันช่วยไม่ได้ใช่ไหม เขาจะโง่ หรือเขาจะฉลาด มันช่วยไม่ได้นะคนน่ะ เขาจะโง่ไปเห็นคนผิดเป็นคนที่ควร เป็นคนที่ควรสนับสนุน ให้ความสนับสนุน มันก็ควรจะให้เขาส่งเสริมเต็มที่ มันถึงจะมีผลแสดงออกกันเต็มที่ เสร็จแลวก็ไปลิดรอนสิทธิอย่างนี้ เป็นไปได้ยากยิ่ง มันมีบางข้อ บางอย่างบางอันที่เผื่อว่า ที่เผื่อว่าปล่อยให้ แสดงสิทธิ์เต็มที่เกินไปนัก มันจะดูวุ่นวาย มันจะเลื่อนเปื้อนอะไรเยอะๆแยะๆ อะไรไปมาก หรือว่ามันจะเป็นตัวที่ลำเอียงไปด้วย เพราะว่าคนศรัทธาเลื่อมใสมาก บางจุดบางอันเช่นเขาห้ามไม่ให้พระนี่นะไปแสดง การเกี่ยวข้อง หรือว่าเล่นการเมืองกันอย่างโจ๋งครึ่มอะไรนัก ควรจะมีความจำกัดความที่ได้ความพอเหมาะพอดี แต่ถ้ามาออกบอกว่า พระนี่ห้ามอะไรหมดเลย 1.ห้ามไม่ให้ลงไปสมัครส.ส ที่จริง ห้ามไม่ให้ไปลงสมัครส.สนี่ อาตมาเห็นด้วย แต่ห้ามไม่ให้ออกคะแนน คะแนนเสียง ส.ส นี่อาตมาไม่เห็นด้วย พระก็ตาม ภิกษุก็ตาม ไม่เห็นด้วย พระควรจะไปออกคะแนนเสียงเลือกส.สได้ แต่ไม่ให้สมัคร ส.ส นั่นตกลง เออ ข้อห้ามอย่างนี้ ได้ อาตมาเห็นว่าไม่ควรไม่ให้ไปสมัครส.ส พระก็มีหน้าที่อยู่แล้วจะไปเล่นการเมืองทำไม หน้าที่การงานของพระ ก็มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปเล่นการเมืองหรอก ไม่ต้องไปสมัคร ไปลงส.ส ไปลงอะไรต่ออะไร จนกระทั่งมันหน้าที่มันหนักนะ งานการเมือง ก็งานหนัก เพราะงานตัวเองมีอยู่แล้ว แต่หน้าที่พลเมืองดี ธรรมดานี่ จะเป็นพ่อค้า จะเป็นชาวไร่ ชาวนา จะเป็นใคร เออ ไปลงคะแนนเสียงไปซิ พระก็ไปซิ แสดงความเห็น แสดงออกซิ สิทธิพื้นฐานน่ะ แต่ไปสมัครส.สนั่นมันมากไป มันมากไป อย่างนี้เป็นต้น กฎหมายห้ามไม่ให้สมัครส.ส เออ ต้องห้ามบ้าง มันจะยุ่งมากไป อย่างนี้เป็นต้นได้ แต่ว่าห้ามไม่ให้ออกเสียง ไปลงคะแนนเสียง ผิด อาตมาไม่เห็นด้วย ยิ่งไม่ให้พูดเลย เลยเถิดไปเลยนะ พูดเรื่องการเมืองไม่ได้เลย โธ่ พระนี่เขาไม่เล่นแล้วละการเมือง ไปสมัครส.ส ก็ห้าม ก็ถูกแล้ว สอดคล้องนะ เขาก็ไม่ไปหรอก เขาไม่ไปทำงานการเมืองหรอก แต่ว่าเขารู้การเมือง แล้วเป็นคนไม่ลำเอียง เป็นคนมีจิตใจซื่อสัตย์ ล้างความโลภ ความโกรธ ความหลง ล้างอคติ 4 ไม่ลำเอียงเพราะโกรธ ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะโมหะหลงผิด ไม่ลำเอียงเพราะกลัว เพราะเกรงอะไรใคร เอ๊อ จะเป็นคนแสดงความเป็นกลางได้อย่างสูง เพราะไม่ลำเอียงอะไรแล้ว พระนี่ เป็นคนมาล้างกิเลสอันนี้จริงๆนะ เขาควรกลัวจะแสดงความเป็นกลางได้ดีมาก ปิดปากพระพูดไม่ได้เลย นี่ อาตมาก็ว่ามันจะโง่ไปถึงไหนกันละนะ นี่ละ มันถึงไม่เจริญ ในเรื่องของอารยธรรม หรือว่าความเป็นอารยประเทศ มันถึงไม่เกิดขึ้นได้ เพราะอย่างนี้ ประชาธิปไตยถึงไม่เจริญรุ่งเรืองน่ะ แล้วก็กลัว... กลัวว่าพระที่ไม่มีความรู้ จะไปทำปู้ยี่ปู้ยำ ไปเข้าข้างถูก เขาประมูลหาเงิน ส.ส ที่สมัครเอาเงินมาจ้างแล้วก็เลยไปหาเสียง คนนับถือศรัทธา ก็เลยจะไปเข้าข้างพวกโน้นหมด ก็ช่างเขาปะไร ใครมันจะเล่นแง่อย่างนั้น ก็มีการต้านกันเองแหละ มันมีการขัดเกลาขวางกันเอง ในๆ ในวงการ ในสังคม มันจะทำกันขึ้นมาเอง ตัวเองไปออกกฎอย่างนั้นน่ะ มันผิดลักษณะของการลิดรอนสิทธิมนุษยชน ไม่ถูกต้องคือ มนุษย์มันไม่ Rights แล้ว มันไม่ถูกต้องแล้ว สิทธิอันชอบธรรมของเขา ไปลิดรอนสิทธิ์ของเขา มันไม่เป็น Human rights แล้ว มันไปกันใหญ่แล้ว มนุษย์มันขาดไอ้ความที่เขาควจะมีจะได้ไปแล้ว นี่เป็นการปิดกั้น ที่เข้าใจกันอยู่ ที่เห็นได้อยู่นะ ไม่ว่าจะห้าม เป็นกฎหมาย ออกกฎปิดกั้น กลายเป็นเรื่องลิดรอนสิทธิมนุษยชน อย่างที่กล่าวแล้ว หรือแม้แต่ห้ามผู้ที่เขามีปัญญาอย่างสมณะ หรือว่าอย่างผู้ที่มาเรียนรู้ธรรมะมาปฏิบัติธรรมะ ยิ่งเป็นพระได้ ถึงขนาดเป็นพระแล้ว ต้องถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรม เพราะเราต้องกราบ ประชาชนฆราวาสต่างๆนี่ต้องกราบ ต้องไหว้ แล้วก็แสดงว่าเป็นผู้ที่ต้องเชื่อถือแล้ว ในเชิงทางจิตวิญญาณ มีทั้งปัญญา แล้วมีทั้งกำลังใจที่แข็งแรง เพราะว่าเป็นผู้ที่มาลดโลภ โกรธ หลง เป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ที่ไม่ได้ลำเอียง เป็นผู้ที่จะเสียสละ เป็นผู้ที่ทำประโยชน์เพื่อส่วนกว้าง ส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนเพื่อตัวเพื่อตน เพราะละตัวกูของกู พรรคพวกของกู หมู่ของกู อะไรไป อย่างจริงจัง ไม่มีความเห็นแก่ตัว แก่พรรคพวกของตัวนี่ น้อยจริงๆ เป็นผู้ที่จะรู้อะไรชัดเจน เป็นผู้มีการปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรม ละกิเลสจริงๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้น แม้แต่ไปออกกฎ ออกระเบียบห้าม ในมูลนิธิ ในสมาคม ซึ่งเป็นคนที่จะทำงานเกื้อกูลการกุศล เป็นการเสียสละ สร้างสรรแท้ๆ ก็ไปออกกฎห้ามเอาไว้หมดนะ สมาคม ห้ามเกี่ยวข้องการเมือง มูลนิธิห้ามเกี่ยวข้องการเมือง ไอ้โน่น ไอ้นี่ ห้ามเกี่ยวข้องการเมือง ออกกฎห้ามไว้หมดเลย นี่คือการปิดกั้นที่ผิดพลาด เป็นการปิดกั้นที่ผิดพลาด อันที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือว่า เราจะต้องค่อยๆทำความเข้าใจ อาตมาก็บอกตายตัวลงไปทีเดียวไม่ได้เลยนะว่า คำว่ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เล่นการเมืองนี่ เอาละ ทำงานการเมือง มันก็คงจะเข้าใจง่ายนะ ไม่มีปัญหามาก ถ้าว่าไปทำงานการเมืองนี่ มันจริงละ อันนั้นก็ทำงาน ไม่ต้องทำงานการเมืองนี่ มันอีกเรื่องหนึ่ง มันง่ายๆ แต่ว่าการยุ่งการเกี่ยวกับการเมือง หรือเล่นการเมืองนี่ คำว่าอย่างนี้นี่ ความนี้ มันมีขอบเขตแค่ไหน มีความหมายกินความแค่ไหน อันนี้ อาตมาถึงบอกว่าใช้ภาษาบอกตายตัวลงไปไม่ได้ ซึ่งจะต้องเรียนรู้จริงๆเลยว่า อย่างนี้ไม่ได้ถึงขั้นยุ่งเกี่ยว อย่างที่อาตมายืนยันว่า อาตมากำลังพูดถึงความรู้เรื่องการเมืองขณะนี้นี่ อาตมาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมืองนะ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว แล้วอาตมาก็ไม่ได้เล่นการเมืองนะ แต่อาตมาพูดความรู้เรื่องการเมือง ขณะนี้ อาตมากำลังให้ความรู้แก่พวกเรา แล้วพวกคุณก็เป็นประชาชนที่ในระบอบประชาธิปไตย คุณก็จะได้เข้าใจความรู้อันนี้ แล้วก็ได้รับการศึกษา แล้วคุณก็จะได้ไปปฏิบัติ ทำหน้าที่พลเมืองดีที่ดีใช่ไหม อาตมาว่าอาตมาเข้าใจเรื่องการเมือง และอาตมาก็พึ่งจะได้รับความสำนึกที่ชัดเด่นขึ้นมานี่ว่า เออ อาตมาก็ไม่ใส่ใจอย่างที่เคยว่า ไม่เคยสนใจในเรื่องการเมืองมานานแล้วตั้งแต่เกิด อาตมาก็ทำงานทำการ ทำมาหากิน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่สนใจจริงๆเลย เพราะได้รับการเสี้ยมสอนกันมาในสังคมประเทศไทย ที่มีประชาธิปไตยมาตั้งแต่พ.ศ.75 จน 60 ปีมานี่ อาตมาเกิดมา บอกแล้วเกิดมา ก็ในระยะที่มีประชาธิปไตยแล้ว ก็ได้รับถูกอัดเข้าไปเป็น concept ในตัวเรามาตั้งแต่โน่น จนกระทั่ง มาไหนๆๆๆๆว่าคนไทยหรือว่าใคร ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่ต้องไปรับรู้การเมือง นั่นแหละ สบายดีใช่ไหม การที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เหมือนกับคนที่ไปเล่นการเมือง ถ้าไม่เล่นการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองนี่ ก็คือไม่สนใจการเมืองเลย ใครจะเป็นยังไง ใครจะปู้ยีปู้ยำ แม้แต่นายกรัฐมนตรี ชื่ออะไร ก็ไม่ต้องรู้ รัฐมนตรี คนนั้นคนนี้ทำงาน ไม่ต้องรู้หรอก ไม่ต้องเกี่ยวข้อง ถ้าอย่างนั้น ประเดี๋ยวจะไปเกี่ยว เดี๋ยวไปติดตามดูข่าวคราวนักการเมือง เขาทำยังไง เขามีวิธีการยังไงคิดอ่านยังไง นี่จะมีกรรมาธิการ เขาประชุมกันออกมติมา อย่างโน้นอย่างนี้ ยังไงๆ เป็นเรื่องของการเมือง ในการบริหารประเทศชาติในการทำอย่างนี้ อย่าไปยุ่งไปรู้กับเขา ถ้าไปรู้นั่นถือว่าไปยุ่งไปเกี่ยว หรือไปเล่นการเมือง เอามาวิเคราะห์ เอามาวิจัย เอามาโต้กัน เอามาพูดกัน ไม่ได้ ถ้าขืนเอามาวิเคราะห์วิจัย เอามาโน่น ยิ่งเอามาโต้บ่อยๆ ถือว่าคนนี้เล่นการเมือง ถือว่าคนนี้ยุ่งเกี่ยวการเมือง นี่ละ คือความหมาย ที่เราจะต้องทำความเข้าใจันให้ดีว่า ไม่ใช่นะ คนยุ่งเกี่ยวการเมือง หรือคนเล่นการเมืองจริงๆนั้น จะต้องเข้าใจว่า เขาไปรับผิดชอบ เขาไปรับหน้าที่ เขาทำงานนี้ให้เป็นอาชีพ เขาทำงานนี้อย่างออกหน้า อย่างที่เรียกว่า เขาจะต้องทำกันจริงๆจังๆ ไอ้แค่ความรู้การเมืองนี่ มันต้องรู้ทุกคน ในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนจะต้องรู้การเมือง แล้วทุกคนต้องไปทำหน้าที่พลเมืองดี อาตมาว่าเดี๋ยวอ่านที่อาตมาพอดีอาตมาตอบคำถามเขาแล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับการ เมืองนี่นะ แล้วก็มีความหมายที่ฟังได้ ฟังได้ละเอียดพอสมควร เดี๋ยวจะค่อยอ่านนะ แต่ว่าตอนนี้ อาตมาจะอธิบายข้อ 1 ข้อ ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 นี่ไป รอบหนึ่งเสียก่อน แล้วค่อยเอาความหมายเกี่ยวกับการเมืองที่พอสมควร ที่ตอบปัญหาไปนี่ เห็นว่ามันชัดเจนดี ที่ได้ตอบไปแล้ว แล้วก็มาเรียบเรียงดูอีกทีหนึ่งน่ะ ทีนี้ข้อที่ 1 ที่ว่า การปิดกั้นที่ผิดพลาดนี่ อาตมาก็อธิบายไปแล้ว ยกตัวอย่างในเรื่องที่มันปิดกั้นอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดพวกนั้น พวกอื่นมากกว่านี้อีก แต่อาตมาอธิบายไปขนาดนี้ ก็คงพอสมควร ทีนี้เรื่อง...ข้อ 2 ขาดการศึกษานี่ เรื่องขาดการศึกษานี่ก็คือ ไม่ส่งเสริม ไม่ชี้ชวนกันให้ติดตามให้เอาใจใส่การเมือง...โดยเฉพาะ นักการเมืองที่ไม่มีความรู้ว่า การเมืองคืองานหน้าที่อะไร เดี๋ยวนี้ก็มีอยู่ ขอยืนยัน เป็นนักการเมือง แต่ยังไม่รู้ว่าการเมืองคือหน้าที่อะไร ขาดการศึกษา นักการเมือง ทำผิดทำถูกอย่างไร ไม่รู้ตัว ขนาดนักการเมืองยังไม่ค่อยรู้เลย ขาดการศึกษา เพราะฉะนั้น ขณะนี้นักการเมืองที่ไปทำงานการเมือง เขาว่าเขาไปทำงานการเมือง เขาไม่ได้ทำงานการเมืองหรอก เขาไปทำงานธุรกิจช้ำจริงๆเลย มันต้องร้องเพลงช้ำเสียแล้วละ จริงๆ เขาไม่ได้รู้ว่าการเมืองไปทำอะไร ยังไง แค่ไหนหรอก มันขาดการศึกษา เพราะฉะนั้น นักการเมือง หรือผู้ที่ไปทำงาน เขาบอกว่าเขาไปทำงานการเมืองนี่ เขาไม่ได้ทำงานการเมือง เขาไปหากินชนิดหนึ่ง ไปทำธุรกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งหน้าที่ตรงๆ หน้าที่ที่จะต้องเอาจริงเอาจัง หน้าที่ที่จะต้องทำให้มันสมบูรณ์แบบไม่ได้ ไม่ค่อยได้รู้ ไม่ได้เข้าใจ นักการเมืองคือใคร นักการเมืองคือผู้อาสา อาสาช่วยประชาชน เอาละ อาตมาอ่านในนี้เลยก็ได้นี่ เอาตรงนี้เลยน่ะ เรื่องการเมืองนี่ เป็นเรื่องละเอียดน่ะ เพราะว่าการเมืองนี่ มันมีอิทธิพลรุนแรง มันมีอิทธิพลต่อสังคม โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยนี่ การเมืองนี่ ถึงแม้ระบบอื่นก็พอมี...มี แต่ว่าคนอื่นเขาปิดไม้ปิดมือ ปิดหูปิดตา อย่างระบบเผด็จการอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ระบบเผด็จการนี่ อิทธิพลการเมืองจริงๆมันก็ไม่กระจายไปถึงประชาชนทั่วไป การเมืองของเขาก็คือ ฉันทำการเมืองคนเดียว หรือพรรคเดียว อย่างคอมมิวนิสต์อย่างนี้เป็นต้น ก็ทำการเมืองพรรคเดียว คนอื่นๆเป็นบริวารที่จะถูกกระทำ ถูกกระทำโดยนักการเมืองกลุ่มนั้น เผด็จการเท่านั้นเอง แต่ประชาธิปไตยนี่ ทุกคนจะต้องทำงานการเมืองร่วมกันหมด เพราะฉะนั้น อิทธิพลของการเมืองจึงมีสูง มีมาก ในสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น มันมีอิทธิพลแรง มีอำนาจในสังคมอย่างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าประชาชนทุกคนนี่ ไม่รู้เท่าทันการเมืองแล้ว การเมืองนี่จะมาคอยครอบเรา แล้วก็ทำให้เรานี่ เป็นเหยื่อจะตกเป็นตัวเบี้ยใช้ในวงการเมือง โดยที่ไม่รู้ตัวนะ ตัวประชาชนนี่ ที่ใครก็แล้วแต่ ไม่สนใจการเมืองนี่ ไม่สนใจการเมือง ไม่เอาถ่านในเรื่องการเมือง โดยเฉพาะ ไม่มีความรู้เรื่องการเมือง จะถูกนักการเมือง หรือผู้ที่เขามีความเฉลียวฉลาดกว่า เอาเราไปเป็นเบี้ยใช้ในระบบการเมือง จะถูกเอาไป อันนี้หลายคนอาจจะยังคิดไม่ถึง ยังจะมองไม่ออก ฟังเอาตรงนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน อย่านึกว่าเราไม่สนใจการเมือง ไม่เอาถ่านอะไรกัน ทำมาหากินของฉันเฉยๆ ใครจะมาทำการเมือง เป็นอะไรไป แล้วฉันนี่ไม่ได้เป็นคนที่ทำให้การเมืองล้มเหลว หรือว่าให้ประชาธิป- ไตยล้มเหลว ไม่ใช่นะ คุณนั่นแหละ ทำให้การเมืองล้มเหลว ทำให้ประชาธิปไตยล้มเหลวอย่างสำคัญ เพราะคุณจะกลายเป็นตัวเขาดึงเอาเป็นเบี้ยใช้ได้เลย โดยวิธีทางตรงก็มี วิธีทางอ้อมก็มี เอาไป อาตมาไม่ขยายความละพวกนี้น่ะ เพราะว่าอาตมาไม่อยากจะอธิบาย แล้วอาตมาก็บางสิ่งบางอย่างอาตมาก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเท่ากับนักการเมือง ที่เขาได้ทำมาด้วย เพราะอาตมาไม่ได้เป็นอาชีพการเมือง ก็ไม่ได้ชำนาญ เขามีเล่ห์เหลี่ยมที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เอาถ่านการเมืองนั่นแหละ ไปเป็นหมาก ไปเป็นเบี้ยในกระดานของเขา เป็นอำนาจที่เขาใช้ประโยชน์ให้แก่เขาเอง เพราะฉะนั้น ระวังผู้ใดไม่รู้เท่าทันการเมือง ไม่รู้เท่าทัน ไม่มีความรู้ในทางการเมือง แล้วก็ไม่รู้บทบาทของการเมือง แต่ละขณะ แต่ละเวลา แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปีนี่ ไม่รู้นี่นะ คุณจะถูกเขาปั่น หรือถูกเขาดึงเอาไปเป็นเหยื่อ ตกไปเป็นเบี้ยใช้ในวงการเมืองได้ เพราะฉะนั้น ประชาชนทั้งหลายที่จะต้องสนใจการเมือง แล้วก็ดูแลการเมือง นักการเมืองจะทำอะไร ต้องสอดส่อง ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจไม่ได้ นักการเมืองนี่ แล้วต้องรู้เท่าทัน แล้วเราก็จะต้องไม่ตกเป็นเบี้ยในวงการเมือง แต่เราจะต้องเป็นผู้ที่ช่วยน่ะ ช่วยการเมืองให้ดี ให้ถูกต้อง ตามระบอบประชาธิปไตยในขอบเขตที่ยุติธรรมที่สุด ที่จริง การเมืองนั้นก็คือ กิจการที่จะช่วยสังคมมนุษยชาติให้เป็นดีอยู่ดี ศาสนาก็เป็นกิจการที่จะทำให้ประชาชนสังคมมนุษย- ชาตินี่เป็นดีอยู่ดีเหมือนกัน แต่ว่ามันเน้นกันคนละหน้าที่ การเมืองก็ตาม ศาสนาก็ตาม เป็นการช่วยประชาชนในโลกเหมือนกันนั่นแหละ ในสังคมไหนก็แล้วแต่ แต่ว่ามันเน้นกันคนละหน้าที่ ทีนี้ เรามาฟังนิยามคำว่าหน้าที่ดูซิ เผื่อจะได้เข้าใจ หรือว่าตัดรอบได้ว่า เล่นการเมือง หรือยุ่งการเมือง หรือไม่เล่นการเมือง ไม่ยุ่งการเมือง มันอยู่ตรงไหน ทีนี้หน้าที่นี่แหละ หน้าที่ ของนักการเมืองนั้น คือการอาสาช่วยประชาชนอย่างออกหน้า (มีคำว่าออกหน้าด้วย) ให้ประชาชนยอมรับให้ประชาชนรู้เลยว่าฉันเป็นนักการเมือง ฉันจะมาทำงานอาสารับใช้ประชาชนน่ะ การอาสาช่วยประชาชนอย่างออกหน้าให้ประชาชนยอมรับ แล้วก็รับตำแหน่งหน้าที่ไปทำการ ตามรูปตามแบบตามกฎตามหลักเกณฑ์ ก็เปรียบประหนึ่งนิติศาสต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน