350810 คนไม่มีอัตตาต้องตัณหาจัด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350810 คนไม่มีอัตตาต้องตัณหาจัด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
คนไม่มีอัตตาต้องตัณหาจัด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เรามาฟังธรรมะต่อ อาตมาได้กล่าวเมื่อวานนี้ ได้กล่าวทบทวนให้เราได้ลองรู้สึกเข้าใจ รู้สึกแล้วก็เข้าใจตามที่สภาพมันเป็นว่าพวกเรานี่มีชีวิตอยู่อย่างมีระบบ มีชีวิตอยู่อย่างมีกิจวัตร หรือมีความเป็นอยู่ที่อาตมาว่ามันเป็นคนที่เจริญนะ เป็นคนที่มีกำไร คือวันๆตื่นเช้าขึ้นมาก็มีเวลา มีเวลาแล้ว ก็พากันมากกระทำตามที่เราทำนี่ เป็นกิจวัตร ไม่ใช่เรื่องทำจรๆ แต่ว่าทำกันไป เพราะว่าเราทำมาตั้งหลายสิบปีแล้ว เป็นสิบๆปี มายี่สิบปี เราก็ทำมา แล้วก็จะทำต่อไป ตื่นเช้ามาก็ได้ฟัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดาน่ะ เป็นเรื่องที่เป็นธรรมะ แล้วเราก็ได้พูดกัน มีเรื่องมีราว ที่จะก่อให้เกิดการเจริญ เจริญทางปัญญา เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับฟังเป็นความรู้ เป็นสุตะ อย่างน้อยก็เป็นสุตะ เป็นพหุสุตะเป็นความรู้ที่รู้รอบ พร้อมกันนั้น เราก็ได้ฝึกปรือ ฝึกปรืออินทรีย์พละ ฝึกปรือในการที่จะเป็นผู้ตื่น เป็นผู้ที่อดทน ตื่นด้วย อดทนด้วย เป็นผู้ที่ทรงวินัยอยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัย อยู่ในรูปแบบ อยู่ในระบบ พวกเรานี่ วินัยดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี เพราะพวกเรารู้จักมีปฏิภาณ ในการมานั่ง มายืน มาเดิน มานอน หรือว่ามีความเป็นอยู่ที่จะเป็นอย่างไร มันมีระเบียบ มันมีระบบอยู่ในตัวของมันเอง แม้มันจะไม่แข็งแรงเหมือนกับทหารเข้าแถว เป็นระเบียบแบบทหารที่จะต้องสั่งการ จะต้องได้อะไรตามไอ้นั่นเปี๊ยะๆๆๆเลย แต่มันก็มีรูปรอยที่ไม่ซัดส่าย วุ่นวาย เละเทะ ถึงเวลาก็รู้เวลาว่าเวลานี้ควรทำอะไร ควรทำอย่างไร เวลานี้ควรเงียบ ควรพูด เวลานี้ควรนั่ง เวลานี้ควรใส่ใจอย่างไร อะไรต่างๆ พ
อ่านต่อ
วกนี้ มันเป็นบทฝึกหัด ที่ได้รับการอบรมฝึกฝน สั่งสม เราก็ทำกันไปเรื่อยๆ แต่ละวันๆๆๆ เราก็ทำไป นอกจากจะมีการได้มาฟังธรรม ได้ฟังสิ่งที่ดี เป็นภาคพหุสุตะหรือปริยัติ แล้วก็ได้มาปฏิบัติพร้อมกันไปในตัว อย่างที่กล่าวแล้ว แล้วเราก็ถึงเวลานั้น เวลานี้เราก็เป็นอะไร เป็นระบบ เป็นรูปเรื่อง รูปแบบแผนอะไร ที่อื่นเขาก็มีกิจวัตร มีระบบ แต่ว่าอาตมาว่า ระบบกิจวัตรของเขาต่างๆน่ะ มันจะครบปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธหรือไม่ อาตมาว่ามันไม่ครบน่ะ แต่อย่างของเรานี่มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มีสภาพที่มันสมบูรณ์ มีสภาพที่ เป็นภาคปฏิบัติของพระพุทธเจ้า เป็นภาคการศึกษาไตรสิกขา โดยเฉพาะมีไตรสิกขา เป็นการศึกษาสมบูรณ์แบบ เป็นการศึกษาที่สูงสุด ไตรสิกขาของพระพุทธเจ้านี่ทั้งหมด ในภาคปฏิบัติ ภาคศึกษาทั้งหมดของพระพุทธเจ้า นี่เรียกว่า "ไตรสิกขา" เป็นการศึกษา 3 มีการเรียน ถ้าจะว่าไปแล้ว "ศีล" ก็คือการเรียน แล้วก็ไม่ใช่ศีลเฉพาะเรียนแต่ตัวความหมาย ตัวภาษา ตัวอะไรเท่านั้น แล้วก็การปฏิบัติสมาธิ แล้วก็เกิดญาณ เกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้ง รู้ธรรมดาตั้งแต่รู้สุตมยปัญญา มาเป็นจินตามยปัญญา จนกระทั่งถึงภาวนามยปัญญา เกิดปัญญา เกิดญาณ เกิดการรู้ รู้ตั้งแต่รู้ แค่รู้จักฟัง รู้จนกระทั่งเข้าไปทบทวนตรวจสอบ คำนวณเหตุผล วินิจฉัยอะไรต่างๆนานา ที่จะพิจารณาวินิจฉัยหมด จินตา- มยปัญญา จนกระทั่งถึงขั้นปฏิบัติ แล้วก็สอดส่อง เห็นด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น การรู้จึงมีการรู้หลายชั้น เห็นความจริงตามความเป็นจริง ตั้งแต่รูปธรรม จนกระทั่งถึงนามธรรม อ่าน พยายามบอกแนะกันไปหมด ให้ตรวจ ให้อ่าน ให้เห็นจริง ให้รู้อารมณ์ อาการ ถึงกิเลสสิ่งเลวร้าย ก็กิเลสนี่เป็นสิ่งเลวร้าย อันนี้แหละเป็นตัวสำคัญที่สุด ในมนุษย์ทั้งมวลในโลกนี่ เกิดมาเป็นมนุษย์ ส่วนสัตว์น่ะไม่รู้เรื่องล่ะ หรือแม้แต่คนก็ตามเถอะ เกิดมาเป็นคนนี่ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีไหวพริบ ไม่มีปฏิภาณ เป็นอเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่เขาไม่รู้เรื่อง รู้ราวอะไร เขาก็ไม่ๆๆ ไม่ได้นึก ไม่ได้คิด คนธรรมดาสามัญในโลก แม้ไม่ได้มาฟังธรรมนี่ คนที่มีปฏิภาณ มีภูมิธรรมบ้าง เขาก็ตรอง ก็ตรวจนะ ถึงอารมณ์ ถึงสิ่งที่เกิดทางจิต อารมณ์ไม่ดี อารมณ์โกรธ อารมณ์โลภ อารมณ์อะไรที่มันไม่ค่อยเข้าเรื่องเข้าราวที่เขารู้ตามประสานะนา ตามที่เขาจะมีปฏิภาณรู้เอง หรือมีการได้ศึกษาได้ฟังมา อะไรก็รู้บ้าง เอ้อ จิตใจเราอาฆาตมาดร้าย มันไม่ดี เราลดเลิกเถิด อย่าโลภโมโทสันเอาเปรียบเอารัดอะไรมากไม่ดี จนกระทั่งทุจริต ฉ้อโกงอะไร ไม่ดี ลดเถิด เลิกเถิดนะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เขาก็อาจจะรู้โดยปฏิภาณนะ โดยสามัญสำนึก ก็พอเข้าใจมันเป็นความไม่ดี เขาก็สังวร เขาก็หาวิธีที่จะลด จะเลิก จะปล่อย จะวางไม่ทำบ้าง ยับยั้งบ้าง ไม่ให้มันดำเนินต่อไป อะไรอย่างนี้ ก็มีบ้าง แต่ไม่ลึกซึ้งหรอก เพราะว่ามันมีนัยที่เราเรียนกันมานี่ เราจะรู้ว่ามันมีนัยลึกซึ้ง ซับซ้อนมากมายเหลือเกิน คนที่เรียนแล้วจะรู้ว่า คนที่ไม่เรียนนี่ มันไม่ได้รู้ได้อะไรขนาดไหนหรอก เพราะว่าเราเรียนรู้ เรายังรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันเป็นเรื่องยาก ขนาดรู้ด้วยความหมาย ด้วยความเข้าใจเป็นปริยัตินี่ ไม่ใช่น้อยๆแล้ว แล้วยังจะไปรู้ความจริงอีก โอ้โฮ อาการ ลิงค นิมิต ของมัน สภาวะของมัน ที่เราจะต้องไปรู้ไปเข้าใจ ไปจับ อาการนั้นๆให้ได้ แล้วเราก็ต้องพากเพียรปฏิบัติอบรมฝึกฝนตนจะลดมัน จางคลายมัน ทำให้มันเกิดอาการที่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ขจัดออก ปรับเปลี่ยน จัดการให้มันเปลี่ยน ไอ้สิ่งที่ไม่ดีไม่งามออกไป อาการที่ไม่ดีให้มันหยุด ให้เหลือแต่อาการที่ดีๆ ไว้เป็นจิตวิญญาณที่ประเสริฐ เป็นจิตวิญญาณอริยะ เป็นจิตวิญญาณที่ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน แล้วก็มีคุณค่า มีประโยชน์จริงๆ มีบุญ เป็นคนที่เจริญจริงๆ เป็นคนมีคุณค่ามีบุญจริง สิ่งใดที่มันต้าน มันแย้ง มันทำให้ตัวเองเอามาบำเรอตน เอามาเห็นแก่ตัวแก่ตน เป็นของตัวของตนอะไรอยู่ ก็ฝึกจริงๆ เรียนจริงๆ แม้แต่คนที่เขาเรียนทางจิต เขาศึกษาถึงสภาพนามธรรมนี้ด้วย มีที่ศึกษา ก็เยอะเหมือนกัน เราก็ยังรับรู้ว่า เออ เขาก็เรียน แต่เรียนอย่างที่เขาเรียน ซึ่งเห็นว่ามีความแตกต่าง เขาเรียนอย่างที่เขาเรียน เราก็เรียนอย่างของเราเรียน ซึ่งมันแตกต่าง มันมีความละเอียดลออ ชัดเจนอะไรต่างกัน มีแนวศึกษาทางจิตก็ต่างกันอีก ได้ผลออกมาก็ต่างกัน เขาก็ว่าเขาจะลดกิเลส ลดตัวร้ายนี่เหมือนกัน แต่มันลด มันเหมือนกันไหม? จริงไหม แล้วมันเกิดการเป็นชีวิตที่จะดำเนินไป ชีวิตที่จะเป็นอยู่ เขาทำอย่างไรกับจิตกับใจ พยายามที่จะให้เกิดการเจริญที่เขาคิด เขาก็เจริญของเขาแบบลดอย่างแบบข่ม กด สะกดจิต จิตมันไม่เกิดสิ่งรอบ ไม่เกิดสิ่งรู้รอบ แล้วก็ไม่ได้วิเคราะห์วิจัยให้ละเอียดออกไปได้ว่า เราเลือกเฟ้นแยกแยะ ออกมาว่านี่เป็นอาการของกิเลสอย่างนี้เป็นกิเลส อย่างนี้เป็นอาการของจิต ซึ่งจิตกับกิเลสนี่ มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่อันหนึ่ง มันโง่ อีกอันหนึ่ง มันฉลาด อีกอันหนึ่ง เป็นอวิชชา อีกอันหนึ่งเป็นวิชชา มันตัวเดียวกัน อาศัยอันเดียวกันนั่นแหละ แต่เสร็จแล้ว ปนกันไปปนกันมา โดยที่เรียกว่า แยกไม่ออก วิเคราะห์ไม่ออก จัดแจงทำลายส่วนที่ควรทำลายไม่ออก เพราะฉะนั้น เมื่อแยกวิเคราะห์ตัวจิตกับกิเลสนี้ไม่ออกแล้วนี่ มันก็จะทำลาย ก็ทำลายไปหมดทั้งจิต ทำลายไปหมดทั้งจิต มันไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันปนกัน มันเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนจะเป็นกันเองอย่างเดียวกันเองเลย แล้วมันก็ครอบครองชีวิตมานาน เป็นความเข้าใจผิด เป็นความโง่ เป็นความไม่รู้ตัว เป็นความไม่รู้เรื่อง พอเวลาจะจัดการก็จัดการไปด้วยกันหมดเลย จะดับ จะฆ่า จะลด จะไม่ให้มันเกิดบทบาท ไม่ให้มันมีฤทธิ์ มีแรงอะไรขึ้นมาในชีวิต ก็ทำรวมกันไปหมดเลย อันนี้แหละ เป็นนัยที่ลึกซึ้ง อันนี้แหละเป็นตัวที่สำคัญที่จะต้องรู้ชัดเจนเลย ของพระ- พุทธเจ้านี่วิเคราะห์แยก มาทำการสังเคราะห์ หรือทำการวิเคราะห์ ทำการแยกตัวกิเลสกับจิตนี้ออกได้ มันเป็นอาการเดียวกัน กิเลสมันก็เป็นอาการของจิต จิตแท้ๆมันก็เป็นอาการของจิตหลักแต่ว่าไอ้ตัวที่มันเป็นกิเลสน่ะ มันเป็นอาการเลว เป็นอาการที่มันไม่พาเจริญ ซึ่งคนอาศัยมันมานาน อาศัยมาอย่างเดรัจฉาน อาศัยมาอย่างสัตว์ อาศัยมาอย่างตั้งแต่เหมือนกับอาศัยมาก่อนเก่าเลย แต่มันไม่มีความรู้หรอก ว่าจิตกับกิเลสนั่นมันมาด้วยกัน อวิชชาที่มันมาด้วยกันกับจิต มันมาตั้งแต่เบื้องต่ำ มันมาตั้งแต่การเกิด ตั้งแต่สัตว์ชั้นต่ำ จนกระทั่ง กว่าจะมาวิเคราะห์ออกจริงๆ เมื่อเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ชั้นสูง วิเคราะห์ออก แยกออก จนกระทั่งทำลายสิ่งนั้นได้อย่างจริงจัง เราจึงจะได้พิสูจน์ว่า อ๋อ จิตที่ได้ชำระ ไอ้เจ้ากิเลสอาการที่ไม่ดี ไม่งามพวกนี้ ออกไปอย่างถูกทาง มีทั้งญาณปัญญาที่เข้าใจมุมเหลี่ยมของการเจริญอย่างที่เราก็เรียนมาแล้ว มันทวนกระแสกัน มันเข้าใจคนละเรื่อง คนละอย่างกันนะว่า ไอ้สิ่งดีนี่ มันดีอย่างนี้ ดีอย่างโลกุตระนี่ มันคนละเรื่องกันเลยกับคนโลกๆ แล้วคนโลกๆ อย่างที่รู้อย่างนั้น เราก็เคยเป็นมา เป็นมากันทุกคนนั่นแหละ ผ่านมาก่อนทั้งนั้นแหละ อย่างอวิชชาอย่างโลกๆ แล้วพอเรามาเป็นโลกุตระมาวิเคราะห์วิจัย จัดแจงเปลี่ยนแปลงมัน ฆ่ามัน ดับมันสูญไป มันถึงเห็นความเจริญที่เป็นบุญชัดๆ สอดคล้องกันไปในทิศทางเดียวกันจริงๆเลยว่า อ้อ บุญจริงๆ มันเป็นอย่างนี้ ชีวิตที่ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องวนเวียนต่อไปอีก ไม่รู้จักจบ เป็นสังสารวัฏ เพราะว่าไม่เคยตื่น ไม่เคยเกิดปัญญาญาณ ไม่เคยเกิดรู้ชัดรู้เจน ที่อาตมากำลังพูดนี่ อาตมาไม่แน่ใจหรอกน่ะ ว่าพวกเรานี่จะรู้ชัด รู้เจนไปหมดแล้วทุกคน ว่า ไอ้สังสารวัฏนี่น่าเบื่อหน่ายจริงๆ ทั้งสังสารวัฏวนเวียนเกิดแล้ว ก็มามีสุขมีทุกข์ มีสุขมีทุกข์จริงๆ นี่ เป็นนิพพิทาญาณ เป็นญาณที่มัน เอ้อ มันน่าเบื่อจริงๆ ชีวิตอย่างนั้น แต่ในความน่าเบื่อมันนะ มันไม่ได้รังเกียจความเป็นอยู่ มันก็ไม่รังเกียจชีวิตที่ตั้งอยู่ วนเวียนอยู่ มันน่าเบื่อ แล้วเราก็รู้ว่าไอ้สิ่งที่น่าเบื่อ เหตุที่ให้มันเกิดวนเวียน ก็คือกิเลสตัณหาตัวที่เราไม่รู้ แล้วเรา ก็ฆ่ามันไม่ได้ มันก็พาให้วนเวียน พาให้เกิดสังสารวัฏอยู่นั้นน่ะ เราทดสอบตั้งแต่เราไปวนเวียน เราไปติดอะไรล่ะ ติดอะไร เราก็เวียนไปหาไอ้นั่นอยู่นั่นแหละ เราติดเหล้า เราก็เวียนไปหาร้านเหล้า ติดสนุก ติดอร่อย ติดลิเก ก็ต้องเวียนไปหาลิเกอย่างนี้ เป็นต้น ยกตัวอย่างหยาบๆ ง่ายๆหน่อย ติดอะไรก็เวียนอยู่นั่น วนเวียนอยู่นั่นแหละ หามาไว้ใกล้ตัว ก็ตาม ก็วนเวียนไปเสพมัน วนเวียนไปขึ้นสวรรค์ แล้วก็พอหายไป ประเดี๋ยวก็อยากใหม่ ก็ลงนรก เป็นสังสารวัฏที่เราเข้าใจสังสารวัฏชัดเจน ไม่ต้องเอาถึงขนาดว่าเราตาย ตายไปแล้วก็คงเวียนมาเกิดใหม่ ไอ้นั่นมันไกลไป นั่นมันไม่ใช่ภาคปฏิบัติที่เราจะไปทำได้สำเร็จหรอกอย่างนั้นน่ะ ทำที่ตัวจิตวิญญาณที่ตัวเหตุตัวนี้ เสร็จแล้ว ไอ้ที่จะไปตายแล้ว ก็ไปวนเวียนเกิดอะไรไปอีก นั่นน่ะ มันเป็นเรื่องสุดท้าย มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตาม เมื่อเราทำที่ตัวจิต ดับเหตุที่จะวนเวียนได้ไปอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ได้เป็นขั้นๆๆๆ ไปจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นลำดับๆไปจริงๆ เข้าใจกามตัณหาชัดเจน คืออย่างนี้ ตัณหา 3 นี่ กามตัณหา ก็คือตัณหาที่มากระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบแล้วก็ไปเกิดแรง เข้าไปจนกระทั่งในภพ ในจิตในใจ พอในจิตในใจแล้วมันเป็นตัวที่ตรง เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสตรงๆ แล้วก็เกิดติดใจอยากใคร่ เอร็ดอร่อย เป็นอัสสาทะโลกๆ เป็นรสนิยมโลกๆ อยู่ เราก็รู้ชัดรู้เจน ว่ามันหยาบ มันเป็นเรื่องต้น มันเป็นเรื่องแรก แม้มันจะอ่อนไป จะเหลือรูปราคะ อรูปราคะ ในจิตมันเป็นวิภวตัณหา มันเป็นตัณหา เป็นรสในภพเสพอยู่ข้างใน หรือไม่ก็แม้แต่นึกคิดเอาเอง ไม่ต้องมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรอก เป็นเมถุนสังโยคอย่างลึกๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่ชั้นหนึ่ง ชั้นสอง เมถุนสังโยค ก็เคยอธิบายสู่ฟัง จนกระทั่งเราลดละได้ จะถึงขนาดสัมผัสกันต้องแตะต้อง ต้องนวด ต้องฟั่น หรือว่าจะต้องกระทบทางหู หรือว่ากระทบทางตาอะไรไปเรื่อยๆ เป็นเมถุนสังโยคไปละเอียดๆ เข้าไปอีก เราลดได้ก็ตาม ไม่ต้องอาศัย หู ตา จมูก อะไรเป็นเมถุนสังโยคในระดับที่ 5 นึกคิดเอาเองอยู่ในใจ ปั้นเสพเองเป็นภวตัณหาแท้ เป็นภวะ เป็นภพอยู่ เราก็รู้ละเอียดลออเข้าไปอ่านออกลดละจางคลายไปได้อีก ปรับไปได้ชีวิตมีชีวิตอยู่ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดศึกษาตามทางของพระพุทธเจ้าแล้วน่ะ ลดกามได้ ตั้งแต่มันแรง เราไปแตะต้อง ไปใกล้มันไม่ได้หรอก ไปใกล้มันแล้ว มันกินตัวเรา มันแรงน่ะ กินตัวเรามีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางข้างนอกนี่ เป็นตัวตน เป็นบุคคล เป็นวัตถุรูป เป็นข้าวของ ถ้ามีแล้ว มันอดไม่ได้ ใกล้ไม่ได้ จิตอ่อนเหลือเกิน เราก็พรากมัน ห่างมันเสียก่อน ห่างมันนานๆ พิจารณามัน จนกระทั่งลดละจางคลายมาได้พอสมควร จนกระทั่งเข้าไปใกล้ได้บ้าง กระทบสัมผัสได้บ้าง มันต้องปฏิบัติอย่างนี้แหละ สัมผัสแตะต้อง เข้าไปสัมผัสแตะต้อง แม้แต่อ่อนๆ แล้วมันก็จะแก่ไปตามธรรมชาติเอง จนกระทั่งแน่ใจจะรู้เลยว่า เราอยู่กับมันลักษณะอยู่เหนือมันนี่ ไม่ใช่ว่าห่างไปเลย แล้วก็หายไปเลยแล้วก็สะกดจิตไป ไม่ได้มีบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่ามันมีสภาพเล็กน้อยอะไรอย่างไรๆมันเหลือในภพ ในภพมันเหลือขนาดไหน ถ้าไม่มีสิ่งที่มากระทบ กระตุ้นจริงๆนี่นะ มันลืมหรือว่ามันกดข่ม นี่มีภาวะหรือมีสภาพอย่างฤๅษี กดข่มไปจริงๆ มันไม่ขึ้นมาง่ายหรอกในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี ร้อยปีนี่ โฮ กดข่มไว้ได้ เพราะฉะนั้น ในสภาพของวิภวตัณหา ที่เป็นตัณหาลึกซึ้ง เป็นตัณหาที่ซ้อนอยู่นี่ มันก็เท่ากับเราเรียนรู้กามตัณหา กับภวตัณหาอีก วิภวตัณหานี่ มันซ้อนเชิงกลับไปกลับมา กลับไปกลับมา เป็นปฏินิสสัคคะ เป็นการทวนไปทวนมา คือเรามีไม่มีเสียก่อน พรากห่างมันเสียก่อน แล้วก็มามี มีแล้วก็ไม่มี ไม่มีแล้วก็มามี มีก็ไม่มี ในความเป็นวิภวตัณหา ยังมีความมุ่งหมายอุดมการณ์ คำว่า "ตัณหา" เป็นความอยากใคร่ ท่านเรียกว่า เอาตัณหาล้างตัณหา ก็เอาวิภวตัณหานี่แหละล้าง พอเราเรียนรู้กามตัณหา เราก็เรียนรู้ภวตัณหา เรียนรู้ตัณหาหยาบข้างนอก แล้วเราก็เรียนรู้ตัณหาข้างใน พอเหลือตัณหาข้างในแล้ว เราก็จะต้องมีบทปฏิบัติว่า เมื่อเรามีความแข็งแรง มีความเจริญจริง เราเจริญจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้น เราก็มาอยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งตัณหานี่แหละ แล้วก็ไอ้ที่หยาบๆ คายๆ ที่รูปหยาบ เราจะรู้เองว่า โอ้ย เราไม่เอาละ ไปปรุงไปแต่งอย่างนี้ ไปสัมผัสแตะต้องแล้ว เห็นแล้ว ผ่านอยู่ แล้วเราก็จะไปคลุกคลีสังเคราะห์ ให้มันมาปรุงมาแต่งมาสังขารอีก เกิดใหม่อีก ถ้าเผื่อว่า ภวตัณหา หรือว่ากิเลสของเราลดละลงไป เกิดญาณปัญญารู้แล้วว่า ไอ้หยาบๆ อย่างนี้เราเบื่อหน่าย จริงๆเราเห็นเลยว่า สังสารวัฏที่ยุ่งยากหนัก มันเป็นภาระ มันวุ่นวาย ถ้านิพพิทาญาณเกิดจริงๆ แล้ว มากระทบสัมผัสอีก เราก็จะไม่ๆๆลงไปสู่ภาวะหยาบอีกหรอก ไม่เอาหรอก เราไม่เอาหรอกเลิกละมาได้เราก็รู้สึกว่าว่าง ว่าง่าย สบาย ในปัญญาญาณที่รู้จักธรรมรส วิมุติรส รสที่มันเป็นธรรมะ รสที่มันเป็นสภาพที่เปรียบเทียบกันแล้ว ก็ว่าเป็นโลกียรสนั่นแหละ มันสู้ธรรมรสไม่ได้ มันสู้วิมุติรสไม่ได้ ธรรมรสก็เป็นไปด้วยความจางคลาย เลิกละมานี่ เป็นรสว่าง เบา ง่าย สบาย เป็นรสที่เลิศกว่าจริงๆ ธรรมรสนี่ มันเลิศกว่าโลกียรสแน่นอน คุณจะเห็นด้วยญาณ ด้วยปัญญาเอง เพราะฉะนั้น มันชัดเจน มันเป็นการเห็นแจ้งด้วยญาณ มันเกิดญาณปัญญาจริงๆญาณปัญญามันไม่หลอกคนหรอกแล้วก็ไปทิศทางเดียวกัน ก็เป็นทิศทางเดียวของพระพุทธเจ้าสอน มันจริงอย่างนั้น เราก็เข้าใจ อาตมาพูดก็จะแนะแนว แนะหรือว่าโน้มน้อมทางนี้ แล้วคุณเห็นตรงอย่างนี้ไหมเล่า มันเกิดความเห็นจริง ตรงว่า เออ มันหนักหนา มันเป็นการวนเวียน มันเป็นสังสารวัฏ มันเป็นเรื่องที่แล้วๆ ไม่รู้แล้ว และถ้าลดแล้ว ลดได้จริงๆ งดได้จริงๆ เบาบางได้จริงๆ แล้ว มันก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรนี่ มันจะรู้จริงๆ ว่ามันไม่เดือดร้อนน่ะ แต่ก่อนนี้ เราเคยเล่นตุ๊กตา ถ้าไม่ได้ตุ๊กตาอย่างกับว่าจะเป็นจะตาย เดี๋ยวนี้มันไม่ได้เล่นตุ๊กตา มันไม่เห็นเดือดร้อนอะไรอย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างไอ้ที่ตื้นๆให้ฟัง หรือแม้แต่ก่อนนี้ เราหลงเรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องอร่อยอย่างนั้น อร่อยอย่างนี้ ถ้าได้สีได้สันได้รูปได้เสียงอย่างนี้ ได้กลิ่นอย่างนี้ ได้รสอย่างนี้ หรือได้เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นวัตถุอย่างนี้ โอ เป็นเพชร เป็นพลอย เป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ก่อนนี้ เป็นสุขจริงๆน่ะ ไม่ได้แล้ว มันอยากได้ มันเป็นทุกข์เร่าร้อนจริงๆน่ะ แต่เดี๋ยวนี้ มันไม่ได้ทุกข์อย่างนั้น มันไม่ได้หรือว่าเราวางแล้ว ไม่เห็นว่ามันน่าได้น่ามี วิภวตัณหา แปลว่าไม่ เห็นว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี มันก็ดีนี่น่ะ มันก็ชัดเจน นี่ นั่นเป็นสภาพที่จะอธิบายกลับ ที่จริงไม่ใช่หรอก เป็นภวตัณหาเชิงปฏิเสธ ไอ้ที่แต่ก่อนเราเห็นว่าน่าได้น่ามี พอเรามาเห็นว่าไม่น่าได้ไม่น่ามี มันดีกว่า เราก็อยากจะไม่เอา ไม่น่าได้ ไม่น่ามีดีกว่า นี่เรียกว่า วิภวตัณหา ในความหมาย หรือเป็นภวตัณหาในเชิงกลับ ทีนี้ในตัวตัณหาที่ว่าภวตัณหา กับวิภวตัณหาตัวนี้ อาตมาตั้งใจจะขยาย ให้ฟังให้ชัด มันลึกซึ้ง มันวิเศษ แต่คนเราเรียนไม่ถึง ความหมายที่บอกว่ามันเห็นมันมีความเห็นแจ้งว่า เออ มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็นนี่ ดีกว่าที่ไปน่าได้ น่ามี น่าเป็น เพราะอันนั้นทำให้เราเป็นไปเพื่อความยังมีสังสารวัฏ ยังจะต้องอยากได้อยากเสพ อยากมีอยู่ เมื่อไม่อยากได้ ไม่อยากเสพ ความเห็นเกิดอันนี้มันจะเกิดปัญญาญาณ โอ้! ถ้าอย่างนั้นไม่อยากได้ ไม่อยากมี นี่ มันดีกว่าอยากได้อยากมี เราก็มาปฏิบัติเพื่อไม่อยากได้ ไม่อยากมี แต่ในภาวะที่เราปฏิบัติ เพื่อไม่อยากได้ ไม่อยากมีนี่แหละ เราต้องได้ต้องมี เห็นไหม มันซับซ้อนวิภวตัณหานี่ ไอ้วิๆๆ ตัวนี้นี่ มันตัววิเศษ มันตัวลึกซึ้ง มันไม่ใช่ว่าตื้นๆ แต่แค่ว่าปฏิเสธ แต่แค่ไม่อยาก ไม่อยากมี แล้วก็เลยหนีไปเลย ไม่หนี โลกุตระไม่หนี โลกุตระอยู่เหนือ เพราะฉะนั้น เราจะทำอย่างไร เราจะอยู่เหนือมัน เอ้อ! ทำอยู่แต่ไม่เอา จิตใจเราไม่เอาเลยนี่ ถึงได้เรียกว่าโลกุตระ อยู่เหนือมัน ถ้าหนีมันน่ะ มันไม่ใช่แล้ว มันโลกันต์ เพราะฉะนั้น วิภวตัณหาก็คือว่า อยู่กับมันอย่างยิ่งแต่ไม่ มันมี แปลว่าวิ นี่แปลว่าไม่น่ะ แล้วแปลว่าอย่างยิ่ง อย่างยอด อย่างเหนือชั้น อย่างวิเศษ วิ นี่ก็คือวิเศษนั่นแหละ คือวิเศษนั่นแหละ โลกุตระนี่ เป็นลักษณะว่า มันมี แต่มันไม่ไม่เอา ไม่เป็นเรา ไม่ของเรา ไม่เสพ ไม่ติด แต่มี เพราะฉะนั้น จะต้องมาอยู่กับมัน จะต้องสร้าง จะต้องสรร วิภวตัณหา จึงเป็นตัณหาอุดมการณ์ ในชั้นเลิศขึ้นไปอีกว่า เราไม่เอา แต่เราสร้างให้คุณด้วย เพราะฉะนั้น จึงเป็นคนประเสริฐเลิศยอดเลยว่า คนเรายังอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่น่ะ คนเรายังอาศัยลาภ เราก็สร้างลาภ ก็คือสิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วได้โดยธรรม ไม่ใช่ไปโกงเอาของคนอื่นมา ไปหยิบเอาของคนอื่นมา ไม่ใช่ของตนเอง นั่นไม่ใช่ลาภ ไอ้นั่นมันบาปนะ ไอ้นั่นมันหนี้ ไอ้นั่นมันภัย ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องทุจริต เป็น เรื่องอกุศล เป็นเรื่องบาป ไม่ใช่เรื่องดี เรื่องดีลาภนี้คือเราต้องลงแรง ลงมือเลย เราต้องทำต้องสร้างขึ้นมาแล้ว ลาภนี่แหละ แต่ก่อนนี้ ถ้าเราได้แล้ว เป็นของเรา เอาเป็นของเรา แต่พอเราสร้างแล้วจริง มันไม่เป็นของเราแล้วตอนนี้ เราไม่เอา ใจที่เราเองจะรู้เลยว่าเราสละ เราปล่อย เราวาง เราไม่ยึด ไม่ติดตัวเราเป็นของเรา แล้วเราก็จะมีปัญญาสูงขึ้นไปอีกว่าทำทาน นี่ต้องมีปัญญา จะรู้จักวิธีการทาน ทานให้ใคร ทานอย่างไรเป็นอานิสงส์สูง มีผลมาก มีมหัปผลา มหานิสังสา มหัปผลา มหานิสังสา ใช่แล้วนะ พระบาลีว่าอย่างนั้น ก็คือ "มห" มันมาก มันใหญ่ อย่างไรจะมีผลมาก อย่างไรจะมีอานิสงส์สูง มีประโยชน์คุณค่ามาก เราจะมีปัญญาญาณ ฝึกปรือทดสอบกระทำจริงๆ จะได้รู้องค์ประกอบว่าอย่างไร กับใครที่ไหน เมื่อไร อย่างไร จึงเป็นคนที่ทั้งสร้างสรรค์ ทั้งรู้จักแจกจ่าย ทั้งรู้จักแบ่งแยกให้มาก ให้น้อย ให้กับคนเช่นนั้น ให้กับคนเช่นนี้ กาละอย่างนั้น กาละอย่างนี้ จึงเป็นสัตบุรุษ ถ้าเราไม่เรียน เราไม่ได้ฝึกปรือ เราจะรู้จักประมาณ รู้จักการแจกการจ่าย การเกื้อกูลกัน การเฉลี่ยลาภ การแบ่งแจกอย่างโน้นอย่างนี้ จะให้เกิดการอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เกิดการวุ่นวาย ถ้าผู้รู้อย่างที่อาตมากำลังกล่าว กำลังเล่านี่เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่เกิดความเฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง รู้อย่างที่อาตมากำลังเล่านี่ ไม่กระทำ ไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติ ไม่สอนคนอื่นต่อ ไม่ทำเป็นตัวอย่างให้คนอื่นดูตาม แล้วมันจะเกิดได้อย่างไร มันลึกซึ้งน่ะ เพราะฉะนั้น ศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงสร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบจริงๆเลย มาประพฤติ ปฏิบัติ วิภวตัณหาตัวที่ว่านี้ จึงเป็นตัณหาที่เป็นคุณค่า เป็นตัณหาที่เป็นอุดมคติอย่างสูง เป็นความประเสริฐของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ในวิภวตัณหานี่ โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์นี่ จะรู้ดี จะรู้ดี พระอรหันต์ก็ต้องเริ่มรู้ พระอริยเจ้าแม้แต่โสดา ก็ต้องรู้ว่าถ้าปฏิบัติถูกทางแล้ว เริ่มต้นฝึกมาเรื่อยๆ แล้วมันก็จะง่าย ถ้าใครไม่ปฏิบัติมัวแต่ผัดผ่อนไว้ ก็เหมือนกับวิชาที่เราไปเรียนตามมหาวิทยาลัย ไม่ลงทะเบียนสักทีหนึ่ง ว่าจะไปเอาโน่นแน่ะ ปลาย เสร็จแล้ว ไม่ได้วิชาที่ตัวต้องเริ่มต้นพื้นฐานก่อน แล้วก็ไม่เรียนไปก่อน เสร็จแล้วจะไปเรียนวิชาชั้นสูงนั้น โดยไม่มีวิชาพื้นฐานนั้น สูงไม่ขึ้นๆ เพราะฉะนั้น การเสียสละ นี่เป็นตัวพื้นฐานที่สุด การทานนี่ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปุถุชน เขาก็สอนให้ทานทางวัตถุก่อน ให้สละออกก่อน เพราะฉะนั้น หากไม่เริ่มหัดทาน มัวแต่เอาจะๆๆ เวลาไปศึกษาแบบฤๅษีนี่ จะเอาลูกเดียวน่ะ มันไม่ใช่ลักษณะทานน่ะ แม้แต่เหมือนว่าเราทิ้งนี่นะ ไม่ใช่ทานน่ะ การทิ้งนี่ไม่ใช่ทาน ทานนี่บอกแล้ว ทานต้องมีปัญญา ทานต้องรู้ว่าจะให้อย่างไร จะแจกจ่ายอย่างไรจะให้แก่ใครเมื่อไร อย่างลักษณะอย่างไร ต้องรู้ลักษณะที่เป็นประโยชน์คุณค่าไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราให้ยังไม่ถูกเลย เพราะการทำทานในเบื้องต้น ปุถุชนทำทานนี่ก็เละๆเทะๆ ทานแบบจะต้องเป็นกิเลส อย่างทุกวันนี้ ทำทานกัน ไม่ใช่ไม่ทำทานกันใครก็รู้ ที่ไหนก็รู้ มนุษย์โลกที่ไหนก็รู้ ก็เข้าใจทั้งนั้นแหละว่าทานคืออะไร ทานคือ ให้เขา แล้วก็ให้ ให้อย่างเป็นบาป ให้แล้วก็จะต้องแลกเปลี่ยนกลับคืนมา ที่ไหนน่ะ ไปทำทานที่ไหนแล้วนี่ แล้วจะได้คืนมามากๆนี่ ก็เขาเสาะหา อย่างนั้นน่ะ คือมันไม่ใช่ทาน มันเป็นการเล่นการพนันชนิดหนึ่ง เล่นการพนัน ให้ไปแล้วก็จะได้กลับคืนมามากกว่าเก่า มันไม่ใช่ให้ มันไม่ใช่ทาน อย่างนั้นน่ะ ทานก็คือให้ ต้องเรียนรู้มาเรื่อยๆๆๆ ทานอย่างไร ทานกับใคร ทานที่ไหน ทานเมื่อไร มันจะมีอานิสงส์สูง ทานคือ ทำอย่างไร ทานคือให้ไปจริงๆ ไม่ต้องมีอะไร ใจก็ไม่อยากจะได้อะไรคืน อะไรอย่างนี้ ต้องฝึกจริงๆ เอาแต่คิดไม่พอ ฟังเข้าใจแล้ว ก็ต้องไปฝึกจริงๆ จนมันไม่เหลือเศษ มันเป็นการให้อย่างสุจริต อย่างซื่อตรง ให้จริงๆ มันไม่คดโค้งเป็นมุมเมอร์แรงมาหาตัวเองให้ได้ ถ้าคุณไม่ฝึกต้นๆอย่างนี้แล้ว ตั้งแต่ต้น คุณก็ได้แต่คิดเอา หนีมันเฉยๆ เป็นแบบลัทธิฤๅษี ไม่ใช่ทาน เราไม่เอา เรานึกว่าให้แล้ว เราไม่ได้ให้ แล้วก็ไม่ได้เรียนรู้ว่าให้ถูกหรือเปล่า คนเขาที่ได้ไป เราไม่เอาแล้ว มันทิ้งมา ไอ้นั่นมันไม่รู้ใครทำปู้ยีปู้ยำเป็นบาป เป็นกรรมอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะจริงๆแล้ว ไม่เกิดญาณปัญญา ไม่รู้จักวิธีให้ที่จะให้ชั้นสูงในอนาคต ไม่เป็นหรอก เมื่อไหร่ แล้วมันละเอียดลออ ให้อย่างไร (ผู้ฟังถาม) ก็ได้ลูกก็ถือว่าเป็นส่วนที่เขาจะต้องมาตอบแทนบุญคุณเขาไปสิ ของเราอยู่แล้ว คนที่มีบุญนี่จะมีลูกดี เอามาให้ เอามา คือลูกนี่ ไม่มีใครเขาไปบังคับมากมายหรอก โดยสำนึก โดยสำนึก ถ้ามีสำนึกมาก เขาก็เอามาให้พ่อแม่ ถ้าลูกมันไม่สำนึก ลูกมันไม่มีบุญ ลูกมันเป็นคนบาป ลูกมันเป็นคนเลว พ่อแม่มันควรให้ใครก็รู้สามัญใช่ไหม มันไม่เอามาให้หรอก เมื่อมันมาให้ก็แสดงว่าเราเองนี่เรามีบุญ เรามีวิบากดี ลูกเต้ามันก็เอามาให้ ไม่น่าถามเลย เขาเองนะหรือ เขาเองเขาก็ได้บุญเป็นส่วนๆ ที่เขาเอามาทำกับเราน่ะซิ มาทำกับคุณน่ะซิ ทีนี้ คุณก็เอามาทำกับอาตมาอีกทีหนึ่ง ถ้ามันเป็นบุญที่มันมีส่วนต่อเนื่องกัน มันเป็นบุญที่สูง ที่ดี มันก็มีผลดี สูงต่อกันไปด้วย แต่ค่าของมันก็ต้องลดต่ำไป ถ้าเขาเอามาให้ตรงๆกับอาตมา นี่ไม่ใช่ว่าอาตมาไปว่าเอาเองหรอกน่ะ มันก็จะมีบุญที่ตรงกว่าเป็นของเขาที่ศรัทธา ใจศรัทธา เลื่อมใส แล้วก็เห็นดี เขาก็ได้ ได้ตรงกว่า ได้มากกว่า มันมีนัยที่ละเอียด ซับซ้อนอยู่ นัยพวกนี้ นี่จริงๆ บางทีน่ะเหมือนกับว่ามันไม่น่าถาม แต่ที่จริงมันละเอียดลออซับซ้อนอยู่น่ะ ถามบ้าง ตอบบ้าง ก็พอเป็นพอไป มันมีลักษณะที่ซ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive