351025 โกศลสูตรที่ 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350907 โกศลสูตรที่ 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
โกศลสูตรที่ 2 ทำวัตรเช้า วันที่ 25 ตุลาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
เอ้า หมดแล้ว เราก็มาฟังธรรมต่อ เรามาฟังโกศลสูตรน่ะโกศลสูตรที่ 2 สูตรนี้ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล มีความนบนอบยิ่ง มีความนบนอบยิ่ง ในพระผู้มีพระภาค ว่าอย่างนั้นนะ หัวข้อเขาว่าอย่างนั้นน่ะ อันนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 24 อย่างเดิมนะ ข้อ 30 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จกลับจากการรบชนะสงครามมาแล้ว มีพระราชประสงค์อันใดได้แล้ว ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปยังอาราม เสด็จไปโดยพระราชยาน เท่าที่ยานจะไปได้ เสด็จลงจากยานแล้ว เสด็จไปด้วยพระบาทเข้าไปสู่อาราม ก็โดยสมัยนั้น พระภิกษุมากรูป เดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ในที่ไหนหนอ ด้วยว่าดิฉันประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตร จงเงียบเสียง เสด็จเข้าไปยังพระวิหารซึ่งมีประตูปิดนั่นแล้วไม่รีบด่วนเสด็จเข้าไปยังระเบียง ทรงกระแอม ทรงเคาะอกเลาประตูเถิด พระผู้มีพระภาค จักทรงเปิดประตูรับ ขอถวายพระพร ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงเงียบเสียง เสด็จเข้าไปยังพระวิหารที่มีประตูปิดนั้น ครั้งนั้นแล้วมิได้ทรงรีบด่วน เสด็จเข้าไปยังระเบียงแล้วทรงกระ- แอม ทรงเคาะอกเลาประตู พระผู้มีพระภาคทรงเปิดประตูรับ ครั้งนั้นแลพระเจ้า-ปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปสู่วิหาร ซบพระเศียรที่พร
อ่านต่อ
ะบาททั้งคู่ของพระผู้มีพระภาค ทรงจุ๊บพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวดด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง และทรงประกาศพระนามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือ พระเจ้าปเสนทิโกศล หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกร มหาบพิตร มหาบพิตร ทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไรเล่า จึงทรงทำความนบนอบอย่างยิ่ง มอบถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในสรีระนี้ ก็เป็นเรื่องราวบทบาทของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สมัยนั้นนะ ครองแคว้นโกศล ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่ง มีอาณานิคม เรียกว่ามีอาณานิคม คือมีแคว้นเล็กแคว้นน้อย เป็นอาณานิคม เป็นผู้ที่ต้องยอมเคารพนับถืออยู่ในส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งในอินเดียสมัยนั้น มีอยู่สองแคว้นที่ใหญ่ คือ ก็แคว้นมคธ กับแคว้นโกศล แคว้นใหญ่ ที่มีแคว้นเล็ก แคว้นน้อย ที่ขึ้นด้วย พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่เรียกว่าพระเจ้าแผ่นดินในศักดิ์ศรีใหญ่องค์หนึ่งเหมือนกันในสมัยนั้นน่ะ นอกจากพระเจ้าพิมพิสารที่ครองแคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล ครองแคว้นโกศล เสร็จแล้ว ก็เมื่อไปรบมานี่ชนะการรบเสร็จ ก็ได้สมใจแล้ว เมื่อไปรบเสร็จ ก็ได้สมใจ ก็คิดจะไปกราบถวาย กราบบังคมพระผู้มีพระภาค ก็เลยเสด็จไป เสด็จไปนี่ ก็เข้าไป ก็ไปไม่ถึงหรอก ด้วยยาน ลงจากยาน คือมียานไป ตามฐานะของพระเจ้าแผ่นดินแหละ เสร็จแล้วก็ได้ทรงเสด็จไปด้วยพระบาท คือเดินเข้าไป เข้าไปถึงไป ก็ได้พบพระ แล้วพบพระก็ถาม ตรัสถามพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ท่านก็ชี้ให้ พอพระเจ้าปเสนทิโกศลไปตามที่พระบอก ได้พบพระพุทธเจ้า ก็ไปแสดงความคารวะอย่างนบนอบ อย่างอ่อนน้อมนบนอบ อย่างเทิดทูน เข้าไปซบเศียรลงที่พระบาททั้งคู่ แล้วก็จุ๊บพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยพระโอษฐ์ ด้วยปากน่ะ จุ๊บพระบาทด้วยปาก ทรงนวดพระบาทด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง แล้วก็บอกว่า ตัวเองเป็นใครน่ะ บอกว่าตัวเองเป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล พระผู้มีพระภาคก็ตรัสถามว่า เพราะเหตุอะไรหรือ มหาบพิตร คือพระเจ้าแผ่นดิน บอกเพราะเหตุใดหรือ... มหาบพิตร ทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไรหรือ จึงทรงทำความนบนอบอย่างยิ่ง จึงได้มานบนอบนอบน้อมกันอย่างนี้ มอบถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตาปานนี้ในสรีระนี้ คือในตัวร่างของพระพุทธองค์นี้ พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นความกตัญญูกตเวที จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาคทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ทรงยังชนหมู่มากให้ดำรงอยู่ในอริยายธรรม คือความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อันนี้เป็นอันที่ 1 เดี๋ยวเราจะอ่านอันต่อๆไปด้วยอีกด้วยให้มันครบซะ อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้มีศีล มีศีลอันเจริญ มีศีลอันประเสริฐ มีศีลเป็นกุศล ทรงเป็นผู้ประกอบด้วยกุศลศีล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความ นับถือ อันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ทรงเสพเสนา- สนะอันสงัด ซึ่งตั้งอยู่แนวป่า ตลอดกาลนาน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์ แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงสันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร อันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจ ประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถึงความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี ทรงเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจ ประโยชน์ แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ซึ่งกถา เป็นเครื่องขัดเกลาอย่างยิ่ง เป็นที่สบายแห่งการเที่ยวไปแห่งจิต คืออัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยา- รัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุ6ตติญาณทัสสนกถา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์ แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัป เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏกัป วิวัฏกัป เป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็เป็นผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้งจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ ทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจ ประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถือเป็นอัน...ถืออันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต ผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ แม้นี้แล จึง ทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ เห็นอำนาจประโยชน์ แม้นี้แลจึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ อันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียมาก ขอถวายบังคมลาไป ณ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร มหาบพิตร ขอมหาบพิตร ทรงสำคัญกาลอันควร ในบัดนี้เถิด ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จลุกขึ้นจากอาสน์ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับไป เราอ่านดูสูตรนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การเคารพนับถือบูชายังมีอยู่ แม้แต่พระ- เจ้าแผ่นดินที่ใหญ่ ที่จริงก็พระพุทธเจ้านี่ เป็นเจ้าชายอยู่ในแคว้นเล็กนะ แคว้นที่พระบิดาของพระพุทธเจ้าครองอยู่ พระเจ้าสุทโธทนะครองอยู่ เป็นแคว้นเล็ก แคว้นกบิลพัสดุ์น่ะ เป็นแคว้นเล็กเอง เป็นแคว้นที่ถือว่าเป็นอาณานิคมด้วย ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เหมือนแคว้นอาณานิคมที่มีแคว้นใหญ่ๆ อย่างแคว้นโกศลที่เป็นของพระเจ้าปเสนทิโกศลนี่ มีอำนาจเหนือกว่า แต่พระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่กว่าอย่างนั้น ยังมากราบเคารพนับถือ นอบน้อมพระพุทธเจ้าอย่างเรียกว่าต้องจริง เรียกว่าจริงใจนะ อย่างจริงใจ เห็นคุณค่าของสิ่งที่วิเศษ สิ่งที่ประเสริฐของมนุษย์อย่างแท้จริง นี่เป็นความสุจริตใจ เป็นความเกิดจริงเป็นจริงแล้วก็เป็นความนับถือ มาแสดงความนับถือ มาแสดงความนอบน้อมน่ะ ไปรบรา มาเสร็จ ชนะมาแล้ว ก็ระลึกถึงผู้มีพระคุณ กล่าวตั้งแต่บทต้นเลยว่า หม่อมฉันเห็นความกตัญญูกตเวที จึงนบนอบอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตา เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค แล้วก็บอกเหตุว่าที่กตัญญูกตเวทีนั้น ก็เพราะพระผู้มีพระภาคทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ทรงยังชนหมู่มากให้ดำรงอยู่ในอริยายธรรม คือความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม อันนี้เป็นอันแรก ที่พระเจ้าปเสนทิโกศล บอกว่า เห็นในพระผู้มีพระภาค นี่เป็นผู้ที่มีคุณค่าที่ทำงาน หรือว่าช่วยพหุชน ที่เรียกว่า ชนหมู่มากนี่ แปลมจากพหุชน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ นั่นแหละ พระผู้มีพระภาค นี่ปฏิบัตพาทำหรือว่าท่านเองนี่ ทรงปฏิบัติเพื่อเกิดประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อเกิดพหุชนหิตายะ เพื่อเกิดพหุชนสุขายะ เพื่อเกื้อกูลชนหมู่มาก อันนี้เขาจะใช้พระบาลีว่าอะไรไม่รู้อันนี้ เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มากนี่ แต่เดิมแล้ว เป็นการอนุเคราะห์โลก คือ โลกานุ-กัมปายะ แต่นี้แปลภาษาใช้ภาษาไทยว่า เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก อันนี้ประโยชน์อันนี้ความสุข อันนี้เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ไม่ได้เปิดพระบาลีดู ท่านสรณีโยไม่อยู่ ก็เลยไม่ได้ทัน คงจะไม่ได้รู้วันนี้ ไม่เป็นไร ผ่านไปก่อน ทรงยังชนหมู่มากให้ดำรงอยู่ในอริยายธรรม ทำให้คนนี่เกิดอริยธรรม คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม เป็นธรรมะอันดี เป็นธรรมะอันถึงขั้นกุศล อย่างศีลเป็นกุศล อย่างนี้เป็นต้น ต่อมานี้ก็มีแล้ว อธิบายประการที่สอง ก็คือ พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้มีศีล มีศีลอันเจริญ มีศีลอันประเสริฐ มีศีลเป็นกุศลทรงประกอบ ทรงเป็นผู้ประกอบด้วยกุศลศีล อันที่สองนี้ เพราะฉะนั้น คนที่มีศีลแล้วก็มีศีลที่มันเจริญ ศีลอันเจริญ ศีลอันประเสริฐ ศีลที่บอกว่ากำหนดศีลลงไปข้อนั้นข้อนี้ กำหนดหลักเกณฑ์นั้นว่า เราจะไม่ทำเช่นนั้น แล้วก็ปฏิบัติอย่างเจริญ ศีลนั้นขัดเกลากิเลส ขัดเกลากาย ขัดเกลาวาจาขัดเกลาจิต ศีลนั้นทำให้เกิดพ้นความเดือดร้อน เรียกว่าอวิปฏิสาร ไม่เดือดร้อน ศีลนั้นให้เกิดสิ่งที่ดี ให้เกิดจิตที่ลดละหน่ายคลายไป ยินดี มีปราโมทย์ มีปีติ อะไรที่เราเรียนมาแล้ว ในกิมัตถิยสูตร เล่มนี้เองแหละ กิมัตถิยสูตร ศีลที่เป็นกุศล ย่อมมีอานิสงส์ไปสู่ความเป็นพระอรหันต์โดยลำดับ ศีลที่เป็นกุศล เป็นศีลที่ถ้าเกิดกุศลแล้ว ก็เป็นอย่างนั้น หรือเป็นผู้มีกัลยาณธรรม เป็นธรรมะที่เป็นความดีงามทั้งหลายทั้งแหล่ คนที่มีประโยชน์ แม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ยังเข้าใจซับซ้อนในเรื่องกตัญญู- กตเวที การเกื้อกูลกันและกัน การตอบแทนในผู้ทำความดีแก่กันและกัน สิ่งนี้ ซับซ้อน สิ่งนี้วิเศษ และลึกซึ้งน่ะ เราเห็นคนที่ทำความดี แล้วเราก็ไปนอบน้อมนับถือยกย่อง เชิดชู ยินดี แม้แสดงความยินดีนี่ มาถึงแสดงความยินดีทั้งหมด เสร็จแล้ว กลับบอกว่ามีธุระมาก มีกิจมาก ขอกลับมาแสดงความยินดีเท่านั้นเอง มาแสดงความนอบน้อมเท่านั้นเอง และนอบน้อมเพราะเหตุใด ท่านก็ซักออกมา แล้วก็เอามาบันทึกเอาไว้ให้เห็นว่า นอบน้อมเพราะเหตุเพราะเห็นในคุณค่า เห็นในสิ่งที่วิเศษ ที่พระพุทธเจ้าเป็น พระพุทธเจ้าทรงเป็นอยู่ ก็เปิดเผยหมด แม้กระทั่งที่สุดถึงขั้นมีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ก็ประกาศเป็นธรรมดาว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะ ก็ยินดีปรีดาว่า มีคนชนิดนี้อยู่ โลกเรานี่ถ้ามีผู้ที่มีปัญญารู้ โดยเฉพาะ ผู้ใหญ่ๆนี่นะ ผู้ใหญ่ของสังคม มีปัญญา มีดวงตา รู้แจ้งรู้จริง ถึงคุณงามความดีของคนที่เป็นคนมีคุณค่าอย่างนี้ๆ นี่นะ มันก็น่ารื่นรมย์นะ สังคมก็คงเป็นสุข แต่สังคมทุกวันนี้นี่ ผู้ใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยรู้ ไม่นอบน้อม มันกลับกันไป พูดไปละนะ นี่พูดไปแล้ว ก็เหมือนกับเราพูดเหมือนกับอ้อนตนเอง เหมือนกับพ้อ เหมือนกับเราน้อยใจ แล้วก็เลยอ้อน แล้วก็พ้อออกมา ว่ามันช่างไม่เหมือนเลยนะ เราก็ว่าเราทำดีนะ เราก็ว่าเราทำเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพาทำ ว่าเราก็มาทำประโยชน์ มาเกื้อกูลพหุชนต่างๆ มาพยายามที่จะให้พหุชนเป็นสุข พยายามที่จะมาให้คนเกิดอริยายธรรม พยายามที่จะสอนให้คนเกิดกุศลธรรม พยายามสอนแนะนำให้ลดละ หน่าย คลาย ให้เกื้อกูล ให้เสียสละ ให้สร้างสรร ให้ลดโลภ ลดโกรธ ลดหลง อะไรกันอยู่จริงๆ พยายามกระทำอยู่ แต่ผู้ใหญ่ๆ ในบ้านในเมือง ก็ไม่ค่อยเห็น ไม่มาแสดงความกตัญญูกตเวทีแบบนี้เลยนะ มันก็ดูยังไงๆอยู่นะ แล้วมันก็เป็นไปตามยุค ตามสมัย เป็นไปตามสัจจะความจริง อาตมาไม่มีปัญหานะ อาตมามั่นใจ มั่นใจในสิ่งที่ตนเองกระทำ สิ่งที่ตนเองดำเนินไปอยู่ พวกคุณก็มาอยู่มาปฏิบัติประพฤติตาม ก็คงจะเชื่อมั่น ก็คงจะเห็นจริง ก็คงจะเข้าใจว่าอาตมาไม่ได้พาพวกเรานี่ ไปเป็นคนที่ไปเป็นตัวแย่ง เป็นตัวชิง เป็นตัวที่ไม่มีกัลยาณธรรม แต่กลายเป็นหินธรรม ปหานธรรม หรือเป็นธรรมะอันเลวร้าย เป็นธรรมะอันหยาบ เป็นธรรมะอันต่ำ เป็นธรรมะอันฉิบหาย หินธรรม หรือปหานธรรม ธรรมะอันไปเที่ยวได้ทำร้าย เป็นธรรมะเสื่อม ปหินะ หรือปหานะ ธรรมะที่ไม่ดี ไม่งาม ก็ไม่ได้พาทำเช่นนั้น เราน่าจะมีปฏิภาณมองได้นะ พวกเรานี่ จะว่าเราฉลาดหรือเราโง่ ก็แล้วแต่ คนในโลกจะเป็นผู้ใหญ่ในสังคม เป็นคนที่เป็นปัญญาชนก็มี เป็นถึงสมณะ หรือเป็นถึงพระภิกษุ มีตำแหน่งสูงๆ ซึ่งเขาก็มีตำแหน่งว่ากันไป เป็นถึงขั้นตำแหน่งยศเจ้าคุณ หรือสูงกว่าเจ้าคุณอะไรขึ้นไป ก็แล้วแต่ ก็มีเยอะ เขาว่าเป็นปัญญาชน เป็นผู้ที่ได้ศึกษา ได้ฝึกฝน ได้อบรมอยู่ในสังคม มีคนเคารพนับถือ เราทำอะไร เราก็แจ้งไป เราก็บอกไป ความจริงเรามีอะไร เราก็ยินดีเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ เชิญเรียกร้องให้มาดูอยู่ ท้าทายให้มาพิสูจน์อยู่ แต่เขาก็ไม่เข้ามา ไม่กลับมา หรือแม้แต่เราเสนอออกไป บอกตัวเราออกไป ประกาศตัวเราออกไปว่าเราทำอย่างนี้ เราเป็นอย่างนี้ เมื่อเราพูดว่าเราเป็นอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ กลับไปเข้าใจอันนั้นแหละ แค่ที่เราประกาศไปเสนอไป ก็ไปใส่ไคล้ใส่ความเบี้ยวตีความตีอะไรไปนอกทิศนอกทางนอกเรื่อง ก็เข้าใจไม่ได้อีกแหละ เข้าใจสิ่งที่ว่านั่น กลายเป็นว่า เราทำอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น ตามที่เราประกาศออกไปว่าเราพากันมา มุ่งมั่นศีล มุ่งมั่นธรรม ก็หาว่าเราสุดโต่ง เรามามักน้อย เรามาสันโดษ ก็หาว่าเรามาทำลายธรรมะของพระพุทธเจ้า เรามาพยายามที่จะเกื้อกูล เสียสละทำอะไรต่ออะไรก็ มันมองไม่ออกยังไง อาตมาก็ไม่เข้าใจว่าปัญญาชนนี่ มองไม่ออกยังไง อาตมาเอง อาตมาก็ว่ามันเห็นความจริงนะ อาตมาว่า อาตมาเห็นความจริงว่า เออ ที่อาตมาใช้โวหารพูดไปว่า อาตมาก็ไม่เข้าใจ หรือมองไม่ออก ที่จริง อาตมาเข้าใจนะ อาตมาพูดไป ในเชิงโวหารไปเท่านั้นเอง อาตมายิ่งเข้าใจชัด ยิ่งเห็นความจริงว่า คนเรานี่นะ เมื่อมีทิฐิความเห็นไปด้านหนึ่งแล้วนี่ มันไปด้านนั้นจริงๆ หนังสือ ทางเดิน หนังสือที่ออกของเปรียญ ธรรมสมาคม ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของมหาเถรสมาคม เขาใกล้ เขาชิดอยู่ในทางโน้นเลย ร่วมไม้ร่วมมือ สนับสนุนสภาพธรรม สนับสนุนความเป็นไปของทางโน้นอยู่ เล่มล่าสุดนี่ ที่ออกมานี่ ถล่มอาตมาอยู่นั่นเอง ถล่มแล้วก็จ่าลงมาชัดเลยนะว่า อาตมานี่อวดอุตริมนุสธรรม เป็นปาราชิกแล้ว เป็นปาราชิก เดี๋ยวนี้ก็ถูกฟ้องอยู่ในศาล คือทำเป็นคนเขียนจดหมายมาถาม แล้วก็ตอบ ก็ตอบไป อาตมานี่ ปาราชิกแล้ว ตอนนี้ถูกฟ้องอยู่ในศาล แค่นี้มันก็เป็นความไม่ตรง ถ้าปาราชิก นี่เขาฟ้องศาล นี่เขาไม่ต้องฟ้องหรอก เขาฟ้องก็ฟ้องในมาตรา 26 ซึ่งเป็นมาตราที่เป็นผู้ที่มีความผิด มีความผิดถึงขั้นให้สึกจริงๆ มาตรา 26 นี่ เพราะฉะนั้น จะต้องให้ รีบต้องเปลี่ยนสภาพภายใน 1 วัน แต่มาตรา 27 ที่เราได้รับการฟ้อง เรื่องมาตรา 27 นี่ คือ เป็นผู้มีความผิด ไม่ถึงให้สึกใช่ไหม จำได้ไหม ใจความว่าอย่างนั้นละนะ อาตมาว่าอาตมาความจำไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ แต่พวกเรานี่ รู้สึกว่าพอถามเข้าแล้ว เอ๊ นี่ทำไม ยิ่งดูจะไม่ค่อยจำกว่าอาตมาเสียอีก พอถามเข้าไม่มีเพื่อนสักที นี่แหละ มีอยู่ มีอยู่ตรงหัวนี่ว่ามีความผิด ถึงให้สึก หรือมีความผิดไม่ถึงให้สึก ดูเหมือนจะว่าอย่างนั้นนะ ตัวตนว่ามีความผิด ไม่ถึงให้สึก แต่ว่ามีความผิดตามนี้ เป็นอาบัติเป็นอาจิณ เป็นอะไรต่ออะไรต่างๆ เขาสั่งให้สึกภายใน 7วัน มันก็ยืนยันแล้วว่า ไม่ได้เป็นปาราชิก ไม่ได้อยู่ในมาตรา 26 อยู่ในมาตรา 27 มีความผิดไม่ได้ถึงให้สึกนี่ ไม่ได้เป็นปาราชิก แม้เป็นสังฆาทิเสสยังไม่ถึงให้สึกเลย อยู่กรรมได้ ถึงให้สึกก็มีอยู่ มีความผิดประตูเดียว มีความผิดปาราชิก หรือเป็นผู้ที่ขาดคุณลักษณะ 11 ประการ ซึ่งเราก็พยายามรวบรวมความผิด หรือว่าสิ่งที่มันตรงอะไร เราก็ทำไปแล้ว รวบ รวมเป็นหนังสือตามธรรมตามวินัยออกไปแล้ว แม้มารู้ในภายหลัง ถ้ามีความบกพร่องไม่ครบคุณลักษณะตามที่พระพุทธเจ้าระบุไว้ 11 ประการ ก็ให้สึกได้นะ หรือมีความผิดให้สึกก็คือถึงปาราชิก เราไม่ได้อยู่ในข่ายนั้น เขาจึงไม่ได้ฟ้องเราในมาตรา 26 ฟ้องเราในมาตรา 27 คือความผิดไม่ถึงให้สึก อย่างนี้ก็ไปใส่ไคล้ใส่ความ บอกพิจารณากันแล้วในหมู่พระหมู่สงฆ์ ที่ได้ประชุมพิจารณากันแล้วว่า อาตมาปาราชิกอะไรนี่ พูดไป บรรยายออกไป หาเรื่องใส่ไคล้ ใส่ความต่างๆนานาสารพัด ถล่มมาทำลายศาสนา มาทำอะไรต่ออะไร ซึ่งเราจะต้องยอมไม่ได้อะไรไปตามเรื่องของเขา.....ต่างๆนานา สิ่งเหล่านี้ พูดขึ้นมาไม่ได้พูดด้วยความแค้น ไม่ได้พูดด้วยความโกรธ ความเคือง ความถือสาหรอก ก็เห็นว่าสภาพของโลก สภาพของสังคมมนุษยชาติ โดยเฉพาะศาสนา ศาสนาพุทธนี่แหละ มาถึงวันนี้ มาถึงยุคนี้ สมัยนี้แล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้อยู่ชิด รับรองกันเอง น่าจะท้วงกันได้นะ อยู่ในสาย ในเครือ ก็มีความเข้าใจศาสนา มีความเข้าใจในเรื่องของธรรมะ ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ ได้แค่นี้ มันเห็นความจริงว่ามันแย่นะ มันเห็นความจริงว่า มันไปไม่รอด อาตมาพูดกับพวกคุณ พวกคุณมาคบหา มาศึกษา คุณจะมีปัญญาเท่าไหร่ๆ มีความเฉลียวฉลาดเท่าไหร่ๆ ก็เท่าที่คุณมีนั่นแหละ ซึ่งอาตมาเองอาตมาก็สอนในลักษณะไม่ได้ครอบงำทางปัญญา ไม่ได้มาล้างสมอง ไม่ได้มาบังคับเอาไว้ ไม่ได้มากดขี่เอาไว้ หรือไม่ได้มาหลอกลวง แต่เปิดอย่างอิสรเสรี ใส่ใจศึกษา จะศึกษาคนนั้นคนนี้ เพื่อเทียบเพื่อเคียง ศึกษาใช้ปัญญาของเราจริงๆให้รอบด้าน ให้มีอันนั้นอันนี้ มีสิ่งที่ได้เปรียบ ได้เทียบกัน ให้เห็นว่าอะไรที่สมควรอะไรที่ไม่สมควร ที่เรียกว่าไม่สมควร มันไม่น่าจะไม่ดี น่าจะไม่จริง น่าจะไม่ถูกต้องอะไรก็คบคุ้น คบหาศึกษาทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ศึกษากันได้ถึงขั้นอาตมาว่าถึงขั้นมโนกรรมเป็นกุศลกรรม ถึงขั้นมโนกรรม เราก็อธิบายกันแล้วเราก็พยายามพิสูจน์กัน 5 ปี10 ปี กว่า 20 ปี กว่า 10 ปี ไปเรื่อยๆ นี่ มันก็ล่วงล้ำเข้าไปสู่ 20 ปี 30 ปีไปเรื่อยๆแหละ นี่ก็นานมา จนกระทั่งจาก 1 วันมา จนกระทั่งถึง 10 กว่าปีแล้ว บางคนก็อยู่มาตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว 18-19 ปีแล้ว อาตมารวมหมู่ รวมกลุ่มกันตั้งแต่ 16 มาถึงนี่ก็ 19 ปีแล้ว คนมาก่อน 16 ก็มาคบหา ตั้งแต่ 14-13 อาตมาบวช 13 14-15 ก็ครบ 20 ปีแล้ว กว่าอีก 20 ปีไปแล้วอีก เราก็ได้คบคุ้นจะได้ศึกษา จะได้ดู สังเกตมา อาตมานำพามาอย่างไร จนเกิดสภาพ เกิดรูปแบบ ว่าเป็นไปเพื่อความหน่ายคลาย เป็นไปเพื่อความเสียสละ เป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ เป็นไปเพื่อความขยันหมั่นเพียร เป็นการสร้างสรร เป็นคุณค่าต่อสังคม ต่อโลกอยู่จริงหรือไม่ หลักการต่างๆพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในหมวดนั้นข้อนี้อะไร ก็เอามาเทียบมาวัด มาเปรียบว่า เราปฏิบัติสอดคล้องกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ละ หน่าย คลาย ลดละ ทางกาย ทางวาจา หรือทางจิต มีอาการทางจิตอย่างไร ก็อธิบายปรมัตถธรรม ปรมัตถสัจจะเหล่านั้นสู่ฟัง แล้วพวกเราได้มาศึกษาจริงๆ มีญาณ มีความรู้ สัมผัสรู้อาการ ลิงคะ นิมิต แม้แต่นามธรรมในจิต เป็นปรมัตถ์ จิต เจตสิก มีอาการโลภ มีอาการราคะ มีอาการอย่างไรให้รู้ ลดได้ไหม ก็นำไปพิสูจน์ อาการโทสะ อาการปฏิฆะ อาการโกรธอะไร ก็แล้วแต่ มันมี แล้วก็เราเองจับได้ไหม จับอาการอยู่ในอารมณ์ จับนิมิตต่างๆของอารมณ์ อาการอยู่ในจิต ในวิญญาณของเรา แล้วก็มีวิธีลด วิธีละฝึกฝน ฝึกปรือกันมา ลดโลภ ลดโกรธ ลดหลง ซึ่งเขาก็รู้ตรงกัน อันนี้ ตรงกันจริงไหม แล้วเมื่อลดแล้วนี่ เราไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงนี่ เราเห็นแก่ตัวอย่างไร เราเป็นคุณค่าในสังคมไหม อาตมายืนยันว่า พุทธของพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ให้คนมีคุณค่า ให้คนมีประโยชน์ มีกรรม การงาน สอดคล้องกับมรรคองค์ 8 อะไรก็แล้วแต่ ไม่รู้ข้อไหนๆ ที่เป็นหลักสำคัญๆ ก็เอามาขยาย เอามายืนยัน ทำให้เข้าใจ ทำให้พิสูจน์ความจริงที่เราเป็นไป ดำเนินไป ดำรงอยู่ เราก็ดำเนินไป ดำรงอยู่ ข้อสำคัญ ก็คืออารมณ์ของจิตที่เราอ่านว่าวูปสโมสุขนั้นเป็นอย่างไร โลกีย-สุขหรือกามสุขัลลิกะเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร มีลิงคะ มีความต่างกันอย่างไร อ่านอาการ ลิงคะ นิมิตเหล่านั้นออก เป็นเวทนาที่รู้สึก เวทนาเจตสิก คือตัวรู้สึก เรารู้สึกสุข อย่างโลกีย์ เราก็เข้าใจ อ่านออก เคยเป็น เคยมี มาลดลง ลดลงได้จริงไหม ลดโลกียสุขที่เป็นเวทนาโลกียะ เหนือชั้นขึ้นมา สงบระงับ เออ เราไม่ต้องมีรสอร่อย มีอัสสาทะโลกๆแบบนี้ ไม่ต้องมีโลกียสุขอย่างนี้ เป็นความสุขที่มันระงับจากสุขอย่างโลกๆ ระงับต้นเหตุคือตัวอยากมาเสพ ตัวหลงผิด ตัวเข้าใจผิดว่ามันควรได้ควรมีควรเป็น เป็นโมหะ เสร็จแล้ว เรารู้แล้ว เราก็มาเลิกละลดลงไป เรายินดีในอารมณ์ที่ลดลงไป ไม่ใช่ว่ามันยิ่งไม่เกิดรส กินข้าวไม่อร่อย ดูหนังไม่สนุก เที่ยวไม่เพลิดเพลิน นั่นโลกเขาว่าเขาด้อยแล้วนะ เขาขาดแล้ว ไปเที่ยวให้มันเพลิดเพลิน ก็ไม่เพลิดเพลิน ไปกินข้าวก็ไม่อร่อย เขารู้สึกว่า เขาทรุดโทรมแล้ว เขาต้องอร่อยอย่างที่เขาเคยอร่อย เขาต้องสนุก อย่างที่เขาเคยสนุก แต่ของเรามาลดลง เออ มันไม่สนุก หรือมันไม่อร่อยเหมือนกับแต่ก่อนที่เคยหลงติด หลงยึด เดี๋ยวนี้เรา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive