350821 ยิ่งเชื่อสนิท ถ้ามีวิชชา 3 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx
เนื้อหาในไฟล์
350821 ยิ่งเชื่อสนิท ถ้ามีวิชชา 3 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ยิ่งเชื่อสนิท ถ้ามีวิชชา 3 (วิชยสูตร) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2535 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
เริ่มต้นฟังธรรม ฟังวิชยสูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม 24 ทสกนิบาต หมวด 10 วิชยสูตร ที่จริงก็เป็นสูตรที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว โดยเนื้อหา เนื้อหาหลักก็เป็นเรื่องของศรัทธานี่ มันต่อจากศรัทธาสูตร สันตสูตรมา ก็มาถึงเนื้อหาของส่วนย่อย รายละเอียดที่ท่านบรรยายซ้อนๆ ลงไปอีก ฟังดู ข้อ 10 ในเล่ม 24 นี่ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น มีศรัทธาเฉยๆ ไม่มีศีลกำหนด ไม่มีศีลควบ ไม่มีศีลกำกับ ก็ถือว่าไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เราอาจจะไม่บรรยายรายละเอียดมากนัก ไม่ขยาย มากนัก ในเรื่องของศรัทธาที่เราพูดกันถึงบ่อยแล้ว ศรัทธาด้วยศีล มีศีลเรียกว่า บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น จากศีลแล้วก็จะมีพหูสูตอะไรไปนี่ ไล่จนกระทั่งถึง 10 นี่ แต่ ในนี้ ท่านจะซอย ซอยในองค์ที่ละเอียดเข้าไปอีก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่ บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ก็ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เพราะฉะนั้นต้องเป็นพหูสูต ทีนี้แม้เป็นพหูสูต มีศรัทธา มีศีลแล้ว ก็เป็นพหูสูตแล้ว แต่ไม่เป็นพระธรรมกถึก ก็เหมือนกัน ก็ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เพราะฉะนั้นไฉนหนอ เราจะต้องเป็นผู้มีศรัทธา มีทั้งศีล เป็นพหู
อ่านต่อ
สูต แล้วก็เป็นพระธรรมกถึกด้วย ทีนี้เป็นพระธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ยังเป็นผู้โดดเดี่ยวอยู่นั่นแหละ เข้าสู่บริษัทสัมผัสอะไรก็ไม่ได้ ก็ยังไม่เป็นผู้มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ก็ต้องบริบูรณ์ด้วย ก็ต้องฝึกปรือ ไปจนกระทั่งเข้าสู่บริษัทได้ ทีนี้เข้าสู่บริษัท แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท คือยังไม่อาจหาญ ยังไม่แกล้วกล้า ยังจะพูดอะไรต่ออะไร บรรยายอะไร บอกอะไร อะไรก็ยังไม่มั่นใจ ก็แสดงว่าศรัทธานั้นยังไม่เป็นศรัทธินทรีย์ ยังไม่เป็นศรัทธาพละที่สมบูรณ์เหมือนกันนั่นแหละ ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นผู้ที่เข้าสู่บริษัทแล้วก็แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท เมื่อแกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ไม่ทรงวินัยก็เหมือนกัน ก็จะต้องพยายาม ให้ทรงวินัย ศึกษาองค์ประกอบ หลักเกณฑ์ที่ควรไม่ควรอะไรมากขึ้น หรือนัย วินัย นัยอันยิ่งที่เราจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจลึกซึ้ง ซ้อนเชิงขึ้นไปอีกมากมาย เมื่อเราทรงวินัย แต่ระลึกไม่ได้ถึงชาติก่อน ฟังอันนี้ซ้อนแล้ว ละเอียดแล้วตอนนี้เป็นผู้ที่มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต แล้วก็เป็นพระธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้แล้วก็แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัยด้วย แต่ระลึกไม่ได้ถึงชาติก่อนเป็นอันมาก ฟังให้ดี ตอนนี้จะขยายตรงนี้แหละ คือระลึกไม่ได้ถึงชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ตลอดสังวัฏฏกัป วิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกไม่ได้ถึงชาติก่อนเป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วย ประการฉะนี้ ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ บ้าง ฯลฯ ไปจนกระทั่งสังวัฏฏกัป วิวัฏฏกัป เธอย่อมระลึกชาติได้เป็นอันมาก พอไม่ได้แล้ว ก็จนกระทั่งมาได้พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ แต่ไม่เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ไม่รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอาริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอาริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เมื่อตายไปเขาเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ดังนี้ ไม่เห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ได้ทิพพจักษุ ล่วงจักษุของมนุษย์ ไม่รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ จนกระทั่งเห็นหมู่สัตว์ เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ฯลฯ ตอนนี้ เห็นแล้ว ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ก็ คือจุตูปปาตญาณ เมื่อกี้ตอนแรกนั้นบุพเพนิวาสานุสติญาณ อันนี้จุตูปปาตญาณ ทีนี้ เมื่อจุตูปปาตญาณได้แล้ว แต่ไม่ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก เข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก ก็เหมือนเดิม เมื่อกี้นี้ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง ไปจนระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ แล้วเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพพจักษุ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ซึ่งเป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็น ธรรมกถึก ผู้เข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ซึ่งเป็นไปตาม กรรมด้วยประการฉะนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมะ 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง วิชยสูตรก็คือวิชชา เป็นผู้ที่ถึงซึ่งวิชชา เราได้ฟังศรัทธาสูตรก็ดี สันตสูตรก็ดี โดยเฉพาะศรัทธาสูตร ที่จะบริบูรณ์ด้วยองค์ทั้ง 10 เราก็ฟังมาแล้ว บางคนก็ได้ท่องได้จำมาบ้าง ใครที่ท่องจำไม่ได้ ก็ควรจะจำได้บ้าง จะได้เข้าใจ มันเป็นเนื้อหา เป็นรายละเอียดที่ซ้อนเสริม ถ้าเราปฏิบัติแล้ว มีนัยเหล่านั้นจริง ก็เกิดผลจริง ปฏิบัติแล้ว เราเกิดศรัทธา จะเป็นศรัทธินทรีย์ จะเป็นศรัทธาพละนี้ มีเนื้อหาของความเป็นจริงตามภาษาบัญญัติที่ท่านบอก เราก็รู้ความหมาย เข้าใจความหมายได้ดีเข้าไป เราก็มั่นใจ จะเกิดศรัทธาจริงน่ะ ศรัทธานั้นเกิดเพราะมีอันนี้ๆประกอบ มันจะเข้าใจว่าความจริง อ้อ มันเป็นอย่างนี้เอง ถ้าศรัทธาทิศทางแรก ในโลกคนศรัทธาไป ก็ศรัทธาไปเรื่อยๆ ศรัทธาไปตามโลก ตามโลกีย์ เขาก็เป็นกันอยู่อย่างนั้น เพราะเขาไม่ได้ศึกษาธรรมะ ทีนี้เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราศึกษาธรรมะ ก็ อ๋อ ศรัทธานี่ไม่ได้เชื่อสะเปะสะปะ เชื่อว่ารดน้ำมนต์ดี หรือเชื่อว่าไปหาเงินมามากๆ แล้วนี่แหละคือความประเสริฐของมนุษย์ในโลกเท่านั้น ก็เชื่อแค่นั้น มันก็ บุกบั่นไปหาเงินหาทอง ทุจริตก็ไม่รู้ หรือได้เปรียบ เอาเปรียบใครเขามาตามหลัก เกณฑ์ของโลก โลกทุกวันนี้ มันได้เปรียบ หาทางเอาเปรียบ ตั้งหลักเกณฑ์ได้เปรียบกันทั้งนั้นแหละ ไม่สุจริตหรอก ฉ้อฉลทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าโลกที่ไหน จะระบอบการปกครองแบบไหนก็ตาม อาตมาขอยืนยันเลยมันไม่เรียบร้อย มันไม่เป็นบุญหรอก มันฉ้อฉล เอาเปรียบ เพราะความขี้โลภ เห็นแก่ตัว จะต้องมักได้ เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ใดตั้งขึ้นมา จนคนจำนนแล้ว ยิ่งเป็นกฎหมาย เป็นหลักเกณฑ์ของสังคม อัตราค่าตัว ราคาอันโน้น อย่างนั้น อย่างนี้ทำไป ได้มาก เท่าไร ก็ยิ่งชอบ เพราะความโลภ สมใจก็อย่างนั้นน่ะ แล้วจะไปเอาความจริง มันจะไปเอาอะไรตัดสิน ถ้าเผื่อว่าไม่สุจริต ไม่เอาหลักให้ การเสียสละ เป็นหลักจริง อย่างเรานี่ หลักการเสียสละ มันอาจไม่ยุติธรรม เรียกยุติธรรม คือมันไม่เป็นไปตามยุติธรรม นี่หมายความว่า ต่างคนต่างลงตัว ยุติธรรม นี่หมายความว่ามันเสมอภาคกันจริงๆ เราอาจเสียเปรียบ แต่สุจริต เราอาจเสียเปรียบ นี่แหละคือเราเสียสละอย่างระบบบุญนิยมของเรานี่ เรายินดีจะเสียสละ เรายินดีที่จะเป็นผู้ให้เขาได้มากกว่าเราได้ เขาเป็นผู้ได้เปรียบ เพราะเราสละอย่างนี้ เรียกว่ามันอาจจะดูไม่ยุติธรรมตามสังคมโลกเขาว่า เขามองเห็นไอ้พวกนี้นี่ มันอะไร มันมายอมเสียเปรียบ มันมอซอ มันไม่ถูกต้อง เขาก็ว่าไม่ถูกต้องด้วยนะ เขาว่า คือความรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมด้วย เขาว่าอย่างนี้มันไม่ถูกหรอก อะไรกัน มาเป็นผู้อด ผู้ อยาก เป็นผู้จะไปให้คนอื่นเขาได้มากมาย อย่างนี้ก็ทำให้คนอื่นเขาได้เปรียบ อะไรอย่างนี้ มันก็จริง แต่เราถือว่าสุจริต เพราะว่าอย่างนี้แหละดี เราฝึกให้เป็นผู้เสียสละอย่างนี้ดี สุจริต ฝึกจริตให้เราดี เราก็ทำจริงๆด้วย เพราะฉะนั้นเราเอง เราจะเชื่อศรัทธา เชื่ออย่างนี้มันก็มีทิศทาง แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่เชื่ออย่างนี้ เราเชื่ออย่างแต่ก่อนเป็นปุถุชน เป็นคนโลกีย์ เราก็เชื่อไป ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร ทีนี้ถ้าเรามาศึกษาแล้วก็มีหลักเกณฑ์ ศีลของพระพุทธเจ้านี่จะขัดเกลา ขัดเกลาให้เราเสียสละโลภ โกรธ หลง ลงไปจริงๆ จะละโลภ โกรธ หลง ลงไปจริงๆ จึงเป็นศรัทธาที่มีทิศทาง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีศีลแล้ว ไม่มีทิศทาง นี่เป็นอันแรก พอมีทิศทางแล้ว เราก็ปฏิบัติ พิสูจน์ มีพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย จากทรงวินัยไปนี้แหละ วิชยสูตรเมื่อกี้นี้ ต่อจากทรงวินัย ต่อมาก็เป็นเตวิชโช ระลึกชาติไม่ได้ถึงชาติก่อนบ้าง ก็จะต้องให้ระลึกชาติได้ ไม่มีทิพพจักษุ ไม่มีจุตูปปาตญาณ ก็จะต้องให้มีจุตูปปาตญาณ ไม่มีอาสวักขยญาณ ก็จะต้องให้มีอาสวักขยญาณ นี่สรุป เรื่องนะ เดี๋ยวค่อยดูรายละเอียดอีกทีหนึ่ง จากที่เราเคยจำได้ในศรัทธาสูตรมา พอทรงวินัยแล้ว ต่อจากนั้นก็คือ อยู่ป่าเป็นวัตร หรือจิตยินดีในความสงบสงัด แล้วก็ฌาน 4 แล้วจึงเจโตวิมุติ ปัญญา วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ 3 เหมือนกัน อันนี้ก็ 3 ท่านเอาเตวิชโชมาแทนจิตสงบ สงัด ยินดีในความสงัด หรือเราใช้ศัพท์สำนวนว่าอยู่ป่าเป็นวัตร หรือว่าเสนาสนะ อันสงัด ยินดีในเสนาสนะอันสงัด กับได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากในฌาน 4 แล้วก็ อุภโตภาควิมุติ ท่านก็เอา 3 อย่างนี้มาแทน 3 อย่างที่ในศรัทธาสูตร จากทรงวินัยแล้วก็มาเตวิชโช เราควรจะต้องได้รับซับทราบว่าทำไม ท่านเอามาแทน มันไม่เหมือนกัน ท่านบอก มันเหมือนกัน แต่ว่าทำไมถึงเป็นสูตรที่ต่อๆมานี่ พระเกจิอาจารย์ก็เอามาเรียง โบราณาจารย์ก็เอามาเรียงไว้ วิชยสูตร มาเรียงต่อจากศรัทธาสูตร ต่อมาจากสัมปสูตร ซึ่งเนื้อหาหลักก็คือ ศรัทธาอันเดียวกัน แล้วก็ไม่ได้ผิดเพี้ยน นั่นแหละเราจะเอาศรัทธาสูตร หมวด 10 นี้ไปใช้ก็ได้ จากเรามีศรัทธา ถ้าไม่มีศีล ก็ไม่บริบูรณ์ มีศีลไม่เป็นพหูสูต ก็ไม่บริบูรณ์ มันต้องเป็นให้ได้ มีให้ได้ มาจนกระทั่ง มาถึงทรงวินัย ทรงวินัยแล้ว เราต้องมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ถ้าไม่มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์ที่ 8 จะต้องบริบูรณ์ด้วยองค์นั้น จะต้องมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ แต่ไม่มีจุตูปปาตญาณ เราก็ไม่บริบูรณ์ขึ้นไปอีก โดยศรัทธาที่จะบริบูรณ์สมบูรณ์สูงสุด เราจะต้องมีจุตูปปาตญาณอีก สมบูรณ์จริง มีจุตูปปาตญาณแล้วไม่มีอาสวักขยญาณ ศรัทธานั้นก็ไม่บริบูรณ์อีกจนได้ เราจะเอาสิบอันนี้ สิบหลักนี้ไปใช้เลยก็ได้ ก็เหมือนกันแหละ จะบอกว่า เรายินดีในเสนาสนะอันสงัด คือจิตจะยินดีจริงๆน่ะ อาตมาอธิบายแล้ว ไม่ใช่ว่าเรายินดีจะอยู่ป่า แล้วไปเอาติดอยู่แต่ แค่บัญญัติ ภาษา บุคลาธิษฐาน เสนาสนะอันสงัด ก็ไปคิดแต่เสนาสนะเป็นที่ดิน ที่ อยู่ ที่เป็นพื้นภูมิข้างนอก ความจริงมันไม่ใช่ มันไหลเลื่อนเข้าไปสู่นามธรรม ยิ่ง มาถึงสูตรนี้ ยิ่งยืนยันชัดเลยว่า มันไม่ได้หมายมาถึงป่านอกแล้ว มันหมายถึงป่าในใจ สงบสงัดนี่ เราก็จะต้องทบทวน บุพเพนิวาสานุสติญาณเข้ามาแทน อยู่ ยินดีในเสนาสนะอันสงัดนี่ มันก็ชัดเจนว่า เราจะต้องตรวจสอบถึงป่าในใจเราแล้ว ทบทวนบุพเพนิวาสานุสติก็ระลึก ในนี้เอาอย่างนี้เลย เราระลึกได้ชาตินั้น ชาตินี้ ก็คือการระลึกทวนดูว่าเราเกิด การเกิด ถ้าคุณยิ่งระลึกได้ ถึงตัวถึงตนเลยว่าเกิดชาติโน้น ชาตินี้ จะเอาหยาบก่อนเป็นเนื้อหาภาษาอย่างบุคลาธิษฐาน ก็เกิดชาติแต่ก่อนนี้ เกิดเป็นนาย ก. นาง ข. อะไร หรือเกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นสัตว์นรก เกิดเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นอะไรก็เอา แต่นี่ท่านก็ไม่ได้พูดรายละเอียดอย่างนั้นก็ตามเถอะ ได้หลายชาติ ต่อไปก็หมายความว่าได้การระลึกย้อนถึงความเกิดที่ผ่านมาแล้วในอดีตนั่นเอง บุพเพก็คือแต่เก่าแต่ก่อน ที่ผ่านมาแต่เก่าแต่ก่อน เพราะการระลึกชาติประเภทที่เรียกว่าข้ามชาติไปถึงชาติโน้นชาตินี้นี่ยาก เป็นตัวเป็นตนนี่ ต้องใช้ฌานแบบจิต พลังจิตที่จะต้องเข้าไปสู่สภาพที่ลึกซึ้งอย่างสัญญา ตามทวนกลับไปสู่จิต เจตสิก จิตวิญญาณที่เป็นสัญญาเก่า ระลึกไปอีกไกล ซึ่งต้องใช้พลังจิตที่ละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งเราจะต้องไม่มีอะไรกวน แล้วทำได้อย่างยาก ไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่ง่าย ส่วนมากระลึกชาติแบบนี้น่ะโกหก เป็นอุปาทาน ส่วนมากปั้นเอง ระลึกเอง ระลึกไปแล้วก็เพ้อ เป็นภพเป็นชาติ เป็นเรื่องเป็นราว ว่าตัวเองเกิดเป็น นั่นเป็นนี่ อะไรต่ออะไร ส่วนมากเป็นอุปาทาน ส่วนมากเป็นตัวจิตประหวัด จิตไปสร้างอะไรต่ออะไร นึกว่าเป็นจริง ปรุงเอาเอง มีนิมิตขึ้นมาด้วยก็ได้ เป็นมโนมยอัตตาเองได้ เป็นอุปาทานก็ได้ ส่วนมากปลอม อย่างระลึกชาติ ยิ่งไปเอาตัวตนอย่างนั้นน่ะ ระลึกปลอม เพราะฉะนั้นความจริงแล้ว ถ้าเผื่อว่าเราเรียนรู้จิตที่เป็นไปตามพุทธวิชชา ไม่ต้องไประลึกชาติอย่างนั้นหรอก ระลึกชาติ สิ่งที่บุพเพก็คือผ่านมา นาทีที่แล้ว ชั่วโมงที่แล้ว วันที่แล้ว เราผ่านอะไรมาล่ะ เราผ่านกรรมกิริยาอะไรมา เราผ่านบทบาทอะไรเกิด โดยเฉพาะกายกรรมเกิด วจีกรรมเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมโนกรรมเกิด ความเกิดอันนี้เป็นการเกิดที่เราเรียนแล้ว ยิ่งเป็นโอปปาติกโยนิ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ จิตเกิดดี เกิดชั่วนี่แหละ ในภาษาที่บอกว่าได้ดี ตกยากอะไรนี่ก็ตาม เราระลึกชาติได้ เราก็บอกว่าจากชาตินั้น ไปชาตินี้ ในรายละเอียดของท่านบอกไว้ว่า วัฏฏกัป สังวัฏฏกัป อะไรนี่ก็ตามใจ สังวัฏฏกัป กับวิวัฏฏกัป นี่เป็นกัปที่เราจะต้องเข้าใจรายละเอียดความหมายนี้ให้ดีขึ้นอีกหน่อยนะ สังวัฏฏกัปก็คือหมายความว่า คนที่เกิดไปตามธรรมดาอย่างที่เป็นธรรมชาติของวัฏฏะ วัฏฏกัป ก็สังวัฏฏกัป วัฏฏะธรรมดาที่มันเกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย ตายแบบมนุษย์ธรรมดา เป็นชาติๆ เป็นมนุษย์ปุถุชน เพราะฉะนั้นปุถุชนเกิดแล้วก็ตาย ก็ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นการเกิดการตายของมนุษย์ธรรมดา เราก็ระลึกได้เรียกว่าสังวัฏฏกัป ทีนี้ การเกิดการตายของวิวัฏฏกัป ก็คือไม่ใช่วัฏฏะธรรมดา เป็นการเกิดการตายของวัฏสงสาร ที่เป็นไปโดยการเจริญขึ้นแล้ว เช่นว่า คุณระลึกดูการเกิดการตายของจิตวิญญาณอย่างนี้เป็นต้น นี่ปัญญาทางปรมัตถ์ การเกิดทางจิตวิญญาณ นี่การเกิดทางโอปปาติกะ จิตวิญญาณเราเกิดเป็นสัตว์นรก จิตวิญญาณเกิดกิเลส เกิดกิเลสนั่นแหละสัตว์นรก เราเกิดเป็นสัตว์นรกอยู่ เป็นสัตว์ที่ต่ำ หรือการตายของความเป็นสัตว์นรก การตายของจิตวิญญาณ การตายของกิเลส การตายทางจิตวิญญาณ อย่างนี้เรียกว่าการระลึกรู้รอบ การเกิดการตาย วัฏฏะของสิ่งที่วิเศษ สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมดา วิ นี่ มันแปลว่าไม่ วิ นี่แปลว่ายิ่ง เป็นเรื่องของความยิ่ง ไม่ใช่วัฏฏะธรรมดา ไม่ใช่วัฏฏะอย่างโลกๆ แต่เป็นวิสามัญ เป็นวิสังขาร เป็นวิวัฏฏะ เป็นเรื่องของวัฏสงสาร ที่เป็นวัฏสงสารพิเศษ เพราะฉะนั้นผู้ใดระลึกชาติเกิดได้ในจิต เป็นชาติของการเกิด การวนเวียนอยู่ในจิต วนเวียนของกิเลส วนเวียนของการ...ถ้าเรามีจุตูปปาตญาณต่อไป เราจะรู้ความเกิดความดับของกิเลสนั่นอีก เพราะฉะนั้นการเกิดการดับ จุตูปปาตญาณ นี่คือ จุติกับอุบัติ การจุติ ก็คือการเปลี่ยน การเลือก เพราะฉะนั้นท่านถึงใช้ภาษา ท่านไม่ได้ใช้ว่ามรณะ การตายท่านไม่ได้เรียกว่ามรณะ การเกิด ท่านก็ไม่ได้เรียกว่า อุบัติ หรือ อุปาปะ อุปาติ อุปาต ท่านเรียกการเกิด อุบัติได้ แต่ว่าการตาย ท่านไม่ได้เรียกว่ามรณะ ท่าน เรียกจุติ จุตินี่แปลว่าเคลื่อน แปลว่าย้าย แปลว่าเปลี่ยน หรือแปลว่าตายก็ได้ ถ้าจุติอย่างเด็ดขาด เปลี่ยนแล้ว เคลื่อนย้ายจากการเป็นสัตว์นรกแล้ว ไม่จุติเป็นสัตว์นรกอีก แต่จุติเป็นเทวดาจริงๆแล้ว เกิดหรือเคลื่อนย้ายมาอยู่ในฐานใหม่จริงๆแล้ว มั่นคงแล้ว ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ก็เรียกว่า คุณจุติอย่างเด็ดขาด จุติเป็นอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาที่ไม่ใช่เทวดาหัวหกก้นขวิด ที่จะวนเวียนเกิด วนเวียนตาย เป็นสังสารวัฏอยู่อย่างนั้นแล้ว เรียกว่าสังวัฏฏะ หรือ สังสารวัฏอยู่อย่างเดิมแต่ก่อนนี้ ไม่แล้ว เป็นวิวัฏฏกัปแล้ว เป็นการเกิดใหม่ เป็นการไม่เกิดแล้ว อย่างที่จะเลื่อนลง แต่เกิดใหม่แล้ว เกิดเป็นสัตว์ใหม่ที่จะไม่เกิดอย่างเก่า แต่จะเกิดอยู่ในภพใหม่ที่เจริญ เป็นภพเทวดาที่จริง ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในวิวัฏฏกัป เรียกว่ากัป เป็นวิวัฏฏกัป นี่ก็ เราก็จะต้องรู้ว่าการเกิดทางจิตวิญญาณนี่แหละสำคัญ จึงเรียกว่าวิวัฏฏกัป ผู้ใดระลึกไม่รู้ ผู้ใดไม่เข้าใจ รู้ไม่ออก แม้แต่ความหมายก็ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแล้วก็จับสภาวะไม่เป็น ผู้นั้นก็ไม่รู้ หรือจับสภาวะเป็น เราก็รู้ว่าเราระลึกเห็นได้ในวิวัฏฏกัป ว่าเรามีจุตูปปาตญาณ มีการเกิดการดับจริงไหม บุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็ทบทวน อาตมาเคยบอก พวกเราถึงเวลาจะนอน หรือเวลาว่าง เวลาจะพักผ่อน เวลาโน่นนี่ ก็ระลึกย้อน ความจริงในขณะที่นั่งฟัง ธรรม อาตมานี่ก็ระลึกย้อนอยู่ได้ อาตมาพูดไป ทวนไปนี่ ก็ระลึกย้อนอยู่ทุกคน นั่นแหละ น้อยมาก ก็แล้วแต่ อาตมาพูดไป คุณก็เทียบกับตัวเอง ก็ระลึกย้อนสิ่งที่เราเกิด สิ่งที่เราผ่าน เราผ่านมานั่นแหละ สภาวะจริงที่เราได้ประสบ ทีนี้ นัยที่ชัดขึ้น ก็ต้องละเอียดลงไปแน่ๆเลยว่า แล้วเป็นยังไง เรารู้ความเกิดความดับจริงไหม จริง คราวนี้กิเลสเกิดตอนนั้น แล้วเราต่อสู้ หรือเราไม่ได้ต่อสู้ ปล่อยให้กิเลสมันกินตัว เสร็จแล้วกิเลสก็อ้วน กิเลสก็เจริญงอกงาม กิเลสก็ยิ่งมีกำลังวังชา กิเลสก็ได้ผนึกหนาขึ้น หรือว่า เออ เราได้ต่อสู้ตอนนั้น เมื่อนั้น เมื่อนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ได้ปฏิบัติธรรม แล้วก็มีโพชฌงค์ ปฏิบัติมี โพธิปักขิยธรรม ได้ต่อสู้จริงๆ เพิ่มอินทรีย์ขึ้น เพิ่มพละขึ้น เพราะฉะนั้นศรัทธินทรีย์ ก็เกิดวิริยะ วิริยินทรีย์ก็แข็งแรง สตินทรีย์ก็แข็งแรง สมาธิ ในนี้ ก็เรื่องของสมาธิของฌาน ด้วย ท่านเอามาแทนจิตสงบ เอามาแทนฌาน เอามาแทนวิมุติ อุภโตภาควิมุติ ก็เอาสามอันนี้ เอาเตวิชโชมาแทน เอาบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณมาแทนสามอันนั้น มาแทนจิตสงบ ฌาน และวิมุติ เสนาสนะอันสงัด นั่นแหละ จิตสงบ ยินดีในเสนาสนะอันสงัด เอามาแทน ก็นัยเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้ไปด้วยกัน เตวิชโช ก็ต้องใช้ไปทั้งสามอันนั่นแหละอันไหนที่ถอนอาสวะสิ้นแล้ว ตายสนิท รู้แล้วว่ากิเลสนี่ตายสนิท ถอนอาสวะไม่เหลือเลย คุณก็จะรู้ว่าถึงวิมุติ ก็รู้วิมุติ จิตนี่ กิเลสดับสนิท ปัญญาอันยิ่งเห็นเป็น ญาณทัสสนวิเศษ รู้ยิ่ง เห็นจริง เป็นปัจจุบันนั่นเทียว ถอนอาสวะ อาสวะคือ อย่างไร ถอนอาสวะ คือไม่มีแล้ว อาสวะไม่เกิดอีก เป็นธรรมดา ซ้ำๆ หลายครั้ง หลายคราว เมื่อนั้นเมื่อนี้ มีเจโตปริยญาณจริงๆเลย ตรวจ เมื่อไหร่ก็ไม่มีแม้แต่พวกอวิมุติจร อวิมุติจรก็ไม่มี ไม่แผ้วพาน ไม่โผล่ ไม่ผุด ไม่หลอก ไม่เกิดอีก คุณก็จะยิ่งศรัทธา อันนี้อย่าลืมว่า เนื้อหาของศรัทธายิ่งจะบริบูรณ์ด้วย ศรัทธาที่ จะเป็นศรัทธาพละ ยิ่งจะเกิดอาสวักขยญาณ นี่แหละ ยิ่งเอ้อ แน่นอน ยิ่งจะเชื่อ มีกำลังของความเชื่อเป็นศรัทธาพละ ยิ่งถอนอาสวะสิ้น อ้อ เรื่องนี้ อย่างนี้นี่เราไม่เกิดอีกแล้ว กิเลสอันนี้ เราไม่เกิดอีกแล้ว ในเหตุปัจจัยนี้นะ เรื่องนี้ อบายมุขเรื่องนี้ เรื่องกามในเหตุปัจจัยนี้ กามก็มีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยทางตา เหตุปัจจัยทางหู เหตุปัจจัยทางจมูก เหตุปัจจัยทางลิ้น ทางกาย เหตุปัจจัยทางใจ ในใจเองก็ตาม ไม่มีแล้ว ไม่เกิดแล้ว เมถุนสังโยคระลึกเอาเสพอยู่ในภพเฉยๆ ก็ไม่มีแล้ว หมดสิ้น ถอนอาสวะสิ้นบริบูรณ์ คุณก็จะเกิดศรัทธา ศรัทธินทรีย์ บริบูรณ์จริงๆ ศรัทธามีความหมาย มีหลักเกณฑ์อย่างนี้จริงๆ ศรัทธาไม่ใช่ของตื้นๆ นี่ก็ย้ำเน้นถึงหลักใหญ่เสียก่อนให้ฟัง แม้ท่านจะเปลี่ยนมาสภาพนี้ มาเอา อันนี้แทน แต่ก่อนนี้ ในสันตสูตรก็เหมือนกัน ในสันตสูตร ย้อนขึ้นไปสูตรหนึ่ง ท่านบอกว่า ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาแต่ไม่มีศีล เป็นผู้มีศีลแต่ไม่เป็นพหูสูต เป็นพหูสูตแต่ไม่เป็นธรรมกถึก เป็นพระธรรมกถึกแต่ไม่เข้าสู่บริษัท เข้าสู่บริษัทได้ แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท เป็นผู้แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ ไม่ทรงวินัย ก็ทรงวินัย ทรงวินัย แต่ไม่อยู่ป่าเป็นวัตร หรือว่าไม่อยู่ในเสนาสนะอันสงัด ก็ต้องให้มันเป็นให้หมดนั่นแหละ พออยู่ป่าเป็นวัตร ในเสนาสนะอันสงัดแล้ว แต่ไม่ต้องวิโมกข์ ในสันตสูตรนี้ท่านเอา ไม่ต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ด้วยกายอยู่ ถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ด้วยกายอยู่ แต่ไม่ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ก็จะต้องทำ ในสันตสูตรนั้น ท่านเอาวิโมกข์มาแทนฌาน มาแทนวิมุติ เอาวิโมกข์มาแทนฌานแล้วก็เอาปัญญามาแทนวิมุติ แต่ไม่ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ปัจจุบันเข้าถึงอยู่อย่างนี้ เธอชื่อว่าไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่าไฉนหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล จนกระทั่งไล่ไปเรื่อยๆ มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก เข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แล้วก็ทรงวินัย จนกระทั่งทรงวินัยแล้ว ก็ยินดีในเสนาสนะอันสงัด แล้วก็เป็นผู้ถูกต้องวิโมกข์ หมายความว่า ท่านเอามาขยายคำว่าฌาน มาขยายตัวฌาน สันตสูตรนี่ท่านก็สงบน่ะ สงบลงไปอีก คือเป็นฌานที่ลึกซึ้งอีก ขยายความเรื่องวิโมกข์อันสงบไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ก็หมายความว่าเป็นอรูปฌาน ล่วงรูปเสียได้ ก็เป็นอรูปฌานไป แล้วจึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะฉะนั้นจึงทำให้มันสมบูรณ์ ถ้าเมื่อไม่ ก็จะต้องได้ให้ จนกระทั่งถึงกระทำให้ แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นปัจจุบัน ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ มีศรัทธา มีศีล จนกระทั่งต่อมาถึงวิโมกข์ สันตสูตร ท่านก็แทรกลงไปให้วิโมกข์ตรงที่ฌานละเอียดขึ้น ฌานละเอียดขึ้นมา ถึงวิชยสูตรนี้ก็คือ การทำให้เกิดเตวิชโช นั่นแหละฌานที่ลึกซึ้ง เพราะว่าเวลาเขาอธิบายกันเป็นฌานฤาษี เขาก็อธิบายว่าเมื่อนั่งหลับตาแล้ว เราก็จะระลึกชาติ ระลึกชาติแล้วเราก็จะเกิดตาทิพพจักขุ ทิพพจักขุ หรือ จุตูปปาตญาณ แล้วเขาก็บอกว่า นี่เตว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive