350803 อธิปไตย เป็นใหญ่อย่างไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350803 อธิปไตย เป็นใหญ่อย่างไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
อธิปไตย เป็นใหญ่อย่างไร ? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 3 สิงหาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
วันนี้เทศน์ถึงเรื่องอธิปไตยดูบ้าง อธิปไตยของพระพุทธเจ้า ว่าด้วยอธิปไตย 3 นี่นะ อธิปไตยสูตร มีในพระไตรปิฎกเล่ม 20 ข้อ 479 ท่านว่าอย่างไร คือตามธรรมดา พวกคนที่เอาอธิปไตย 3 ของพระพุทธเจ้ามา มาพูดนี่ จะตีความเอาง่ายๆ ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกนะ ตีความเอาตามความเข้าใจ แต่แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านหมายนี่นะ อธิปไตยนี่ หมายถึงการมองทุกอย่าง แล้วก็เอามาใช้ให้เป็นอำนาจ อธิปไตยนี่ แปลว่าอำนาจ ใช้ให้เป็นอำนาจในการที่จะทำให้ตนเองเจริญ ของพระพุทธเจ้านี่ เอ้า ลองฟังดู ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย 3 อย่างนี้ 3 อย่างเป็นไฉน คืออัตตาธิปไตย 1 โลกาธิปไตย 1 ธรรมาธิปไตย 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัตตาธิปไตย เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ป่า อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนในโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า ก็เราออกบวช เป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ อันนี้คงตกไปอันหนึ่งนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมี และความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่เราก็แต่ว่า เราเป็นผู้อัน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริ-เทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ท่วมทับแล้ว ไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราจะพึงแสวงหากามที่ละได้แล้วออกบวชนี้ เป็นบรรพชิตนั้น เป็นความเลวทรามอย่างยิ่ง ข้อนั้นไม่เป็นการควรแก่เราเลย เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่ปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลง
อ่านต่อ
ลืม กายที่สงบระงับแล้ว จักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้ว จักมีอารมณ์แน่วแน่ดังนี้ เธอทำตนเองแล ให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย ฟังดูตามสำนวนของพระไตรปิฎกแล้ว ถ้าใครฟังจับความเป็น ก็คงจะฟังเข้าใจได้นะ สรุปง่ายๆท่านหมายความอัตตาธิปไตย ท่านก็หมายความว่า เป็นผู้ที่ดูแลตนเป็น ฝึกตนเองมีความสำรวมสังวร มีความเพียร แล้วก็ปฏิบัติตนเอง ทำตนเองให้เป็นใหญ่ เธอทำตนเองแล ให้เป็นใหญ่ อธิปไตยนี่ แปลว่าใหญ่ หรือแปลว่ามีอำนาจนี่นะ ทำให้ตนเองเป็นใหญ่ หรือทำให้ตนเองเป็นอำนาจ เธอทำตนเองแล ให้เป็นใหญ่ นี่ก็คือตัวอัตตากับตนเอง ให้เป็นใหญ่ก็คืออธิปไตย ทำตัวเองให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี่เรียกว่าอัตตาธิปไตยนะ สรุปแล้วก็คือ ทำตัวเอง ฝึกตนเอง ดูแลตนเอง พากเพียรให้แก่ตนเอง ทำตนเองให้เกิดความเจริญ ให้มีฤทธิ์มีอำนาจ ให้มีเดชอยู่ในตัว ให้เป็นใหญ่ในตัวเอง ตัวเองนั่นแหละเป็นใหญ่ ตัวเองนั่นแหละสามารถที่จะเจริญงอกงาม จะเป็นอะไรจะเป็นอยู่เป็นทุกข์ หรือเป็นอยู่เป็นสุข ก็เพราะตัวเอง สรุปง่ายๆนะ ในเนื้อหาต่างๆนานา นี่ก็ในรายละเอียด แล้วก็จะมี ท่านก็จะตรัสพวกนี้คล้ายๆกัน แต่ว่าจะไปลงท้ายเท่านั้นแหละ ที่จะสรุปให้เห็นว่า โลกาธิปไตยก็ดี ธรรมาธิปไตยก็ดี จะ...จะต่างกัน เอ้า ลองอ่านดู ถึงโลกาธิปไตย แล้วก็ธรรมาธิปไตย ดูอีกทีหนึ่งนะ แล้วก็ค่อยสรุปเอาตัวความหมายมา อธิบายกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โลกาธิปไตย เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่าเราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ ครอบงำแล้ว มีทุกข์ท่วมทับแล้ว ไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราออกบวชเป็นบรรพชิตนี้ พึงตรึก กามวิตก ก็ดี พึงตรึก พยาบาทวิตกก็ดี พึงตรึกวิหิงสาวิตกก็ดี ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่โต ในโลกสันนิวาสอันใหญ่โต ย่อมจะมีสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมองเห็นได้ แม้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิตด้วยจิต สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้สิ เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมะที่เป็นบาป อกุศลอยู่ ถึงเทวดาที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ ก็มีอยู่ เทวดาเหล่านั้น ย่อมมองเห็นได้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิตด้วยจิต เทวดาเหล่านั้น ก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซิ เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมะที่เป็นบาปอกุศลอยู่ เขาย่อมสำเหนียกว่า ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้ว จักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้ว จักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี่เรียกว่าโลกธิปไตย สรุปแล้วก็คือ คำว่าโลก คำว่าอัตตานั้นคือตัวเราเองแท้ๆนะ ที่ท่านหมายนี่ว่า ทำตนเองให้เป็นใหญ่ ตอนนี้นี่ ทำโลก คำว่าโลกนี่ ท่านก็ขยายความแล้วว่า ในโลกสันนิวาสใหญ่โตนี่นะ แล้วท่านก็บอกว่า มันก็คงจะมีละนะ ย่อมจะมีสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จักจิตคนอื่นได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมองเห็นได้แต่ แม้แต่ใกล้แต่ไกลอะไรต่างๆนานา ย่อมรู้จิตด้วยจิต สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมรู้เราดังนี้เป็นต้นนะ เพราะฉะนั้นก็มองผู้อื่น มองข้างนอก ให้ข้างนอกนี่แหละเป็นที่พึ่ง อัตตาธิปไตยนั้นนะ เรานี่แหละเป็นที่พึ่งในตัวเรา เราต้องทำตัวเราเป็นที่พึ่งของตัวเราเอง ส่วนโลกาธิปไตยนั้นนะ เอาคนอื่นเป็นที่พึ่ง คนอื่นช่วยเราได้ เอาคนอื่นช่วยเราได้ ทำคนอื่นให้เป็นใหญ่ มีศรัทธามีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา มีความเข้าไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องศึกษา มีสิ่งแวดล้อมทั้งหมดนะ มีอะไรต่ออะไร ดูว่าผู้ที่ศึกษาดีก็มี เป็นผู้ศึกษาไม่ดีก็มี ผู้ศรัทธาออกบวช แล้วก็เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมะที่เป็นบาปก็มีนะ ส่วนผู้ที่ศึกษาแล้ว มีผลดี เป็นผู้ที่บรรลุธรรม รู้แจ้ง มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตคนอื่น หรือเป็นอะไรต่ออะไรที่มันเป็นวิชา ที่สามารถพึ่งได้ ก็มีอยู่ เพราะฉะนั้น เธอทำโลกให้เป็นใหญ่ ก็หมายความว่า พยายามที่จะเอาสิ่งที่อยู่ข้างนอก สิ่งที่รอบแวดล้อม สิ่งที่เป็นส่วนข้างนอกมาเป็นผล มาเป็นสิ่งที่ทำให้เราเอง เกิดละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษได้นะ ทีนี้เรามาดูธรรมาธิปไตย ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมาธิปไตยเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ในโคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ยอมสำเหนียกว่า เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่าเราเป็นผู้อัน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาสะ ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ท่วมทับแล้ว นี่ดูเหมือนจะตกไป บอกว่าพวกเรามี มีทุกข์ท่วมทับแล้วนี่ มันก็ตัดไปเลย มันมีอีกอันหนึ่ง ก่อนจะมีทุกข์ท่วมทับแล้วนะ ในบทอันก่อน เป็นว่า เป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว แล้วค่อยๆมีทุกข์ท่วมทับ ตกไปวรรคหนึ่ง ไฉนการทำพิสูจน์แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏพระธรรมอัน พระธรรมอันผู้มี พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยการ ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้ เฉพาะตน ก็เพื่อนสพรหมจารีย์ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ มีอยู่แล ก็และการที่เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว จะพึงเป็นผู้เกียจคร้าน มัวเมาประมาทอย่างนี้ ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลยดังนี้ เธอย่อมว่า ก็ความเพียรที่เราปรารถแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้ว จักไม่ระส่ำ- ระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้ว จักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำธรรมะนั่นแล ให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมาธิปไตย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย 3 อย่างนี้แล นี่ก็รู้ธรรมะ รู้เนื้อหาของธรรมะ ธรรมะตั้งแต่หมายความว่า คำสอน รู้เนื้อหาของคำสอน แล้วก็ทำคำสอน หรือว่าพยายามให้คำสอนนี่ เกิดอำนาจ เกิดความเป็นใหญ่ขึ้นให้ได้ ทำให้มีฤทธิ์มีแรงขึ้นให้ได้ ตั้งแต่คำสอนปริยัติ เราก็พยายามเอามาปฏิบัติ ธรรมะที่ลึกซึ้งขึ้นมา จากปริยัติ หรือจากความหมายที่แค่ว่าคำสอน ธรรมะนั้นก็มาเป็นเนื้อมาเป็นสภาพ มาเป็นเนื้อเป็นตัวในสภาพ มาเป็นสิ่งที่ทรงขึ้น ทรงไว้ เป็นธรรมะที่เจริญขึ้นๆๆ เกิดทรงไว้ในตัวเรานี้ เนื้อหาของสภาวธรรมะ แค่คำสอน แค่ที่ฟังปริยัติเท่านั้นมันไม่พอ ธรรมะของพระพุทธ- เจ้านี่ เป็นปริยัติ แล้วก็เอามาปฏิบัติ จนเกิดสภาพจริง จนกระทั่งเรียนรู้ ทรงขึ้น เกิดขึ้น จนกระทั่งจบ จนกระทั่งรู้รอบ จนกระทั่งมีความเป็นจริงเกิดขึ้นในสภาวะที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เปลี่ยนแปลงไปสู่ความสมบูรณ์เป็นกุศลทั้งหมดได้ ละอกุศลทั้งมวล มีแต่กรรมที่ไม่มีโทษ สมบูรณ์ได้อย่างนั้น ทำให้มีอำนาจ ทำให้เป็นฤทธิ์ ทำให้เป็น เป็นใหญ่ขึ้นมา มุ่งเข้าไป เจาะเข้าไปหาตัวเนื้อหาสาระโดยตรงนะ สรุปแล้ว เดี๋ยวๆอ่าน คาถาอีกสุดท้ายท่านว่าอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าความลับ ไม่มีในโลกสำหรับผู้ทำบาปกรรมนะจำไว้ ท่าน ว่าอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าความลับ ไม่มีในโลกสำหรับผู้ทำบาปกรรม ดูกรบุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเอง ย่อมจะรู้ได้ แน่ะ ผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความชั่ว ซึ่งมีอยู่ในตน ท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาล ประพฤติตึงๆหย่อนๆ อันเทวดาและพระตถาคต ย่อมเห็นได้ เพราะฉะนั้นแหละ คนที่มีตนเป็นใหญ่ ควรมีสติเที่ยวไป คนที่มีโลกเป็นใหญ่ ควรมีปัญญาและเพ่งพินิจ และคนที่มีธรรมะเป็นใหญ่ ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่ธรรม มุนีผู้มีความบากบั่น อย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง อนึ่งบุคคลใดมีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบครองมัจจุ ผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้องธรรมะอันเป็นที่สิ้นชาติ บุคคลผู้เช่นนั้น ย่อมเป็นผู้รู้แจ้งโลก มีปัญญาดี เป็นมุนีผู้หมดความทะยานอยากในธรรมะทั้งปวง ท่านว่าไว้นี่ แรงนะ ดูคาถาอันท้ายนี่นะ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นสมณะเป็นพระ เป็นภิกษุผู้ที่ได้บวชแล้วนี่ ฟังธรรมะพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านี่พูด ยิ่งท่านตรัส ยิ่งสอนนี่นะ ท่านตรง แล้วมันก็ตรงๆนี่แหละ มันแรงนะ ถ้าพูดแล้วก็โดน มันก็โดนขัด โดนเกลา มีสัลเลขธรรมเสมอ หมายความว่ามีการขัดเกลา มีการตำหนิ มีนิคหะ นิคหะ มีการตำหนิ มีการข่มอยู่เยอะนะ เมื่อไหร่ๆก็ถูกข่มเรื่อยละ ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาป ดูกรบุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเอง ย่อมจะรู้ได้ ฟังแล้วก็เตือนอย่างดีเลยนะ แน่ะผู้เจริญท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย ก็เพราะเราทำเหยาะแหยะ ทำเป็น แหม เราเองไปไม่ได้หรอก เราคงได้เท่านี้ละ อะไรต่างๆนานา พวกนี้ไม่สมควรนะ เราจะต้องพากเพียร กระทำไปตามฐานะ อนึ่งท่านได้ปกปิดความชั่ว ซึ่งมีอยู่ในตน ท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาล ประพฤติตึงๆหย่อนๆ อันเทวดาและพระตถาคต ย่อมเห็นได้ เทวดาย่อมเห็นได้ ก็หมายความว่า จิตวิญญาณเทวดานี่ ก็จำให้ได้เลยว่า เทวดาหมายถึงจิตวิญญาณ ของแต่ละคนนี่แหละ ในความหมายธรรมดา จะเป็นคนอื่น ก็เป็นคนที่มีจิตวิญญาณที่เจริญ เป็นจิตวิญาณที่มีความสามารถอย่างไรๆ ก็เป็นของคนอื่น ซึ่งเราเองเราเข้าใจจิตวิญญาณของเราให้ดีแล้ว จิตวิญญาณของคนอื่นจะเป็นอย่างไร จะอยู่ที่ไหน มันก็เป็นเรื่องของเขา แต่มันก็มีลักษณะเหมือนกัน เทวดาก็คือจิตวิญญาณที่เจริญขึ้น ถ้าเทวดาปลอม สมมติเทพ ก็เป็นจิตวิญญาณที่มันเป็นอย่างโลกๆ มันเจริญก็เจริญอย่างโลก ฉลาดก็ฉลาดอย่างเฉโก หลงใหลในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู่ แล้วก็ได้ลาภมา ก็สมใจ สะสมกอบโกย เอาเปรียบเอารัด ได้มาก็เป็นหนี้เป็นสิน อยู่ในโลกๆอย่างโลกีย์ ได้มาเสพสมก็รู้สึกเป็นสุข เหมือนขึ้นสวรรค์ เป็นสุขอยู่อย่างโลกียสุข เป็นสุขัลลิกะ หมุนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ เป็นสมมติเทพ เป็นเทวดาที่รู้ๆกันทุกคน ปุถุชนรู้จักเทวดาแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เรียกว่าเทวดาอีกชนิดหนึ่ง เทวดามี 3 ชนิดนะ ที่เคยอธิบาย แล้วก็พยายามที่จะเอามาขยายความ เอามาพูดให้สู่ฟังอยู่เรื่อยๆละนะ ส่วนเทวดาที่จริงนั้น เป็นเทวดาที่รู้จักเทวดาแบบสมมติ เทวดาแบบสมมติเป็นอย่างไรๆ ก็คือจิตวิญญาณเราละ มันรสอร่อย อย่างไร มันเป็นอย่างไร รสอร่อยมันเป็นอย่างไร แบบโลกๆเสพสมสุขสมอย่างไร เข้าใจรสอร่อยนั้น อัสสาทะนั้น แล้วเราก็มาละกิเลสที่มันอยากได้อย่างนั้นๆ จะอยากได้มา สมใจในอะไรก็แล้วแต่ ตั้งแต่ข้างนอกๆเลย ตั้งแต่วัตถุ อยากได้วัตถุอย่างนั้น อยากได้อย่างนี้ อะไรต่ออะไรมาสมใจเป็นลาภ ถ้าอยากได้โดยธรรมแล้ว เราก็สร้างขึ้นทำขึ้น มันก็เป็นสัจจะ ก็เป็นเราเป็นของเราที่มีสิทธิ์ แต่เราไม่ได้ทำขึ้น ไม่ได้สร้างขึ้น ไม่ได้เป็นสิทธิ์ ไม่ได้เป็นสัจจะเลย เป็นของเรา เป็นของคนอื่นเขา ไปเอาของคนอื่นมา มันไม่ได้เรื่อง ไปเอาเปรียบเอารัดอะไรมา ไม่ได้เรื่อง มันเป็นหนี้ เป็นบาป เพราะฉะนั้นเราพยายามสร้างขึ้น สร้างแล้วก็เผื่อแผ่ แจกจ่ายเจือจานได้อีก มันก็จะได้เป็นบุญเป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดีที่เหนืออยู่จริงๆจังๆนะ เพราะฉะนั้น เอาให้ชัดๆเลยนะ เอาให้ชัดๆเอาให้จริงๆ เราเรียนรู้ลักษณะของจิตเจตสิก พวกนี้ให้ดีๆ แล้วเราก็ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟาย อะไรต่ออะไรไปให้ดี แล้วเราเกื้อกูลขึ้น ก็เป็นบุญเป็นกุศล อย่างที่เรารู้กันอยู่ อาตมาก็สอนซ้ำซ้อนอยู่มากมาย และอ่านอาการให้ชัดๆ อาการที่มัน มันเสพรสนะ อาการเสพรส นั่นแหละเป็นตัวร้าย เป็นอัสสาทะ เป็นตัวที่เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นโลกียสุขอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า มันไม่มีอะไรหรอก มันหลอก สุขัลลิกะ มันหลอก มันลวง ถ้าเผื่อว่าเราลดละมันได้จริงๆๆๆเลยนะ มันก็จะหมดสุข และทุกข์มันก็จะหมดไปด้วย เพราะว่ามันมีตัวเหตุ มันอยากมาก่อน แล้วมันมาสมใจ แล้วมันก็สุขเท่านั้นแหละในโลกนะ เพราะฉะนั้น สมมติเทพหรือเป็นเทวดาสมมติอย่างนั้นๆอยู่ เป็นสัจจะอย่างโลกๆ สมมติสัจจะอย่างนั้นนะ รู้กันทุกคน เคยเป็น เคยมี แล้วก็เสพอยู่ หลงจมอยู่อย่างนั้นมาตลอด ถ้าเรามาลดละอันนั้นได้จริงๆๆขึ้นไป ลดได้เท่าไหร่ก็เรียกว่า อุบัติ อุบัติเทพ จิตวิญญาณเจริญขึ้น เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ ความมีเทพเป็นเทพหรือจิตวิญญาณอย่างนั้นจริงนั่นแหละ เป็นผู้ที่รู้จริง มีทิพยจักษุ เป็นตาทิพย์ที่เราอ่านออก มีญาณปัญญานั่นแหละ ไอ้จักษุที่ว่านี่ ดวงตาหรือความรู้ความเห็นนี่ ปัญญาญาณนี่ก็ตาม วิชาก็ตาม อันนี้แหละความรู้เห็นความจริง อาการมันเป็นอย่างไร รู้ อ่านออกของตนของตน เรียนรู้แล้วก็มาลดเป็น ลดได้ ถูกสภาพ ลดลง จางคลายลง ตามเห็นตามรู้ จนกระทั่งมันหมด มันดับ สะอาดบริสุทธ์ ไม่มีกิเลส ไม่มีความอยากอย่างนั้นเลย ไม่มีรสอร่อยอย่างนั้นได้จริงๆเป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว เพราะฉะนั้น แต่ละเรื่อง แต่ละราว แต่ละเหตุปัจจัย ที่เราเองเราเอามาปฏิบัติพวกนี้ ถ้าจับความจับคำที่อาตมาอธิบายนี้แม่น จับแม่น แล้วเอาไปปฏิบัติประพฤติจริงๆเลยนะ อ่านพิสูจน์ไปจริงๆเลย แล้วคุณจะรู้ว่า เออ เรานี่ เกิดเป็นเทวดาแล้ว เป็นเทวดาอุบัตินะ ไม่ใช่เทวดาอย่างโลกๆ มีมากๆก็เอามาเสพสมสุขสมมากๆ ก็แสวงหาแต่เสพสมสุขสม อยู่อย่างนั้น แล้วก็ตกนรกขึ้นสวรค์วนเวียนอยู่ เป็นสังสารวัฏ ไม่รู้จบ เป็นสัตว์นรก สัตว์สวรรค์ เป็นสัตว์ เป็นเทวดาแบบสมมตินั่นแหละ แล้วก็ตกสวรรค์ ลงนรก หมุนเวียนอยู่นั่นแหละ กี่ชาติๆ เมื่อไหร่ๆเป็นอย่างนั้น ไม่มี ไม่มีจบ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เรียนรู้สภาวะที่อาตมาพยายามว่า อธิบายให้พวกเราฟังได้เข้าใจง่ายแล้วนะ สภาพมันชัดเจน แล้วนี่พวกนี้ ถ้าเผื่อว่าเราเองเราไม่ ไม่เข้าใจ อ่านไม่ออก สภาวะพวกนี้นี่ เข้าไม่ถึงหยั่งไม่ถึง แล้วก็มันไม่มีทางหรอก ปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่มีทาง แต่ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติ แล้วอ่านได้ นี่จิตมันเป็นอย่างที่ว่านี่ เห็น รู้ชัด จับสภาวะได้จริง เรียกว่าปรมัตถสัจจะ รู้รูป รู้นาม ก็คืออ่านอาการทางจิต โดยเฉพาะอาารทางจิตที่ ที่รู้ได้ ไอ้อาการของจิตที่เรารู้ได้วิเคราะห์ออกมาว่านี่มันเป็นกิเลส แล้วดับมันได้ จางคลายมันได้จริงๆ ไอ้นี่เป็นจิตวิญญาณ จิตวิญญาณนี่มันดีขึ้น มันลดจางคลายไปแล้ว จิตวิญญาณเกิดญาณ เกิดปัญญา เกิดปีติอะไร ก็แล้วแต่ หรือแม้แต่จิตของเรา ไม่ปีติแล้ว อุเบกขาแล้ว สบายดีแล้ว รู้ มีแต่ญาณ พวกนี้แหละจะเกิดความรู้ ที่เป็นตาทิพย์ที่วิเศษขึ้นเรื่อยๆ เป็นทิพยจักษุรู้จิตคนอื่น ในที่นี้ นี่แปลตามพยัญชนะ รู้จิตอื่น ที่จริง ปร นี่ จะเรียกว่าคนก็ได้ จะเรียกว่าอย่างอื่น อันอื่นก็ได้ ถ้าไปเรียกตัวตน ก็เป็นตัวตน ถ้าไม่เรียกตัวตน ก็เป็นสภาวะรู้จิตอื่น ท่านไม่ได้มีคำว่าคนหรอก ป ประ ปร นี่อย่างเก่งท่านก็ปรสัตตานัง ปรบุคคลานัง บางทีก็บอกว่าเอาเป็นคนอื่นก็ได้นะ แต่ว่าก่อนอื่นนี่ เราจะต้องรู้จักสัตว์อื่นก่อน สัตว์ที่เป็นเทวดา สัตว์ที่จะป็นโอปปาติกะ สัตตาโอปปาติกานี่แหละสำคัญ ถ้าเราสามารถรู้สัตว์อื่น ที่เป็นจิตวิญญาณว่า อย่างนี้แหละ เป็นสัตว์ สัตว์นรก สัตว์สวรรค์ สัตว์สวรรค์อย่างสมมติ อาการของจิตนี่แหละเป็นสัตว์ สัตตาโอปปาติกา เราอ่านสัตตาโอปปาติกานี่ออก ตัวนี้แหละเป็นตัวสำคัญ ถ้าผู้ใดไม่มีตาทิพย์ หรือว่า ไม่สามารถอ่านสัตตาโอปปาติกา คือการเกิด การตาย การเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณนี่ เจริญขึ้น มีกิเลสตาย มีจิตเกิด จิตไปเกิดเป็นเทวดา ถ้าอ่านอันนี้ไม่รู้ เห็นอันนี้ไม่ได้จริงๆนะ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ถึงขั้นมรรคผลหรอก จะถึงขั้นมรรคผลจะต้องอ่านอันนี้ออกจริงๆ คำว่าปรสัตตานัง สัตว์อื่นน่ะ สัตว์ที่เป็นอีกอย่างหนึ่ง สัตว์อย่างโลกีย์มีสุขมีทุกข์มีนรกมีสวรรค์ แบบสมมติสัจจะ แบบสมมติเทพ เราวิเคราะห์ออกว่าต่างกัน เปลี่ยนจากการเป็นสมมติเทพ เป็นเทวดาที่เสพสุข แล้วก็ตกสวรรค์ ลงนรกตรงนั้นได้ จนกระทั่งไม่ต้องขึ้นสวรรค์ไม่ต้องลงนรก ไม่ต้องอยากอีก ไม่ต้องตกนรกอีก แล้วก็ไม่ได้เสพรสอะไรอีก ได้จริงๆๆนั่นแหละ คุณจะเห็นชัด ความจริงว่า อันนี้แหละเป็นการเกิดใหม่ เป็นอุบัติเทพ ถ้าทำได้สะอาดก็เป็นวิสุทธิเทพ ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว จะเป็นการเกิด จนกระทั่งคุณจะรู้มีญาณ อ่านวิมุติญาณทัสสนะ เมื่อมันลดจางคลายแล้ว มันก็รู้รสของความจางคลาย เรียกว่า ธรรมรส จนถึงวิมุติรส เออ รสนี้หมดแล้วนะ หลุดพ้นแล้วไม่มีเหลือเชื้ออร่อย ไม่มีอัสสาทะ ไม่มีอะไร มันเป็นรสสงบ มันเป็นรสที่ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วไม่สุขไม่ทุกข์นั่นนะ คุณจะบอกตัวเองเลยว่า เออ แล้วรสอย่างนี้แหละ อย่างนี้เรียกว่าวิมุติรส เรียกว่าเป็นรสนิพพานเชียวนะ คุณจะเอาไหม รสอย่างนั้นคุณจะเอาไหมละ อ่านรสอย่างนั้นให้ออกนะ นี่ลักษณะอย่างนี้แหละ เป็นลักษณะที่เราจะต้องเข้าถึงให้ได้นะ เป็นผู้ที่ นี่ท่านอธิบาย พวกนี้มันเป็นคำย่อๆ อาตมาอธิบายในเรื่องวิชา ในเรื่องวิชา 9 ประการ ตั้งแต่ฌาณ ตั้งแต่วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี รู้อะไรต่ออะไรเป็นวิชา พวกนี้มาอธิบายมามากแล้ว ก็เป็นลักษณะที่มีตาทิพย์ มีญาณมีวิชาที่เข้าไปเห็น เข้าไปรู้ เข้าไปสามารถอย่างนั้นจริงๆ ผู้ใดเห็นด้วยตนรู้ด้วยตน ผู้ใดอ่านกิเลสตัวเองออก ผู้นั้นนะเกิดตาทิพย์ แล้วอ่านออกชัดๆ ดู รู้ อ๋อ อาการ อย่างนี้ แล้วยิ่งสามารถ ทำให้กิเลส อาการของกิเลสเหล่านั้น มันลดจางคลาย มันหน่ายมันคลาย มันมีบทบาทน้อยลงๆน้อยลงได้ นั่นแหละยิ่งมีความสามารถ ยิ่งกำลังเจริญ แล้วทำไปเรื่อยๆ ทำจริงๆ ทำเสมอๆ เหตุปัจจัย ยิ่งเราเองจะกล้าแข็ง ยิ่งได้เกิดเป็นเทวดาที่จริงแล้วนี่นะ ยิ่งจะอยู่กับโลกนี่ สบาย แล้วเราก็ยิ่งจะสัมผัส มีอินทรีย์ มีพละ มีกำลัง มีความแข็งแรง ยิ่งสัมผัสได้ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้าที่สูงขึ้น โสดา สกิทา อนาคา ขึ้นไปเรื่อยๆนี่ ยิ่งอยู่ในโลก ยิ่งเข้าไปสู่โลก ยิ่งมีอินทรีย์พละแข็ง ก็ยิ่งอยู่ รู้เท่าทัน มีตาที่เกิดญาณปัญญา รู้เท่าทันได้เก่งขึ้น เข้าใจต่อสัมผัส เข้าใจต่อที่มันเกี่ยวข้องกับเรานี่ เราสัมผัสกับมันนี่ มันจะก่อให้เราเกิดอาการโลภโกรธหลง หรือว่านี่ท่านร่ายให้ฟังว่า เราจะเกิดอาการเป็นกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก ในสังกัปปะก็มีหลัก 3 เท่านั้นแหละ เบียดเบียนนี่ เบียดเบียนตนด้วย ถีนังมิทธัง เบียดเบียนตนด้วยอุทธัจจกุกกุจจะ เบียดเบียนตนด้วยถีนมิทธะ เบียดเบียนตนด้วยอุทธัจจะกุกกุจจะ หรือเบียดเบียนตนโดยที่ตนเองยังเหลือส่วนอะไรอยู่ ยังไม่ชัดไม่เจน ยังสงสัย ยังข้องใจ ยังไม่จบสนิท ยังไม่เกิดญาณหยั่งรู้รอบ แจ้งรอบ สมบูรณ์สุด ยังมีวิจิกิจฉาอยู่ นิวรณ์ 5 เท่านั้นละ ละเอียดลออ ในสังกัปปะนี่ก็อย่างนั้นละ กามกับพยาบาท ก็เป็นต้นรากต้นเค้าหยาบๆ ลึกเข้าไปก็เหลือถีนัง กับอุทธัจจะนะ เพราะฉะนั้นถีนมิทธะ มันก็คือสภาพที่เราไปหยิบ ติดยึดเป็นอัตตา เหลือภพ เหลือชาติ เหลือส่วนเหลือ ยังเป็นแค่รูปราคะ อรูปราคะก็ตาม หรือยังแถมสร้างให้ตัวเองติดยึดเป็นอัตตามานะ อะไรขึ้นไปอีก ยังติดยังถือเป็นก้อนเป็น กอง เป็นตัวภพตัวชาติอยู่ในจิต หรือแม้แต่อุทธัจจะสิ่งที่มันตีแตกแล้ว แล้วมันก็เป็นลักษณะอาการที่ยังเหลือส่วน เหลือกระเส็นกระเด็น หรือว่ายังเหลือพริ้วๆพรายๆ ยังเหลืออาการที่มันยังเป็นรส ที่เราเองยังมีภพมีชาติ ที่เราเองยังติดยังยึด ว่าเป็นของเราอะไรอยู่อย่างละเอียดลออ ก็คือการยังเบียดเบียนตน ยังเกิดทำให้ตนเองนี่ติดยึดอยู่ ยังมีสภาพอะไรต่ออะไรอยู่ มันยังมีเหลืออยู่นะ มันไม่ใช่ว่ามันหมดไป มันยังมีความรื่นรมย์ ยังมีสภาพของหะสะ จนเป็นหาสะ นี่แปลว่ารื่นรมย์ หาสะนี่เป็นความรื่นรมย์ เป็นรสชาติ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดยังติดความรื่นรมย์ ติดอะไรต่ออะไร มันยังรู้สึกยินดีปรีดา ที่เสพอะไรมากๆนี่เรียกว่าหาสะ หะสะ หิงสา หะสะ หิงสะนี่มาจากรากศัพท์ตัวหะ อาตมาวิเคราะห์พวกนี้แล้ว พวกเปรียญธรรม เขาก็คันหัวใจ มา มาจากรากศัพท์ หะ นี่ ตัว ห นี่ คหบดีนี่ ผู้ที่ประกอบไปด้วยคหะ ความเป็น หะ นี่ มันเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องของมนุษย์ในโลก หรือสัตวโลก คหะเป็นคหะ เป็นคนโลกๆไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ตัว ตัวความหมายสภาวะพวกนี้ชัดๆ แล้วก็จนกระทั่ง เราไม่เป็นแล้ว คหะในโลก แล้วเราก็ไม่หลงใหลในสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งเรารู้จัก เราอาศัยได้นะ อาศัย แต่ว่าเราเอง เราไม่ได้หลงใหลจริงๆ ไม่ได้เห็นว่าเป็นเราเป็นของเราจริงๆ แต่ว่าถ้าเราจะอยู่ เราจะมีชีวิตอยู่ เราก็อยู่อย่างเบิกบานร่าเริง อยู่อย่างเข้าใจว่า อันนี้เป็นเครื่องอาศัยที่ดี เป็นเครื่องอาศัยที่ไม่ ไม่มีทุกข์ร้อนอะไร แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราที่แท้จริง ที่เราจะหลงพึ่งมันเป็นนิรันดร์ พึ่งมันเป็น ทั้งๆที่มันเที่ยงนะ เราทำให้มันแข็งแรงนี่ มันจะเที่ยง ทำให้มันเบิกบานร่าเริงได้ อย่างแข็งแรง เรารู้เท่าทัน ปีติ ที่จะเป็นอุปกิเลสซ้อนๆๆ เราก็รู้ทัน แล้วเราก็ละได้จางได้ อาศัยเท่าที่เราจะอาศัยเท่านั้น หรือจะปรุงขึ้นมา เราก็ไม่ได้ดูดดื่ม ปรุงขึ้นมาให้เป็นรสเป็นชาติอะไรก็ได้ แต่ว่าเราก็ไม่ดูดดื่ม รสชาติตามที่เรารู้ด้วยสัญญาด้วยการกำหนดรู้ เท่าที่จำได้ เราก็กำหนดขึ้นมา ปรุงขึ้นมาด้วย เป็นวิสังขาร ปรุงขึ้นมาอย่างยิ่ง เราจะทดสอบตัวเราได้ พระพุทธเจ้าถึงได้บอกว่า ท่านได้ปกปิดความชั่วซึ่งมีอยู่ในตน ท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาลนะ หรือว่าท่านสามารถที่จะทำความดีได้ หรือว่าท่านเอง ท่านไม่มีชื่อ ขึ้นชื่อว่า ความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรมนะ จริงเท็จ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเอง ย่อมจะรู้ได้ เราจะรู้ได้นะ ตรวจสอบ ทำไป อ่านตัวเราเอง อ่านจิตอ่านใจ อ่านไปเรื่อยๆ มันจะเกิดญาณ ถ้าเผื่อเราสร้าง สร้างให้จิตใจของเรานี่มันเป็นญาณที่แหลมคม เป็นญาณที่มีอำนาจ เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ แล้วปฏิบัติกันจริงๆ มันจะเกิดสภาพ เกิดสภาพขึ้น เราก็จะอ่านความจริงเหล่านั้นออก มีความแตกต่างกัน อาการลิงคะนิมิตนี่ เราจะจับอาการเหล่านี้ เราเปรียบ- เทียบไป วินิจฉัยไป มันจะมีอาการที่ต่างกัน เราจะค่อยๆรู้ อย่างหยาบ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive